ฤาจะถึงกาลล่มสลายของระบบสาธารณสุขไทย

[22 ก.ย. 54: อ่านจดหมายค้านบทความนี้ได้ที่ เสียงท้วงติงจากผู้อ่าน]

‘หมอไท ทำดี’

30 บาทรักษาทุกโรค
30 บาทรักษาทุกโรค

ผู้อ่านส่วนใหญ่ที่เห็นหัวข้อคงรู้สึกสงสัยระคนตกใจว่า จริงหรือ ทำไมระบบสาธารณสุขไทยซึ่งหลายคนเชื่อว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลกจะล่มสลายจริงหรือ ในเมื่อประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาแรกๆ ของโลกที่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า นั่นคือ ไม่ว่าใครขอให้เป็นคนไทยก็สามารถที่จะมีประกันสุขภาพไม่ทางใดก็ทางหนึ่งหรือแม้แต่แรงงานต่างด้าวที่กินค่าแรงรายวัน หากขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง รัฐบาลไทยก็รับภาระที่จะให้การดูแลสุขภาพ

การมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นเรื่องดีสำหรับประชาชนอย่างแน่นอน หากประเทศนั้นๆ มีฐานะทางการเงินและระบบบริหารจัดการที่ดีพอ แต่การให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยที่ในกระเป๋าไม่มีเงิน รวมทั้งมีระบบบริหารจัดการที่ล้มเหลวนี่เองที่กลายเป็นที่มาของความล่มสลายของระบบสาธารณสุข

ปัจจุบันความเสียหายเริ่มปรากฏให้เห็น เมื่อโรงพยาบาลรัฐที่ขาดทุนจำนวนมหาศาลจนไม่มีเงินซื้อเวชภัณฑ์เริ่มขู่รัฐบาลว่าจะปิดตัวลง คนไทยหลายคนที่ได้อ่านข่าวคงรู้สึกงงๆ ว่าโรงพยาบาลรัฐมีขาดทุนด้วยหรือ แล้วทำไมต้องปิดตัวลงและเมื่อปิดตัวลงแล้ว คนป่วยซึ่งก็คือประชาชนตาดำๆ จะไปรักษาตัวกันที่ไหน เจ้าหน้าที่ที่เคยทำงานอยู่ทั้งหมอ พยาบาล พนักงานระดับต่างๆ จะไปทำงานที่ไหน มีเงินเดือนกินหรือเปล่า จะเดือดร้อนมากหรือน้อยกว่าประชาชนที่ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร แท้ที่จริงแล้ว โรงพยาบาลของรัฐต้องหากำไรด้วยหรือ หากขาดทุนต้องปิดกิจการเหมือนเอกชนเลยหรือ แล้วพวกเขาเคยเอาเงินจากที่ไหนมาซื้อยา เครื่องมือเครื่องใช้ จ่ายค่าน้ำค่าไฟ จ่ายเงินเดือนหมอ พยาบาลและพนักงานกันแน่

ฟรีบริการสุขภาพถ้วนหน้า

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของสังคมที่ถูกปกปิดมานานตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มให้บริการสุขภาพถ้วนหน้ากับประชาชนทั่วประเทศหรือที่เรียกกันติดปากว่า 30 บาทรักษาทุกโรคที่เริ่มในปี 2540 ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าบริการสุขภาพถ้วนหน้า เพราะผู้รับบริการหรือคนไข้ไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่บาทเดียวจึงไม่ต้องเรียก 30 บาทรักษาทุกโรค แต่รัฐบาลปัจจุบันกำลังต้องการ

ก่อนที่จะถึงวันที่คนไทยทั้งประเทศได้มีโอกาสรับบริการสุขภาพโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายนั้น ประเทศเรามีผู้มีสิทธิได้รับการบริการทางด้านสุขภาพอยู่เก่าก่อนปี 2540 อยู่ 3 ประเภท นั่นคือ 1. ข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ 2. ประกันสังคมและ 3. ผู้สูงอายุ เด็ก พระสงฆ์ ผู้ยากจนหรือด้อยโอกาสและผู้พิการ

คนสองกลุ่มแรกคือข้าราชการและประกันสังคมได้สิทธินี้ผ่านการทำงาน ข้าราชการได้สิทธิการรักษาผ่านการแลกกับเงินเดือนอันน้อยนิดตลอดชีวิตเสมือนหนึ่งใช้แรงงานตัวเองตลอดชีวิตแลกกับการเป็นสมาชิกโรงแรม 5 ดาวตลอดชีวิตเช่นกัน นั่นคือ พวกเขาหวังว่ารัฐบาลจะเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายในด้านสุขภาพอย่างไม่มีข้อจำกัดให้ตัวเขาและครอบครัวตามสัญญาที่พวกเขาคาดหวังไว้นับจากวันแรกที่รับราชการ

ส่วนกลุ่มประกันสังคมนั้นก็เสียเบี้ยประกันรายเดือนร่วมกับนายจ้าง ซื้อบริการสาธารณสุขตามข้อตกลงที่ทำไว้กับสำนักงานประกันสังคม โดยหวังว่าสำนักงานประกันสังคมจะเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์และต่อรองกับสถานบริการให้ คนกลุ่มนี้มักไม่คิดมากในเรื่องประกันสุขภาพ เพราะพวกเขามักอยู่ในวัยทำงาน อายุไม่มาก บางคนก็ทำงานกับบริษัทที่ทำประกันสุขภาพกับบริษัทประกันแถมให้อยู่แล้วและเมื่อเริ่มทำประกันสังคมนั้นผู้ซื้อบริการส่วนใหญ่อายุยังไม่มาก แต่ปัจจุบันคนกลุ่มนี้ก็เริ่มมีอายุมากขึ้น เป็นโรคเรื้อรังมากขึ้น

กลุ่มสุดท้ายได้บริการฟรีในฐานะที่ยากจนหรือช่วยตัวเองไม่ได้ ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มที่ได้รับบริการสุขภาพถ้วนหน้าที่แปลงมาจาก 30 บาทรักษาทุกโรคนั่นเอง การให้บริการสุขภาพถ้วนหน้าได้ขยายขอบเขตไปสู่ประชาชนทั่วไปที่ในสมัยก่อนมีฐานะดีพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้เอง ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของชาติที่ตกเป็นภาระของรัฐบาลจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อรัฐบาลเงินหมด แต่ไปให้สัญญากับคนทั่วทั้งประเทศบวกกับแรงงานต่างด้าวไปแล้ว รัฐก็เลยหันมาตัดสวัสดิการคนกลุ่มแรก นั่นคือ ข้าราชการ ทั้งนี้เพราะคนกลุ่มนี้มักไม่มีปากเสียง มีจำนวนน้อยและมักเป็นกลุ่มที่กลัวอำนาจมากที่สุด

สปสช
สปสช

แต่เดิม ก่อนปี 2540 รัฐจ่ายเงินให้กับกระทรวงสาธารณสุขด้วยวิธีการงบประมาณเหมือนกับกระทรวงอื่นๆ นั่นคือค่าแรงข้าราชการ ค่าวัสดุครุภัณฑ์และงบพัฒนาหรืองบสำหรับค่าก่อสร้างเพื่อการพัฒนา แต่เมื่อรัฐหันมาใช้การบริหารการเงินผ่านสปสช. ซึ่งเป็นองค์กรคล้ายกับบริษัทประกันที่รับหน้าเสื่อในการดูแลสิทธิประโยชน์ของกลุ่มคนที่เข้ารับบริการสุขภาพถ้วนหน้า รัฐก็หันมาใช้วิธีการทางงบประมาณใหม่ นั่นคือ ให้ค่าใช้จ่ายทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่เงินเดือนข้าราชการทั้งกระทรวง ค่ายา ค่าวัสดุครุภัณฑ์ต่างๆ เหมารวมอยู่ในค่าหัวของจำนวนประชากรที่สังกัดในเขต เช่น ในปีแรกๆ รัฐให้เงินค่าหัวประชาชนเพียงแค่ 1,600 บาท คูณด้วยจำนวนประชากรในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาล เช่น หนึ่งหมื่นคน หากคนทั้งหนึ่งหมื่นคนไม่มารับบริการและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและยายังไม่สูงมาก โรงพยาบาลก็ยังบริหารงานต่อไปได้

ยอดคนใช้บริการพุ่ง 330 %

แต่ปัจจุบัน แม้ว่ารัฐจะเพิ่มค่่าหัวให้กับประชากรสูงถึง 2,600 กว่าบาทแล้วหรือเท่ากับค่ายาผู้ป่วยวันละ 7 บาท แต่จากสถิติจะพบว่าจำนวนการเข้าใช้บริการสูงถึง 3.3 ครั้งต่อคน นั่นหมายความว่า ผู้ประกันตนหรือประชาชนที่ใช้สิทธิสุขภาพถ้วนหน้านี้เข้ารับบริการสูงถึง 330 % ในจำนวนนี้รวมประชาชนที่มีโรคเรื้อรังเป็นโรคประจำตัวอยู่ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง อัมพฤกษ์ หัวใจล้มเหลว ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องเจาะเลือดเพื่อติดตามการรักษาและป้องกันโรงแทรกซ้อน รวมทั้งต้องรับประทานยาทุกวันอีกร่วมสิบล้านคน คนกลุ่มนี้จึงต้องมารับบริการด้วยจำนวนครั้งมากกว่าค่าเฉลี่ยอีกเกือบเท่าตัว

