Do’s and Don’ts ประเทศไทยในเกมโลก “ปกรณ์ ” ชี้ไทยต้องเท่าทันยุค “ซูเปอร์ไดนามิก” รื้อโครงสร้างเก่า–ปรับรัฐให้ทันโลก

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงแนวทางที่ประเทศไทยต้องทำ (Do’s) เพื่อเท่าทันความผันผวนของโลกในยุค “ซูเปอร์ไดนามิก” (Super Dynamic) ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีอย่าง AI และ Quantum Computing โดยเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Structural Reform) ทั้งการยกเลิกกฎหมายล้าสมัย รื้อระบบราชการ

24 กันยายน 2569 : สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า จัดงานสัมมนาหัวข้อ “Do’s and Don’ts: ประเทศไทยในเกมโลก” เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี กำลังขึ้นสู่ปีที่ 16 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกล่าวปาฐกถาพิเศษ และมีนายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน), นายสาโรจน์ อธิวิทวัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิสซิเบิล จำกัด และที่ปรึกษาสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย, นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ประสานงานโครงการ Thailand Studies Programme สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute ประเทศสิงคโปร์ และกรรมการผู้จัดการ Thailand Future Institute ร่วมเสวนา

เมื่อโลกกลายเป็น “ซูเปอร์ไดนามิก”

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดประเด็นว่า ขณะที่งานนี้กำลังดำเนินอยู่ ที่นครนิวยอร์กก็มีการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ครั้งที่ 81 คู่ขนานกันไป และหากติดตามถ้อยแถลงของผู้นำประเทศต่างๆ ตลอดหลายวันที่ผ่านมา จะพบคำหนึ่งที่ถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือคำว่า “reform” ซึ่งสะท้อนสถานการณ์ของระเบียบโลก (world order) ในปัจจุบันได้ชัดเจนที่สุด

นายปกรณ์กล่าวว่า ความต้องการของสังคมเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก แต่เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ส่งผลให้เปลี่ยนโลกจาก “ไดนามิก” ให้กลายเป็น “ซูเปอร์ไดนามิก” ตามคำที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ใช้ พร้อมยกระดับจากคำว่า AI ไปสู่คำว่า “Super Intelligence”

“ในยุคปัจจุบัน ข้อมูล (data) ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูล แต่นำไปคิดวิเคราะห์ แล้วสามารถ “shape behavior” หรือกำหนดพฤติกรรมของผู้คนได้โดยตรงผ่านโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มต่างๆ” นายปกรณ์กล่าว

อีกปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบอย่างมากเช่นกันคือ กฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ นายปกรณ์เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีแต่ละสัปดาห์ มีเรื่อง International Obligation และ International Commitment เข้าสู่การพิจารณาไม่น้อยกว่า 10 เรื่อง แต่ระบบโลกเดิมที่เคยยึดถือกันมากำลังถูกเขย่าอย่างรุนแรงโดยภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย และสิ่งแวดล้อมทั่วโลก

“สิ่งที่เราขาดไปคือ awareness ในเรื่องนี้” นายปกรณ์กล่าว

นายปกรณ์ยกตัวอย่างกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่ใช้เวลากว่า 30 ปีสร้างตัวเองให้เป็น tourism hub, business hub และ digital hub แต่พอระเบิดลงลูกเดียวที่นั่น ทุกอย่างเปลี่ยนหมด “วิสัยทัศน์ที่วางเดิมไว้ใช้ไม่ได้อีกต่อไป” และผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ในภูมิภาคนั้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ปัญหาบริเวณอ่าวเยเมน ปากทะเลแดง และอ่าวเอเดน ก็ยังไม่คลี่คลาย เช่นเดียวกับคลองปานามาที่ปัจจุบันแทบใช้เดินเรือไม่ได้เพราะระดับน้ำขึ้นลงไม่เพียงพอ

