สตง.แจงการหารือเลขาสปสช. กรณีตรวจสอบการดำเนินงานย้อนหลัง 9 ปี

23 ธันวาคม 2011

หลังจากที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ออกรายงานตรวจสอบการดำเนินงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 เป็นการตรวจสอบการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2546-2553 ว่าฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีหลายข้อ รวมทั้งการจ่ายเงินเดือนเลขาธิการ สปสช.ในอัตราสูงไม่เป็นไปตามสัญญา จ่ายเบี้ยประชุมให้ประธานและอนุกรรมการเกินกว่ามติ ครม.2เท่าตัว และจ่ายโบนัสพนักงานโดยไม่มีมติคณะกรรมการ สปสช. และการจ่ายเบี้ยเลี้ยง จากนั้นในวันที่ 6 ธันวาคม 2554 มีการประชุมคณะกรรมการสปสช.ซึ่งน.พ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสปสช.ได้ชี้แจงหลังการประชุมในทุกประเด็นที่สตง.ระบุว่าเป็นการบริหารจัดการที่ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม โดยกล่าวว่าได้ส่งเอกสารชี้แจงไปยังสตง.เรียบร้อยแล้ว และในวันเดียวกันนั้น นายวิทยา บูรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้สัมภาษณ์ว่าจะแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้ ต่อจากนั้นวันที่ 15 ธันวาคม 2554 นพ.วินัยได้เปิดแถลงข่าวอีกครั้ง ในครั้งนี้ได้ตั้งหัวข้อว่า”ตอบทุกข้อสงสัยกรณีการตรวจสอบของสตง.” ซึ่งในวันดังกล่าวได้ระบุว่าได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้ทำหนังสือชี้แจงแทนรัฐมนตรีในฐานะประธานสปสช. และสปสช.ต้องทำหนังสือชี้แจงของสปสช.อีกต่างหาก

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รักษาราชการแทน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รักษาราชการแทน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

ต่อเรื่องดังกล่าวนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รักษาราชการแทน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เปิดเผยว่าเมื่อในวันที่ 13 ธันวาคม 2554 นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสปสช.ได้มาชี้แจงและหารือเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ในประเด็นเรื่องการขึ้นเดือนเลขาธิการสปสช.โดยอธิบายเปรียบเทียบรายได้ของตนเองกับรายได้หมอ โดยเฉพาะหมอชุมชนที่มีรายได้กว่า1แสนบาทต่อเดือน แต่ตำแหน่งเลขาธิการสปสช. โดยคุณสมบัติต้องเป็นหมอหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ แต่เลขาธิการสปสช.คิดว่าเมื่อตนเองเป็นหมอก็ต้องได้เงินเดือนตามมาตรฐานหมอ

“คำตอบคือคิดแต่ตัวเราว่าเราเป็นหมอ มาอยู่ตรงนี้ได้เงินเดือนน้อยกว่าหมอชุมชน ซึ่งตำแหน่งนี้ใครมาบริหารก็ได้ ดังนั้นอย่าเอาตัวเราเป็นหลัก เอาหลักการ คือความพอเหมาะพอสม จริงๆไม่ต้องพูดถึงระเบียบอะไรมากมายนะ แค่คิดว่าแค่นี้เพียงพอเหมาะสมไหม ถ้าไปคิดเปรียบเทียบว่าเงินเดือนแค่นี้น้อยไป ทั้งๆที่ตำแหน่งนี้ต้องเป็นหมอหรือไม่ ซึ่งผมได้ถามท่านเลขาฯ ท่านก็บอกว่าไม่จำเป็นต้องเป็นหมอ เมื่อเป็นตำแหน่งบริหาร ใครก็ทำได้ และใครก็ได้ที่เป็นนักบริหาร ก็บริหารได้ แต่จะมีความรู้เรื่องหมอหรือไม่ ก็ศึกษาได้ จำเป็นต้องผ่าตัดได้ไหม ไม่จำเป็น และท่านได้ชี้แจงอีกว่าสิ่งที่เลขาฯสปสช.ได้ทำมานั้นเป็นประโยชน์ เนื่องจากช่วยประหยัดเงิน อย่างกรณีการไปต่อรองเครื่องสวนหัวใจ หรือสเตนท์อันละ 8 หมื่นบาท เหลือ 4 หมื่นบาท เป็นการซื้อลอตใหญ่และให้หน่วยงานราชการมาเบิก สตง.ก็คิดว่าหน่วยงานนี้มีหน้าที่ซื้อของหรือ”

