ทำไมถึงต้องศึกษาเศรษฐศาสตร์ความสุขในประเทศไทย

คำตอบของผมมาจากคำถามที่ผมเคยตั้งเอาไว้ถามตัวเองในสมัยที่ผมเริ่มทำการวิจัยในเรื่องพวกนี้ตอนแรกๆ นั่นก็คือ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ถ้าชาวพุทธทุกคนต่างก็รู้ซึ่งถึงหนทางที่จะทำให้ตัวเองพ้นทุกข์ แล้วทำไมทุกคนที่เป็นชาวพุทธจึงไม่มีความสุขด้วยกันทุกคน ทำไมคนส่วนใหญ่ ถ้ารู้ในคำตอบอยู่แล้วว่าอะไรที่จะสามารถทำให้ตัวเราพ้นทุกข์ได้ เราจึงไม่ทำกัน

เรียนรู้ “ปัญญาเพื่อชีวิต”

“ปัญญาเพื่อชีวิต” การเรียนรู้ข้อผิดพลาดจากประสบการณ์ของตนเองเพื่อการมีปัญญาในอนาคตจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก การเรียนรู้ชีวิตจากปัญญาของผู้อื่นโดยเฉพาะจากผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนจึงเป็นวิธีการที่ฉลาด กล่าวคือได้รู้บทเรียนโดยไม่ต้องเจ็บตัว

ปัจจัยในวัยเด็กอะไรที่มีความสำคัญที่สุดต่อความสุขของเราในอนาคต

การที่เรามีระบบของการเก็บข้อมูลประชากรที่ดีนั้นมีประโยชน์ต่อรัฐ ต่อการสร้างนโยบายที่สามารถใช้สร้างคน และต่อความรู้ของประชาชนในการเข้าใจว่าอะไรสำคัญกับชีวิตของเรามากขนาดไหน เพราะฉะนั้น ถึงเวลาหรือยัง (ที่จริงก็ถึงเวลามานานแล้วนะครับ) ที่ประเทศไทยของเราจะมีการลงทุนใหญ่ๆ ในการขยายการเก็บข้อมูลของประชาชนอย่างมีจุดมุ่งหมาย อย่างที่ประเทศอังกฤษเขาทำกันสักที

เปลี่ยนพฤติกรรมเพิ่มความสุข(2): การเปลี่ยนจุดที่ควรจะโฟกัสในชีวิต

ถ้าคนเราเเคร์ว่าการตัดสินใจของเราจะมีผลกับความสุขของตัวเราเองมากน้อยเเค่ไหน เราควรจะให้ความสนใจกับคอนเซ็ปต์ focusing illusion ของเเดเนียล คานีเเมนให้มากขึ้น เเละเเทนที่จะตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราชอบอะไรมากกว่ากันระหว่าง A กับ B เราควรจะถามตัวเราเองว่าทั้งสองช้อยส์นั้นจะทำให้เราจำเป็นต้องเปลี่ยนการดำเนินชีวิตประจำวันของเราไปในทางไหนบ้าง เเละเราจะชอบการใช้ชีวิตประจำวันเเบบไหนมากกว่ากัน ซึ่งถ้าเราสามารถทำได้ โอกาสที่เราจะเลือกสิ่งที่จะส่งผลให้เรามีความสุขพอๆกันกับความสุขที่เราคาดเอาไว้ตั้งเเต่ตอนเเรกก็น่าจะมากขึ้นตามๆกัน

Is Midlife Crisis Real? หลักฐานของมรสุมชีวิตช่วงวัยกลางคน

คุณผู้อ่านว่าคนเราน่าจะมีความสุขกับชีวิตมากที่สุดตอนที่เรามีอายุสักประมาณเท่าไหร่ ตอนที่เรายังเป็นเด็กหรือวัยรุ่นอยู่ หรือว่าตอนช่วงวัยกำลังทำงานและมีครอบครัวแล้ว หรือว่าช่วงที่เรากำลังแก่ตัวลงและอายุได้สักประมาณหกสิบถึงเจ็ดสิบปีขึ้นไป

เปลี่ยนพฤติกรรมเพิ่มความสุข (1): ลืมเสียเถิดกับเจ้าต้นทุนจมทั้งหลาย

sunk cost fallacy คือการที่คนเรายังยอมลงทุนไปกับสิ่งที่จะให้ผลเสียกับเรามากกว่าผลประโยชน์ที่เราจะได้กลับคืนมาจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นเพียงเพราะเราเสียดายกับต้นทุนจมที่ลงไปเเล้วเท่านั้นเอง อย่างเช่นการฝืนดูหนังที่เเย่ๆ จนจบหรือการที่เรากินมากจนเกินไปจนทำให้อึดอัดเวลาที่ไปกินอาหารบุฟเฟ่ต์ พูดง่ายๆ เป็นภาษาอังกฤษก็คือการ “Throw good money after bad” นั่นเอง