ผลพวงจากความผันผวนกำลังก่อให้เกิดเส้นทางการค้าและพลังงานใหม่ๆ ขึ้นทดแทน เช่น การวางท่อน้ำมันจากเมืองเคอร์คุกในอิรัก ผ่านซีเรีย ออกสู่เมืองท่าชายฝั่ง เพื่อเป็นช่องทางใหม่ส่งน้ำมันไปยุโรป และการที่จีนเพิ่งเปิดคลองผิงลู่ คลองคมนาคมขนาดใหญ่ความยาวกว่า 500 กิโลเมตร รองรับเรือขนาดกว่า 5,000 ตันกรอส เชื่อมกลางประเทศจีนลงมาถึงเวียดนาม นายปกรณ์ตั้งคำถามว่า “เราจะรองรับกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร ถ้าเราไม่ตามโลกให้ทัน”

นอกจากนี้ Climate Change ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบทั่วถึง โดยเฉพาะต่อการค้าระหว่างประเทศ กฎเกณฑ์ทางการค้าเดิมที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่ยุค GATT หรือ WTO แทบจะนำมาใช้ไม่ได้แล้วในปัจจุบัน ซึ่งความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และสร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงมากคือ Popular Culture ซึ่งมักแอบแฝงมากับสื่อหลากหลายรูปแบบ แม้หลายคนอาจไม่ได้ตระหนักถึง Impact ของมันมากนัก แต่หากมองลึกลงไป วัฒนธรรมนิยมเหล่านี้มีทั้งมุมที่ดีและมุมที่เป็นโทษ เช่น การเปลี่ยนแปลงของวิธีคิดและวัฒนธรรมในปัจจุบัน ที่เริ่มมองว่า Pornography บนโลกออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการรับรู้ (Perception) และพฤติกรรม (Behavior) ของคนที่เปลี่ยนไปตามกระแสสื่อในยุคปัจจุบัน

“สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและสังคม สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้อง เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้น ในฐานะนักกฎหมาย พบว่าสังคมไทยยังตอบสนองและให้ความสนใจกับเรื่องเหล่านี้น้อยมาก เรามักสนใจอยู่แค่กับปัจจัยและปัญหาใกล้ตัวภายในประเทศ ไม่สนใจเรื่องระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงของโลก” นายปกรณ์กล่าว

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น มีการกเรียกร้องให้ตรึงราคาไว้ที่เดิม ทั้งที่ตามหลักเหตุผลแล้วเป็นไปไม่ได้ ต้องมีการปรับเปลี่ยน ต้องปรับตัวและเปลี่ยนพฤติกรรม “แต่การที่เราปรับตัวช้าไป ส่งผลให้เราต้องสูญเสียประโยชน์ไปอย่างมาก ที่สําคัญที่สุด การเท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ถ้าเรารู้ เราทันมัน เราจะสามารถใช้ประโยชน์จากมันให้เกิดสิ่งใหม่ได้ เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ได้”

หลักเศรษฐกิจพอเพียง: เข็มทิศเท่าทันโลก

สำหรับการวางตัวให้เท่าทันโลก นายปกรณ์ระบุว่า หลักคิดส่วนตัวยึดโยงอยู่กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

“หลักคิดของผมในเรื่องของการเท่าทันโลก เราควรจะอยู่ในโลกยังไง ผมมองไปที่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 การที่เราจะเท่าทันคนอื่นได้ สิ่งสําคัญที่สุด เราต้องมีการคิดวิเคราะห์ที่ดี มีเหตุมีผล มีความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกัน” นายปกรณ์กล่าว

โดยอธิบายองค์ประกอบทั้งสี่ในบริบทของเวทีระหว่างประเทศ ดังนี้

ความพอประมาณ นายปกรณ์อธิบายว่า คือ “self-reliance” ในยุคที่โลกกำลังแบ่งขั้ว การสร้างการบริโภคภายใน(domestic consumption) และการผลิตจากภายใน (domestic production) ให้เพียงพอ เป็นโจทย์ที่ต้องคิด ก่อนพึ่งพาภายนอก (Dependency) ในโลกที่กําลังแบ่งขั้วการพึ่งพาภายน้อยอาจจะต้องน้อยลง “เพราะถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้น เรามัวแต่พึ่งพาคนอื่น จบ เราทำอะไรต่อไม่ได้”