นายพิศิษฐ์กล่าวต่อว่าจากที่เลขาฯสปสช.อธิบายก็เกิดคำถามว่าหน่วยงานนี้ทำไมต้องไปลงทุนซื้อของเอง ซึ่งได้ถามท่านเลขาฯสปสช.ว่าทำไมรัฐบาลไม่ให้องค์การเภสัช ไปซื้อของเครื่องมือถูกๆมาขาย เพราะการประมูลซื้อครั้งละมากๆ สามารถซื้อได้ราคาถูกๆ แล้วให้โรงพยาบาลมาซื้อจากองค์การเภสัช ทำไมต้องให้สปสช.มาบริหารเรื่องพวกนี้

อย่างไรก็ตามการมาหารือของเลขาธิการสปสช.ครั้งนี้ จริงๆท่านมาบอกว่าท่านตอบไม่ทัน(ชี้แจง) เนื่องจากน้ำท่วม การตอบครั้งนี้ต้องรัดกุมเพราะมีปัญหาสภาพแวดล้อมและมาปรารภว่าขอเวลา เกรงว่าเรื่องนี้ต่อไปอาจจะกลายเป็นเรื่องการเมืองเข้ามา จึงต้องชี้แจงด้วยความรอบคอบ เพื่อลดปัญหาจะได้ไม่เสี่ยงเกินไป การหารือครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ท่านมีเหตุผลมาเราก็มีเหตุผลพิจารณา”

สำหรับเรื่องเบี้ยประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบนั้น แม้จะบอกว่าถูกระเบียบ เป็นคำสั่งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเซ็นต์อนุมัติเอาไว้ โดยแบบแผนราชการ หากผู้บังคับบัญชาสั่งในสิ่งที่ไม่เหมาะสม ควรมีความเห็น ควรเสนอได้ว่าไม่เหมาะสม เพราะมันเป็นเงินที่เยอะเนื่องจากเหมาเป็นค่าตอบแทน

“ดังนั้นที่สปสช.ชี้แจงว่าเป็นค่าตอบแทน แต่จะเรียกอย่างไรก็ตาม จริงอยู่สปสช.เป็นหน่วยงานอิสระ แต่สตง.ต้องดูสิ่งแวดล้อมด้วยว่าเขาเป็นหน่วยงานผลิตอะไรบ้าง ถ้าผลิตแล้วหากำไร ก็จ่ายค่าตอบแทนได้ระดับหนึ่ง แต่หากหน่วยงานนั้นมีการตั้งงบประมาณ เอางบประมาณมาใช้จ่าย การให้ค่าตอบแทนเยอะๆ ก็ต้องดูความเหมาะสมตรงนี้ด้วย อย่างสมมติว่าเป็นบริษัทปตท. การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งมีรายได้เยอะ ก็จ่ายค่าตอบแทนได้ ขึ้นอยู่กับกิจการ องค์กร หากองค์กรมีแต่ค่าใช้จ่าย และเอามาให้ค่าตอบแทนเยอะๆ มันต้องดูความเหมาะสม ความสมเหตุสมผล หากบอกว่าไม่ผิดกฎหมาย มันไม่ผิดหรอก แต่เราไม่ได้พูดถึงผิดกฏหมายหรือผิดระเบียบอย่างเดียว แต่เราพูดถึงความพอเหมาะพอสมคืออะไร”

