ASEAN Roundup อินโดนีเซียเดินหน้า ดัน “บาหลี” ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศแห่งใหม่

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 5-11 กรกฎาคม 2569

  • อินโดนีเซียเดินหน้า ดัน “บาหลี” ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศแห่งใหม่
  • “เกาะบาตัม”ฮับทางทะเล โลจิสติกส์ ลงทุนระดับโลกแห่งใหม่ของอินโดนีเซีย
  • อินโดนีเซียลงนาม MoU ส่งออกไฟฟ้าไปสิงคโปร์
  • รัฐบาลลาวเล็งใช้ “คลังสำรองแห่งรัฐ” ลงทุนสร้างรายได้
  • ลาวกำหนดมาตรการชำระหนี้ พร้อมปกป้องเสถียรภาพงบประมาณ
  • ลาวตั้งเป้าขจัดความยากจน 100,000 ครอบครัวภายในปี 2030
  • สมัชชาแห่งชาติลาวดันการพัฒนาชนบทเป็นวาระเร่งด่วนสูงสุด
  • เมียนมา-ลาว ลงนามข้อตกลงร่วมศึกษาโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำแม่น้ำโขง

อินโดนีเซียเดินหน้า ดัน “บาหลี” ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศแห่งใหม่

ภาพ:ThaiPublica

รัฐบาลอินโดนีเซียยังคงยึดมั่นในแผนการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศบนเกาะบาหลี ซึ่งจะมีการเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีและกรอบกฎหมายพิเศษ ในขณะที่ประเทศกำลังมุ่งดึงดูดเงินทุนต่างชาติให้หลั่งไหลเข้ามามากขึ้น และเพื่อส่งผ่านเงินทุนเหล่านั้นไปยังโครงการเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความคุ้มค่าในทางพาณิชย์

นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีประสานงานฝ่ายกิจการเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการจัดทำร่างกฎหมายว่าด้วยศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศแห่งอินโดนีเซีย (Indonesia International Financial Center: PFII) ควบคู่ไปกับการเตรียมข้อบังคับเพื่อนำไปปฏิบัติจริงผ่านกฎระเบียบของรัฐบาล

ปัจจุบัน รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมาย PFII ดังกล่าว โดยฝ่ายนิติบัญญัติตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2026 และเริ่มบังคับใช้จริงภายในสิ้นปีนี้

นายแอร์ลังกากล่าวว่า เหตุผลที่เลือกเกาะบาหลีเนื่องจากมีเสน่ห์ดึงดูดใจคนทั่วโลกในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่พร้อมอยู่แล้ว รวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) ที่มุ่งเน้นด้านการท่องเที่ยวและการดูแลสุขภาพ โดยปัจจุบันเกาะบาหลีเป็นที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษซานูร์ (Sanur SEZ) และเขตเศรษฐกิจพิเศษกูรากูราบาหลี (Kura Kura Bali SEZ)

“ในเวลาเดียวกันนี้ เรากำลังเตรียมกฎระเบียบของรัฐบาลในการกำหนดพื้นที่ ซึ่งจะตั้งอยู่ในบาหลี เมื่อเราพูดถึงศูนย์กลางทางการเงิน รูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle) ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณา โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างวุ่นวายน้อยกว่า บาหลีเป็นหนึ่งในสถานที่ที่สามารถตอบโจทย์นั้นได้ พร้อมทั้งยังมีสถานพยาบาลระดับเฟิร์สคลาส ซึ่งเรามีเขตเศรษฐกิจพิเศษซานูร์รองรับอยู่แล้ว” นายแอร์ลังกากล่าวกับผู้สื่อข่าวที่สำนักงานกระทรวงประสานงานฝ่ายกิจการเศรษฐกิจในกรุงจาการ์ตาเมื่อวันศุกร์ (10 กรกฎาคม 2569) ที่ผ่านมา

สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับความยืดเยื้อหรือการทับซ้อนกันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างโครงการ PFII กับเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีอยู่นั้น นายแอร์ลังกาชี้แจงว่า รัฐบาลจะกำหนดพื้นที่แยกออกมาโดยเฉพาะสำหรับศูนย์กลางทางการเงินนี้

“จะไม่มีการทับซ้อนกันอย่างแน่นอน โครงการนี้จะไม่ตั้งอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษซานูร์ แต่จะมีเขตเศรษฐกิจพิเศษเฉพาะของตัวเอง” นายแอร์ลังกากล่าว

รัฐบาลคาดหวังว่าโครงการ PFII จะช่วยให้เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้า ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถบริหารจัดการและจัดสรรเงินทุนได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล, การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับแรงงานต่างชาติ และกรอบกฎหมายพิเศษที่จะเข้ามาควบคุมดูแลกิจกรรมต่างๆ ภายในศูนย์กลางทางการเงินแห่งนี้

ที่ผ่านมา สิงคโปร์ติดอันดับหนึ่งในแหล่งลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซียมาโดยตลอด โดยจากข้อมูลของคณะกรรมการประสานงานการลงทุน (BKPM) ระบุว่า มูลค่าการลงทุนจากสิงคโปร์พุ่งสูงถึง 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026

“สิงคโปร์เป็นหนึ่งในแหล่งเงินทุนรายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย เพราะนักลงทุนมีความเชื่อมั่นและพึ่งพาระบบกฎหมายของที่นั่น เราหวังว่าการมีศูนย์กลางทางการเงินในบาหลี จะช่วยให้เงินทุนหลั่งไหลเข้ามายังศูนย์กลางแห่งนี้ และถูกนำไปลงทุนต่อในประเทศต่างๆ รวมถึงในตัวอินโดนีเซียเองด้วย” นายแอร์ลังกากล่าว

ตามร่างกฎหมายที่ได้รับการพิจารณาโดยสภาผู้แทนราษฎร (DPR) โครงการ PFII จะมีระบบสิทธิประโยชน์รูปแบบทวีคูณ (Double Incentive Scheme) ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งจะผสานรวมสิทธิประโยชน์ของเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) เข้ากับสิ่งอำนวยความสะดวกพิเศษเพิ่มเติม โดยจะดำเนินงานภายใต้โครงสร้างภาษีที่เป็นมิตรต่อการลงทุนมากขึ้น และระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law System)