ประเทศเผชิญกับภาวะ พึ่งพิงต่างประเทศสูง (High Dependency) โดยปัจจุบันไทยพึ่งพาการส่งออกสูงถึงกว่า 70% ของ GDP ขณะที่อัตราการบริโภคและการใช้สินค้าภายในประเทศกลับลดน้อยลง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้คนไทยหันมาอุดหนุนและใช้สินค้าไทยมากขึ้น

“สภาพการณ์ที่โลกกําลังแตกแยกขนาดนี้ ถ้าเราไม่พึ่งพาตัวเองเป็นหลัก ไม่สร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็ง มัวแต่ไปพึ่งพาการส่งออกอย่างเดียวเนี่ย จะมีปัญหาได้” นายปกรณ์กล่าว

ความมีเหตุผล หมายถึงการมี justification ที่ดี มองระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวอย่างรอบด้าน ไม่ใช้ความนิยม (popularity) มากำหนดนโยบายจนทิ้งอนาคตไว้ข้างหลัง ซึ่งเป็นเหตุผลที่คำว่า “reform” ถูกพูดถึงบ่อยครั้งในเวที UNGA

“การมีเหตุผลในทุกเรื่องเป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่งในเวทีระหว่างประเทศและในเวทีระดับประเทศ Justification เป็นเรื่องที่สําคัญที่สุด เราจะใช้ความนิยมมาเป็นหลักไม่ได้ Justification ที่ดีคือการมองอย่างมีเหตุผล ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เราไม่สามารถที่จะใช้ Popularity มากําหนด Policy เพื่อที่จะสร้างความนิยมโดยทิ้งอนาคตไว้เรื่อยๆ ได้ จึงเป็นเหตุผลที่ว่าการปฏิรูปถึงเป็นเรื่องสําคัญ และคําว่า Reform ถึงชัดเจนมากในเวที UNGA” นายปกรณ์กล่าว

การมีภูมิคุ้มกัน คือ risk awareness, risk appetite และ risk management ที่ต้องมีการตรวจสอบ (audit) อยู่ตลอดเวลา ไม่มองโลกด้านเดียว

“การสร้าง ภูมิคุ้มกัน จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นการตระหนักรู้ต่อความเสี่ยง (Risk Awareness) การกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) และการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ที่ต้องมีการตรวจสอบและประเมินผล (Audit) อย่างสม่ำเสมอ มิฉะนั้นจะมองโลกเพียงด้านเดียว ทั้งที่โลกได้เปลี่ยนผ่านไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว” นายปกรณ์กล่าว

ความรู้และคุณธรรม นายปกรณ์เน้นว่าขาดไม่ได้เช่นกัน เพราะทุกวันนี้หลายฝ่ายให้น้ำหนักกับผลประโยชน์ส่วนตัวเหนือผลประโยชน์สาธารณะมากขึ้นเรื่อยๆ

นายปกรณ์ยกตัวอย่างวิกฤติน้ำมันปี 1973 และ 1979 ซึ่งเป็นที่มาของกฎหมายและกลไกสำรองต่างๆ ที่ยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน รวมถึงแนวคิด new public management ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 แต่คนไทยจำนวนมากยังเข้าใจว่าเป็นเรื่องใหม่ เช่นเดียวกับที่หลายคนยังไม่รู้จักองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1961 ทั้งที่ไทยกำลังอยู่ระหว่างขอเข้าเป็นสมาชิก “เพราะว่าไม่สนใจเรื่อง International Arena เราจึงมองไม่เห็นวิวัฒนาการว่าแล้วมันเปลี่ยนไปทางไหน และมันจะเปลี่ยนไปในทางอะไรต่อไป” นายปกรณ์กล่าว

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ระบบกฎหมาย ของไทยที่ยังติดอยู่ในยุคกำกับควบคุม (Control System) หากพิจารณาตามความเป็นจริง กฎหมายส่วนใหญ่ถูกวางรากฐานมาตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือเมื่อกว่า 80 ปีก่อน ที่เน้นการใช้ระบบอนุมัติและอนุญาตเต็มรูปแบบ

