Date: 31 มีนาคม 2012

ประเด็นที่พูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดีย สัปดาห์ที่ 25-31 มีนาคม 2555

เรื่องแรก สร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีข่าวว่านายสมเกียรติ บุญยงค์ อายุ 50 ปี อาชีพพนักงานสถานที่ สำนักงานเกษตรในจังหวัดอ่างทอง ป่วยเป็นตับเเข็งรอนอนวันตาย สุดท้ายได้สุนัขที่ตนเก็บมาเลี้ยง ชื่อว่า “เจ้าหลง” สะกิดให้ไปกินหญ้าปล้องแดง ซึ่งมีลักษณะสีเหลืองอมเขียว ก้านเป็นสีแดง มียอดชูเป็นดอก โดยตนก็นำมาต้มกับน้ำแล้วดื่มอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งอาการตับแข็งหายเป็นปลิดทิ้ง อีกทั้งยังเชื่อว่ากินหญ้าปล้องแดงจะช่วยรักษาอาการเกาต์ได้ด้วย

นอกจากนี้ นายสมเกียรติยังฝากเอาไว้อีกว่า ตนต้องขอบคุณเจ้าหลงที่ช่วยชีวิตเอาไว้ ในอดีตมีแต่คนพูดถึงยาผีบอก แต่นี่เป็นยาสุนัขบอก คนเชื่อก็รอดตาย คนไม่เชื่อก็คงต้องตาย

โดยล่าสุด ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง ได้ลงพื้นที่พิสูจน์สรรพคุณของหญ้าปล้องแดงว่ามีสรรพคุณรักษาโรคตับแข็ง และโรคอื่นๆ ได้จริงหรือไม่ และหากพบว่ามีประโยชน์และไม่เป็นอันตราย จะส่งเสริมให้ประชาชนรับประทาน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์จะทราบผล

หญ้าปล้องแดง ที่มาภาพ : httpnews.tlcthai.comnews22060.html

หญ้าปล้องแดง ที่มาภาพ : httpnews.tlcthai.comnews22060.html

“ในประวัติศาสตร์หมอชีวกฯ ท่านว่าพืชทุกชนิดเป็นยาได้ แต่ต้องใช้ให้เป็น เพราะมีทั้งคุณและโทษ อย่างเช่น ฝิ่น แล้วแต่เราจะนำไปใช้อย่างไร”

“คุณลุงไปหาหมอชื่ออะไรคะ แล้วมีประวัติการรักษาที่โรงพยาบาลไหน และหมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคตับแข็งจริงรึเปล่า เพราะว่าโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว เชื้อนี้ไม่มียารักษาและไม่เคยหายนอกจากหายไปจากโลกเลย ดีนะคะที่ลุงกินหญ้า เพราะว่ามันเป็นพืช ไม่อันตรายอะไร หมาแมวเวลาที่มันไม่สบาย มันจะกินหญ้า แต่ไม่น่าเชื่อว่าลุงจะเป็นโรคตับ ต้องให้หมอที่เคยรักษาลุงออกมาบอกว่า ลุงเป็นโรคนี้จริงๆ และมีประวัติว่าเป็นระยะสุดท้ายจริงๆ”

“หญ้าปล้องแดงมีสรรพคุณจริงครับ ลองหาดู สรรพคุณทางสมุนไพร ทั้งต้น เป็นยาขับปัสสาวะ ขับระดูขาว แก้นิ่ว บำรุงไต แก้ร้อนภายใน ไม่รู้กันอย่าไปว่าคนอื่นเขาครับ อย่าอวดฉลาดทั้งๆ ไม่รู้อะไรเลย”

“ปกติหมอพื้นบ้านจะใช้หญ้าปล้องแดงเป็นยาขับปัสสาวะ ขับระดูขาว แก้นิ่ว บำรุงไต และแก้ร้อนใน สำหรับการใช้ยาปล้องแดงรักษาโรคตับแข็งและโรคเกาต์นั้นยังต้องรอการพิสูจน์ของแพทย์ต่อไป เพราะปัจจุบันมีพูดกันตามข่าว ว่าสามารถใช้รักษาได้ แต่รักษาได้จริงหรือไม่อย่างไรต้องติดตามกันต่อไป”