นี่คือที่มาของการขาดทุนยกแรกของโรงพยาบาล

ยิ่งประเทศไทยมีคนสูงอายุมากขึ้นเท่่าไหร่ การขาดทุนของโรงพยาบาลก็มากขึ้นเท่านั้น และนี่คือที่มาของการที่รัฐต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายรายหัวให้กับประชาชนที่เข้าใช้สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้าทุกปีในอัตราที่สูงเป็นทวีคูณ

ที่แย่กว่านั้นก็คือ กว่าที่โรงพยาบาลจะได้เงินสปสช. ซึ่งเป็นองค์กรที่รับเงินมาดูแลจัดสรรให้กับโรงพยาบาลนั้น สปสช. ก็ตัดโน่นตัดนี่เป็นค่าบริหารจัดการและแบ่งเป็นกองโน้นกองนี้อีกต่างหาก เงินจึงเหลือมาถึงโรงพยาบาลเพียงแค่ 400 บาทหรือเท่ากับค่ายาคนไข้เพียงวันละบาทเดียวเท่านั้น

กลุ่มประกันสังคมนั้น เงินค่าหัวที่สำนักงานประกันสังคมให้มายิ่งน้อยกว่านี้อีก แต่เป็นโชคดีของโรงพยาบาลที่คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยมารับบริการ นี่คือเหตุผลที่โรงพยาบาลเอกชนส่วนหนึ่งยังรับคนกลุ่มนี้ไปดูแลด้วย

ส่วนกลุ่มข้าราชการนั้น แต่เดิมรัฐให้สวัสดิการรักษาพยาบาลเต็มที่เนื่องจากคนกลุ่มนี้ได้รับเงินเดือนน้อยกว่าคนที่ทำงานเอกชนประมาณ 3-10 เท่าขึ้นกับวิชาชีพ แต่เมื่อรัฐเงินหมด วิธีการแรกที่รัฐตัดสวัสดิการโดยที่ข้าราชการไม่รู้ตัวมาก่อนก็คือ การให้โรงพยาบาลเบิกค่ารักษาผู้ป่วยในตามการวินิจฉัย เช่น เบาหวาน อาจเบิกได้ห้าพันบาทต่อครั้ง ถ้าค่าใช้จ่ายไม่ถึงให้เบิกตามจริง แต่หากเกินกว่านี้ทางโรงพยาบาลต้องออกค่าใช้จ่ายเอง และนี่คือที่มาของการขาดทุนของโรงพยาบาลรัฐอีกเช่นกัน

เมื่อกรมบัญชีกลางตัดสินแทนแพทย์

เมื่อรัฐตัดหนทางทุกอย่างของโรงพยาบาลในการหารายได้ ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลยังมีค่าใช้จ่ายนอกงบประมาณเป็นจำนวนมาก เช่น ค่าตอบแทนพนักงานนอกหมวดเงินเดือนหลายประเภทที่รัฐออกระเบียบมาให้จ่าย อาทิ ค่าตอบแทนแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทุกระดับที่ทำงานในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ลดสมองไหลสู่ภาคเอกชน โรงพยาบาลจึงเข้าสู่ภาวะขาดทุน

เท่านั้นยังไม่พอ ลมหายใจสุดท้ายของโรงพยาบาลหรือที่มาของเงินบำรุงโรงพยาบาลอีกทางหนึ่งก็คือ รายได้จากการขายยาให้กับผู้ป่วยที่จ่ายเงินเองหรือกลุ่มข้าราชการและรัฐวิสาหกิจซึ่งโดยทั่วไปโรงพยาบาลสามารถที่จะบวกเพิ่มจากต้นทุนได้ไม่เกิน 30 % ก็กำลังถูกตัดโดยกรมบัญชีกลางและนี่คือที่มาของการโวยวายของกรมบัญชีกลางที่ว่าเงินค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการบานเบอะ

เมื่อโรงพยาบาลพยายามดิ้นรนให้ตัวเองอยู่ได้ ด้วยการเพิ่มการเบิกจ่ายเข้าไปในกรมบัญชีกลางจากการคิดค่ายา และค่าบริการผู้ป่วยข้าราชการที่มารับบริการแบบผู้ป่วยนอกและกรมบัญชีกลางไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ กรมบัญชีกลางจึงออกมาตรการใหม่ นั่นคือจ้างองค์กรขึ้นมาตรวจสอบการใช้ยา ซึ่งเท่ากับเป็นการทั้งละเมิดสิทธิผู้ป่วยและแพทย์และเป็นการลดทอนสวัสดิการข้าราชการไปในตัวด้วยโดยที่ข้าราชการไม่รู้ตัวอีกเช่นกัน

องค์กรตรวจสอบนี้ประกอบด้วยแพทย์จำนวนน้อยที่มิได้เชี่ยวชาญทุกโรค แต่ออกความเห็นวิพากษ์วิจารณ์วิธีการรักษาของแพทย์ทุกสาขา แถมยังมีการไม่เห็นด้วยกับการรักษาของแพทย์แล้วเรียกคืนเงินอีกต่างหาก นี่คือที่มาของการเรียกคืนเงินของกรมบัญชีกลางและเป็นที่มาของการที่โรงพยาบาลไม่มีทางออกจนต้องเลือกที่จะปิดกิจการ ก่อนที่ประชาชนจะแห่กันมาเผาเพราะไม่สามารถมารับยาบรรเทาอาการป่วยไข้ได้

เท่านี้ยังไม่พอ องค์กรที่กรมบัญชีกลางจ้างมาตรวจสอบนี้ยังพยายามที่จะช่วยกรมบัญชีกลางลดทอนค่าใช้จ่ายด้วยการออกระเบียบว่า ยาตัวนั้นตัวนี้ไม่จำเป็น ออกระเบียบให้ใช้ยาในบัญชียาหลักก่อน กำหนดราคากลางของยาในบัญชียาหลัก และท้ายที่สุดกรมบัญชีกลางก็กล้าออกคำสั่งห้ามใช้ยาในบัญชียาหลักกับข้าราชการ

ขีดความสามารถแพทย์ถดถอย

คำว่าจำเป็นในการรักษาพยาบาลคืออะไร สิทธิในการตัดสินใจรักษาผู้ป่วยให้ดีที่สุดในปัจจุบันของแพทย์อยู่ที่ไหน หรือตกอยู่ในมือของกรมบัญชีกลางแทนที่จะเป็นของแพทย์ไปเสียแล้ว สิทธิที่จะได้รับการรักษาที่ดีที่สุดอยู่ตรงไหน หลายคนโดยเฉพาะประชาชนทั่วไปอาจคิดว่า เป็นการดีที่จะได้สิทธิเท่าเทียม

แต่พวกเขาไม่ทราบหรอกว่า เมื่อแพทย์ไม่เคยมีประสบการณ์ในการใช้ยาใหม่ๆ ย่อมไม่สามารถที่จะรักษาผู้ป่วยได้อย่างดีที่สุด ความก้าวหน้าทางการแพทย์ของประเทศก็กำลังจะสิ้นสุดลงตามไปด้วย เพราะทั่วโลกมียาใหม่ๆ ออกมาทุกวันและในไม่ช้าโลกจะมียาเพิ่มความเฉลียวฉลาดแล้ว แต่ประชาชนไทยไม่มีโอกาสแม้แต่จะใช้ยาแก้ปวดหรือยาใหม่ เพราะรัฐไม่ให้สิทธิในการใช้ยานอกบัญชียาหลักซึ่งมักเป็นยาใหม่และไม่มียาเลียนแบบ แต่สิทธิในการเรียกร้องเอาความผิดกับแพทย์กลับเป็นของผู้ป่วยที่นั่งอยู่ตรงหน้าแพทย์

ความเสียหายที่ยังมาไม่ถึงอีกอย่างแต่คงมาถึงในเวลาอันใกล้ก็คือ เมื่อลมหายใจสุดท้ายของโรงพยาบาลขาดห้วงลงจากการไม่มีกำไรจากการขายยาที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพราะรัฐไม่ให้สิทธิข้าราชการในการใช้ยานอกบัญชียาหลัก โรงพยาบาลก็จะไม่มีเงินจ่ายค่าแรงของเจ้าหน้าที่ ค่าน้ำค่าไฟ ค่ายาและเวชภัณฑ์ ดังนั้นเมื่อคนไข้มารับบริการก็จะไม่ได้ยา ไม่ได้รับการรักษา ไม่ได้รับการตรวจ แล้วอย่างนี้้ประเทศจะหาแพทย์และพยาบาลที่ไหนมาทำงานให้

เมื่อระบบสาธารณสุขของประเทศเราไม่ก้าวหน้าจากการที่บริษัทยาต่างชาติไม่สามารถขายยาให้กับคนไทยได้เพราะกรมบัญชีกลางพยายามออกกฎระเบียบที่ไม่ให้ข้าราชการใช้ยาที่ผลิตจากบริษัทต่างประเทศ ชาวต่างชาติก็ไม่อยากมาเที่ยว มาลงทุนเพราะคนมีเงินไม่มีใครอยากมาอาศัยอยู่ในประเทศที่ระบบสาธารณสุขไม่ดี ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วในประเทศแถบแอฟริกา การค้าการลงทุนของเราบ้านเราย่อมจะลดลงอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งในภาวะที่โลกมีการแข่งขันสูงเช่นในปัจจุบันที่ประเทศยักษ์ใหญ่เพื่อนบ้าน เช่น จีนและอินเดียกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้ บริษัทยาต่างชาติก็จะไม่มาเสียเวลาในประเทศที่มีขนาดตลาดเล็กนิดเดียวอย่างเราอีก