“การปฏิรูปกฎหมายไม่ใช่เพิ่มกฎหมายเข้าไป แต่ต้องทํากฎหมายที่มีอยู่ให้ทันสมัย ลดให้น้อยที่สุด ทําให้เป็นภาระน้อยที่สุด เพราะการมีกฎหมายจํากัดสิทธิเสรีภาพคน ถ้าไม่จําเป็นอย่างยิ่ง ไม่ต้องมีกฎหมาย ถ้าจะใช้มาตรการส่งเสริม ใช้ tax incentive ใช้ fiscal policy ได้ ไม่จําเป็นจะต้องใช้กฎหมายไปบังคับ แต่จะต้องผ่อนปรนให้เขามีช่องหายใจทํางานได้” นายปกรณ์กล่าว

ความท้าทายไร้พรมแดน

นายปกรณ์กล่าวต่อว่า ปัจจุบันระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลงสั้นลง แล้วเตือนสติเรา เตือนสติรัฐบาลว่า ต้องปรับตัวให้เร็ว ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนจะต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้ร่วมกัน เพราะฉะนั้นการให้ข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชนมีความสำคัญ เราต้อง raise awareness ของประชาชนให้มากที่สุดว่า ตอนนี้เราอยู่ในสถานการณ์ไหน เรากําลังเผชิญกับ ความท้าทายอะไร”

นายปกรณ์อ้างอิง UN Global Risk Report 2026 ที่เพิ่งเผยแพร่ ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ได้ติดตามมาหลายปี โดยชี้ว่าความเสี่ยงสำคัญ เช่น climate change และ geopolitical tension เป็นเรื่องที่พูดถึงกันมานาน แต่กลับพัฒนาไปเร็วเกินคาด จนอาจนำไปสู่ large scale war การปะทะด้วยกําลังขนาดใหญ่ ได้ดังที่เห็นในกรณียูเครน-รัสเซีย ขณะที่ mis- and disinformation กำลัง shape การรับรู้ของผู้คนไปในทิศทางที่อันตราย

ในประเด็นของ เทคโนโลยีขั้นสูงและภัยคุกคามใหม่ นายปกรณ์กล่าวว่า “ยังต้องตั้งคำถามว่าสังคมไทยตามทันเรื่องเหล่านี้แล้วหรือยัง ไม่ว่าจะเป็น AI และ Frontier Technology ซึ่งในระดับสากลกำลังถกเถียงกันอย่างหนักถึงอันตราย ผลกระทบ และหลักจริยธรรม (Ethics) ทั้งในการพัฒนาและการนำมาใช้งาน ขณะที่ประเทศเรายังให้ความสนใจในเรื่องนี้น้อยมาก จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งสร้างความตระหนักรู้ (Raise Awareness) ให้แก่ประชาชน”

พัฒนาการ AI และ Quantum Technology ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ต้องคิด เพราะแค่เทคโนโลยี AI ในปัจจุบันก็สามารถเข้าถึงและประมวลผลข้อมูลได้มหาศาลแล้ว หากในอนาคตมีการนำเทคโนโลยีควันตัมเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถ ให้ AI มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เทคโนโลยีควอนตัม จะเปลี่ยนสถานะข้อมูลจากระบบ 1 และ 0 ให้อยู่ในสถานะเดียวกันได้ “ควอนตัมเข้ามาจะเกิดอะไรขึ้นกับ encryption ทั้งหลาย ภาคธนาคารจะทำอย่างไรกับเรื่องความปลอดภัย เราจะรับมือและปกป้องข้อมูลความปลอดภัยต่างๆ ได้อย่างไร ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง”

ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างสามารถปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการเฉพาะบุคคล (Customize) ได้ ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไปสู่ความเป็นปัจเจกนิยม (Individualism) มากขึ้น และชอบสินค้าหรือบริการที่มีความพิเศษเฉพาะตัว (Unique) ซึ่งภาครัฐเองก็จำเป็นต้องปรับตัวตามพฤติกรรมของประชาชนให้ทัน เช่นเดียวกับที่คนในปัจจุบันสามารถซื้อสินค้าออนไลน์ได้อย่างสะดวกสบาย แต่เหตุใดบริการของภาครัฐในระบบออนไลน์ถึงยังทำไม่ได้ราบรื่นเสียที ทั้งที่ทุ่มงบประมาณลงทุนไปมหาศาล แต่ก็ยังคงเป็นปัญหาอุปสรรคอยู่