สิทธิประโยชน์หลักที่สำคัญประกอบด้วย การลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล (PPh Badan) และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดร้อยละ 100 (ซึ่งในส่วนของภาษีบุคคลธรรมดานั้นจะจัดสรรให้แก่ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินชาวต่างชาติโดยเฉพาะ), การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีสรรพสามิตสินค้าฟุ่มเฟือย (PPnBM) รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่มิใช่ทางภาษี (Non-fiscal perks) เช่น สิทธิการพำนักระยะยาวหรือโกลเดนวีซ่า (Golden Visas), กระบวนการตรวจคนเข้าเมืองที่ลดขั้นตอนลง และใบอนุญาตพำนักอาศัย ทั้งนี้ ศูนย์กลางทางการเงินดังกล่าวถูกออกแบบมาให้ครอบคลุมสาขาทางการเงิน 17 สาขา และภาคส่วนสนับสนุนอีก 6 ภาคส่วน โดยฝ่ายนิติบัญญัติของอินโดนีเซียให้เหตุผลว่า การผ่อนปรนและการให้สิทธิประโยชน์อย่างใจกว้างเช่นนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอินโดนีเซียในฐานะสมาชิกกลุ่ม G20 และเพื่อตอบสนองความต้องการอันสำคัญยิ่งของประเทศในด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่าระบบสิทธิประโยชน์ที่เอื้อประโยชน์ให้อย่างมหาศาลนี้อาจส่งผลเสียในภายหลัง ยกตัวอย่างเช่น อัตราภาษีร้อยละศูนย์ภายในศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศแห่งอินโดนีเซีย หรือ PFII (Pusat Finansial Internasional Indonesia) อาจกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะพฤติกรรมการหมุนเวียนเงินทุนกลับประเทศในทางที่ผิด (Capital Round-Tripping) ซึ่งกลฉ้อฉลทางการเงินนี้ถูกนิยามว่าเป็นแนวปฏิบัติที่หลอกลวง โดยมีการโยกย้ายเงินออกนอกประเทศผ่านบริษัทบังหน้าในต่างประเทศ (Offshore Shell Companies) หรือดินแดนปลอดภาษี (Tax Havens) แล้วจึงส่งเงินนั้นกลับคืนสู่ประเทศต้นทาง โดยปลอมแปลงมาในรูปแบบของการลงทุนจากต่างประเทศ, เงินกู้ หรือรายได้จากการค้า ดังนั้น ในทางเทคนิคแล้ว เงินทุนที่มีต้นกำเนิดมาจากภายในอินโดนีเซียเอง อาจถูกเปลี่ยนประเภทใหม่ให้เป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อรับสิทธิประโยชน์ภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละศูนย์ในศูนย์กลางทางการเงินแห่งใหม่ของอินโดนีเซียนี้ได้

นายเฮอร์มัน ซาเฮรุดดิน (Herman Saheruddin) อธิบดีกรมเสถียรภาพและการพัฒนาภาคการเงิน กระทรวงการคลัง ได้แถลงเพื่อคลายความกังวลดังกล่าวว่า การเข้ามาของเงินลงทุนต่างชาติสู่ PFII จะถูกคัดกรองอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบ

ขณะที่ภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นตัวแทนโดยสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งอินโดนีเซีย (Kadin Indonesia) ได้แสดงความยินดีต่อสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่กำลังได้รับการพิจารณาโดยสภาผู้แทนราษฎร (DPR) แต่ในขณะเดียวกันก็ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม (Level Playing Field) ให้แก่กลุ่มนักลงทุนภายในประเทศด้วย พร้อมทั้งย้ำว่าความสำเร็จของ PFII ควรถูกวัดจากผลลัพธ์ในการสร้างงานที่มีคุณภาพและการถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยเรียกร้องให้มีการประเมินผลอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะได้รับนั้น มีมูลค่ามากกว่ารายได้ทางภาษีที่ประเทศต้องสูญเสียไป

ในส่วนของภาควิชาการได้แสดงท่าทีตักเตือน โดยแนะนำให้รัฐบาลคำนวณตัวเลขการลดภาษีที่เชิงรุกและรุนแรงนี้ใหม่อีกครั้ง ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การลดภาษีลงร้อยละ 100 แบบเหมารวมทั้งหมด อาจส่งผลกระทบและสร้างความปั่นป่วนต่อระบบนิเวศการลงทุนภายในประเทศ และทำให้รายได้ของรัฐลดน้อยลง พร้อมเสนอแนะให้ปรับเปลี่ยนเป็นการออกแบบสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินเฉพาะด้าน แทนที่จะให้ครอบคลุมเป็นวงกว้างทั้งภาคธุรกิจ ยิ่งไปกว่านั้น นักวิเคราะห์ด้านกฎหมายยังได้เตือนเกี่ยวกับการสร้างระบบการคลังแบบเอกเทศ (Exclusive Fiscal Regime) ที่แยกตัวออกจากระบบการเงินที่เป็นหนึ่งเดียวของรัฐ (State’s Unified Financial System) อีกด้วย

สำหรับ 17 กิจกรรมทางธุรกิจในภาคการเงินภายใน PFII (ศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศแห่งอินโดนีเซีย) ได้แก่ Other Financial Sector Business Activities กิจกรรมทางธุรกิจอื่นๆ ในภาคการเงิน ,Banking การธนาคาร,Insurance การประกันภัย, Islamic Finance (Sharia Finance) การเงินอิสลาม (การเงินตามหลักชะรีอะฮ์), Capital Markets, Financial Derivatives, and Carbon Exchanges ตลาดทุน, ตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน และตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต, Pension Funds กองทุนบำเหน็จบำนาญ, Financing การให้สินเชื่อและการจัดหาเงินทุน,Venture Capital ธุรกิจเงินร่วมลงทุน (ธุรกิจเงินทุนเพื่อการร่วมลงทุน), Financial Sector Technology Innovation (Fintech) นวัตกรรมเทคโนโลยีในภาคการเงิน (ฟินเทค),Financial Guarantees การค้ำประกันทางการเงิน, International Commodity Trading/Exchanges ตลาดซื้อขาย/ตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์ระหว่างประเทศ, Bullion (Bullion Banking/Precious Metals) ธุรกิจธนาคารทองคำและโลหะมีค่า (Bullion Banking), Trust Fund Management (Trust) การบริหารจัดการกองทุนทรัสต์ (ทรัสต์), Financial Instrument Management (Special Purpose Vehicle/SPV) การบริหารจัดการเครื่องมือทางการเงินผ่านนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV), Financial Conglomerate Holding Companies (Financial Holding Company) บริษัทโฮลดิ้งของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน (บริษัทโฮลดิ้งทางการเงิน) Money Markets, Foreign Exchange Markets, and their Derivative Transactions ตลาดเงิน, ตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศ และธุรกรรมอนุพันธ์ที่เกี่ยวข้อง และFamily Wealth Management Institutions (Family Office) สถาบันบริหารความมั่งคั่งของครอบครัว (สำนักงานบริหารทรัพย์สินครอบครัวส่วนบุคคล / Family Office)

อินโดนีเซียมีแผนที่จะสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากสำนักงานกฎหมายชั้นนำระดับโลกและบริษัทบัญชียักษ์ใหญ่ไม่เข้ามาตั้งสำนักงานภายในพื้นที่ PFII บรรดาธนาคารต่างชาติก็คงไม่อยากย้ายเข้ามาเช่นกัน เนื่องจากธนาคารเหล่านี้ต้องพึ่งพาระบบสนับสนุนดังกล่าวในการดำเนินธุรกิจในทุกๆ วัน ดังนั้น กิจกรรมทางธุรกิจสนับสนุนดังต่อไปนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งภายใน PFII ได้แก่ Public Accountantsผู้สอบบัญชีรับอนุญาต / สำนักงานบัญชี Valuation/Appraisal Servicesบริการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ Notariesโนตารีพับลิก (เจ้าพนักงานรับรองเอกสารและสิ่งพิมพ์)Legal Consultantsที่ปรึกษากฎหมาย / สำนักงานกฎหมาย Financial Consultantsที่ปรึกษาทางการเงิน Other Financial Sector Supporting Business Activitiesกิจกรรมทางธุรกิจสนับสนุนอื่นๆ ในภาคการเงิน