“หากต่อไปหน่วยงานใดหากมีรายได้มหาศาล เราเอารายได้ส่วนหนึ่งมาจ่ายผลตอบแทน อย่างนี้ ก็ไม่กระเทือนต้นทุนเท่าไหร่ แต่ถ้าหน่วยงานนั้นไม่ได้ผลิตอะไร มีรายจ่ายอย่างเดียว และจ่ายผลตอบแทนเท่ากับหน่วยงานที่มีผลผลิต ก็ต้องดูความเหมาะสมด้วย” นายพิศิษฐ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าสปสช.เป็นหน่วยงานประเภทไหน นายพิศิษฐ์กล่าวเป็นหน่วยงานของรัฐ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ และใช้เงินภาษีอากร ต้องของบประมาณ ถามว่ารายได้คุณมาภาษีบาปหรือ ถึงจะเป็นภาษีบาปก็คือเงินภาษี เป็นเงินของแผ่นดิน และไม่ใช่เป็นเงินภาษีบาปแล้วจะใช้อย่างสบาย ก็ไม่ใช่ ใช้แล้วต้องไม่เวอร์ ไม่เละเทะ ต้องดูพอเหมาะพอสม อย่างกรณีการเป็นสปอนเซอร์ ให้กิจการโน้นกิจการนี้ ต้องดูว่าเป็นกิจการที่สนับสนุนกิจการของตัวเองหรือไม่ สมมติอย่างงานแฟร์ บอกว่ามีผักกินแล้วสุขภาพดีจึงไปร่วมกิจกรรม ซึ่งคุณจะตีความอย่างไรก็ตีความได้ หรือพืชสวนโลกคุณตีความได้ หากจะตีความแบบตะแบงก็ทำได้ อาทิ คนเราดูต้นไม้ ทำให้จิตใจสดชื่น ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว จิตใจดีร่างกายสิวฝ้าไม่มี ไม่เป็นโรคจิต จริงๆไม่เกี่ยวกับงานหลักๆขององค์กร หากคุณจะจ่ายเงิน ก็ทำได้หมด ตะแบงได้ เพราะใครมาขอเงินก็มีพาวเวอร์

“ผมวิจารณ์ในเชิงหลักการ หากคุณบอกว่ามีอำนาจทำได้ คุณทำได้อีกเยอะ แต่ต้องทำอย่างพอเหมาะพอสม”

อย่างไรก็ตามเลขาฯสปสช.ได้ถามว่าถ้าสตง.ตรวจสอบแล้ว ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็แปลว่าจบใช่ไหม สตง.ได้แจ้งว่าเราตรวจผลการดำเนินงานก็แจ้งผลดำเนินงาน ไม่ได้แปลว่าจบนะ เราต้องตรวจอย่างอื่นอีก เราต้องดูในเรื่องขบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่ใช่เราออกรายงานนี้แล้ว มาชี้แจงแล้วก็จบนะ ไม่ใช่

นอกจากนี้ประเด็นที่นำเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐจากการซื้อยาจากองค์การเภสัชกรรมซึ่งใช้เงินของกองทุนสปสช. แต่นำเงินที่องค์การเภสัชจ่ายคืนมาไปเป็นเงินสวัสดิการโดยนำไปใช้การดูงานศึกษาในต่างประเทศประมาณ 95 ล้านบาทเรื่องนี้นายพิศิษฐ์กล่าวว่า

“จริงๆเงินที่ซื้อยาใช้เงินกองทุนสปสช. และได้คืนมาเป็นเปอร์เซ็นต์ 3 – 5 % แต่ผู้บริหารสปสช.เอาไปตั้งเป็นกองทุนสวัสดิการ ซึ่งสตง.ได้เขียนข้อเสนอแนะว่าให้โอนเงินก้อนดังกล่าวกลับมาเป็นเงินของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อการซื้อยาสามารถประหยัดงบประมาณได้ เงินก็ต้องกลับมาที่กองทุนสปสช. ไม่ใช่ไปที่กองทุนสวัสดิการ”