“คุณลุงอาการดีขึ้นแล้ว อย่าหันกลับไปดื่มเหล้าอีกนะครับ มิฉันนั้นไม่ว่ายาอะไรก็จะรักษาไม่ได้อีกเลย คุณพ่อผมก็เป็นตับแข็งเหมือนกันครับ ได้ยาหม้อมากินดีขึ้น แข็งแรงดี อยู่ได้หลายปีอยู่ แต่กระนั้นก็หันกลับมาดื่มอีก ไม่ถึงเดือนครับ ไม่ว่ายาแผนปัจจุบัน ยาหม้อ สมุนไพรต่างๆ ก็เอาไม่อยู่ครับ”

เรื่องที่สอง เรื่องความสวยความงามที่ยังคงอยู่คู่ผู้หญิงเราเสมอ ไม่ว่าจะต้องเจ็บตัวแค่ไหน แต่เพื่อแลกกับความสวยแล้ว ผู้หญิงสมัยนี้ก็ยอมได้หมดจริงๆ ไม่ว่าจะผ่า ทุบ ดึง ฉีด เย็บ แม้ต้องเสียเลือดขนาดไหนก็ยอม

แต่สิ่งที่ปรารถนาจริงๆ คงเป็นความสวยที่ไม่ต้องมาพร้อมความเจ็บปวด ทำให้ล่าสุด มีวิวัฒนาการใหม่ออกมา แต่กลับสร้างเสียงยี้จากสังคม จนชาวเน็ตออกอาการไม่ปลื้ม วิจารณ์การอวดอ้างทำสวยของผู้หญิง ที่มีสมาชิกเข้ามาโพสต์ไว้ในห้องโต๊ะเครื่องแป้ง เว็บไซต์พันทิปดอทคอม โดยใช้ชื่อหัวกระทู้ว่า “เราคิดถูกแล้วใช่มั้ยคะ ที่ไม่ไปทำสวย” โดยมีเนื้อหาว่า มีเพื่อนทางเฟซบุ๊กได้รับแอดและชวนไปทำสวย ซึ่งผู้หญิงคนดังกล่าวใช้ชื่อว่า “เป๊บ” และระบุว่าเป็นทริคความสวยซึ่งเป็นทริคของนางแบบ ผู้ที่ทำตามขั้นตอนดังกล่าวจะมีรูปร่างดีขึ้น หุ่นเพรียว ผิวพรรณขาว มีน้ำมีนวล เหมือนสาวเกาหลีโดยไม่ต้องกินยาหรือฉีดสารแต่อย่างใด แต่เป็นการมีเซ็กซ์กับชายหนุ่ม ซึ่งขั้นตอนถูกระบุว่า นำวิตามินฉีดเข้าทางองคชาติของชายหนุ่ม วิตามินดังกล่าวเป็นค่าสมดุลของเพศ และเมื่อมีเพศสัมพันธ์กัน สารวิตามินจะซึมเข้าสู่ร่างกายโดยผ่านทางช่องคลอดและไปปรับสมดุลให้กับร่างกาย โดยบอกว่าการร่วมเพศแบบนี้จะไม่มีการเล้าโลม ซึ่งเน้นหลั่งวิตามินเพียงอย่างเดียวไม่ใช่อสุจิ เสื้อผ้าไม่ต้องถอดแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ในกระทู้ของสมาชิกคนดังกล่าวยังเปิดเผยอีกว่า สาวที่ชื่อเป๊บได้อ้างว่า มีเด็ก ๆ ในสังกัดใช้วิธีนี้แล้วได้ผลสามารถไปรับงานพริตตี้ได้ และมีการรับประกันใบตรวจเลือดจากนายแบบเพื่อความปลอดภัยจากโรค ผู้หญิงคนไหนอยากสวยติดต่อเป๊บได้ทันที ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับความต้องการ ลูกค้าอยากให้เป็นเช่นไร