ปัญหาเรื่อง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ถี่และรุนแรงขึ้น ก็ได้ใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาลไปกับการจ่ายค่าชดเชยและเยียวยาความเสียหายหลังเกิดเหตุ แต่การ “ป้องกัน” กลับยังไม่ตรงจุด ซึ่งการป้องกันที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่การทุ่มงบสร้างเขื่อน แต่คือการวางระบบบริหารจัดการที่ดี

นายปกรณ์ระบุว่า หากสังเกตสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันทั้งในไทยและทั่วโลก จะพบรูปแบบเดียวกันคือ ถนนมักกลายเป็นคลองระบายน้ำ และมีสิ่งปลูกสร้างขวางทางไหลของน้ำอยู่เสมอ ปัญหาหลักจึงไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนคูคลองหรือระบบระบายน้ำเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจาก การวางผังเมือง และ การบังคับใช้กฎหมายผังเมือง ที่ขาดประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังมีความท้าทายด้านสังคมสูงวัย ซึ่งหลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาคนรุ่นทำงานต้องแบกรับภาระดูแลคนรุ่นเกษียณ

สิ่งที่ประเทศไทยต้อง Do’s

นายปกรณ์กล่าวว่า ที่ผ่านมา ไทยมักเน้นนโยบายและการตัดสินใจที่อิงตาม ความนิยม (Popularity) มากจนเกินไป แต่การมองอนาคตข้างหน้า จำเป็นต้องคิดอย่างเป็นระบบและครอบคลุมครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งให้แก่ประเทศ ท่ามกลางบริบทของไทยที่เป็นสังคมเน้นบริโภคนิยมเป็นหลัก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเมื่อครั้งที่เริ่มเปิดตลาดค้าขายกับจีนใหม่ๆ มักมองเฉพาะแง่บวกว่า หากคนจีนที่มีนับพันล้านคนช่วยซื้อสินค้าไทยเพียงคนละชิ้น ก็จะขายได้ถึงพันล้านชิ้น แต่กลับละเลยแง่ลบและลืมคิดไปว่า หากสินค้าจีนทะลักเข้ามาขายในไทยคนละชิ้น จะส่งผลกระทบอย่างไร ซึ่งในปัจจุบัน เหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นจริงแล้ว และสร้างแรงกดดันจนภาคธุรกิจไทยตั้งรับแทบไม่ทัน

ในช่วงท้ายของการปาฐกถา นายปกรณ์เน้นย้ำถึงแนวทางสิ่งที่ประเทศไทย “ต้องทำ” (Do) เพื่อวางตำแหน่งแห่งที่ของประเทศในเวทีโลก โดยระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการเร่งสร้างความตระหนักรู้ (Raise Awareness) ให้สังคมไทยเท่าทันความเปลี่ยนแปลงของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

นายปกรณ์ ชี้ว่า ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศขนาดเล็ก การดำเนินนโยบายทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศจำเป็นต้องยึดหลัก “ความเป็นกลาง” (Impartiality) สำคัญที่สุด และต้องสร้าง “ความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนกับประชาชน” ให้ดีที่สุด “ผมขอย้ำ การสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนกับประชาชนในระดับระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่สําคัญที่สุด”

สิ่งที่สำคัญที่สุดประการที่สาม คือในสภาวะที่ระเบียบโลกยังไม่มีความชัดเจน สิ่งที่ควรจะต้องทำมากที่สุดคือการ ยึดมั่น (Uphold) ในพันธกรณีและข้อตกลง (Obligation and Commitment) ที่มีอยู่กับต่างประเทศอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกัน เราก็ต้อง เตรียมความพร้อม รับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดทุกเมื่อ โดยเฉพาะภัยสงครามหรือความขัดแย้ง