อ่านถึงตรงนี้แล้ว ผู้อ่านคงคาดเดาอนาคตของไทยได้อย่างไม่ต้องสงสัย

  • เป็นบทความที่อ้างอย่างลอยๆ ไม่มีที่มาที่ไป ไม่กล้าลงชื่อผู้เขียน ไม่มีหลักฐานประกอบการกล่าวอ้าง….อ่านดูก็รู้ว่ามาจากกลุ่มบางกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ ถ้าต้องการให้ประเทศนี้พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น ให้คนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณสุขซึ่งเป็นบริการขั้นพื้นฐานที่มนุษย์พึงได้รับ กรุณาออกมาในที่แจ้งแล้วช่วยกันทำงานให้มันเกิดประโยชน์น่าจะดีกว่ามาทำแบบนี้นะคะ…

    • Sawasdi

      ทำไมนักเศรษฐศาสตร์อย่างท่านจอมขวัญจึงกล้าสรุปง่ายๆว่า “มาจากกลุ่มบางกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ ” นักวิจัยอย่างท่านจอมขวัญมีหลักฐ่นอะไร หรือกล่าวอ้างลอยๆ

      • Toei Odod

        ไม่รู้สิ ท่านเป็นนักวิชาการด้วยแหละ

    • Ecchymosed Heart

      คุณจอมขวัญเอ๋ย ก่อนจะบอกว่า บทความนี้ มันลอยๆ ไม่มีที่มาที่ไป
      ท่านเคยได้ไปคุยกับ ผอ.รพ. หรือ แพทย์ อย่างเปิดอกหรือยัง

      ท่านเคยรับรู้ รับฟัง ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษา ผป. แบบ holistic approach บ้างหรือยัง?

      ท่านเคยรู้บ้างไหมว่า ยา beta blocker ซึ่งอยู่ในบัญชียาหลักชั่วชาตินั้น ทำให้คนที่เป็นความดันสูง และใช้ยาเหล่านั้น ตายมากกว่าไม่ได้รับการรักษา

      ท่านเคยรู้บ้างไหมว่า ยาลดน้ำตาล ที่ใช้รักษาเบาหวาน ซึ่งถูกหมอรักษามะเร็ง แต่ทิ้งวิชามานาน บังคับให้ใช้หนะ ทำให้อวัยวะภายในที่คุมเรื่องเบาหวาน มันเสื่อมเร็วขึ้น หรือ ทำให้ช็อคเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย

      ท่านเคยศึกษาเรื่องเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ที่ใช้ชีวิตและสุขภาพที่ดีของเพื่อนมนุษย์ เป็นดัชนีชี้วัดบ้างไหม? หรือเอาแต่ตัวเลขกำไรขาดทุน เป็นตัวชี้(ไปหาเมรุ)วัด เป็นหลัก??

      • Sitaporn Y.

        คุณจอมขวัญได้ส่ง evidence ต่างๆ พร้อมเหตุผล เพื่อให้ข้อมูลกับผู้อ่านเพิ่มเติม ไปให้กองบรรณาธิการ เพื่อเผยแพร่แล้วนะคะ แต่กองบรรณาธิการยังไม่เอาลงให้ อย่างไร?

        บทความนี้ ถึงแม้จะดูมีที่มา.. แต่การเขียนบทความให้มีที่ไป ก็ควรจะมีเอกสารที่เชื่อถือได้อ้างอิงค่ะ หรือแม้แต่การ ศึกษาที่เป็นการพูดคุยกับผู้ป่วยก็นำมาอ้างอิงได้ หากการศึกษานั้น สามารถ generalise ไปยังกลุ่มประชากรได้จริง.. หากแต่บทความนี้ ดูจะใช้ความรู้สึกมากกว่าการใช้เหตุผลทางวิชาการประกอบค่ะ

        • คนไทย only

          ประเทศไทยเป็นประเทศที่แปลกนะครับ ต้องการ มาตราฐานการรักษาแบบเมืองนอก ยาก็นำมาจากเมืองนอก ความรู้ก็มาจากเมืองนอก แต่ต้องการราคาแบบคนไทย ผมว่ามันไม่ต้อง ใช้ความรู้ทางวิชาการอะไรเลยนะครับ แค่ไม่มีประเทศเจริญแล้วเค้าทำแบบประเทศไทยทำ ขนาดเมืองนอกเป็นคนผลิตยาเครื่องมือเอง ยังไม่ทำแบบนี้เลย แค่นี้ยังไม่รู้อีกเหรอครับว่ามันควรทำหรือไม่ควรทำ

          • Aomz Samrankij

            ใช่ค่ะเห็นด้วย

      • นสพ.

        ยาทุกตัวมีผลข้างเคียงหมดมากน้อยต่างกันขึ้นกับชนิดของยา และความเหมาะสมกับการรักษาโรคก็ขึ้นกับชนิดของโรค+สภาพคนไข้ ซึ่งในคนแต่ละคนก็ไม่ได้มีแค่ 1 โรคโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ และผู้ที่มักแก่ตายด้วยโรคประจำตัวอื่นๆอีก แต่สุดท้ายก็อยู่ที่หมอว่าจะใช้ยานอกหรือไม่อยู่ดี ผมว่ายาในบัญชียาหลักได้คัดเลือกสิ่งที่ดีแล้ว เพราะหลักการที่เค้าเอายาไว้เป็นยานอกบัญชีคือ 1.มียาอื่นดีกว่า 2.มีอันตรายต่ออวัยวะอื่นมาก 3.ความคุ้มค่าทางการเงินเมื่อเทียบกับยาอื่น มันก็เปรียบกับการซื้อของมี อย.นั่นเองคับ จะใช้ไม่ใช้ก็อยู่ที่ว่าคนไข้ถึงขั้นไหนแล้ว และการเลือกก็เลือกโดยแพทย์ที่เค้าได้ศึกษาข้อมูลยากับผลการรักษามาจริงๆ คงไม่ได้มีเหตุผลอื่นในการเลือกยาไปมากกว่านี้

        • พจบ.

          ก็คนที่เลือกยาเข้ามาในบัญชีไม่มีความรู้ไงครับ มีหลักแต่ไม่ยึด น้องว่าคนไข้ไอมีเสมหะสั่ง bromhexine ไม่ได้ ให้ไปจิบน้ำอุ่นแทนนี่มันควรมั้ย มียาอีกหลายตัวที่ตัดออกและตัดมากขึ้นเรื่อยๆ ทำไปเพื่ออะไร ไม่กลัวบาปกรรมกันบ้างหรือไง

          • Un Jong

            อาจารย์หมอรพ.ศูนย์ฯ ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่ายาขับเสมหะที่ดีที่สุดในโลกคือ น้ำอุ่นครับ

    • J.Chom

      ผมเห็นด้วยครับ

    • โสภา

      เพิ่งได้อ่านบทความในวันนี้ ผ่านมาแล้ว 2 ปี พิสูจน์ได้เลยว่าเป็นเรื่องจริง แม่ดิฉันมีโรคเรื้อรังหลายอย่าง โดนเปลี่ยนยาเกือบหมด ตอนนี้คุมระดับน้ำตาลไม่ได้เลย สูง 200± ยาบำรุงกระดูกก็ไม่ให้กินฮอร์โมนเสริม กินแคลเซียม 1000 มก.วันละ 1 เม็ด ทั้งที่ร่างกายเราดูดซึมได้มื้อละ 600 มก. ดีเทลยายังบอกเลยว่าอยู่ยาก อนาคตอาจตกงาน รัฐใช้แต่ยา coppy ไม่ใช้ original เลย

    • ตะวัน ถึงแก้ว

      ผมว่าบทความดีครับ คนเขียนคงไม่อยากมีเรื่อง ผมก็ไม่อยากมีเรื่อง ผมว่าเขาเขียนอย่างที่ผมรู้สึก ทีรัฐบาทขายข้าวแบบรัฐต่อรํฐยังไม่เห็นชี้แจงอ่ะครับว่ารัฐไหนซื้อ ซื้อเท่าไหร่ อย่างนี้น่ากลัวน่ะครับ

    • Yothin Bocam

      ที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เป็นแบบนี้ทุกโรงพยาบาล ขาดทุนไม่มีเงินจ่าย ค่าล่วงเวลา ท่านปลัดแต่ก่อนเคยทำงานแถบนี้ เข้าใจสภาพการณ์ของคนทำงานที่นี่ดี เห็นการตอบสนองของ สปสช.เขตทีนี่ดี ว่าเค็มแค่ไหนทำให้ รพ.ทำงานยากแค่ไหน. เป็นที่มาของการต้องการ ปรับปรุงระบบใหม่…

    • สุวรรณา

      ก่อนแสดงความคิดเห็นมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน

  • Ittaporn

    ขอบคุณบทความข้อเท็จ”จริง” ที่มี”คุณภาพ” ครับ..

  • Blackpig555

    ผมก็อยากทราบเหมือนกัน ในกรณีที่กำลังเป็นอยู่ตอนนี้ใครเสียประโยชน์ นอกจากข้าราชการและผู้ป่วยประกันสังคม และที่สำคัญคือแพทย์ผู้รับความเสี่ยง ซึ่งก็เห็นได้จริงกับสภาวะปัจจุบัน ผู้เขียนวิเคราห์ได้ดีและมีแนวโน้มที่เป็นจริง ยกเว้นเรื่องการลงทุนของต่างชาติ ซึ่งระบบบริการสุขภาพเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการพิจารณาลงทุน

    • Kzazami

      แล้วข้าราชการ ประกันสังคม มันไม่ใช่คนไทยที่เสียภาษีเหรอ??? ส่วนคนที่ไม่เสียภาษี หรือบางคนเป็นกลุ่มที่เสียภาษีได้แต่ไม่เสีย ก็มาใช้เงินภาษีด้วยกัน เท่าเทียมกัน ???? ส่งสัยต่อไป คงเป็นเหมือนอเมริกา มันไม่เกี่ยวกับกำไรหรอก แต่การบริหารงาน มันมีต้นทุน การแจกอะไรให้คนหนึ่งฟรี มันต้องมีอีกคนมาจ่ายแทนจะได้ไม่ขาดทุน รพ.บางที่เคยอยู่ได้เพราะว่าได้กำไรบ้างจากการใช้ยานอกบัญชี แต่ถ้าไม่มีจุดนี้จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย ค่ายาแม้แต่ในบัญชีคนไข้ เบาหวาน 1 คน ปีหนึ่งประมาณ 5000-10000 หรือมากกว่า ไม่ได้ใช้ยาเกินด้วยนะ รพ.มันจะอยู่ได้ไง ยิ่งตจว. สังคมที่มีแต่คนแก่และ chronic disease สงสารคนจนก็ว่าสงสาร แต่รัฐต้องจัดการให้เกินอุดหนุนที่เพียงพอ ด้วย ดีกว่า นโยบาย here here ลดภาษีรถ 30000 ล้าน เอามารักษาคนดีกว่ามั๊ย .. สมองไฮดรา

  • Toei Odod

    ผมชอบบทความนี้
    และขอบอกว่า…..
    คนที่ไม่ได้อยู่ในระบบสาธารณสุขจะไปรู้อะไร
    เขาก็แค่พูดติติง พูดประชดประชัน แค่ในความคิดบางส่วนที่พอนึกได้เกี่ยวกับระบบสาธารณสุขเท่านั้นแหละครับ
    เรียกว่า ในจินตนาการ ก็ว่าได้…

    • ABC

      ผมเห็นด้วยครับ คนที่ไม่ได้อยู่ในระบบสารณสุขจะไปรู้อะไร
      ขนาดรัฐมนตรีสาธารณสุจเอง (คนที่เพิ่งจะหมดหน้าที่จากการยุบสภาไป) ขึ้นมาเป็น
      ยังไม่รู้ถึงปัญหาเลยด้วยซ้ำละมั๊ง

  • สิทธิขั้นพื้นฐานของการได้รับการบริการสาธารณสุข ของประชาชนเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น แต่ประชาชนผู้มีสิทธิก็ควรที่จะได้ทราบที่มาที่ไปของการได้มาซึ่งสิทธิดังกล่าว และการบริหาร การให้บริการดังกล่าว ว่ามีที่มาที่ไปเช่นไร แน่นอน งบประมาณเป็นสิ่งจำเป็น การให้ฟรี หรือประชานิยม 100% ย่อมสร้างปัญหาในประเทศที่ยังไม่ได้ร่ำรวยมากนัก เช่น บ้านเรา ที่สำคัญ ผู้ใช้สิทธิ บางครั้งก็ไม่ได้เห็นความสำคัญ หรือหน้าที่ ที่ต้องมาพร้อมกับสิทธิ นั้น ด้วย บางท่านก็มารับยาไปเก็บไว้ บางท่านเอาไปขายต่อก็มี บางท่านต้องการ การตรวจที่อาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง เกิดความจำเป็น (แน่นอนว่าราคาก็จะแพงมากด้วย โดยที่ท่านไม่ได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบทางการเงินของการใช้เทคโนโลยีนั้นเลย) โดยไม่ฟังหลักวิชาการแพทย์ เมื่อไม่ได้ก็ร้องว่าไม่ได้รับสิทธินั้น เป็นต้น และสุดท้าย สิทธิการได้รับการบริการ ก็กลายเป็นเครื่องมือในการหาคะแนนนิยมทางการเมืองไปด้วย ผมคงไม่ได้มีหลักฐานใดมากล่าวอ้างประกอบความเห็นนี้ เพียงแต่อาศัยที่ทำงานในฐานะผู้ให้บริการทางสาธารณสุข ตามจรรยาวิชาชีพ มามากกว่า 10 ปี

  • มันคือความจริงที่น่าหดหู่ ของสาธารณะสุขไทย
    กองทุน สปสช ไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน เพียงแต่ ไม่รู้จะเก็บเงินไว้ทำไม
    สิ่งที่ควรใช้ก็ไม่ให้ใช้
    ทุกวันนี้โรงพยาบาบของรัฐถ้าไม่ได้รับเงินบริจาค ก็ไม่มีโรงพยาบาลไหนเลย ที่จะเลี้ยงตัวเองรอดได้
    ลองไปดูโรงพยาบาลในต่างจังหวัด บัญชีติดลบทุกโรงพยาบาล ติดหนี้ค่ายาเอกชนเป็นล้านๆ

    ปัญหามันเกิดจากผู้บริหาร และระบบการจัดการที่ผิดพลาด และก็ยังปล่อยให้มันผิดพลาดไปเรื่อยๆ

    • สุภาภรณ์

      เป็นอย่างนั้นจริงเพราะเคยออกเยี่ยมบ้าน พบยาแก้ปวดที่จ่ายให้ ไป10 เม็ด กินไป 3เม็ด ทิ้งเฉยบอกว่าหายแล้ว เพราะไปรพ.หรือ รพ.สต.ก็ได้มาฟรีแต่ไปคลีนิกได้ยามา3 ชนิด ชนิดละ 10 เม็ด ห้าร้อยกว่า กินจนหมด

  • ทุกวันนี้ ผู้ใช้สิทธิประกันสังคมจะได้รับบริการคนละระดับกันกับผู้ที่ยอมจ่ายเองหรือใช้สิทธิประกันสุขภาพจากบริษัทประกัน และผู้ที่ใช้สิทธิประกันสังคมจะได้รับยาตัวที่มีราคาถูกกว่าผู้ที่ยินยอมจ่ายเองหรือใช้สิทธิประกันสุขภาพ ซึ่งส่วนมากยาที่ได้รับจะเป็นยาที่ถูกลดระดับลงมาเป็นตัวที่สามารถพอจะใช้แทนกันได้… เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยใช้สิทธิประกันสังคมเลยครับ ยอมจ่ายเองครับ

  • Paradigm-

    บทความนี้เกือบดีเยี่ยมแล้ว แต่เสียดายไปดูเน้นตรงการขาดโอกาสขายยาของรพ.มากไป

  • ประเด็นที่บทความนี้ไม่ได้พูดถึง เช่น ความเท่าเทียมกันของประชาชนในการเข้าถึงบริการสุขภาพโดยไม่ถูกจำกัดด้ย ฐานะทางการเงิน ชั้น วรรณะใดๆ…จำนวนคนใช้บริการย่อมเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่นั่นก็หมายถึงการป้องกัน “ภาวะล้มละลายทางการเงินด้านสุขภาพ” ของประชาชนด้วยมืใช่หรือ…ในขณะเดียวกันเมื่อเราเป็นประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวย ความกังวลเรื่องเงินจะมีพอหรือไม่ที่จะดูแลสุขภาพคนไทยนั่นคงเป็นปัญหาที่ท้าทายในการพัฒนาระบบริหารจัดการให้ดีขึ้น…ผมเป็นคนนึงที่เคยมีความคิดแบบเดียวกับบทความ เป็นความกังวลหรือความปรารถนาที่มีเจตนาดี แต่จะให้ดียิ่งขึ้นถ้าบทความข้างบนจะเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้านกว่านี้

    • นิรนาม

      กำลังดำเนินการอยู่ค่ะ

      2011/9/15 Disqus

  • ไม่เห็นยากเลยครับ

    รอให้ระบบมันล่มไปแล้ว ค่อยให้คนไทยรู้สึก ดีกว่า
    จะเถียง จะหาเหตุผลที่เข้าข้างตัวเองมาสู้กันไปมันก็เท่านั้น

    ล่มเมื่อไหร่จะรู้เอง ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ

    ปล.
    ตอนนี้รัฐกำลังเร่งปั๊มหมอใหม่เหมือนปั๊มแบงค์
    แต่ก่อนคะแนนเอนท์ 450+ ถึงจะเอนท์ติด
    แต่เดียวนี้ 300 นิดๆก็ได้เรียนแล้ว
    อาจารย์ที่สอน อุปกรณ์ก็เท่าเดิม
    คุณภาพก็ตามนั้นแหล่ะ
    ถ้ามีข่าวคนไข้ตายเยอะ บริการห่วย ฟ้องร้องกันเยอะ ก็อย่าตกใจ

    จากหมอภาครัฐคนหนึ่ง ที่รัฐจ่ายเงินเดือนไม่ครบมา 11 เดือน ยอดรวมแค่ 3 แสนกว่าๆเอง

    • สัจนิรันด์

      ถ้าล่มแล้วคุณหมอจะทำงานที่ไหนล่ะ

      • kidserge

        หมอนะครับ

        1000 นักเรียนที่เก่งที่สุดของประเทศ ได้รับการศึกษาในระดับเทียบเท่าปริญญาโท จะไม่มีปัญญาหางานทำหรอครับ

        โรงบาลเอกชนเค้าก็เตรียมรับอยู่กันทุกแห่งล่ะครับ จะได้กดเงินเดือนง่ายด้วย เพราะงั้น ปล่อยระบบพังไปผมว่าหมอก็ไม่มีปัญหานะ