เรื่องนี้ทำให้ผู้ที่เข้ามาอ่านกระทู้ดังกล่าวต่างแสดงความคิดเห็นไปต่างๆ นานา แต่ส่วนใหญ่ไม่มีใครเชื่อสรรพคุณโดยบอกว่าอวดอ้างเกินจริง สวยไม่จำเป็นต้องเสียตัว นอกจากนี้ บางความคิดเห็นบอกให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบเป็นการด่วน เรื่องดังกล่าวเป็นอย่างไร เกรงว่าจะมีเด็กและเยาวชนหลงเชื่อ

“ทำไมไม่ฉีดเข้าช่องคลอดไปเลย จะต้องผ่านของผู้ชายทำไม”

“สมัยนี้เล่นกันอย่างนี้เลยเหรอ แต่คงมีคนลองแล้ว ถึงได้กล้าทำอะไรแบบนี้”

“ถ้าอยากได้วิตามินจริงๆ เอาใส่หลอดฉีดยา แล้วฉีดอัดเข้าไปเลย ง่ายกว่ามั๊ย หรือไม่ผู้ชายก็ควรทำให้เห็นว่าเอาวิตามินซี ฉีดเข้าตัวเองให้ดูก่อน จะได้เชื่อ”

“มีหมอออกมาบอกแล้วนะว่า ทางการแพทย์และทางวิทยาศาสตร์ เป็นไปไม่ได้ที่การฉีดวิตามินบางอย่างเข้าไปในอวัยวะเพศชายแล้วให้ร่วมเพศเพื่อให้สารดังกล่าวผ่านเข้าทางช่องคลอดของอวัยวะเพศของผู้หญิงซึมไปทางผิวหนัง แต่การไปร่วมเพศกับคนอื่นที่ไม่ใช่คู่รักของตัวเอง อาจจะติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แทน โดยเฉพาะการได้รับเชื้อไวรัส HIV ทำให้ติดโรคเอดส์ และโรคอื่นๆ จากการมีเพศสัมพันธ์ได้ การมีเพศสัมพันธ์แนะนำให้มีการใส่ถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันโรคติดต่อด้วย ฟังไว้นะจ๊ะสาวๆ”

เรื่องที่สาม เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อีกครั้ง กับคำทำนายมหาภัยพิบัติวันสิ้นโลก เมื่อมีคนนำบทความเรื่องวันฟ้าดับ ซึ่งเป็นบันทึกสุดท้ายของหลวงลุงคุณวิกรม บอกถึงภัยพิบัติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นใน “วันฟ้าดับ” โดยในบันทึกแบ่งบันทึกออกเป็น 4 ตอน คือ

1. เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันฟ้าดับ สรุปเนื้อหาได้คือ อาจจะเกิดขึ้นในคืนวันที่มีการเฉลิมฉลอง ผู้คนจัดงานรื่นเริง ดาวเหนือจะมีลักษณะที่เปลี่ยนไป ท้องฟ้ามืดอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งจะมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ท้องฟ้าหม่นหมอง หลังจากนั้นจะมีลำแสงจากจักรวาลเข้ามา เกิดโกลาหลทั้งเมือง แผ่นดินไหว ตึกพังทลาย ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย พลัดพราก สูญหาย และมีเสียงที่ดังมากเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น แนะนำให้หาสิ่งป้องกันหูไว้ด้วย

2. เรื่องราวที่จะเกิดตามมาหลังวันฟ้าดับ 3 วัน หลวงลุงได้บอกคุณวิกรมให้เตรียมตู้ที่เป็นห้องเย็น เพื่อช่วยป้องกันอากาศที่หนาวเย็น เพราะจะมีก้อนน้ำแข็งตกลงมาจากท้องฟ้า และอย่าห้องจากห้องเย็นจนกว่าจะเห็นแสงอาทิตย์ ที่เชียงใหม่ เขื่อนแม่งัด-แม่กวงจะแตกพังทลาย น้ำพัดบ้านเรือนหายไปหมด อีกทั้งกรุงเทพมหานครจะจมไปกับสายน้ำ เขื่อนภูมิพลบิดร้าว หลวงลุงขอให้ลูกๆ หลานๆ สวดมนต์ ตั้งสติให้ดี ระวังสิ่งที่เป็นอมนุษย์ สิ่งที่อยู่โลกที่สามไว้ด้วย

3. เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นหลังจากวันฟ้าดับ หลวงลุงของคุณวิกรมแจ้งให้หลานๆ อพยพจากที่เกิดเหตุหลังเหตุการณ์สงบภายใน 10 วัน และเตรียมชุดอุปกรณ์ที่ป้องกันเชื้อโรคอย่างไข้หวัดนกไว้ด้วย เพราะซากศพและขยะต่างๆ จะนำพาเชื้อโรคอย่างมากมาย ผู้คนที่ได้รับความสูญเสียจากเหตุการณ์นี้ก็จะมีอาการเสียสติ ควรระวังไว้

และ

4. คนไทยจะเผชิญกับสิ่งใดบ้าง พระอาทิตย์จะขึ้นทางดอยสุเทพ หรือขึ้นผิดทางไมแน่ใจ ซึ่งประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทางภาคใต้ น้ำยังคงท่วมสูงเท่าตึก 5-7 ชั้น อีสานและเหนือยังพอมีคนเหลืออยู่บ้าง ภูมิประเทศทางภาคอีสานขุดไปตรงไหนก็เจอแต่หิน ไม่มีน้ำที่กินได้ มีแต่น้ำเค็ม สุดท้ายผู้คนข้ามแม่น้ำโขงไปอยู่ฝั่งลาวกันหมด ภาคเหนือก็จะมีหิมะปกคลุมจนขาวโพลน ซึ่งหลวงลุงยังเน้นย้ำ ให้หลานๆ สวดมนต์ ฝึกจิต และปฏิบัติสิ่งที่เป็นกุศล อย่างต่อเนื่อง

วันฟ้าดับ ที่มาภาพ : httpnews.mthai.comwp-contentuploads201203m5ampqkv.jpg

วันฟ้าดับ ที่มาภาพ : httpnews.mthai.comwp-contentuploads201203m5ampqkv.jpg

ทั้งนี้อ้างอิงจาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=free4u&month=27-03-2012&group=86&gblog=52

โดยเนื้อความตามบันทึกทั้งหมด ถูกแชร์ต่อกันและพูดถึงกันในวงกว้าง เพราะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของการทำนายชะตากรรมของประเทศไทย หรือของโลก ในการเกิดภัยพิบัติร้ายแรง แต่ทุกครั้งที่มีการกล่าวถึงก็สร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนไม่น้อย เพราะนี้เป็นเรื่องราวโศกนาฏกรรม การพลัดพรากสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งก็เป็นเรื่องของวิจารณญาณและความเชื่อส่วนบุคคลที่ต้องไตร่ตรองกันอย่างถี่ถ้วนจริงๆ

“บทดีขนาดนี้ เอาไปทำหนังเถอะครับ จะได้มีคุณค่า ดีกว่ากลายเป็นตัวหนังสือที่ไร้ค่า”

“ไม่เข้าใจจริงๆ เขาเขียนมาให้เตือน อย่างมีสติ ไม่เชื่อไม่ชอบ ก็ไม่ต้องอ่าน ไม่มีใครห้าม ไม่มีใครว่าอะไรครับ เสียดายที่ความรู้บุญแบบนี้ แต่มีคนชอบมาติดกรรมกันเหลือกัน ผมไม่ขอว่าอะไรมากละกัน คนที่มีบุญ ก็ขอให้เตรียมตัวรับมือไว้บ้าง จำเอาไว้สักนิดไม่เสียหายอะไรมาก สุดท้ายก็ขอให้คนดีๆปลอยภัย จากภัยภิบัตินี้ด้วย คนที่ไม่ดีก็จะไปแล้วก็แล้วแต่ครับ”

“ขอบคุณ และขอน้อมรับฟังไว้เตือนสตินะครับ จะอยู่บนความไม่ประมาท”

“ผมว่าเขาให้เราคิดแล้วระวังตัวมากกว่านะ แม้บางบทความมันดูน่ากลัวและไม่อาจเป็นไปได้ แต่เขาก็ขออโหสิกรรม แล้ว ผมอโหสิกรรมให้ครับ”

