
นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง แห่งสิงคโปร์ได้ประกาศการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 ซึ่งครอบคลุมถึงการเปลี่ยนกระทรวงรับผิดชอบของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี การเลื่อนตำแหน่ง และการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนใหม่หลายตำแหน่ง รวมถึงการแต่งตั้ง เค ชานมูกัม (K Shanmugam)เป็นรัฐมนตรีอาวุโส โดยเขายังคงควบตำแหน่งรัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคงแห่งชาติและรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยด้วย
ในส่วนของการเลื่อนตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ เจฟฟรีย์ เซียว (Jeffrey Siow) ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, เดวิด นีโอ (David Neo) ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ชุมชน และเยาวชน และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขณะที่ ซิม แอน (Sim Ann) ได้รับการโปรโมตเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
นอกจากนี้ กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ‘กระทรวงพลังงาน การค้า และอุตสาหกรรม’ เพื่อสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับประเด็นด้านพลังงานที่เพิ่มมากขึ้น
โดยการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้มีขึ้นเพียงสองวันหลังจากที่ ไฟชาล อิบราฮิม (Faishal Ibrahim) ซึ่งดำรงตำแหน่งรักษาการรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบกิจการมุสลิม ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหลังจากที่ยอมรับว่ามีความ “ผิดพลาดในการตัดสินใจ” เกี่ยวกับความสัมพันธ์และการปฏิสัมพันธ์กับสตรีรายหนึ่ง ซึ่งเขาระบุว่าเป็นการกระทำที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่คาดหวังไว้สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
หลังจากนั้น ในวันจันทร์ที่ผ่านมา ซาคี โมฮาหมัด (Zaqy Mohamad) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และกระทรวงการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม จึงได้เข้ามารับตำแหน่งแทน
การลาออกของไฟชาล ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วยนั้น ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีขาดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปสองคน เนื่องจากก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม โกะ โปห์ คูน (Koh Poh Koon) อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสาธารณสุข ก็ได้ก้าวลงจากตำแหน่งโดยให้เหตุผลเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวและครอบครัวเช่นกัน
การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองของนายกรัฐมนตรี หว่อง นับตั้งแต่ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2567 และเป็นครั้งแรกหลังจากที่มีการเปิดเผยรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดเต็มเป็นครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2568
นายกรัฐมนตรี หว่อง ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการส่งต่ออำนาจบริหารอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล โดยมี “สมาชิกทีมรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมในการเข้ามารับผิดชอบภารกิจที่ใหญ่ขึ้น”
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งส่วนใหญ่จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 27 กรกฎาคมที่จะถึงนี้
อึ้ง ชี เม้ง ผู้นำแรงงาน ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ก่อนหน้านี้ในการปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 อึ้ง ชี เม้ง ได้ขอไม่ให้มอบหมายตำแหน่งในรัฐบาลให้แก่เขา เพื่อที่จะได้มุ่งมั่นกับการทำงานในสภาองค์การลูกจ้างแห่งชาติ (NTUC) และดูแลพื้นที่เขตเลือกตั้งเดี่ยว (SMC) ยาลัน คายู ของเขาได้อย่างเต็มที่
ในเวลานั้น นายกรัฐมนตรี หว่อง ได้บอกว่าการไม่แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้ว่าเป็น “การจัดสรรชั่วคราว” พร้อมชี้ว่าตามธรรมเนียมแล้ว เลขาธิการสภาองค์การลูกจ้างแห่งชาติจะดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “ความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกัน” ระหว่างพรรคพรรคแอคชันประชาชน (PAP) และ NTUC
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีระบุว่า เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วที่ อึ้ง ชี เม้ง จะกลับมาร่วมงานในรัฐบาล เมื่อพิจารณาจากความท้าทายด้านกำลังแรงงานของสิงคโปร์ พร้อมเสริมว่า อึ้ง ชี เม้ง จะสามารถ “สร้างผลงานและคุณประโยชน์ได้มากกว่าเดิม” ไม่เพียงแต่ในฐานะผู้นำแรงงานเท่านั้น แต่ในฐานะรัฐมนตรีในทีมของเขาด้วย
สมาชิกรัฐสภา(Backbench MPs) สองราย ได้แก่ ฟู ซือเชียง (Foo Cexiang) และ ชอว์น โลห์ (Shawn Loh) ได้รับการดึงตัวเข้าร่วมงานกับรัฐบาลเป็นครั้งแรก ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง (Minister of State)
ด้านรัฐมนตรีรักษาการสองราย คือ เจฟฟรีย์ เซียว และ เดวิด นีโอ ได้รับการยืนยันแต่งตั้งในตำแหน่งเดิมอย่างเป็นทางการ หลังจากดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีรักษาการมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นประธานร่วมในคณะกรรมการแยกย่อยภายใต้การทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ
ขณะที่ ซิม แอน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและการต่างประเทศ จะได้รับการโปรโมตขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการเต็มตัว โดยนายกรัฐมนตรี หว่อง ระบุว่า ซิม แอน ทำผลงานได้ดีอย่างสม่ำเสมอในทุกบทบาทที่ได้รับมอบหมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา การเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้จึงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่าเธอจะสามารถสร้างคุณประโยชน์ให้แก่รัฐบาลได้มากยิ่งขึ้น
สำหรับการดำรงตำแหน่งใหม่ของ ชานมูกัม นายกรัฐมนตรี หว่อง กล่าวว่า สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของชานมูกัมภายในทีม พร้อมชี้ว่า ชานมูกัม และรัฐมนตรีอาวุโส ลี เซียน ลุง ถือเป็นสมาชิกสองรายที่มีประสบการณ์สูงที่สุดในทีมบริหาร
นายกรัฐมนตรี หว่อง เสริมว่าเขายังคงให้ความสำคัญกับคำแนะนำของทั้งสองรายอย่างมาก และทั้งคู่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยชี้แนะและเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรุ่นใหม่ ในช่วงที่รัฐบาลกำลังดำเนินกระบวนการส่งต่ออำนาจบริหาร
เมื่อถูกถามว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้เป็นสัญญาณว่า ชานมูกัม จะ ส่งมอบตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยในท้ายที่สุดหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันกระทรวงมีรัฐมนตรีช่วยว่าการ (Second Minister) ถึงสองคน นายกรัฐมนตรี หว่อง ตอบว่า การจัดสรรในลักษณะนี้สะท้อนถึงแนวทางโดยรวมในการเปิดโอกาสให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้สัมผัสความรับผิดชอบที่หลากหลาย เพื่อประเมินความพร้อมของแต่ละคน
สำหรับคำถามที่ว่าการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้เกิดจากการถูกกดดันให้ต้องทำเนื่องจากการลาออกของสมาชิกสองรายก่อนหน้านี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี หว่อง กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิด แต่ก็ได้รับการประเมินและวางแผนรับมือไว้ล่วงหน้าเสมอ
“แม้คุณจะวางแผนไว้อย่างดีที่สุดแล้ว แต่คุณก็ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดเหล่านี้ และนั่นคือสิ่งที่ผมได้ทำลงไป” นายกรัฐมนตรีหว่องกล่าว
นายกรัฐมนตรีหว่องกล่าวเสริมว่า การปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้สามารถเกิดขึ้นได้เพราะรัฐบาลได้สร้างฐานบุคลากร (Bench) ที่มีความเข้มแข็งและลึกซึ้งมากขึ้นตลอดช่วงปีที่ผ่านมา
“เพราะตอนนี้เรามีทีมบุคลากรที่ดี เราจึงสามารถทำการปรับเปลี่ยนได้ ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงต้องดึงตัวคนเก่งๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดบุคลากร และมั่นใจได้ว่าเราจะมีกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ที่แข็งแกร่งสำหรับสิงคโปร์” นายกรัฐมนตรีหว่องกล่าว
การปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญ
- เค ชานมูกัม (K Shanmugam): ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีอาวุโส โดยจะยังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคงแห่งชาติและรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยต่อไป
- ดร. ตัน ซี เล้ง (Dr Tan See Leng): ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (กำกับดูแลด้านพลังงานและอุตสาหกรรม) โดยจะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
- อึ้ง ชิ เม้ง (Ng Chee Meng): ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยจะยังคงดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาองค์การลูกจ้างแห่งชาติ (NTUC) ต่อไป
- เจฟฟรีย์ เซียว (Jeffrey Siow): ได้รับการยืนยันแต่งตั้งในตำแหน่งเดิมคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมทั้งได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (Second Minister)
- เดวิด นีโอ (David Neo): ได้รับการยืนยันแต่งตั้งในตำแหน่งเดิมคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ชุมชน และเยาวชน พร้อมทั้งได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (Second Minister)
- ซิม แอน (Sim Ann): ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการต่างประเทศ (Second Minister)
- ซาคี โมฮาหมัด (Zaqy Mohamad): ยังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม (Senior Minister of State) แต่จะพ้นจากตำแหน่งในกระทรวงการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม
- จัสมิน เลา (Jasmin Lau): จะดำรงตำแหน่งรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศ (Senior Minister of State) โดยจะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (Minister of State)
การแต่งตั้งตำแหน่งอื่นๆ
- โกห์ เป่ย หมิง (Goh Pei Ming): ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (Senior Minister of State)
- อัลวิน ตัน (Alvin Tan): ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (Minister of State) และยังคงดำรงตำแหน่งในกระทรวงการพัฒนาเมืองต่อไป โดยจะพ้นจากตำแหน่งในกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม
- ซุลการ์เนน อับดุล ราฮิม (Zhulkarnain Abdul Rahim): ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (Minister of State) โดยจะพ้นจากตำแหน่งในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
การแต่งตั้งตำแหน่งใหม่
- ฟู ซือเชียง (Foo Cexiang): สมาชิกรัฐสภาเขตตันหยง ปาการ์(Tanjong Pagar GRC) ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน รวมถึงกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (Minister of State)
- ชอว์น โลห์ (Shawn Loh): สมาชิกรัฐสภาเขตจาลัน เบซาร( Jalan Besar GRC) ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข (Minister of State)

The Strait Times วิเคราะห์ว่า การปรับคณะรัฐมนตรีสะท้อนยุทธศาสตร์ของสิงคโปร์ในยุคแห่งความไม่แน่นอน โดยการปรับปรับคณะรัฐมนตรีหลายครั้งที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการปรับทัพเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่มีการเลื่อนตำแหน่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรุ่นใหม่หลายท่าน มักจะจุดประเด็นถกเถียงว่า สิ่งนี้จะส่งผลอย่างไรต่อทิศทางผู้นำของสิงคโปร์
แต่การปรับเปลี่ยนรอบล่าสุดนี้มีความน่าสนใจมากกว่านั้นด้วยอีกเหตุผลหนึ่ง นั่นคือ การชี้ให้เห็นถึง “วาระความสำคัญระดับชาติ” ของสิงคโปร์ ท่ามกลางบริบทโลกที่วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ได้ปลุกคลื่นความพลิกผัน (Disruption) ลูกใหม่ขึ้นมา
จากการจัดทัพในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่า นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง กำลังมุ่งมั่นที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมบริหารในจุดที่มีความไม่แน่นอนสูงที่สุด และในจุดที่สิงคโปร์จะได้รับประโยชน์มากที่สุดหากมีทิศทางการดำเนินนโยบายที่ชัดเจน
ด้านหนึ่งที่ชัดเจนมากคือด้านพลังงาน ซึ่งความท้าทายสำคัญคือการตอบสนองความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นของประเทศ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนไปสู่มุ่งสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ
เพื่อสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนน้ำหนักความสำคัญในครั้งนี้ กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (MTI) จะเปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงพลังงาน การค้า และอุตสาหกรรม” (METI) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป
ด้าน ดร. ตัน ซี เล้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะพ้นจากตำแหน่งเดิมเพื่อทุ่มเทความสนใจอย่างเต็มที่ให้กับบทบาทใหม่ นั่นคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (กำกับดูแลด้านพลังงานและอุตสาหกรรม)
หนึ่งในภารกิจเร่งด่วนที่สุดของเขา น่าจะเป็นการรับมือกับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกเหนือจากนั้น ยังมีประเด็นที่ใหญ่กว่าอย่างเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน ในขณะที่สิงคโปร์กำลังขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero)
หนึ่งในแผนงานสำคัญคือ การเพิ่มการนำเข้าไฟฟ้าคาร์บอนต่ำจากประเทศในภูมิภาค ซึ่งแม้ว่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงทางพลังงานสะอาด แต่ในขณะเดียวกันก็อาจสร้างสภาวะการพึ่งพา ซึ่งอาจทำให้ประเทศเปราะบางต่อวิกฤติการขาดแคลนพลังงานที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ โดยในปัจจุบัน สิงคโปร์กำลังศึกษาศักยภาพในการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ และจะได้รับการประเมินจากองค์กรเฝ้าระวังด้านปรมาณูแห่งสหประชาชาติ (IAEA) ในปี 2027 เพื่อพิจารณาความพร้อมในการตัดสินใจอย่างถี่ถ้วนว่าจะดำเนินการต่อหรือไม่
การเปลี่ยนแปลงภายในกระทรวง MTI ครั้งนี้ ส่งผลให้กระทรวง ซึ่งจะใช้ชื่อใหม่ว่า METI ในเร็ว ๆ นี้ มีรัฐมนตรีว่าการเต็มตัวถึง 3 รายด้วยกัน โดยหนึ่งในนั้นคือ รองนายกรัฐมนตรี กัน คิม หยง (Gan Kim Yong)
โดย กัน คิม หยง จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (กำกับดูแลด้านการค้า) ขณะที่ เกรซ ฟู (Grace Fu) ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม จะยังคงทำหน้าที่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบสัมพันธ์ภาพทางการค้าต่อไป
การแบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างชัดเจนนี้ สะท้อนว่าประเด็นด้านการค้ายังคงเป็นวาระสำคัญระดับชาติอย่างไม่เกินคาด
ส่วนอีกหนึ่งความไม่แน่นอน คือความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับเรื่องงานและการถูกแทนที่ด้วย เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI ซึ่งเป็นความท้าทายที่การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ 2 ตำแหน่งมุ่งเป้าที่จะเข้ามาจัดการ
จัสมิน เลา (Jasmin Lau) ซึ่งเป็นหนึ่งในหกอดีตข้าราชการระดับสูงที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค PAP ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2025 จะเข้ารับตำแหน่งรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ควบคู่ไปกับการได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศ (Senior Minister of State)
ขณะที่ อึ้ง ชี เม้ง ผู้นำแรงงาน ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาองค์การลูกจ้างแห่งชาติ (NTUC) มาตั้งแต่ปี 2561 จะกลับเข้าสู่คณะรัฐมนตรีในตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้งสองรายต่างก็นำจุดเด่นที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์มาสู่ทีมงาน
เลา ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีผู้กำกับดูแล GovTech ด้วยนั้น ถูกคาดหวังให้นำประสบการณ์ที่เธอเรียนรู้จากบทบาทดังกล่าว รวมถึงจากการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มาปรับใช้เพื่อช่วยให้แรงงานได้รับการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้อย่างดีเยี่ยม
ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม เลาตั้งข้อสังเกตว่า แรงงานและบริษัทจำนวนมากกำลังพยายามปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
“ความรับผิดชอบของเราต่อจากนี้ คือการช่วยให้พวกเขาก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงนี้ไปให้ได้” เธอกล่าว
ในอีกทางหนึ่ง อึ้ง ชี เม้ง จะรับหน้าที่ดูแลให้แน่ใจว่า ความกังวลของสหภาพแรงงานและคนทำงานจะได้รับการพิจารณาในระดับการตัดสินใจสูงสุด
ซึ่งเป็นงานที่เขาได้เริ่มลงมือทำไปแล้วตั้งแต่ช่วงที่ดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกรัฐสภา โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อึ้ง ชี เม้ง ได้ยื่นญัตติต่อรัฐสภาเพื่อเรียกร้องไม่ให้เกิดภาวะ “เศรษฐกิจเติบโตแต่ไร้การจ้างงาน” (Jobless Growth) ท่ามกลางการพลิกผันจากเทคโนโลยี AI ซึ่งเรื่องนี้ถูกนำมาถกเถียงในสภายาวนานถึง 7 ชั่วโมง โดยสมาชิกรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาจากการแต่งตั้ง และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรวม 24 ราย และได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากรัฐสภา
ตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว เลขาธิการสภาองค์การลูกจ้างแห่งชาติ (NTUC) จะดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีด้วยเสมอ โดยเริ่มต้นจาก ลิม ชี ออน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในปี 1980
นายกรัฐมนตรี หว่อง กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวว่า การมี อึ้ง ชี เม้ง ร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรี จะช่วยให้เขา สามารถ “สร้างผลงานและคุณประโยชน์ที่มีผลกระทบมากยิ่งขึ้น ในการรับมือกับความท้าทายระดับชาติที่เรากำลังเผชิญอยู่”

การปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งก่อนๆ มักใช้เป็นโอกาสในการเปิดโอกาสให้เหล่ารัฐมนตรีได้สั่งสมประสบการณ์ในหลากหลายกระทรวง แต่การปรับทัพรอบล่าสุดนี้ ดูเหมือนจะมีเป้าหมายในการท้าทายสมาชิกในทีมของนายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง ให้แสดงศักยภาพและทำงานในระดับที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน
สิ่งนี้เห็นได้ชัดจากการที่ผู้ดำรงตำแหน่งบางรายยังคงดูแลกระทรวงเดิม แต่กลับได้รับขอบเขตความรับผิดชอบที่ขยายใหญ่ขึ้น
ตัวอย่างเช่น ซิม แอน ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงมหาดไทย (Senior Minister of State) ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงที่สอง (Second Minister) ของทั้งสองกระทรวงดังกล่าว
เช่นเดียวกับ โกห์ เป่ย หมิง ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (Minister of State) ก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอาวุโส (Senior Minister of State) ในทั้งสองกระทรวงเช่นกัน
สำหรับรายอื่นๆ ได้รับโจทย์ให้ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่และรับรองรับขอบเขตงานที่ขยายใหญ่ยิ่งขึ้น
ในจำนวนนี้รวมถึง ฟู ซือเชียง และ ชอว์น โลห์ สมาชิกรัฐสภาสมัยแรก ซึ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง (Minister of State) หลังจากทำหน้าที่เป็นสมาชิกรัฐสภาหลังแถวมาได้เพียงปีกว่าๆ เท่านั้น
สำหรับพวกเขาทุกคน ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่การทำผลงานให้ดีในสายตาของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพิสูจน์ให้ชาวสิงคโปร์เห็นว่า พวกเขามีศักยภาพดีพอที่จะรับมือกับความต้องการและภาระงานอันหนักหน่วงของตำแหน่งนี้ได้
โดยเฉพาะ 3 รายที่ต้องเผชิญกับภารกิจอันท้าทายอย่างมาก
จัสมิน เลา ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศ หลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2568 ถือเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในแวดวงการเมือง
ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เธอไม่เพียงแต่ต้องเร่งสร้างความคุ้นเคยกับภารกิจในกระทรวงใหม่ให้ได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังต้องเตรียมพร้อมรับการจับจ้องและตรวจสอบจากสาธารณชนที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อกระทรวงที่เธอดูแลนั้น ต้องรับผิดชอบประเด็นความกังวลที่เป็นเรื่องหลักในใจของชาวสิงคโปร์จำนวนมากในขณะนี้
ความวิตกกังวลเรื่องงานและการดำรงชีวิตยังหมายความว่า สาธารณชนจะเฝ้ามองและคาดหวังให้ อึ้ง ชี เม้ง ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะ “ผลักดันค่าจ้าง สวัสดิการ และโอกาสความก้าวหน้าในการทำงานที่ดีขึ้นเพื่อคนทำงาน” รวมถึงช่วยให้พวกเขาก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงไปได้
ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2568 อึ้ง ชี เม้ง ชนะการเลือกตั้งในเขตพื้นที่เดี่ยว จาลัน กายู(Jalan Kayu) ซึ่งเป็นเขตที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ ด้วยคะแนนเสียง 51.47% โดยเอาชนะ อังเดร โลว์ ผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรค Worker’s Party ไปได้อย่างสูสี
และในเมื่อตอนนี้เขาได้เข้ามามีบทบาทในคณะรัฐมนตรีแล้ว วิธีการที่เขาปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบระดับชาติต่างๆ จะส่งผลต่อการตัดสินผลงานของเขาจากผู้ลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งถัดไปอย่างแน่นอน
ท้ายที่สุด ซาคี โมฮาหมัด ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรักษาการรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลกิจการมุสลิม จะต้องทำหน้าที่สร้างความมั่นใจและปลอบประโลมชุมชนมุสลิมที่กำลังหวั่นไหวจากข่าวการลาออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหันของ ไฟซาล อิบราฮิม เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา
โดยตัวซาคี พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรี หว่อง และ เค. ชานมูกัม รัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคงแห่งชาติและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าพบปะกับเหล่าผู้นำชุมชนเพื่อรับฟังข้อกังวลต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าที่กระแสความตกใจและผลกระทบจากการลาออกของไฟซาลจะค่อยๆ สงบลง
เมื่อมองในภาพรวม การปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้สะท้อนอัตลักษณ์สไตล์การทำงานของนายกรัฐมนตรี หว่อง อยู่หลายประการ
ประการแรก การผลัดใบและการเติมพลังจากเลือดใหม่ ได้ถูกถ่วงดุลอย่างลงตัวด้วยความมั่นคงจากผู้นำรุ่นเก๋าที่ยังคงอยู่ช่วยงานอย่างต่อเนื่อง
ประการถัดมา คือการให้ความสำคัญกับการเร่งพัฒนาสมาชิกทีมรุ่นใหม่ให้เร็วขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้มีพื้นที่และระยะเวลาบนเส้นทางการเมือง (Political Runway) ที่ยาวนานขึ้นในการสั่งสมประสบการณ์
และในครั้งนี้ ยังถือเป็นคณะรัฐมนตรีที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเน้นความยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับทุกวิกฤติ และก้าวผ่านความไม่แน่นอน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่ใหญ่ยิ่งกว่าซึ่งสิงคโปร์จะต้องเผชิญในอนาคต