อย่างไรก็ตามอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องมีความชัดเจนอย่างเร่งด่วนคือ ข้อผูกพันของอินโดนีเซียต่อฉันทามติสากลในการบังคับใช้ข้อกำหนดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำทั่วโลกที่ร้อยละ 15 (Pillar Two) ซึ่งอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละศูนย์ของ PFII นั้น ขัดแย้งโดยตรงกับข้อตกลงระหว่างประเทศนี้ ภายใต้กฎเกณฑ์ของ Pillar Two หากบริษัทข้ามชาติเสียภาษีในอัตราจำกัดที่ร้อยละศูนย์ในพื้นที่ PFII ประเทศอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทนั้น จะมีสิทธิเรียกเก็บภาษีส่วนต่างร้อยละ 15 ดังกล่าวผ่าน “ภาษีส่วนเพิ่ม” (Top-up Tax) ส่งผลให้อินโดนีเซียตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะต้องสูญเสียรายได้ทางภาษีของตนเองไปให้แก่กระทรวงการคลังของต่างประเทศ และทำให้สิทธิประโยชน์ที่ตั้งใจจะมอบให้นักลงทุนนั้นกลายเป็นโมฆะไปโดยปริยาย แม้ว่าในร่างกฎหมายจะระบุว่าการลดหย่อนภาษีต่างๆ จะ “เคารพข้อตกลงระหว่างประเทศ” แต่เจ้าหน้าที่รัฐยังไม่ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นรูปธรรมว่านโยบายที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงทั้งสองนี้จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร

อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องมีความชัดเจนอย่างเร่งด่วนคือ ข้อผูกพันของอินโดนีเซียต่อฉันทามติสากลในการบังคับใช้ข้อกำหนดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำทั่วโลกที่ร้อยละ 15 (Pillar Two) ซึ่งอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละศูนย์ของ PFII นั้น ขัดแย้งโดยตรงกับข้อตกลงระหว่างประเทศนี้ ภายใต้กฎเกณฑ์ของ Pillar Two หากบริษัทข้ามชาติเสียภาษีในอัตราจำกัดที่ร้อยละศูนย์ในพื้นที่ PFII ประเทศอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทนั้น จะมีสิทธิเรียกเก็บภาษีส่วนต่างร้อยละ 15 ดังกล่าวผ่าน “ภาษีส่วนเพิ่ม” (Top-up Tax) ส่งผลให้อินโดนีเซียตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะต้องสูญเสียรายได้ทางภาษีของตนเองไปให้แก่กระทรวงการคลังของต่างประเทศ และทำให้สิทธิประโยชน์ที่ตั้งใจจะมอบให้นักลงทุนนั้นกลายเป็นโมฆะไปโดยปริยาย แม้ว่าในร่างกฎหมายจะระบุว่าการลดหย่อนภาษีต่างๆ จะ “เคารพข้อตกลงระหว่างประเทศ” แต่เจ้าหน้าที่รัฐยังไม่ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นรูปธรรมว่านโยบายที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงทั้งสองนี้จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร

ศาสตราจารย์ เทลิซา ฟาเลียนตี (Telisa Falianty) จากคณะเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ แห่งมหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย (UI) ได้แจกแจงผลกระทบที่จะตามมาจากข้อบัญญัติเหล่านี้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการกำหนดอัตราภาษีใน PFII ไว้ที่ร้อยละศูนย์) ในระหว่างการประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการที่ 11 (Commission XI) ของสภาผู้แทนราษฎร (DPR) ดังนี้

  • ประการแรก: การนำรูปแบบการแบ่งเขตพื้นที่เฉพาะที่มีระบบกฎหมาย ภาษีอากร และกลไกการกำกับดูแลที่เป็นเอกเทศของตนเองมาใช้ มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นการเปิดช่องให้เกิดการแสวงหาประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกในทางมิชอบ
  • ประการที่สอง: สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ลดลงเหลือสูงสุดถึงร้อยละศูนย์ เสี่ยงที่จะขัดแย้งกับข้อผูกพันในการบังคับใช้ข้อกำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำทั่วโลกร้อยละ 15
  • ประการที่สาม: มีความเป็นไปได้สูงที่เงินทุนภายในประเทศจะถูกโยกย้ายออกไปต่างประเทศ เพื่อส่งกลับเข้ามาใหม่ในคราบของเงินลงทุนจากต่างประเทศ เพียงเพื่อหวังจะกอบโกยสิทธิประโยชน์ปลอดภาษี (พฤติกรรมการหมุนเวียนเงินทุนกลับประเทศในทางที่ผิด หรือ Capital Round-Tripping)
  • ประการที่สี่: การมอบสิทธิประโยชน์อย่างมหาศาลให้แก่นักลงทุน อาจไปตอกย้ำความรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมในหมู่ประชาชนทั่วไปของอินโดนีเซีย รวมถึงธุรกิจภายในประเทศที่ยังคงต้องแบกรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีเงินได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ความเชื่อมั่นของสาธารณชนและการยอมรับปฏิบัติตามกฎหมายภาษีด้วยความเต็มใจลดน้อยลง
  • ประการที่ห้า: หากปราศจากกฎกติกาที่เข้มงวดและเนื้อหาทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Economic Substance) พื้นที่ PFII จะมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเพียงดินแดนหลบเลี่ยงภาษี (Tax Haven) หรือเป็นเพียงที่พักเงินโดยไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง

แม้สิ่งดึงดูดใจของการเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยมาตรการยกเว้นภาษี (Tax Holiday) ร้อยละ 100 จะมีความเย้ายวนอย่างมาก แต่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างนั้นก็มีนัยสำคัญเกินกว่าจะมองข้ามได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ PFII ลดคุณค่าลงไปเป็นเพียงดินแดนหลบภาษีที่ว่างเปล่า หรือกลายเป็นเครื่องมือในการหมุนเวียนเงินทุนภายในประเทศในทางที่ผิด รัฐบาลจำเป็นต้องก้าวข้ามการให้คำมั่นสัญญาอย่างกว้างๆ เกี่ยวกับการผ่อนปรนเชิงรุก ผู้กำหนดนโยบายต้องเร่งประสานกรอบการทำงานนี้ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ภาษีขั้นต่ำทั่วโลกร้อยละ 15 โดยเร็ว เพื่อปกป้องภูมิทัศน์ทางธุรกิจภายในประเทศ และบังคับใช้มาตรการคัดกรองทางกฎระเบียบอย่างเข้มงวดเด็ดขาด

“เกาะบาตัม”ฮับทางทะเล โลจิสติกส์ ลงทุนระดับโลกแห่งใหม่ของอินโดนีเซีย

ที่มาภาพ: https://www.sbs.com.au/language/indonesian/en/podcast-episode/travel-bubble-in-the-batam-island-area-to-increase-tourism-in-indonesia/14ktmh5lo

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย ได้วางให้เกาะบาตัมเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจระยะต่อไปของอินโดนีเซีย โดยกำหนดตำแหน่งให้เกาะแห่งนี้เป็นศูนย์กลางทางทะเล โลจิสติกส์ และการลงทุนระดับโลกในอนาคต

ในการประชุมร่วมกับหน่วยงานพัฒนาบาตัม (Batam Development Authority:BP Batam) เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ประธานาธิบดีเน้นย้ำว่าบาตัมควรกลายเป็นต้นแบบระดับชาติด้านอุตสาหกรรมปลายน้ำ การเร่งรัดการลงทุน การปฏิรูปกฎระเบียบ และประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกและบริการสาธารณะที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

การดำเนินการที่มีความสำคัญลำดับต้นประการหนึ่งคือ การปรับปรุงระบบท่าเรือของบาตัมให้ทันสมัย ซึ่งรวมถึงการพัฒนาท่าเรือระหว่างประเทศที่เชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรม การผลิตขั้นสูง ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ระดับไฮเปอร์สเกล และเครือข่ายการขนส่งทางเรือระดับโลก กลยุทธ์นี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างบทบาทของบาตัมในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค ด้วยการลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก และตอกย้ำสถานะการเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