        จะตายกันคือพยาบาลกับพนักงานอื่นๆครับ =w=

        • Chocolate&Cheescake

          พยาบาลไม่ตายหรอกค่ะ เอกชนก็ยังขาดแคลน ความสามารถระดับพยาบาลไทยที่ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ดูแล รักษา จ่ายยา สังคมสงเคราะห์ AEC ต้องการมากค่ะ พยาบาลที่ทนอยู่ในระบบกันทุกวันนี้ก็ใจล้วน ๆ ค่ะ ที่ออกไปนอกระบบก็เยอะ เปลี่ยนสายวิชาชีพไปก็เยอะ คนที่อยู่ในระบบสาธารณสุขไทยไม่ตายหรอกค่ะ แต่คนที่ต้องพึ่งระบบสาธารณสุขต่างหากที่จะตาย ซึ่งก็คือประชาชนที่ไม่มีเงินไปจ่ายค่ารักษาแพง ๆ ให้กับเอกชน

      • dog7622

        ระบบพังหมอก็เปิดคลินิก หรือไปอยู่เอกชนสิคะ
        หมออยู่ได้ทุกที่บนโลกใบนี้ค่ะ
        ที่ยังทำงานหนักอยู่รัฐบาลนี่ก็ใจล้วนๆ
        ไม่ต้องห่วงว่าหมอจะไม่มีที่ไปค่ะ ยิ่งเปิด AEC ถ้าระบบไม่ดี ล่มสลาย หมอเก่งๆจะไหลไปสิงคโปร์ มาเลย์ บรูไน อย่างสบายๆค่ะ

  • Ecchymosed Cardia

    อ่านจบแล้ว อยากกด like ให้ล้านหน
    แต่ตอนนี้ ต้องขอตัวไปร้องไห้น้ำตาท่วม

    เพราะมันพูดตรงใจ คนที่เป็นหมอ เป็นข้าราชการ เป็น “เหยื่อ” กรมบัญชีกลาง

    คนเป็น ขรก. รับเงินเดือนน้อย
    เพราะเงินส่วนเกินที่ควรได้ รัฐฯ หักเก็บตั้งแต่เดือนแรกที่รับ

    ก็เหมือนกับซื้อประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ระยะยาวนั่นแหละ
    ฝากออกเดือนละ 30-40% ของเงินเดือน ร่วมๆสามสิบสี่สิบปี เพื่อหวังว่า เมื่อแก่เฒ่า ทำงานไม่ไหว แล้วเกิดเจ็บป่วย ต้องไปรักษา จะได้รับการบริการที่ดี สมกับเงินที่ถูกหักจ่ายมายาวนานนับสิบๆปี

    แต่แล้ว .. มันก็เหมือนกับ บ.ประกันต่างชาติทำนั่นแหละ
    ผจก. บริษัทราดฉะกัน เจ๊งได้ไม่จำกัด บอกว่า เฮ้ย! นั่นมันนโยบาย บ.รัดถะบาน ซึ่งบริหารโดย ผจก.เก่า และบริหารผิดพลาดจนเจ๊ง ตูไม่ขอรับรู้ ไม่ขอรับสภาพหนี้ เงินที่พวกเอ็งโง่ฝากไว้ ขอแทงบัญชีสูญ เพราะงานเอ็งก็ทำให้ บ.ไม่ได้แล้ว รับเงินเดือนก็มาก ยังจะมาเรียกร้องสิทธิค่ารักษาพยาบาลดีๆอีก

    ไม่ให้ ไม่ให้ ไปไกลๆ ชิ้ว ชิ้ว ชิ้ว

  • ข้อความเช่นนี้น่าเอาไปเผยแพร่ให้คนไทยได้เข้าใจจริง ๆ

  • Meteorologist_24

    ชอบข้อความนี้อ่ะ
    “องค์กรตรวจสอบนี้ประกอบด้วยแพทย์จำนวนน้อยที่มิได้เชี่ยวชาญทุกโรค แต่ออกความเห็นวิพากษ์วิจารณ์วิธีการรักษาของแพทย์ทุกสาขา แถมยังมีการไม่เห็นด้วยกับการรักษาของแพทย์แล้วเรียกคืนเงินอีกต่างหาก”

    ผมข้อเพิ่มด้วยว่า “องค์กรณ์นี้ไม่ได้เข้าปฏิบัติงานจริง จะวิพากษ์วิจารณ์เราได้อย่างไร”
    ลองสรุป chart ดูไหม เดือนละ 100 chart

    • นิรนาม

      มีข้อมูลช่วยแชร์ก็ดีนะคะ

      2011/9/17 Disqus

  • Jomkwan Y

    ได้ส่งข้อคิดเห็นและหลักฐานวิชาการที่มีการศึกษาให้กับกองบรรณาธิการไปแล้ว กรุณาดำเนินการด้วยนะคะ สำหรับท่านที่มีข้อสงสัยและอยากคุยกันอย่างสร้างสรรค์ สามารถ add มาคุยกันเพื่อถกประเด็นต่างๆ ได้ค่ะ

  • ทุกวันทำงานในโรงพยาบาลของรัฐความรู้สึกก็ไม่ต่างไปจากข้อความเหล่านี้

  • Mr.Humyai

    คำถามหนึ่งที่มันติดอยู่ในหัวมาตลอดตั้งแต่มีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็คือ ทำไมต้องแบ่งซอยเงินที่จะส่งให้รพ.รัฐ มากมายหลายกองทุนขนาดนั้น แถมกว่าจะเบิกได้แต่ละบาทแต่ละสตางค์ก็ช่างยากเย็น อ้างว่าต้องรอโน่นนี่นั่น คนใน สปสช. ก็ช่างขยันสรรหาหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อมาแบ่งซอยเม็ดเงินที่ควรจะให้สถานบริการแบบเต็มๆ ทุกวันนี้ให้ผมมอง สปสช. ผมมองว่าเป็นเหมือนมาเฟียคอยเก็บค่าหัวคิว ทำให้เงินที่ควรจะลงสู่ รพ. ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ยิ่ง รพ.ชุมชน เล็กๆ บุคลากรที่จะให้บริการคนไข้ก็มีน้อยอยู่แล้ว แต่ยังต้องเสียเวลามาทำรายงานส่ง สปสช. อีกเพื่อจะให้ได้เม็ดเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายใน รพ. แล้วอย่างนี้จะให้เอาเวลาที่ไหนไปพัฒนาระบบบริการที่ดีให้กับคนไข้
    ที่บ่นมาก็ไม่ได้คิดว่าจะได้อะไร เพราะสุดท้าย ระบบแบบนี้นี่เองที่ทำให้ ขรก. ใน รพ. ทำงานแบบอยู่ไปวันๆ

    • Jib Arporn

      จริงค่ะ งานรักษาเป็นรอง งานรายงานหาเงิน เป็นหลักโดยแท้ เพื่อความอยู่รอด แล้ว ความภาคภูมิใจลดน้อยลงทุกวัน แต่ก้ต้องคิดในแง่ดีบ้าง หากิจกรรมที่มีประโยขน์ต่อประชาชนจริงๆบ้าง ก็ทำให้มีกำลังใจพออยู่ได้

  • Poreunn

    อ่านบทความนี้แล้วอยากกดlikeสักล้านครั้งโดนใจคนสา,สุขอย่างเราๆมากเลย

  • Kriangsak V.

    สาเหตุที่สร้างความยุ่งยากจนยากแก่การแก้ไข ของระบบหลักประกันสุขภาพ
    1. การกำหนดให้ รพม./รพศ./รพท.ต้องเข้าร่วมในฐานะ CUP เพียงอย่างเดียว ทั้งที่น่าจะมีระบบ CUS และ CUT รองรับตามศักยภาพ
    2. หลักการสำคัญของระบบถูกบิดเบือนโดยการเมือง เพื่อหวังคะแนนนิยม เช่นวินัยการใช้บริการสุขภาพของประชาชน ฯลฯ
    3. การละเลยไม่ปฏิรูปโครงสร้างระบบบริการสุขภาพให้เป็นเอกภาพ ทำให้เจ้าภาพหลัก(CUP)ไม่สามารถบริหารจัดการให้ส่วน Health promotion/prevention ทำงานเกื้อกูลงาน Curative ได้อย่างเต็มที่
    4. การที่ สปสช. ขยายบทบาทและโครงสร้างออกไปมากมาย จนกระทบต่องบประมาณ

  • Tph.Kpp

    เมื่อการเมืองกำหนดนโยบายหลักประกันสุขภาพฯระบบสาธารณสุขของประเทศไม่ก้าวหน้า อนาคตเป็นเช่นไร

  • Theerawood91

    มีวิธีจัดการกับความหายนะ 3แบบครับ
    1
    ไม่ทำอะไร กลุ่มใจ หรือปล่อยไม่รู้ ไม่นานหายนะ
    2
    ปรับบีบให้ทนอยู่อย่างลำบาก มากขึ้นจนนานไป ค่อยหายนะ
    3
    สู้แบบไม่ฉลาด สร้างความพินาศตอนนี้ หรือสู้แบบฉลาดให้มีคนมากๆช่วยขอร้องกัน
    นักการเมืองและกรมบัญชีกลางน่าจะกลัวข้าราชการเหมือนกันถ้ารวมกันขอสิทธิ์
    คนไข้ยิ่งน่ากลัวกว่าเพราะตายไม่กี่คนเพราะไม่ได้ยาที่ดี รัฐบาลใหนก็แย่