“คนส่วนใหญ่มักจะไม่เชื่อ คนส่วนน้อยมักจะบอกว่าระวัง หรือการเตรียมตัวจะดีที่สุด อนาคตมันไม่แน่ไม่นอนถ้าตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วโอกาสที่จะเป็นตามนั้นมีความ เป็นไปได้สูง แต่มันก็ขึ้นอยู่กับเวลาล่ะครับว่าสิ่งที่กล่าวมามันจะมาตอนไหนเท่านั้น”

เรื่องที่สี่ กลายเป็นเรื่องอมยิ้มให้ได้แอบเม้าท์กันอีกแล้ว สำหรับวลีของท่านนายกฯ ปู เมื่อมีคลิปที่นักข่าวของมติชนออนไลน์และประชาชาติธุรกิจออนไลนขอให้ท่านนายกพูดวลีเด็ดส่วนตัว ซึ่งกำลังฮิตในโซเชียลเน็ตเวิร์กและหมู่วัยรุ่นทั่วไป “ขอสามคำ” ซึ่งถ้าเป็นคนปกติหรือวัยรุ่นทั่วไปจะตอบอย่างไม่ต้องคิดนาน บางคนอาจใช้คำพ้องเสียงตามเกาหลี อย่างเช่น ยุง ชุม จัง, น่า รั๊ค อ่ะ, คิด ถึง นะ, ฉัน รัก เธอ หรือคำอะไรอีกมากมาย เพื่อความสนุกสนาน แต่เมื่อถามนายกปูท่านกลับมีอาการ “อึ้ง กิม กี่” คิดวนไปวนมาอยู่ซักพัก กว่าจะตอบสามคำออกมาได้ว่า “ดี สวย เท่ห์”

สามคำของท่าน ดูเหมือนจะบ่งบอกว่าเป็นตัวท่านยังไงยังงั้น แต่อย่างไรก็ตามพฤติกรรม อึ้งและคิดนาน อย่างเห็นได้ชัดของนายกปู สร้างความคันปากให้กับเหล่าโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คได้เม้าส์กันต่างๆนานาไปแล้ว

“ท่านคงเคยชินกับการคิดการใหญ่ การเล็กๆ เช่นนี้ คงไม่ชิน เลย คิด ไม่ ออก”

“ท่านอาจจะพูด ก่อนก็ได้ว่า โพย อยู่ หนายยยยยยย “

“คิด นาน จัง”

“คนสัมภาษณ์ก็ไม่มีกาลเทศะเลย นายกไม่ใช่เพื่อนเล่นนะ”

“ท่าทาง นายกฯ ปู เป็นกันเอง น่ารักดีนะคะ”

นายกปู "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ที่มาภาพ : http://p.s1sf.com/wo/0/ud/189/948298/y.jpg

นายกปู "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ที่มาภาพ : http://p.s1sf.com/wo/0/ud/189/948298/y.jpg

เรื่องที่ห้า คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ประชาชนต่างให้ความสนใจมากกว่าสมัยก่อน เพราะปัญหาบ้านเมืองไทยในปัจจุบันมีมากมาย ทำให้ไม่ว่าพรรคการเมืองหรือนักการเมืองท่านใดขยับหรือประกาศมีนโยบายอะไร ก็เป็นให้ความสนใจเสมอ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องการแบ่งข้างแบ่งสี ใครรักใครชอบใครก็มักจะเชียร์จะพูดถึงทุกการกระทำ ซึ่งโซเชียลเน็ตเวิร์กก็เป็นช่องทางสำคัญให้การสร้างเครื่อข่าย และการพูดคุยจนเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์

นอกจากท่านนายกรัฐมนตรีจะเป็นที่สนใจแล้ว ฝั่งอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ถูกจับตามองไม่แพ้กัน โดยล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 โดยที่ประชุมได้ประกาศยุทธศาสตร์พรรค ใน 4 ปี นับแต่ปี 2555-2558 เพื่อให้พรรคในฐานะที่เป็นพรรคแห่งชาติ มีบทบาทในเวทีสากล และเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วประเทศ สามารถเอาชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในสภา เพื่อเป็นรัฐบาลนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โดยการพัฒนาฐานสนับสนุนพรรคให้มั่นคง จะดำเนินการตาม 15 ยุทธศาสตร์ คือ