BP Batam ระบุว่าระบบนิเวศการลงทุนของภูมิภาคแข็งแกร่งขึ้นภายหลังการบังคับใช้กฎระเบียบของรัฐบาลฉบับที่ 25/2025 โดยบริการด้านการลงทุนมีความรวดเร็วและคาดการณ์ได้มากขึ้น ขณะที่ระบบบริหารจัดการที่ดินดิจิทัล (Land Management System หรือ LMS) กำลังช่วยเพิ่มความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความสะดวกในการเข้าถึงสำหรับนักลงทุน

แรงขับเคลื่อนด้านการลงทุนยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยบาตัมมียอดการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงในปี 2568 มูลค่า 69.3 ล้านล้านรูเปียะฮ์ และในไตรมาสแรกของปี 2026 มียอดการลงทุนอยู่ที่ 17.48 ล้านล้านรูเปียะฮ์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 102.85 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการลงทุนยังคงกระจุกตัวอยู่ในภาคส่วนที่มีมูลค่าสูง ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงาน และนิคมอุตสาหกรรม

การประชุมครั้งนี้ยังตอกย้ำบทบาทของบาตัมในฐานะพื้นที่นำร่องของวาระการปฏิรูปการลงทุนของประเทศ ด้วยการผสานรวมบริการสาธารณะดิจิทัล การกำกับดูแลตามฐานความเสี่ยง โครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการ และการประสานงานระหว่างกระทรวง รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนบาตัมให้กลายเป็นประตูสู่การผลิต โลจิสติกส์ทางทะเล และการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

สำหรับนักลงทุนต่างชาติ ทิศทางมีความชัดเจน นั่นคือ บาตัมกำลังถูกวางตำแหน่งไม่เพียงแต่เป็นเขตการค้าเสรีชั้นนำของอินโดนีเซียเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มการเติบโตครั้งสำคัญแห่งต่อไปของเอเชียอีกด้วย

อินโดนีเซียลงนาม MoU ส่งออกไฟฟ้าไปสิงคโปร์

ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต อินโดนีเซียให้การต้อนรับ นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง แห่งสิงคโปร์ ณ Merdeka Palace ในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่มาภาพ: https://jakartaglobe.id/business/indonesia-inks-mous-to-export-electricity-to-singapore

อินโดนีเซียและสิงคโปร์ได้ประกาศบรรลุข้อตกลงใหม่ว่าด้วยการค้าไฟฟ้าข้ามพรมแดน ขณะที่ยังคงมีการเจรจาเรื่องข้อตกลงด้านราคา โดยการประกาศดังกล่าวมีขึ้นในโอกาสที่ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต เปิดทำเนียบต้อนรับ นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง แห่งสิงคโปร์ ในการประชุมหารือประจำปีของผู้นำทั้งสองประเทศ (Leaders’ Retreat) ณ กรุงจาการ์ตา

ผู้นำทั้งสองได้ร่วมกันเปิดเผยถึงบันทึกความเข้าใจ (MoU) ฉบับใหม่หลายฉบับ เพื่อผลักดันความคืบหน้าในการส่งออกพลังงานไฟฟ้าในครั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ (8 กรกฎาคม 2569) ที่ผ่านมา

ดานันตารา (Danantara) ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของอินโดนีเซีย ได้ลงนาม MoU ร่วมกับบริษัท เคปเพล อิเล็กทริก (Keppel Electric) ผู้ค้าปลีกไฟฟ้าของสิงคโปร์, บริษัท เซมบ์คอร์ป อินดัสทรีส์ (Sembcorp Industries) บริษัทพลังงานของรัฐบาลสิงคโปร์ และบริษัท สิงคโปร์ เอนเนอร์ยี่ อินเตอร์คอนเนคชันส์ (Singapore Energy Interconnections) ซึ่งเป็นบริษัทที่รัฐบาลสิงคโปร์แต่งตั้งให้ทำหน้าที่ดูแลระบบโครงข่ายเชื่อมโยงข้ามพรมแดน นอกจากนี้ ดานันตารายังได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับรัฐบาลสิงคโปร์ในแผนโรดแมปเพื่อเป็นตัวเร่งให้เกิดการค้าไฟฟ้าขึ้นจริง

“MoU เหล่านี้ จะช่วยให้เห็นแผนการดำเนินงาน (Roadmap) ที่ชัดเจนสำหรับการเจรจาและหารือระหว่างฝ่ายต่างๆ ซึ่งจะช่วยกรุยทางให้แก่โครงการไฟฟ้าข้ามพรมแดนของเรา เราเชื่อว่าโครงการนี้จะสร้างผลประโยชน์ร่วมกันแบบวิน-วิน (Win-Win) ให้แก่ทั้งสองประเทศ” นายกรัฐมนตรีหว่อง กล่าวในงานแถลงข่าวภายหลังการหารือแบบปิดร่วมกับประธานาธิบดีปราโบโว

นายกรัฐมนตรีหว่อง ได้ระบุว่าโครงการนี้จะเป็น “ฟันเฟืองชิ้นสำคัญ” (Important building block) ไปสู่โครงการระบบสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มของกลุ่มประเทศสมาชิกในการเชื่อมโยงเครือข่ายระบบไฟฟ้าเข้าด้วยกันทั่วทั้งภูมิภาค

ขณะเดียวกัน บริษัท เซมบ์คอร์ป (Sembcorp) ได้จับมือกับบริษัท เซสนา (SESNA) ผู้พัฒนาพลังงานหมุนเวียนท้องถิ่นของอินโดนีเซีย และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอินโดนีเซีย (INA) เพื่อพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมโมโรวาลี (Morowali) ในจังหวัดสุลาเวสีกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญในการแปรรูปแร่นิกเกิล โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 210 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงการนี้จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Photovoltaic) อยู่ที่ 200 เมกะวัตต์ พร้อมบูรณาการร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาด 80 เมกะวัตต์-ชั่วโมง

นายกรัฐมนตรีหว่อง ได้กล่าวถึงโครงการในโมโรวาลีว่า “ศักยภาพอันมหาศาลด้านพลังงานหมุนเวียนของอินโดนีเซีย” ซึ่งสิงคโปร์สามารถเข้าไปมีส่วนช่วยปลดล็อกศักยภาพนี้ได้

ทางด้านประธานาธิบดีปราโบโว ไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดของการส่งออกไฟฟ้ามากนักในระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยระบุเพียงว่า “อินโดนีเซียได้แต่งตั้งให้ ดานันตารา เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบเรื่องการค้าไฟฟ้าข้ามพรมแดน”

สำหรับ ดานันตารา มีหน้าที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจทั้งหมด รวมถึงบริษัท PLN (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งอินโดนีเซีย) ซึ่งเป็นผู้ผูกขาดตลาดไฟฟ้าภายในประเทศ

ทั้งนี้ สิงคโปร์ตั้งเป้าหมายที่จะนำเข้าไฟฟ้าคาร์บอนต่ำให้ได้ 6 กิกะวัตต์ภายในปี 2035 โดยไฟฟ้าจำนวนประมาณ 3.4 กิกะวัตต์จะมาจากอินโดนีเซีย

ในวันเดียวกันนั้น นายบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย (Bahlil Lahadalia) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องโครงสร้างราคา โดยอินโดนีเซียกำลังพยายามหาข้อสรุปเรื่องราคาที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ก่อนที่จะเริ่มส่งออกกระแสไฟฟ้าพลังงานสะอาดเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา กระทรวงของทั้งสองประเทศได้ลงนามใน MoU ระดับกระทรวงร่วมกันไปแล้วเพื่ออำนวยความสะดวกด้านกรอบระเบียบและข้อบังคับ

นอกจากอินโดนีเซียแล้ว ประเทศเวียดนามและมาเลเซียก็กำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการเตรียมตัวเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดหาและส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่สิงคโปร์เช่นเดียวกัน

รัฐบาลลาวเล็งใช้ “คลังสำรองแห่งรัฐ” ลงทุนสร้างรายได้

Lao Bullion Bank ที่มาภาพ: https://www.ditp.go.th/post/mr9exw6jtsji3ywe8ira8sfn

รัฐบาลลาวเสนอให้มีการนำเงินจากคลังสำรองแห่งรัฐ (State Reserve Fund) ในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 40 ไปใช้เพื่อการลงทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยงบประมาณแห่งรัฐ (Law on the State Budget)

นายสันติพาบ พมวิหาน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเงิน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) ได้นำเสนอข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวต่อที่ประชุมสมัยวิสามัญของสมัชชาแห่งชาติชุดที่ 10 เมื่อวันพฤหัสบดี ( 9 กรกฎาคม 2569) ที่ผ่านมา โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ปรับปรุงความยืดหยุ่นทางการเงินของประเทศ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

หนึ่งในการแก้ไขครั้งสำคัญที่ถูกเสนอคือ มาตรา 12 ซึ่งควบคุมดูแลคลังสำรองแห่งรัฐ โดยข้อแก้ไขนี้จะอนุญาตให้รัฐบาลสามารถนำเงินคลังสำรองสูงสุดร้อยละ 40 ไปลงทุนในรูปแบบของเงินฝากสด การซื้อทองคำ และพันธบัตร เพื่อสร้างผลตอบแทน ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเสถียรภาพของกองทุนเอาไว้

รายงานการประเมินผลกระทบที่นำเสนอต่อสมาชิกสมัชชาแห่งชาติระบุว่า ที่ผ่านมาคลังสำรองแห่งรัฐไม่ได้สร้างผลตอบแทนทางการเงินใดๆ เนื่องจากเงินส่วนใหญ่ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้นำไปบริหารจัดการ

ข้อเสนอแก้ไขนี้จะเปลี่ยนให้คลังสำรองกลายเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่สามารถสร้างรายได้ได้ ในขณะที่ยังคงมีความพร้อมในการสนับสนุนการพัฒนาและปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

ในร่างกฎหมายฉบับแก้ไขระบุว่า คลังสำรองแห่งรัฐประกอบด้วย เงินตรา, สินทรัพย์มีค่า, เงินจัดสรรงบประมาณประจำปี, งบประมาณส่วนเกิน และรายได้ที่จัดเก็บได้เกินเป้าหมาย ตามที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนด

รัฐบาลจะเป็นผู้บริหารจัดการกองทุนนี้ โดยมีสมัชชาแห่งชาติทำหน้าที่อนุมัติการเบิกถอนเงินตามคำแนะนำของรัฐบาลต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์เร่งด่วนหรือฉุกเฉิน นายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจในการอนุมัติการเบิกถอนเงินได้ก่อน แล้วจึงรายงานขอความเห็นชอบจากสมัชชาแห่งชาติในภายหลัง นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องรายงานกิจกรรมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับคลังสำรองให้คณะประจำสมัชชาแห่งชาติรับทราบด้วย

นายสันติพาบกล่าวระหว่างการเสนอร่างกฎหมายฉับบแก้ไขว่า กฎหมายว่าด้วยงบประมาณแห่งรัฐถือเป็นรากฐานสำคัญในการบริหารจัดการการเงินสาธารณะ และช่วยสร้างความมั่นใจว่ารายได้และรายจ่ายของรัฐจะถูกจัดการอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

กฎหมายฉบับนี้ได้รับการปรับปรุงมาแล้วหลายครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป นับตั้งแต่ประกาศใช้ครั้งแรกในปี 2537 โดยมีการแก้ไขในปี 2549, 2558 และ 2564

สำหรับการเสนอแก้ไขล่าสุดนี้ ประกอบด้วยกฎหมายทั้งหมด 97 มาตรา จัดกลุ่มเป็น 11 ภาค และ 14 หมวด ซึ่งรวมถึงการเพิ่มภาคใหม่ 1 ภาค, แก้ไขปรับปรุง 78 มาตรา, คงเดิมไว้ 10 มาตรา และเพิ่มมาตราใหม่ 9 มาตรา

นายสันติพาบกล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีความจำเป็นเพื่อให้กฎหมายสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขใหม่, กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงการปรับโครงสร้างรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากที่มีการควบรวมอดีตกระทรวงแผนการและการลงทุนเข้ากับกระทรวงการเงิน

ยี่งไปกว่านั้น กฎหมายฉับบแก้ไขนี้จะช่วยยกระดับการบริหารจัดการการเงินสาธารณะของลาวให้เข้าใกล้มาตรฐานสากลมากขึ้น เพิ่มความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ใช้งบประมาณ และปรับปรุงขีดความสามารถทางการเงินของประเทศให้ดีขึ้น

ร่างกฎหมายฉบับแก้ไขยังเสนอให้รายได้และรายจ่ายงบประมาณแห่งรัฐทั้งหมด รวมถึงกองทุนของรัฐทุกกองทุน ถูกบริหารจัดการผ่านระบบคลังแห่งเดียว (Single State Treasury System) ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มการกำกับดูแลทางการเงิน ลดการรั่วไหลของงบประมาณ และเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการใช้จ่ายภาครัฐ

ข้อแก้ไขดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการบริหารจัดการความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือกิจกรรมที่บริหารจัดการโดยพันธมิตรผู้ให้พัฒนาโดยตรง ซึ่งในอดีตตรวจสอบได้ยาก โดยภายใต้ข้อเสนอใหม่นี้ เงินช่วยเหลือให้เปล่า (Grant) ทั้งหมดจะต้องถูกบริหารจัดการภายใต้ระเบียบงบประมาณแห่งรัฐผ่านคลังกลาง

นอกจากนี้ รายได้จากค่าธรรมเนียมและค่าบริการจะถูกจัดประเภทใหม่ให้เป็น “รายได้ที่ไม่ใช่ภาษี” (Non-tax revenue) เพื่อให้ระบบการเงินสาธารณะของลาวสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล

รัฐบาลระบุว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะช่วยยกระดับอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศในระดับสากล ในขณะเดียวกันก็ช่วยอุดช่องโหว่ที่เคยส่งผลให้เกิดการรั่วไหลของงบประมาณและหนี้นอกแผนงาน

หากได้รับการอนุมัติจากสมัชชาแห่งชาติ กฎหมายฉบับแก้ไขนี้จะกลายเป็นกรอบทางกฎหมายที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการบริหารจัดการการเงินของรัฐ ช่วยให้ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐมีความชัดเจน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการบริหารจัดการงบประมาณ

สปป.ลาวได้พัฒนากลไกการจัดหาเงินทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ด้วยการจัดตั้งคลังสำรองแห่งรัฐขึ้นในปี 2013 ภายใต้กระทรวงการเงิน โดยรวมเอาวงเงินงบประมาณในสัดส่วนร้อยละ 3 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีเข้าไว้ด้วย

ก่อนหน้านี้รัฐบาลลาวได้ดำเนินขั้นตอนสำคัญครั้งประวัติศาสตร์เพื่อจัดตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนแนวทางสู่การบริหารจัดการความมั่งคั่งของชาติอย่างเป็นระบบและมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจมหภาค และปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์ของรัฐ

ความริเริ่มดังกล่าวยังผลเป็นรูปธรรมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน 2569 โดยได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างกระทรวงการเงินและธนาคารทองคำลาว (Lao Bullion Bank) เพื่อร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว

พิธีลงนามในครั้งนี้มีนายสันติพาบ พมวิหาน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเงิน เข้าร่วมเป็นประธาน พร้อมด้วยข้าราชการระดับสูงของรัฐบาล ได้แก่ นายสุลิวัด สุวันนะจูมคำ  รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการเงิน, ดร. จันสะแวง บุนยง รัฐมนตรีช่วยกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า, นางพอนวัน อุทาวง รองรัฐมนตรีและรองประธานคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน, นายสุลิสัก ทำนุวง รองผู้ว่าการธนาคารแห่ง สปป. ลาว (BOL) ตลอดจนคณะผู้บริหารของธนาคารทองคำลาว (LBB) ผู้แทนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และแขกผู้มีเกียรติจำนวนมาก

กองทุนที่เสนอจัดตั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ใหญ่ขึ้นในการจัดตั้ง “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” (National Sovereign Wealth Fund: SWF) ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “องค์กรการลงทุนแห่งลาว” (Lao Investment Authority: LIA) การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญและหมุดหมายครั้งประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเปลี่ยนผ่านจากการบริหารสินทรัพย์แบบดั้งเดิม ไปสู่แนวทางการบริหารจัดการความมั่งคั่งของชาติที่มีระบบ มีความโปร่งใส และมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินงาน

ภายใต้ข้อเสนอดังกล่าว กองทุนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการบริหารจัดการสินทรัพย์ของรัฐ เช่น ทองคำสำรอง, แร่ทองคำ, ทองคำแท่ง, คลังสำรองแห่งรัฐ และสินทรัพย์สำคัญอื่นๆ ทางยุทธศาสตร์ โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจในความโปร่งใส และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนสูงสุด ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

นายวิเลด กินนะวง อธิบดีกรมบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการเงิน กล่าวในพิธีลงนามว่า แนวคิดของ LIA ได้ถอดแบบมาจากแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล (International Best Practices) ของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จแล้ว เช่น กองทุนเทมาเส็ก (Temasek) ของสิงคโปร์ และกองทุนคาซานาห์ เนชันแนล (Khazanah Nasional) ของมาเลเซีย

กองทุนนี้จะดำเนินงานผ่าน 2 กลไกหลัก ได้แก่:

  1. กองทุนเพื่อการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Development Fund: SDF): มุ่งเน้นไปที่การบริหารจัดการและสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ของรัฐและการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์
  2. กองทุนเพื่อเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Stabilization Fund: SSF): มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการสภาพคล่อง การสะสมทุนสำรอง และการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและเงินตรา

ด้าน ดร. จันทอน สิดทิไซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทองคำลาว ได้กล่าวว่า ความคิดริเริ่มนี้ถูกวางเป้าหมายให้มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนสินทรัพย์ของชาติให้กลายเป็นทุนที่เกิดดอกออกผล และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม

ดร.จันทอนชี้ว่า กองทุนนี้จะช่วยให้สามารถนำทองคำมาใช้เป็นหลักประกันทางการเงินสำหรับการออกพันธบัตรเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็ช่วยบรรเทาความกดดันในการชำระหนี้และปรับปรุงสภาพคล่องของรัฐบาล

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังคาดว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ด้วยการส่งเสริมแนวปฏิบัติด้านการบริหารสินทรัพย์ที่มีความโปร่งใสและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งช่วยรักษาเสถียรภาพของค่าเงินกีบลาวอีกด้วย

ตามแผนการดำเนินงาน คาดว่าระยะเวลาในการเตรียมการ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาโครงสร้างองค์กร กรอบกฎหมาย และระบบกำกับดูแล จะใช้เวลาประมาณ 8 ถึง 12 เดือน

ทั้งนี้ การจัดตั้ง LIA ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศลาวสามารถเชื่อมโยงเข้ากับตลาดการเงินระหว่างประเทศได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมด้วยอันดับความน่าเชื่อถือที่ค่อยๆ สูงขึ้นตามลำดับ ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของรัฐบาลในการสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยการแปรเปลี่ยนสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์หลักให้กลายเป็นเงินทุนที่ขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นอย่างยั่งยืนต่อไป

ลาวกำหนดมาตรการชำระหนี้ พร้อมปกป้องเสถียรภาพงบประมาณ

นายสันติพาบ พมวิหาน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการเงิน สปป.ลาว

รัฐบาลลาวให้ความมั่นใจต่อสมาชิกสมัชชาแห่งชาติว่า ได้จัดเตรียมเงินทุนอย่างเพียงพอเพื่อชำระหนี้ต่างประเทศที่มีกำหนดครบกำหนดในครึ่งหลังของปี 2026 พร้อมเดินหน้าลดหนี้สาธารณะและรักษาเสถียรภาพทางงบประมาณ ผ่านการควบคุมการกู้ยืมที่เข้มงวดขึ้น การจัดเก็บรายได้ภายในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น และการจัดหาแหล่งเงินทุนที่หลากหลาย

นายสันติพาบ พมวิหาน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเงิน ได้กล่าวตอบข้อซักถามของสมาชิกสมัชชาแห่งชาติลาว ในระหว่างการประชุมสมัยวิสามัญเมื่อวันพุธ (8 กรกฎาคม 2569) ที่ผ่านมา โดยได้ชี้แจงถึงชุดมาตรการต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะสามารถชำระได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของปีนี้

นายสันติพาบเปิดเผยว่า กระทรวงการเงินได้จัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อค้ำประกันการชำระหนี้ต่างประเทศตามข้อผูกพันในสัญญาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งรวมถึงรายได้ภายในประเทศจำนวน 6,649 พันล้านกีบ

นอกจากนี้ จะมีการระดมทุนเพิ่มเติมผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาลในตลาดหลักทรัพย์ลาว (Lao Securities Exchange) รวมถึงการเสนอขายพันธบัตรในต่างประเทศบางส่วน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศ

รัฐมนตรีฯ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการหนี้ในภาพรวมของรัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การลดหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยและยั่งยืน พร้อมทั้งป้องกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้อย่างเด็ดขาด

“สำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะในภาพรวม กระทรวงการเงินได้มุ่งเน้นไปที่การลดหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ประเทศไม่สามารถชำระหนี้ได้อย่างเด็ดขาด” นายสันติภาพกล่าว

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว กระทรวงการเงินได้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการกู้ยืมเงินใหม่สำหรับโครงการพัฒนาต่างๆ รวมถึงการค้ำประกันของรัฐบาลให้แก่รัฐวิสาหกิจ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ขยายแหล่งเงินทุนที่ไม่ใช่การกู้ยืม ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการรายได้ ปรับปรุงวินัยทางการคลัง และระดมสินทรัพย์ที่มีศักยภาพของรัฐมาสนับสนุนการชำระหนี้

นับตั้งแต่ปี 2021 กระทรวงการเงินได้นำแนวทางการวางแผนงบประมาณที่กำหนดให้รายได้ภายในประเทศต้องสูงกว่ารายจ่ายภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำเงินงบประมาณส่วนเกินไปชำระเงินต้นของหนี้ทั้งภายในและต่างประเทศ

นายสันติพาบกล่าวว่า นโยบายนี้มีบทบาทสำคัญในการลดภาระหนี้สาธารณะของลาวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ลดลงจาก 112% ณ สิ้นปี 2022 มาอยู่ที่ 84% ณ สิ้นปี 2568