ส่วนประเด็นซื้อรถยนต์ ประเด็นนี้สตง.คงต้องส่งให้ฝ่ายสอบสวนไปดำเนินการต่อไป

แหล่งข่าวจากสตง.กล่าวเสริมว่าก่อนหน้านี้สปสช.ได้ทำหนังสือชี้แจงมาแล้ว และได้ขอเอกสารคืน ก่อนที่จะมีการส่งหนังสือชี้แจงกลับมาใหม่อีกครั้ง และถามอีกว่า “หากสปสช.ชี้แจงจบแล้ว สตง.จะมีหนังสือตอบไหมว่าการตรวจสอบจบแล้ว ทางสตง.ได้แจ้งว่า ไม่มี เพราะในหลักตรวจสอบสากล หากหน่วยงานชี้แจงแล้ว ถ้าไม่มีอะไรต่อก็อนุมานว่าอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าคุณมาชี้แจงแล้ว โอเค ไม่มีการตรวจสอบอีกแล้ว เพราะที่สตง.ตรวจสอบนี้ เราไม่ได้ตรวจ 100 % เราสุ่มตรวจ ดังนั้นต้องว่ากันเป็นเรื่องๆ ไม่มีการรับรอง มีแต่รับรองตัวเลข ไม่มีรับรองการปฏิบัติ เราไม่สามารถรับรองได้ เดี๋ยวคนเข้าใจผิด ไม่ใช่ไม่เจอแปลว่าถูก ไม่ใช่

  • Deddee

    มีประเด็นน่าสนใจ สองเรื่อง

    1 ที่น่าสนใจมากๆๆๆ แล้วควรจะมีการเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้ด้วย นั่นคือ
    ประเด็นที่ สตง. ว่า ” ไม่จำเป็นต้องเป็นหมอ เมื่อเป็นตำแหน่งบริหาร ใครก็ทำได้ และใครก็ได้ที่เป็นนักบริหาร ก็บริหารได้ แต่จะมีความรู้เรื่องหมอหรือไม่ ก็ศึกษาได้ จำเป็นต้องผ่าตัดได้ไหม ไม่จำเป็น ” ถ้า thaipublica ไม่เอามาลงผิด ก็น่าจะพูดเรื่องงนี้ให้มากๆๆๆ การที่เป็นตำแหน่งบริหาร ใครที่บริหารได้ก็ควรจะมาทำ ดังนั้น ควรที่จะยกเลิกการที่ ให้ หมอเท่านั้นเป็นผู้บริหารโรงพยาบาล เพราะไม่จำเป็นต้องรักษา ไม่ต้องผ่าตัด มาบริหารให้ได้ ก็พอ อันนั้เห็นด้วยอย่างยิ่ง เราก็จะได้หมอมารักษาอีกเยอะ แถมได้นักบริหารเก่งๆ จากจากสายงานอื่นมาทำหน้าที่บริหาร ได้หมอเพิ่มทันที เกือบพันคน

    2 กรณีซื้อยา แล้วได้ เงินกลับมา 3-5 % นั้น ทุก รพ.ได้หมด ภายใต้หลักการเดียวกัน สตง.ต้องแจ้งไปยัง รพ.ทุกแห่ง ให้ทำตามข้อเสนอแนะ ด้วย เอาเงินบำรุง รพ.ไปซื้อยา ได้เปอร์เซนต์มา ต้องเอาเข้าเงินบำรุงฯ ตามเดิม สตง.ลองสุ่มดูสัก 5 -6 รพ.รัฐดูซิ ว่าได้เงินนี้แล้วเอาไปไหน เพราะ ได้เงินนี้มาเหมือนกันจาก องค์การเภสัชกรรม ลองดู รพ.นครราชสีมา รพ.เชียงราย รพ.หาดใหญ่ รพ.ศิริราช รพ.จุฬา โรงเล็กโรงน้อยยังไม่ต้องไปดูหรอก ดูใหญ่ๆ ไปก่อนว่า ทำแบบ สตง.แนะนำไหม ถ้าไม่ทำ รพ.ทั้งประเทศต้องชี้แจง ละครับ ภายใต้มาตรฐานเดียวกันของคำแนะนำ