1. สมาชิกพรรคมีอุดมการณ์ เข้มแข็ง ทุ่มเทรับใช้พรรค โดยจะขยายฐานสมาชิก

2. ขยายแนวร่วมทางกรเมือง มุ่งเป้าไปยังสาขาอาชีพต่างๆ

3. สาขาพรรคเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ เพื่อรับภาระงานการเมืองในเขตพื้นที่

4. ระดมความคิดในแนวทาง “เครือข่ายสมัชชาประชาชน-ประชาธิปัตย์” โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ยืนหยัดรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

5. ท้องถิ่นเข้มแข็ง ประชาธิปไตยมั่นคง

6. จัดกลุ่มจังหวัดเพื่อประสิทธิภาพในการทำงานการเมืองของพรรค

7. พรรคเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

8. พรรคของมวลชนที่มีฐานการเงินมั่นคง ให้มีคณะกรรมการบริหารเงินทุนและมีหน่วยงานเฉพาะ ทำหน้าที่รณรงค์ระดมทุนหารายได้เข้าสู่พรรคโดยวิธีการถูกต้อง เปิดเผย โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ โดยคณะกรรมการฯ ดังกล่าว เป็นผู้วางแผนจัดกิจกรรมเพื่อระดมทุน หารายได้จากการสนับสนุนของประชาชน เพื่อให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรคที่แท้จริง

9. การประชาสัมพันธ์เชิงรุกอย่างเป็นระบบ เน้นบทบาทผลงานของพรรค ทิศทางการแก้ปัญหาของประชาชน ที่เรียกว่า “วาระประชาชน”

10. เตรียมความพร้อมเพื่อการเลือกตั้งทั่วไป จัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้ง มีแผนระยะสั้น กลาง และยาว เตรียมความพร้อมของผู้สมัคร การทำงบประมาณการเลือกตั้งและอื่นๆ

11. พรรคเข้มแข็งมีประสิทธิภาพเป็นที่พึ่งของประชาชน

12. ส่งเสริมความร่วมมือและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระดับนานาชาติ

13. นโยบายพรรคทันสมัย พร้อมเป็นรัฐบาลที่ดี

14. ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในพรรค สนับสนนการเมืองภาคประชาชน และ

15. องค์กรพรรคเข้มแข็ง พรรคแข็งแรง

การที่พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศจุดยืนที่แน่วแน่ ทำให้ฝ่ายที่รักและชื่นชอบกลับมามีความหวังอีกครั้ง จึงมีการพูดถึงยุทธศาสตร์พรรคในครั้งนี้กันมากมายในโลกอินเทอร์เน็ต ทั้งให้กำลังใจ หรือมีการวิจารณ์การทำงานกันไปต่างๆ นานา ลองไปฟังเสียงชาวเน็ตกันดีกว่า ว่าเขาพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่ายังไงกันบ้าง

“ท่านนายกอภิสิทธิ์ สู้ๆ นะคะ ยังไงก็ต้องทำได้แน่นอน”

“ขอให้กลับมาเป็นรัฐบาลแบบ แมนๆ นะ ไม่ต้องมีเรื่องจิกกัดอะไรกันอีก”

“แค่ใช้ความดีและความจริงใจ บวกกับสมองในการบริหารและทำมากกว่าพูด ประหยัดเงินได้ตั้งเยอะ”

“เขียนได้ ทำให้ได้ด้วยนะครับ ประชาชนจะดีใจมากๆ”

“ประชาธิปัตย์ค่อนไปทางอนุรักษ์นิยม ตรงกับความคิดผม และถ้ามีโอกาสก็จะบริจาคเงินสมทบด้วยนะครับ”

  • Panrug

    สุดหล่อ เท่ห์ เฮ้อ เสียดาย น้ำท่วมทุ่งเกินไป ลูกผู้ดีไม่มีความอดทน