เมื่อมองไปข้างหน้า กระทรวงยังคงมุ่งมั่นที่จะลดหนี้สาธารณะลงอีกให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการคลังของสมัชชาแห่งชาติ ซึ่งตั้งเป้าหมายที่จะลดหนี้สาธารณะให้ไม่เกิน 70% ของ GDP นอกจากนี้ รัฐบาลมีแผนที่จะใช้รายได้ภายในประเทศเพื่อชำระเงินต้นของหนี้ต่างประเทศอย่างน้อย 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

รัฐบาลระบุว่า การผสมผสานระหว่างนโยบายการกู้ยืมที่รอบคอบ การระดมรายได้ที่แข็งแกร่งขึ้น การบริหารจัดการงบประมาณที่มีวินัย และกลไกการจัดหาเงินทุนที่หลากหลาย จะช่วยรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามภาระผูกพันในการชำระหนี้ และสนับสนุนความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในระยะยาวของลาว

ลาวตั้งเป้าขจัดความยากจน 100,000 ครอบครัวภายในปี 2573

ที่มาภาพ:https://borgenproject.org/poverty-in-laos/

สมัชชาแห่งชาติลาวได้อนุมัติ “วาระแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาชนบทและการแก้ไขความยากจน” โดยกำหนดให้การต่อสู้กับความยากจนเป็นภารกิจการพัฒนาที่มีความสำคัญสูงสุดของรัฐบาล พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายที่จะนำพาครอบครัวยากจนจำนวน 100,000 ครอบครัวให้หลุดพ้นจากความยากจนภายในปี 2030

วาระแห่งชาติระยะเวลา 4 ปี (ปี 2570-2573) นี้ ได้รับการรับรองเมื่อวันพุธ (8 กรกฎาคม 2569) ที่ผ่านมา ในระหว่างการประชุมสมัยวิสามัญครั้งที่ 1 ของสมัชชาแห่งชาติชุดที่ 10 โดยมีเป้าหมายที่จะลดอัตราความยากจนของประเทศจากร้อยละ 14.78 ให้เหลือร้อยละ 8 ผ่านการสร้างงานที่ยั่งยืน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และการขยายโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณะที่จำเป็น

นายสันติพาบ พมวิหาน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเงิน ได้นำเสนอร่างวาระแห่งชาติต่อสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ โดยระบุว่า ความคิดริเริ่มนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนจากต้นเหตุ ด้วยการสร้างการจ้างงานที่มั่นคงและโอกาสในการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชุมชนในชนบทที่ยังขาดโอกาส

รัฐมนตรีฯ กล่าวว่า รัฐบาลจะเร่งรัดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและปรับปรุงการเข้าถึงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงบริการสาธารณสุข, การศึกษา, น้ำสะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นอื่นๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่และพัฒนาคุณภาพชีวิตของครัวเรือนยากจนให้ดีขึ้น

จากผลการประเมินความยากจนระดับชาติประจำปี 2568 ซึ่งทำการสำรวจครอบครัวจำนวน 1,283,251 ครอบครัว ใน 8,413 หมู่บ้าน ทั่วทั้ง 148 เมือง (อำเภอ) ทั่วประเทศ พบว่ายังมีครอบครัวที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนอีก 189,792 ครอบครัว หรือคิดเป็นร้อยละ 14.78 ของครัวเรือนทั้งหมดที่ได้รับการสำรวจ

ทั้งนี้ ด้วยการขับเคลื่อนผ่านวาระแห่งชาติดังกล่าว รัฐบาลคาดหวังว่าจะสามารถลดอัตราความยากจนลงมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 8 ได้ภายในสิ้นปี 2573

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการจัดสรรที่อยู่อาศัยอย่างถาวรและการสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้กับชุมชนท้องถิ่น เพื่อลดปัญหาการย้ายถิ่นฐานที่ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการพัฒนาชนบทในระยะยาว

เป้าหมายสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันทางการเมืองในระดับรากหญ้า เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนการพัฒนาและดำเนินโครงการลดความยากจนต่างๆ

เพื่อสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ วาระแห่งชาติได้กำหนดให้มีการเพิ่มการลงทุนจากทั้งแหล่งเงินทุนภายในประเทศและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้น และการพัฒนากลไกการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ ได้แก่ การขยายการฝึกอบรมทักษะวิชาชีพและทักษะการดำรงชีวิต, การส่งเสริมการผลิตทางการเกษตรแบบบูรณาการ, การสนับสนุนการทำเกษตรกรรมเพื่อการค้า, การสร้างความเข้มแข็งให้กับการบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น และการปรับปรุงกรอบกฎหมายและสถาบันเพื่อการพัฒนาชนบท

จากการประเมินความยากจนที่ผ่านมาพบว่า อุปสรรคสำคัญหลายประการในการลดความยากจน ได้แก่ โอกาสในการจ้างงานที่มีจำกัด, รายได้ของครัวเรือนที่ไม่มั่นคง, การพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐบาล และการยังคงยึดติดอยู่กับการทำมาหากินในรูปแบบดั้งเดิม

นอกจากนี้ ครอบครัวยากจนจำนวนมากยังเผชิญกับปัญหาการเข้าถึงบริการสาธารณสุข การศึกษา และน้ำสะอาดที่ไม่เพียงพอ ขณะที่หมู่บ้านหลายแห่งยังคงถูกจำกัดด้วยเส้นทางคมนาคมที่ยากลำบาก การขาดแคลนไฟฟ้า ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและการขนส่งที่ไม่ทั่วถึง

สมัชชาแห่งชาติลาวดันการพัฒนาชนบทเป็นวาระเร่งด่วนสูงสุด

การประชุมสมัยวิสามัญครั้งที่ 1 ของสมัชชาแห่งชาติชุดที่ 10 สปป.ลาว ที่มาภาพ:เพจ Facebook ຂ່າວ Laos News – KPL

สมัชชาแห่งชาติชุดที่ 10 สปป.ลาว เตรียมร่วมกันรับรอง “วาระแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาชนบทและการแก้ไขความยากจน” พร้อมยกให้เป็นภารกิจการพัฒนาที่มีความสำคัญสูงสุดของรัฐบาล

พิธีเปิดการประชุมสมัยวิสามัญครั้งที่ 1 มีขึ้นเมื่อวันจันทร์ (ุ6 กรกฎาคม 2569)ที่ผ่านมา โดยมี ดร. ไซสมพอน พมวิหาน ประธานสมัชชาแห่งชาติ เป็นประธานในที่ประชุม และได้รับเกียรติจาก นายทองลุน สีสุลิด เลขาธิการใหญ่คณะบริหารงานศูนย์กลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาว และประธานประเทศ สปป. ลาว เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธี

การประชุมซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 5 วัน (ระหว่างวันที่ 6-10 กรกฎาคม) ได้รวบรวมผู้นำระดับสูงของพรรคและรัฐ สมาชิกคณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาแห่งชาติ เพื่อร่วมกันหารือเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจ ทบทวนความคืบหน้าการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 รวมถึงพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน

ดร. ไซสมพอน กล่าวว่า การจัดประชุมสมัยวิสามัญในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของพรรคและรัฐบาลในการแปรมติของกองประชุมใหญ่ครั้งที่ 12 ของพรรคให้เกิดผลปฏิบัติจริง และเพื่อเร่งรัดการพัฒนาประเทศ

ประธานสภาฯ ระบุว่า พรรคและรัฐยังคงกำหนดให้การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลางของนโยบายระดับชาติ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และสนับสนุนให้ลาวหลุดพ้นจากสถานะประเทศกำลังพัฒนาที่มีความก้าวหน้าน้อย (Least Developed Country: LDC) ภายในปีนี้ และเมื่อก้าวผ่านหมุดหมายดังกล่าวไปได้ รัฐบาลก็กำลังขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายระยะยาวในการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางถึงระดับสูงภายในปี 2598

“พรรคและรัฐให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนามาโดยตลอด โดยถือเป็นสิ่งจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลาวสามารถหลุดพ้นจากสถานะประเทศด้อยพัฒนาได้ในปี 2026” ดร. ไซสมพอน กล่าว

“บนพื้นฐานนี้ เพื่อสานต่อความพยายามในการแก้ไขความยากลำบากทางเศรษฐกิจและการเงินที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2564-2568 พรรคและรัฐบาลจึงได้เสนอให้มีการรับรองวาระแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาชนบทและการแก้ไขความยากจน ซึ่งถือเป็นวัตถุประสงค์หลักของการประชุมสมัยวิสามัญครั้งที่ 1 นี้” ประธานสภาฯ กล่าว

ในการประชุมครั้งนี้ สมาชิกสภาแห่งชาติจะร่วมกันพิจารณาวาระสำคัญ 4 ประการ ได้แก่:

  1. รายงานความคืบหน้าในรอบ 6 เดือนแรกภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  2. แผนงบประมาณแห่งรัฐและแผนเงินตรา
  3. การอนุมัติวาระแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาชนบทและการแก้ไขความยากจน
  4. การพิจารณากฎหมายว่าด้วยคลังแห่งรัฐฉบับใหม่ รวมถึงข้อแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยงบประมาณแห่งรัฐ

พร้อมกันนี้ ดร. ไซสมพอน ได้ขอให้สมาชิกสมัชชาแห่งชาติพิจารณาข้อเสนอต่างๆ อย่างรอบคอบ และร่วมมือกันสร้างฉันทามติในมาตรการต่างๆ ที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ

ทางด้าน นายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี ได้เป็นผู้ขึ้นนำเสนอรายงานผลการดำเนินงานรอบ 6 เดือนของรัฐบาล โดยระบุว่า ลาวสามารถรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจเอาไว้ได้ แม้จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และภัยธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศยังคงตึงเครียด ซับซ้อน และยืดเยื้อ โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการค้า ความไม่สงบในตะวันออกกลาง และการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ การพัฒนาอย่างรวดเร็วของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ได้สร้างความท้าทายมากมายต่อการดำเนินงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในช่วงครึ่งแรกของปี 2026

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีระบุว่า มาตรการที่เด็ดขาดของพรรค รัฐบาล และอำนาจปกครองระดับแขวง (จังหวัด) ได้ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

ตามรายงานระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโตขึ้นร้อยละ 5 ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 199,987 พันล้านกีบ ซึ่งเท่ากับร้อยละ 48 ของเป้าหมายตลอดทั้งปี 2569 ที่สภาแห่งชาติเคยอนุมัติไว้

ในด้านรายได้ของรัฐจัดเก็บได้ทะลุ 44,956 พันล้านกีบ หรือคิดเป็นร้อยละ 54 ของเป้าหมายรวม 12 เดือน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

ขณะที่มูลค่าการค้าต่างประเทศพุ่งสูงกว่า 10.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ลาวได้ดุลการค้าอยู่ที่ 1.159 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่ายอดการส่งออกแผงโซลาร์เซลล์, แร่ทองคำ และผลิตภัณฑ์กระดาษจะลดลงก็ตาม

เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลนและราคาแพง รัฐบาลได้ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง เพิ่มสัดส่วนการจัดสรรเงินตราต่างประเทศเพื่อการนำเข้าน้ำมัน และเดินหน้าส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจะออกมาในทิศทางบวก แต่นายกรัฐมนตรียอมรับว่า อัตราเงินเฟ้อยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 8 ในครึ่งปีแรก ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่สภาแห่งชาติตั้งไว้ที่ร้อยละ 5 ขณะที่เงินกีบอ่อนค่าลงร้อยละ 3.09

สำหรับช่วงที่เหลือของปีนี้ รัฐบาลตั้งเป้าที่จะผลักดันให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.5, เพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรต่อปีเป็น 2,238 ดอลลาร์สหรัฐ, ขยายการผลิตภาคเกษตรกรรม, ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าและการส่งออกแร่ธาตุ, ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 4.46 ล้านคน ตลอดจนบังคับใช้มาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าและค่าเงินกีบ

นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้สภาแห่งชาติอนุมัติโควตาพนักงานรัฐกร (ข้าราชการ) ใหม่จำนวน 2,500 อัตราสำหรับปี 2026 เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการบริหารงานภาครัฐในภาคส่วนสำคัญต่างๆ

เมียนมา-ลาว ลงนามข้อตกลงร่วมศึกษาโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำแม่น้ำโขง

ที่มาภาพ: https://www.gnlm.com.mm/myanmar-laos-sign-joint-agreement-on-feasibility-study-for-mekong-hydropower-project/

ในระหว่างการเดินทางเยือน สปป. ลาว อย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเมียนมา  อู มิน อ่องหล่าย ได้มีการลงนามในข้อตกลงร่วมกันว่าด้วยการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) เพื่อศึกษาและสำรวจการดำเนินโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบริเวณแม่น้ำโขงตามแนวชายแดนเมียนมา-ลาว ซึ่งเป็นไปตามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่างทั้งสองประเทศ

พิธีลงนามจัดขึ้น ณ โรงแรมคราวน์ พลาซ่า นครหลวงเวียงจันทน์ สปป. ลาว เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569

ดร. มโนทอง วงไซ รองรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าแห่ง สปป. ลาว กล่าวว่า โครงการนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพอันดีระหว่างเมียนมาและลาว ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างประโยชน์ให้แก่พื้นที่ตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion) ทั้งหมดอีกด้วย โดยรัฐบาลลาวพร้อมจะให้การสนับสนุนเพื่อให้การศึกษาความเป็นไปได้สำเร็จลุล่วงโดยเร็วที่สุดและเดินหน้าโครงการต่อไป

ด้าน อู เอ จอ (U Aye Kyaw) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงไฟฟ้าและพลังงานของเมียนมา กล่าวว่า โครงการนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษในการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ซึ่งเมื่อโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ จะช่วยรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในภูมิภาค และมีส่วนสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายด้านพลังงานหมุนเวียนของอาเซียน ทั้งนี้ เนื่องจากแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำชายแดนที่ทั้งสองประเทศใช้ร่วมกัน การดำเนินโครงการจึงต้องเป็นไปตามขนบธรรมเนียม ประเพณี กฎหมาย และขั้นตอนของทั้งเมียนมาและลาวอย่างเคร่งครัด พร้อมกล่าวเสริมว่า รัฐบาลเมียนมาจะให้การดูแลและคำแนะนำอย่างเต็มที่เพื่อให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ

จากนั้น บริษัท พรีมัส แซฟไฟร์ พาวเวอร์ จำกัด (Primus Sapphire Power Co Ltd) ซึ่งได้รับมอบหมายจากฝั่งเมียนมา และกลุ่มบริษัท พงซับทะวี จำกัดผู้เดียว (Phongsupthavy Group Sole Co Ltd) ซึ่งได้รับมอบหมายจากฝั่งลาว ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงและแลกเปลี่ยนเอกสารสัญญาต่อหน้าของรองรัฐมนตรีทั้งสองฝ่าย

โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดังกล่าวคาดว่าจะกำลังการผลิตติดตั้งสูงสุดถึง 2,790 เมกะวัตต์ โดยบริษัทจากเมียนมาและลาวจะร่วมมือกันดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาให้แล้วเสร็จภายใน 34 เดือน