ต่างจากบางประเทศในปัจจุบันที่เผชิญปัญหาไม่มีใครอยากเป็นทหาร เช่น ญี่ปุ่นหรือเยอรมนี ซึ่งเป็นผลมาจากหลักลัทธิสันตินิยม (Pacifism Doctrine) ที่ถูกปลูกฝังอย่างเข้มงวดหลังเป็นผู้ก่อสงครามเมื่อ 80 ปีก่อน จนผู้คนมองว่าเรื่องความมั่นคงหรือสงครามเป็นสิ่งเลวร้ายไปทั้งหมด ส่งผลให้ในวันนี้ขาดแคลนกำลังพลในการปกป้องประเทศ และเกิดคำถามตามมาว่า แม้จะผลิตยุทโธปกรณ์ออกมาได้มากมายเพียงใด แต่ใครจะเป็นผู้นำอาวุธเหล่านั้นไปใช้ ในเมื่อบุคลากรไม่มีความพร้อมอีกต่อไป

นายปกรณ์กล่าวว่า บทบาทของภาครัฐจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง เพราะโลกเปลี่ยนไปแล้ว จากบทบาท ผู้กำกับควบคุม (Controller) ต้องเปลี่ยนมาเป็น ผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก (Facilitator)

ระบบเศรษฐกิจ ก็ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด โดยเน้นการพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน ทั้งในด้าน ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และ ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ที่ต้องมองข้ามจากการมีไฟฟ้าพอใช้ไปสู่การสร้างความเสถียรในระยะยาว ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับ ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security) ที่มีความสำคัญที่สุด

นอกจากนี้ อีกหนึ่งบทบาทหลักของภาครัฐที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Structural Reform) ในหลากหลายมิติ ทั้งในส่วนของระบบราชการและระบบกฎหมายที่จำเป็นต้องปรับ “ถ้าเราไม่เปลี่ยน เราอยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว โลกเปลี่ยนใหม่หมดแล้ว” รวมถึง ระบบการศึกษา ที่ต้องปฏิรูปทั้งวิธีการและเนื้อหาให้สอดรับ (Fit in) กับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป

ขณะเดียวกัน ต้องเร่งปรับระบบกฎหมายที่ล้าสมัยและ วิธีคิดเกี่ยวกับกฎหมาย โดยเฉพาะค่านิยมที่ว่า “ต้องมีกฎหมายก่อนถึงจะลงมือทำได้” ซึ่งขัดกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญที่ปรับเปลี่ยนมาตั้งแต่ปี 2560 ที่ระบุชัดเจนว่า “สิ่งใดที่ไม่ได้ห้ามไว้ในกฎหมายหรือในรัฐธรรมนูญ ทุกคนสามารถทำได้ทั้งหมด”

เช่นเดียวกับ โครงสร้างระบบภาษี (Tax Reform) และ กฎหมายเกี่ยวกับการพาณิชย์ (Commerce) ของไทยที่ยังคงมีความแข็งตึง (Rigid) ยึดติดกับรูปแบบเศรษฐกิจในอดีต ยังไม่มีการปฏิรูปให้สอดคล้องกับสิ่งที่เป็นปัจจุบัน และแฝงไปด้วยแนวคิดการปกป้องทางการค้า (Protectionism) ที่สูง

สิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดคือ การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) “ผมยังคงยืนยันอย่างจริงจังว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับโลกใบนี้ ที่ทุกภาคส่วนต้องยึดถือเป้าหมายนี้ร่วมกัน เพราะหากยังคงเพิกเฉยและไม่ร่วมมือกันอย่างจริงจัง ในที่สุดก็จะกลายเป็น “กบในหม้อต้ม” ที่ถูกความเปลี่ยนแปลงค่อยๆ ลวกจนสายเกินแก้ไข

นายปกรณ์ปิดท้ายด้วยการย้อนกลับไปที่คำว่า Refom ที่ได้เริ่มต้นไว้ว่า “อีกข้อหนึ่งที่สำคัญคือ การสร้างความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม (Rule of Law) เพื่อสร้างความไว้วางใจ (Trust) ซึ่งไม่ได้หมายถึงความไว้วางใจต่อภาครัฐ (Trust in Government) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความไว้วางใจระหว่าง ประชาชนกับประชาชน (People to People), ประชาชนกับภาครัฐ (People to Public) ภาคธุรกิจกับภาคธุรกิจ (Business to Business) ไปจนถึงความไว้วางใจระหว่าง รัฐต่อรัฐ (State to State) ซึ่งเป็นเหตุผลที่คําว่า Reform เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากในเวทีนานาชาติ(International Arena) ใน UNGA ขณะนี้”