  • ประภัสสร..อดีตพยาบาล

    มันเป็นความจริงอันเจ็บปวดของชาวสา,สุข..ระบบเดิมๆ ก่อนปี 40 มันดีอยู่แล้ว..ระบบมันดีอยู่แล้ว..ไม่ทราบว่าใคร?ทำให้ระบบสาสุขบิดเบี้ยว..ระบบแห่งความสุข..หดหายไปทีละน้อย..ความเครียดเริ่มเข้ามาแทนที่…
    ในฐานะที่เป็นคนไข้..เราก็อยากรักษาอย่างเต็มที่+ยาดีที่สุด..แต่ปัจจุบัน.. เบิกอะไรก็แทบไม่ค่อยได้
    ในฐานะคนเคยทำงานโรงพยาบาล..เราพยายามดูแลรักษาพยาบาลคนไข้อย่างเต็มกำลังความสามารถเช่นกัน..คนไข้หายจากความเจ็บป่วย นั่นคือความสุขที่สุดของบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาล

    ไม่รู้จะกลั่นกรองคำพูดอย่างไร ให้คนนอกวงการเข้าใจ..ได้แต่น้ำตาไหลอยู่ในอก

  • หมอบ้านนอก

    ขอแสดงความเห็นบ้างครับ
    1 ที่มาระบบแห่งความล่มสลาย คือ “ประชานิยม” แบบไม่ลืมหูลืมตา ทุกอย่างฟรีหมด แต่ไม่รู้นิสัยคนไทยว่าชอบทุกอย่างที่ “ฟรี”
    2 เมื่อประชานิยมแบบไม่มีวินัย ก็ทำให้ถังแตก รัฐบาลก็เริ่มมองหาแหล่งที่มาของเงินที่จะมาถมต่อ คือ กู้ต่างประเทศ หรือจำกัดรายจ่ายในประเทศ
    3 “จำกัดรายจ่ายในประเทศ” อะไรที่ทำง่าย ไม่เดือดร้อนนักการเมืองล่ะครับ ไปดูซิสร้างถนน อภิมหาถนนตลอดกาล ใครจะไปนั่งขุดถนนดูว่าใช้ทรายกี่คิว หินกี่คิว เหล็กกี่เส้น ทำไม่ได้ ทำได้ก็อาจตายเป็นผีเฝ้าถนน ถ้ากรมบัญชีกลางมาตรวจสอบก็คงไปสะดุดบริษัทโคตรเหง้าสักกะหลาดของนักการเมืองผู้ทรงเกลียด
    4 “จำกัดรายจ่ายในประเทศ” OPD card ง่ายสุด เขียนไว้ละเอียดสุด จ่ายยากี่อย่าง กี่เม็ด กี่ปี กี่เดือน ตามไปรื้อได้หมด เรียกเงินคืนเป็นกอบเป็นกำ ด้วยเหตุผลว่าไม่เหมาะสม โดย “หมอมะเร็ง” ที่ practice ในวิชาชีพไม่ได้
    5 เอาคำว่าเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขมาบังหน้า เศรษฐศาสตร์คืออะไร รายได้-รายจ่าย ขาดทุน-กำไร สามารถนำมาใช้กับชีวิตคนได้หรือ ต้นทุนยา copy เป็นหลักสตางค์ คิดต้นทุนยังไงมันก็คุ้ม ถ้ายามันดีจริงเหมือน original ถามว่าทำไมนายกต้องนั่ง benz, BMW, etc. ทำไมไม่ขับรถญี่ปุ่นหรือนั่งรถเมล์ ก็ในเมื่อมันถึงจุดหมายเหมือนกัน รถตุ๊กก็ดีนะครับ จะได้เป็นตัวอย่างที่ดี
    6 ทำไมไม่กล้าพูดให้ชาวบ้านฟังว่า “ของฟรีไม่มีในโลก” ดีแต่พูดว่าดี ฟรี ไอ้ของถูกแล้วดีมันมีจริงหรือ ทุกอย่างมีต้นทุนทั้งนั้น เมื่อก่อนถามคนไข้ “ลุง เอายานี่ไหม” “ไม่เอาหรอก ไม่จำเป็น (หมุนเงินไม่ทัน)” เดี๋ยวนี้ “ลุง เอายานี่ไหม” “ติดไปก็ดี เอาไปเผื่อคนที่บ้าน คนข้างบ้าน คนในหมู่บ้าน สงสารเขา เขาจน บลา บลา บลา”
    7 ผมเคยมีคนไข้เด็ก acute leukemia มานอนให้ chemotherapy นาน 1 เดือน ใช้สิทธิ์ประกันสุขภาพ แต่นอนห้องพิเศษ VIP คืนละ 3000+ บาท อย่างนี้ถือว่าเท่าเทียมใช่ไหมกับขรก.ที่ทำงานให้ประเทศชาติแต่เงินเดือนนิดเดียว
    8 ระบบจ่ายตรงห่วยๆ หย่อนยาน ไม่รัดกุม แสดงถึงสติปัญญาของคนคิดระบบ พอคุมไม่อยู่ มาบีบเอากับผู้ปฏิบัติ ตรวจคนไข้มาก จ่ายยามาก ทำงานมาก เจ็บตัวมาก นี่แหละ “สัจธรรม” ข้าราชการไทย
    ยาวไปหน่อย แต่ขอบคุณครับ อึดอัดมานาน อยากระบาย

  • Viroj NaRanong

    เป็นการวิเคราะห์แบบ debate ที่คุณภาพต่ำ ขอยก ตย เฉพาะตอนที่ผู้เขียนถกโดยอ้างข้อมูล

    “จำนวนการเข้าใช้บริการสูงถึง 3.3 ครั้งต่อคน นั่นหมายความว่า ผู้ประกันตนหรือประชาชนที่ใช้สิทธิสุขภาพถ้วนหน้านี้เข้ารับบริการสูงถึง 330 %”

    Just nonsense คำว่า “สูงถึง 3.3 ครั้งต่อคน” (และต่อมาก็บอก “หมายความว่า..เข้ารับบริการสูงถึง 330 %” — ซึ่งไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มขึ้นมาเลย เหมือนจะ dramatize แบบไม่มีสารเสียมากกว่า) การที่คนโดยเฉลี่ย (ซึ่งรวมถึงคนที่ไม่ป่วยและคนที่เป็นโรคเรื้อรัง) มารับการรักษาโดยเฉลี่ย 3.3 ครั้งต่อปีไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่าสูงเกินที่ควรจะเป็นหรือเปล่า และการพยายาม dramatize ต่อว่า “ในจำนวนนี้รวมประชาชนที่มีโรคเรื้อรังเป็นโรคประจำตัวอยู่ … อีกร่วมสิบล้านคน คนกลุ่มนี้จึงต้องมารับบริการด้วยจำนวนครั้งมากกว่าค่าเฉลี่ยอีกเกือบเท่าตัว” ก็ไม่ได้บ่งบอกอะไรมากขึ้น เพราะค่าเฉลี่ยรวมคนกลุ่มนี้(เช่นเดียวกับกลุ่มที่ไม่ได้ไปรับบริการเลย)อยู่แล้ว

    • น พ

      แต่คุณก็ไปด่าเขาไปโดยที่ไม่มีหลักฐานว่า 3.3 ครั้งมันมากหรือมันน้อยอยู่ดี ค่าเฉลี่ยการเข้ารับการรักษาก่อนหน้า imply ว่าใกล้เคียง 1 ครั้งต่อปีย่อมเป็นไปได้ จริงๆถ้าคุณลองไปดูคิวใน รพ รัฐบาล คุณก้สามารถใช้ความรู้สึกคาดเดาได้แล้วว่าคนมันเยอะขนาดไหน

      • วิโรจน์

        ข้อมูล/ข้อเท็จจริงมันมีอยู่นะครับ (ถึงแม้อาจจะไม่ได้สมบูรณ์ 100%) ค่าเฉลี่ยก่อนหน้านั้นเกินหนึ่งมากครับ และไม่มีเหตุผลอะไรที่คนโดยเฉลี่ยควรเข้ารับบริการหนึ่งครั้งต่อปี ลองไปหาตัวเลขประเทศอื่น ประเทศที่มีระบบ UC อย่างแคนาดาหรือไต้หวันก็มีค่าเฉลี่ยสูงกว่า 3.3 ถึง 2-3 เท่า (ผมไม่ได้บอกว่าอัตราการใช้บริการของเขาเหมาะสมหรือไม่ แต่นั่นคือข้อเท็จจริง)

        เรื่องความแออัด/คิว ใน รพ รัฐก็คงสะท้อนปัญหาหลายอย่าง รวมทั้งบ่งบอกว่าเรายังห่างไกลกับการมีระบบบริการที่สามารถรองรับคนทั้งประเทศได้อย่างมีคุณภาพเหมือนที่รัฐบาล/สธ มักโฆษณา แต่ไม่ได้เป็นอะไรที่มาสนับสนุนว่าวิธีการนำเสนอข้อมูลแบบ “มั่วๆ” (ที่ถูก comment ข้างบน) มี validity ตรงไหน

  • Newpunpun

    ไม่เฉพาะยาแพทย์ก็เริ่มขาดแคลน ล่มแน่สาธารณะสุขไทย ถ้าไปสัมผัสสภาพตอนปัจจุบันนี้ อีกไม่กี่ปีจะเห็นการล่มสลาย เริ่มมาจากไม่มีแพทย์ ค่าใช้จ่ายที่รักษาเกินจริง ยาที่ใช้ไม่ได้ผลเพราะบัญชียาหลัก จบแล้วแพทย์ไทย ผมไปทั้งเอกชนและรัฐบาลเห็นหมอ พยาบาลที่ไม่พอเพียงของโรงพยาบาลรัฐ จบแล้ว

  • Rinsiri

    อยากให้ สตง. เข้าไปตรวจสอบ หน่วยงานต่าง ๆ ในสำนักงานปลัดกระทรวงหน่อย…Bureaus..Policy and Strategy

  • La_junjira

    เห็นด้วยค่ะ การเมืองล้วงลูก เข้ามา หากินกับ ความดีงามของแพทย์ พยาบาล จนทำให้พวกเราไม่รู้ตัว กลายเป็น องค์ประกอบ เป็ฯเครื่องมือ และพนักงานของรัฐ ที่ นับวัน จะถูกกลืน ด้วยอำนาจมืด ของพวกโกงกิน ผูกขาดผลประโยชน์ทับซ้อน ..จนในที่สุด พวกเรา ก็จะกลายเป็ฯปีศาจ ในคราบนักบุญ ที่นึกถึงแต่ ผลประโยชน์ ดีดลูกคิดรางแก้ว..บวกลบ กำไรขาดทุน.. ทุกครั้งที่เห็นหน้าคนไข้ มากกว่าที่จะคิดว่า จะทำอย่างไร เพื่อช่วยให้ คุณตา คุณยาย คนไข้ ที่นั่งหน้าสลอน ได้มีความสุข ลดทุกข์ทรมาณ …
    จะเรียนแพทย์ พยาบาลกันไปทำไม หากเรียน มาแล้ว ต้องมา นั่งค้ากำไร อยู่บนความทุกข์ของคนไข้…ตาดำๆ เรียน เป็น พ่อค้า และเจ้าของโรงบาล หรือโรงฆ่าสัตว์กันเลบดีกว่า.คุ้มกว่ากันเยอะ…5555 ขอไว้อาลัย ..แด่ สาสุขไทย

  • รอยจันทร์

    ถ้าเขาออกมา ก็โดนสอยซิ ..อยู่ในที่มืดต่อไปเถอะ เพื่อความปลอดภัย…และจะได้มีคนเขียนบทความ ดีๆ ที่เป็นความจริง ออกมา กระซวกไส้ ใคร ๆ หลายๆคนให้มัน มวน เล่นๆ ..555ทำอะไรไม่ได้ ด่าลับหลังก็ยังดีนะ

  • น้อย

    บทความเริ่มต้นดี หลังๆ เริ่มทั่วนะค่ะ ถ้าอยากให้ข้าราชการมีสิทธิ ใช้ยาแพง ก้อให้ถามว่าเขาอยากจ่ายเพิ่มมั้ยสิค่ะ และ ถ้าอยากให้ ฝรั่งและคนมีตังค์ใช้ยาแพง ก้อใช้ที่ รพ เอกชนสิ ทำไมฝรั่งต้องมาใข้ รพ. รัฐ ใช้เงินภาษีคนไทย? ส่วนท้ายๆ เหมือน พี่ๆน้องๆ หมอจะเสียดาย ของขวัญ จาก บริษัทยา มากกว่านะค่ะ ^^

    • หมอ

      แหม เงินเดือนหมอขนาดไหน จะมัวมาเสียดายของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เนี่ยคงไม่ใช่หรอกนะคะ…ไม่ได้ทำงานตรงนี้ก็ขอความกรุณาหล่อนอย่ารู้ดีค่ะ

      ที่บอกให้ใช้ยาแพงใน รพ รัฐ ได้เนี่ย เพื่อที่ รพ จะได้ +กำไร เพิ่มขึ้นเล็กน้อยไว้เบิกกับ สปสช เป็นเงินสนับสนุน รพ บ้างไงคะ ถ้าไม่มีเงินตรงนี้ รพ ขาดทุนบานเบอะค่ะ ตอนนี้ รพ ต่างๆ ก็ติดหนี้บริษัทยาจนบริษัทเค้าจะไม่ให้ซื้ออยู่แล้ว

      ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เชื่อบทความนี้ก็ไม่เป็นไร รอระบบมันล่มสลายก่อน แล้วหล่อนก็ไป รพ เอกชน ได้ตามสบายค่ะ ดิฉันจะรอตรวจคุณนะคะ ^_^

  • Fern Vanitcha Evilkun

    อ่านแล้วเพลีย…
    เป็นข้าราชการที่ซื้อประกันสุขภาพ ทุกวันนี้บอกตรงๆ ยังไม่เคยไปหาหมอที่รพ.รัฐเลย ถ้าไม่ได้ไปบริจาคเลือดหรือเป็นหวัดนิดหน่อย =_=||

  • ต้นต้น

    1) คนที่เคยได้รับสิทธิ์การรักษาที่ดี … ก็แย่ลง (ข้าราชการ)
    2) คนที่เคยได้รับสิทธิ์ขั้นต่ำ … ก็ดีขึ้นมาก ถึงมากที่สุด (ชาวบ้านตาดำๆ)
    3) คนที่เคยได้รับสิทธิ์ขั้นปานกลาง … ก็ยังคงอยู่ระดับเดิมๆ (ประกันสังคม)
    4) คนที่อยากได้การบริการที่ดี … ให้ไป รพ. เอกชนชั้นนำ และจ่ายเงินเองซะ
    ประเด็นคือ รัฐบาลทุกรัฐบาลควรจะหาเงินมาเพิ่มเพื่อตอบสนองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนของประเทศชาติบ้าง “โดยไม่ต้องกู้หนี้” จะเอาเงินมาจากไหน จะเอาเงินมาจากไหน หาเงินสิ หาเงินสิ อย่าตัดเงินนู่นนี่อีก

  • Guest

    ขอตอบสั้นๆคือ
    1. สิทธิขั้นพื้นฐานของการได้รับการบริการสาธารณสุขของประชาชนเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น
    2. แพทย์และพยาบาลต้องมีจิตสาธารณะ และ จรรยาบรรณที่เพียงพอ นึกถึงคนลำบากส่วนมากที่เดือนร้อนกว่าผู้ที่มีกำลังพอจะจ่ายค่ายาดีๆเพิ่มได้หรือไปรพ.เอกชนดีๆได้ แล้วจะทำงานอย่างมีความสุข ไม่มีอคติกับคนไข้ และอย่าเห็นแก่ความสบายส่วนตัว อย่ามองว่างานเพิ่มขึ้น
    3. นโยบายคือ mission ทำอย่างไรถึงจะบรรลุเป้าหมายนั้นได้ ต้องมาดูที่การบริหารการจัดการของรพ. ถ้ามุ่งแต่โทษนโยบายแต่การบริหารการจัดการไม่ปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับนโยบายทุกอย่างมันก็แย่ลงแน่นอน
    4. เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก บริษัทฯเอกชนโดนหมด อยู่ได้หรือไม่ได้ก็ต้องพยายามที่จะประคับประคองกันให้มากที่สุด
    5. อยากได้ที่มาของบทความนี้ คำพูดบางคำ เช่นรัฐหมดเงิน รัฐตัดหนทางทุกอย่าง มันฟังดูเกินจริงคะ อยากให้ผู้ที่แชร์ข้อมูลออกไปใช้วิจารณญาณในการวิเคราะห์ข้อมูลก่อน ถ้ายิ่งเป็นพวกหมอหรือพยาบาลด้วยแล้ว เพราะเป็นบุคลากรที่มีแต่คนนับหน้าถือตาถ้าพูดในสิ่งที่สาดใส่กัน ผู้บริโภคข่าวที่มีความรู้เค้าก็จะรับรู้เจตนาของท่านได้ ท่านสวมบทบาทอะไร ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดคะ ปัญหาถ้ามันเลวร้ายจริงๆ ต้องมีหน่วยงานเข้ามาแก้ไข

    • ตะวัน ถึงแก้ว

      แล้วรัฐบาลหล่ะทำไมต้องให้ต่างประเทศผลิตยาใหม่ๆๆ รํฐบาลให้ทุนวิจัยยา วิจัยต่างๆ ถึง 1% ของ gdp ไหมเคยคิดค้นวิจัยยาเองไหม รัฐให้เงินมาหนึ่งก้อนคุณต้องใช้จ่ายเท่านี้โดยไม่มีการให้เก็บเงินเพิ่มจากทางอื่น(ปิดรายรับ) โรงพยาบาลก็เหมือนบริษัทิแหละถ้าคุณจำกัดรายรับ มีแต่รายจ่าย เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะเอาเงินที่ไหนไปบริหาร ไม่มีกำไรมีแต่ขาดทุน

  • พยาบาลรพ.สต

    กินเหล้า ตับแข็ง มีอาการทางจิต มาแล้วขับ สูบบุหรี่ เป็น COPD ไม่ออกกำลังกาย เบาหวานเพียบ CVA รายใหม่บาน กินเค็มกันสุดๆ ยาต้ม ยาหม้อขอให้บอก จัดเต็ม เป็นไข้ แค่พารายังไม่มีติดบ้าน ประชาชนพึ่่งพาแต่ระบบสาธารณสุข ดูแลตัวเองไม่ได้ สบายมาก ป่วยทีก็ไปรพ.ไม่เห็นจะยาก ไม่ว่างดูแลบุตรหลาน ฟันผุทั้งปาก สารพัด เฮ้อ คิดแล้วกลุ้ม ให้มันล้มเถอะ ข้าเจ้าเพลียจิต

  • เนตรชนก จอมใจ

    ไม่เห็นด้วยกับการจ่าย30บาทเลย เพราะ การบริการของรพ.รัฐที่ลำปางไม่ประทับใจเลย คนไข้อาการหนักยังไม่ดูดำดูดีเลย ขนาดเป็นจิตอาสารพ.ยังต้องจ่ายอีกเหรอ

  • ชู

    จำนำข้าวสูญเสียเงินล้านล้านบาท เอามาสนับสนุนสาธารณสุขไทยได้มากโข ช่วยคนเจ็บป่วยไข้ดีกว่า เอาเงินไปช่วยจำนำข้าวที่โกงกินกันอย่างมหาศาล ล้างผลาญกันอย่างมโหฬาร ทุกข์ของคนไทย ที่มีผู้บริหารประเทศที่มีวิสัยทัศน์ต่ำ จ้องแต่จะคอรัปชั่นกัน เหนื่อยกันมากในการต่อสู้เพื่อให้สาธารณสุขเจริญ

  • TAWEEWUT

    มันก็ติดลบ ยิ่งจังหวัดที่ผมอยู่ถ้าคิดดอกเบี้ย หลักร้อยล้านก็แล้วกัน
    จุดอ่อนของระบบหลักประกันที่เห็นอยู่คือ
    ๑. เอาเงินเดือนของคนกระทรวงสาธารณสุขทั้งหมด มารวมค่าหัวประชาชน ไม่แยกจากงบรายหัว คนละ ๒๐๐๐ กว่าบาท (บุคคลที่ไม่ใช่ข้าราชการ ประกันสังคม พนักงานของรัฐ)
    ๒. ค่าป้องกันสมองไหลของบุคคลากร ที่เอาเงินอัดฉีด โดยใช้เงินที่ โรงพยาบาลหามาได้ แต่มันไม่พอ เพราะการบริการที่ไม่แสวงหารายได้ แต่ต้องจ่ายด้วยเม็ดเงินมหาศาล ระยะหลังรัฐจ่ายเป็นงบประมาณให้ หลายพันล้านบาทต่อปี แต่ไม่พอครับ จุดนี้ทำให้คุณค่าของบุคคลากรที่ทำงานเป็นทีม หายไปจากวงการสาธารณสุขอย่างมาก
    ๓. ประชาชนไม่ร่วมจ่าย ทางที่ดีคนที่มาก สมทบมาก คนที่มีน้อยสมทบน้อยตามกำลัง เนื่องจากฟรีจนเกินไป ทุกวันนี้ยาฟรี เหมือนไม่มีค่า ผู้ป่วย จะชอปปิ้งตามโรงพยาบาลต่างๆ จนกว่าอาการจะพอใจ ผลจากการดำเนินงาน ยาแลกไข่ ของกระทรวงสาธารณสุขที่ทำไป สถานีอนามัยแต่ละแห่ง ได้ยาคืนจากชุมชน ไม่น้อยกว่ารถปิคอัพ

  • Shivava Maki

    เห็นด้วยกับหัวข้อ แต่เห็นต่างในส่วนของเนื้อหา
    การให้บริการสาธารณสุขฟรีนั้นเป็นสิ่งที่รัฐควรจัดหาให้แก่ประชาชน ประเทศไทยมาถูกทางแล้ว ดีกว่าบางประเทศที่พัฒนาแล้วเสียอีก
    แต่ปัจจัยที่ทำให้ระบบนี้ใกล้จะล้มนั้น ผมว่าน่าจะมาจาก…
    1.สิทธิของข้าราชการในการการเบิกค่ารักษาพยาบาลตามจริง เป็นช่วงโหว่ให้เกิดการใช้ยาเกินจำเป็น เกิดวันนอนและวิธีวินิจฉัยโรคที่เกินจำเป็น ไม่เป็นไปตามแนวทางการรักษาที่ดี ยกตัวอย่างเช่น การตรวจ MRI กันอย่างบ้าคลั้งทั้งที่ผู้ป่วยยังไม่เข้าเกณฑ์ที่ต้องตรวจ การรับยาราคาแพงๆไปมากมาย จนยาหมดอายุที่บ้านคนไข้ เป็นต้น
    2.ประเทศไทยมี 3 กองทุน ดูแลคน 3 ประเภท มีเพียงประกันสังคมเท่านั้นที่ผู้ป่วยต้องร่วมจ่าย อย่างไรก็ตาม แม้สิทธิข้าราชการและประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะรักษาฟรีจริง แต่ก็เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างสองสิทธินี้ เช่น การเข้าถึงยาจำเป็นบางอย่าง การเบิกจ่ายเงิน และความสะดวกในการรับบริการ เป็นต้น
    3.เป็นข้อสุดท้าย และสำคัญที่สุดคือ นโยบายของรัฐหลายๆนโยบายที่ทำลายระบบเดิมๆ เช่น การทำ medical hub การให้ผู้ป่วย co-pay ในยาบางรายการ และความอ่อนแอของกฏหมายสิทธิบัตรยา ทั้งหมดนี้ทำให้บริการที่เคย “ฟรี” จะไม่สามารถ “ฟรี” ได้อีกต่อไป…

  • Churdchoo Ariyasriwatana

    ความจริงที่ประชาชนและนายกรัฐมนตรีต้องรับทราบเพื่อที่จะได้รีบแก้ไขให้ถูกต้องเหมาะสม มีมาตรฐานการรักษาที่ทันสมัย ไม่เช่นนั้นมาตรฐานการแพทย์ไทยก็จะตกต่ำตามมาตรฐานการศึกษาไทย ที่ตกไปอยู่อันดับ 8 เกือบสุดท้ายของอาเซียน ในไม่ช้า

  • สมจิต

    เป็นพยาบาลในสถานีอนามัย ระบบมันไม่ลุ่มหรอกพูดเกินจริง เมือ 3 วันก่อนเพิ่งเอางบหลวงไปศึกษาดูงาน เหมาทัวร์ 40 คน ยังมีเงินเหลือทำโครงการต่อ ระบบมันมีเงินรั่วไหล สิทธิ์ข้าราชการดีสุด ยานอกบัญชีได้ นวดแพืทย์โบราญในสถานพยาบาลรัฐเบิกได้ แล้วลุ่มจมตรงไหน อย่ามโน ข้าราชการลำบากบ้างแต่มีเงินเดือนกิน หมอจบใหม่ เงินเริ่มซี่ 4 เงินประจำตำแหน่ง เงินไม่เบปิดคลนิก จบปีแรกรวมโอที่เหนาะ ๆ 50000 บาท /คนไปตรวจสอบได้ตามบัญชีเงินเือนแล้วบอกหลุ่มสลายอย่ากำจัด 30บาทรักษาทุกโรค ข้อมูลมี้ตรวจสอบได้นะไม่มโน

  • wassana

    it is so sad. I believe the primary health care providers are fail on health preventtion and promotion in ruler areas. We call ” mho-ar-na-mai”. To be honest, they just take it easy everyday, they don’t do their job efficiently and people a whole country who have limited knowledge of take care of their health. that’s why the number of patient are increased every year. All health care providers in Thailand must learn how to work together as a team. Trust me every single nurse their Hate their job. if they have better choice they will do something else. No motivation to work, majority doctors don’t respect nurse, patient and family don’t respect nurse either, it is very stressful job to work like that with no supportive from Nursing Broad and hospitals. Nurse have to may jobs. It is crazy. Healthcare system must be changed ASAP. Stop to hire nurse do pharmacy’s job, doctor’s job, PT’s job, social worker’s job, nurse educator’s job, and etc. Nurses can use those time to care the patient and focus on quality care NOT on the nurse note, paper, insurance form, follow up MD with stupid thing like sign in surname forms or others paper work. It is not smart. All nurse managers must care about employee NOT paper or doctor, care about patient’s needs more NOT buying new IT equipment and have nurses waste patient’s time to those machine. Exam your organization, are you ready for this. SAD SAD SAD

  • LekZa OntheRocks

    ปัญหาที่ลึกที่สุดของสาธารณสุขไทย คือ เศรษฐกิจของประเทศ ต้องแก้เรื่องเศรษฐกิจของประเทศก่อน แล้วอะไรๆจะง่ายขึ้น

  • Mr.wat

    ขอบอกได้เลยรายการนี้ทุกข์กันทั่วหน้าครับ 1. ประชาชนทุกสิทธิ์ได้ยาคุณภาพลดลง พิษภัยสุขภาพจะตามมา 2. บุคลากรทางการแพทย์ที่ให้บริการปริมาณผู้ป่วยกับผู้ให้บริการไม่สมดุลรับภาระงานมากเกินไปคนเก่าก็ออกไป คนใหม่ก็ทดแทนไม่ทัน 3. งบประมาณของประเทศก็เข้าไปเติมเต็มไม่ทัน ประชาชนไม่เห็นคุณค่าของยา ของฟรี ขอเมื่อไรก็ได้ และเงินรายหัวมาผูกกับเงินเดือนข้าราชการ ต้องเพิ่มขึ้นทุกปี เงินบำรุงไม่มีเพิ่ม มีแต่จะลด สิ่งที่จะต้องลดตามคือ ลูกจ้างในโรงพยาบาลด้วยที่ต้องตามมาครับ จะต้องให้ถึงวันนั้นหรือครับ ค่อยมาแก้ไข วันนี้ผมมองการแก้ปัญหาระบบบริการสาธารณสุข เปรียบเหมือนลิงแก้แหครับ