    • หมอชายขอบ

      เริ่มที่ สปสช.ก็น่าจะดีเพราะปัจจุบันผู้บริหารงานประกัน ภาคเอกชนมีมากทีเดียว

  • Drchurchoo

    สตง.ยังตรวจไม่หมดอีกหลายรายการ และสปสช.ไม่ใช่หน่วยงานอิสระ แต่เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นตามพร.บ.เฉพาะซึ่งมติครม.เมื่อวันที่๗ก.ย. ๒๕๔๗ บอกว่าถ้าบริหารงานไม่ประ หยัดไม่มีประสิทธิภาพให้รัฐมนตรีพิจารณายุบได้
    และสปสช.ได้ใช้เงินภาษีผิดมติครม. ผิดประกาศสตง. ผิดระเบียบสำนักนายก และผิดระเบียบของสป.และผิดพ.ร.บ.หลักปะกันสุขภาพแห่งชาติด้วย
    สมควรที่ปปช.จะต้องตรวจสอบสปสช. คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและ เลขาธิการสปสช.ด้วย

  • Damras ฑน่ฟืฟหะ้รำื

    ผู้บริหาร สปสช ก็ดี โรงพยาบาลที่ใช้งบประมาณของรัฐบาลไทยเพื่อปฏิบัติงานอยู่ในปัจจุบันนี้แทบทุกท่านคงไม่เข้าใจหรือไม่สนใจความหมายและความสำคัญของ Conflict of Interest นัก ว่าอาจจะนำไปสู่การปฏิบัติงานในหน้าที่ซึ่งท่านกระทำในลักษณะของการแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองและหมู่คณะ ท่านรักษาการผู้บริหารสูงสุด สตง ก็อย่าทำเพียงสุ่มแล้วพบการกระทำที่ทำให้สงสัยว่าทุจริตเท่านั้น สตง ต้องศึกษาเพิ่มเติมจนสามารถชี้ให้ชัดไปเลยว่า ทุจริตเพราะเหตุผลใด ไม่ทุจริตเพราะเหตุผลใด หรือถ้ายังชี้ชัดไม่ได้ สตง ต้องปฏิบัติหน้าที่ผู้แนะนำให้ผู้ถูกสอบนั้นปรับปรุงหรือแก้ไขวิธีปฏิบัติให้ปลอดภัยจากการถูกกล่าวหาเช่นเดิมเสียเลย ท่านจึงจะได้ทำหน้าที่หลักของ สตง ไม่ใช่แค่ท่านสร้างความเป็นสีเทาอย่างที่ทำกับ สปสช อยู่ในปัจจุบัน ท่านผู้อ่านเคยถูกกล่าวหาแบบนี้บ้างไหมล่ะ? แล้วหลังจากนั้น ถ้าผู้กล่าวหาได้เสนอสาธารณะจนเป็นข่าวไปทั่วแล้วไม่ติดตามด้วยการชี้ชัดว่า ที่สุดแล้วผู้ถูกกล่าวหานั้นเป็นอย่างไร ผู้ถูกกล่าวหาก็ด่างพล้อยแล้ว

    ผมเป็นห่วงว่า ต่อไปใครจะอยู่ในตำแหน่งสูงๆในระบบราชการไทยจะถูก สตง สุ่มตรวจอย่างหมอวินัยนี่อีกเรื่อยๆเพราะการกระทำอย่างนี้ สตง มักได้ใจจากประชาชนที่อ่านข่าว คนส่วนใหญ่อ่านได้รับรู้ได้แต่วิเคราะห์ข่าวได้ไม่ลึกซึ้ง จะเข้าทำนองที่ผู้นำม๊อบหลายๆคนใช้วิธีการที่คล้ายคลึงกันนี่แหละประสบความสำเร็จจนสามารถพัฒนาทั้งความร่ำรวยและตำแหน่งงานให้ตัวเองได้อย่างที่เห็นในปัจจุบัน สตง จะมีโอกาสเสียหายบ้างไหมครับ? ใครจะไปลงทุนฟ้องหาความเป็นธรรมให้คนที่ สตง ทำให้เขามีตำหนิแล้วล่ะครับ?

    ผู้อ่านที่มีใจเป็นธรรมรับความเห็นของผมนี้ไว้พิจารณาด้วยหากท่านต้องตัดสินใจ

    ด้วยความเคารพในสิทธิและหน้าที่ของท่านผู้มีตำแหน่งหน้าที่่การงานระดับบริหารทุกท่าน

    นายแพทย์ ดำรัส โรจนเสถียร

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม