“สมคิด” ชี้ไทยเผชิญ ‘วิกฤติซ้อนวิกฤติ’ แนะรัฐแก้ปัญหาที่ต้นตอ พร้อมประกาศ ‘New Deal For New Future’ นำประเทศสู่อนาคต

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงวิสัยทัศน์ต่อสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน โดยชี้ว่าประเทศไทยกำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจและความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์โลก รัฐต้องประกาศ New Deal For New Future ข้อตกลงใหม่สำหรับอนาคตใหม่ของประเทศไทย

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 สมาคมนักเรียนเก่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาจัดงาน  Triam Udom Dinner Talk 2026:“เตรียมอุดมฯ คิด: เศรษฐกิจพ้นภัย” โดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “เศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทาย : ทางออกเชิงนโยบาย” 

แนะรัฐบาลแก้โจทย์ใหญ่ เลิกเยียวยาที่ปลายทาง

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สะท้อนความห่วงใยต่อสถานการณ์ในปัจจุบันว่า ประเทศไทยกำลังติดอยู่ในภาวะ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” ที่ปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่กลับมีปัจจัยภายนอกอย่างสงคราม ราคาพลังงาน และภาวะเงินเฟ้อเข้ามาซ้ำเติม ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ถดถอยลงเรื่อยๆ และเกิดภาวะความเหลื่อมล้ำที่สูงมาก โดยกลุ่มทุนใหญ่ยังคงเติบโต ขณะที่ร้านค้ารายย่อยและประชาชนระดับฐานรากชักหน้าไม่ถึงหลัง

“ตอนนี้ทั้งโลกก็ลำบากกันทั้งนั้น แต่เมืองไทยพิเศษหน่อยตรงที่มีวิกฤติซ้อนวิกฤติ ปัญหาเก่ายังไม่ทันแก้ ปัญหาใหม่ก็มาซ้ำ สะสมพอกพูนจนแก้ไม่หมด คนไทยผ่านวิกฤติมาหลายรอบ ผมเองก็เจอมาหลายครั้ง แต่ขอให้มีกำลังใจ มีสติ สมองจะแจ่มใสเอง และโอกาสใหม่จะเปิดออกเสมอ แต่ถ้าหมดกำลังใจ ไม่มีอะไรแย่กว่านั้นอีกแล้ว เพราะใจปิด สมองก็ปิดตาม” ดร.สมคิดกล่าว

“สิ่งที่อยากบอกที่สุดคือ ในวิกฤติมีโอกาสเสมอ เราต้องมองให้เห็น และพ้นทุกข์ให้ได้” ดร.สมคิดกล่าว

ดร.สมคิด เปรียบปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทยในปัจจุบัน ว่ามีความซับซ้อนคล้ายกับ “เนื้อหมูที่มีพังผืดแทรกซึมอยู่ด้านใน” ที่ต่อให้พยายามเฉือนหรือแก้ไขอย่างไร ในท้ายที่สุดวงจรปัญหาเดิมๆ ก็จะยังคงหมุนเวียนกลับมาใหม่อยู่เสมอ ส่งผลให้ทิศทางการพัฒนาประเทศมีลักษณะคล้ายกับการ “เดินจงกรม” คือดูเหมือนว่ากำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างขะมักเขม้นแต่กลับย่ำอยู่กับที่ หรือในบางจังหวะก็เกิดการสไลด์ถอยหลังลงมาอย่างน่าเจ็บปวด สะท้อนผ่านทางเศรษฐกิจที่ตัวเลข GDP และภาคการผลิตของประเทศเริ่มมีมูลค่าน้อยลง ปัญหาความยากจนยังไม่ถูกสะสาง และความเหลื่อมล้ำก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังจะเห็นได้จากภาพสะท้อนในสังคมที่ร้านอาหารสำหรับคนจนและชนชั้นกลางเงียบเหงาลงอย่างน่าใจหาย ในขณะที่ภัตตาคารหรูหราตามห้างสรรพสินค้ากลับมีลูกค้าจองโต๊ะจนเต็มแน่น

ดร.สมคิดกล่าวว่า ทุกครั้งที่ประเทศต้องเผชิญกับวิกฤติ รัฐบาลมักจะเลือกใช้วิธีหาเงินมาอุดหนุนและจุนเจือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่มีจำนวนมาก ทว่าผลที่ตามมาในระยะยาวกลับทำให้สถานะทางการคลังของประเทศค่อยๆ ทรุดตัวลง และเงินที่จะนำมาอุดหนุนก็ยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ งบประมาณของรัฐบาลหดแคบลงเรื่อยๆ แต่ปัญหาที่สะสมอยู่และปัญหาที่รออยู่ข้างหน้ากลับใหญ่โตมหาศาล

“เมื่อเผชิญปัญหาเฉพาะหน้า รัฐบาลก็ต้องทุ่มแก้ปัญหาตรงนั้นก่อนเหมือนทุกครั้ง แล้วค่อยไปดูเรื่องที่สำคัญกว่าทีหลัง อย่างโครงการไทยช่วยไทยที่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นแบบ 50:50 หรือ 60:40 ซึ่งก็ช่วยผ่อนภาระประชาชนได้บ้าง แต่ก็อยากให้แบ่งส่วนหนึ่งไปถึงคนรากหญ้าด้วย เพราะแม้จะได้สัดส่วน 60:40 พวกเขาก็ยังได้รับน้อยอยู่ดี” ดร.สมคิดกล่าว

ดร.สมคิดกล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือในปัจจุบันอย่างโครงการคนละครึ่ง หรือการอุดหนุนแบบเดิม แม้จะช่วยบรรเทาภาระได้ชั่วคราว แต่ก็ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งชนเพดาน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหันมา “แก้ปัญหาที่ต้นทาง” โดยเฉพาะการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันและการปรับภาษีสรรพสามิตเพื่อระงับต้นทุนสินค้าไม่ให้พุ่งสูง โดยเฉพาะภาคเกษตรที่เผชิญปัญหาทั้งราคาปุ๋ยและต้นทุนการผลิต รวมถึงการออกมาตรการค้ำประกันสินเชื่อที่รัดกุมเพื่อช่วยชีวิตกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ไม่ให้ล้มหายตายจากไป เพราะแทบไม่มีธนาคารไหนพิจารณาปล่อยกู้

“การผ่อนภาระและบรรเทาความเดือดร้อนนั้น ถ้าไม่มีวิกฤติก็ทำได้ทุกอย่าง แต่วันนี้ต้องถามว่าวิกฤติจะจบเมื่อไหร่ และยังมีเงินมาสนับสนุนได้อีกนานแค่ไหน เมื่อหนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน 70% แล้ว บางทีถึงเวลาต้องหันมาคิดถึงต้นทาง ไม่ใช่แค่แก้ที่ปลายทางอีกต่อไป” ดร.สมคิดกล่าว

ดร.สมคิด ชี้ไปที่โครงสร้างราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นเหตุที่แท้จริง เพราะเมื่อน้ำมันเพิ่มขึ้น ต้นทุนทุกอย่างก็ขึ้นตาม ราคาสินค้าก็พุ่งตามไปหมด

“แต่แทนที่จะแก้ที่ต้นเหตุ กลับไปกู้เงินมาอุดที่ปลายทาง แล้วก็ทำแบบนี้ซ้ำๆ จนกลายเป็นประเพณี คำถามที่ดังอยู่ทุกวันคือ ทำไมเราต้องอิงราคาน้ำมันกับตลาดสิงคโปร์ เป็นความจริงที่สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการค้าน้ำมันในภูมิภาค และเราอิงกันมานานแล้ว แต่ถ้าไทยกลั่นได้ถูกกว่า แล้วทำไมต้องตามราคาเขา คำถามนี้ตอบไม่ได้ คนก็ยิ่งไม่พอใจ เสียงวิจารณ์ก็ยิ่งดังไม่หยุด ทำไมไม่คิดราคาที่สะท้อนความเป็นจริงของเราเองได้” ดร.สมคิดกล่าว

“เราต้องคิดอย่างจริงจังและอธิบายให้ประชาชนเข้าใจตามความเป็นจริง” ดร.สมคิดกล่าว

ดร.สมคิดกล่าวว่า ปัจจุบันเพียงแค่มีน้ำมันขายคนก็พร้อมซื้อแล้ว ควรที่จะพิจารณาเรื่องค่าการตลาด บริษัทน้ำมันรายใหญ่เองก็น่าจะช่วยประชาชนได้ อีกทั้งกระทรวงการคลังเองถือหุ้นอยู่กว่า 51% สามารถสั่งการให้ลดลงได้ ในยามที่ประชาชนลำบากอีก 2-3 ปีข้างหน้า อย่างน้อยก็ควรลดลงมาบ้างเพื่อประคับประคอง ไม่ใช่ยกเลิกทิ้งทั้งหมด และหากกังวลว่าจะกระทบราคาหุ้นให้ร่วงลง ก็สามารถผลักดันการซื้อหุ้นคืนได้

ส่วนภาษีน้ำมันและกองทุนน้ำมันที่เก็บมาเพื่อช่วยพยุงราคานั้น ควรแก้ที่ต้นทางด้วยการลดภาษีน้ำมัน เพราะการใช้กองทุนเข้าไปอุดหนุนนั้นมีรายละเอียดซับซ้อน ช่วยได้ไม่เท่าเทียม และรั่วไหลมาก

“ผมฝากถึงผู้บริหารบริษัทน้ำมันด้วยว่า Governance ในการบริหารธุรกิจสมัยใหม่หมายถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่แค่กำไรและโบนัสรายเดือน” ดร.สมคิดกล่าว

ดร.สมคิดกล่าวว่า รัฐบาลได้ดำเนินการช่วยเหลือมาพอสมควรแล้ว แต่ต้องให้ลงไปถึงรากหญ้าจริงๆ ทั้งค่าขนส่งและ SME กระทรวงพาณิชย์ก็สำคัญมาก ต้องควบคุมราคาสินค้าจำเป็นอย่างเข้มงวด ก่อนจะอนุญาตให้ปรับราคาทุกครั้งต้องเรียกมาชี้แจงให้ได้ก่อน ไม่เช่นนั้นราคาจะขึ้นไม่หยุด

ดร.สมคิดกล่าวว่า ขณะนี้หลายประเทศเริ่มเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยท่ามกลางเงินเฟ้อ รายได้ไม่เพิ่ม ค่าเงินอ่อน แม้แต่อินโดนีเซียยังเจอหนักกว่าไทย “นี่คือภาวะที่เรากำลังจะต้องเผชิญกับภัย”

“อย่างไรก็ตามวิกฤติตรงหน้าก็ผ่านพ้นไปได้ แต่ภัยที่แท้จริงคือถ้าปัญหาเก่ายังไม่ได้รับการแก้ไข อนาคตจะยิ่งลำบากกว่านี้มาก” ดร.สมคิดกล่าว

คว้าโอกาสจาก “คลื่นการลงทุนลูกที่ 2” มุ่งเป้าดึงทุนคุณภาพ

ท่ามกลางความมืดมนทางเศรษฐกิจ ดร.สมคิดกล่าวว่ายังมี “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” จากปรากฏการณ์ทุนต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI อย่างถล่มทลายในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งเป็นโอกาสครั้งใหญ่ไม่ต่างจากยุค “โชติช่วงชัชวาล” ในอดีต

“ยอดขอรับการส่งเสริม BOI สูงขึ้นเรื่อยๆ และที่น่าแปลกใจคือ หลากหลายทั้งประเภทและอุตสาหกรรม ที่สำคัญคืออุตสาหกรรมที่เมื่อ 6-7 ปีก่อนเราเคยไปง้อให้เขามา เขายังไม่มา บอกว่าไทยยังไม่พร้อม ไม่มีคน ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ติดหลายข้อจำกัด แต่วันนี้เขาเดินเข้ามาเองโดยไม่ต้องง้อ และมาเป็นจำนวนมากด้วย มันให้ความรู้สึกเหมือนช่วงตอนที่เรารุ่งโรจน์ ชัชวาลในอดีต ตอนที่เงินเยนแข็งค่าในปี 2528-2530 ทุนญี่ปุ่นไหลเข้าไทยอย่างหลากหลาย นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ไทยพัฒนาอุตสาหกรรมและมีความหลากหลายทางอุตสาหกรรมอย่างที่เห็นในทุกวันนี้” ดร.สมคิดกล่าว

อย่างไรก็ตาม ดร.สมคิดกล่าวว่า โครงสร้างเศรษฐกิจประเทศไทยเริ่มเก่า เริ่มแข่งไม่ได้ และตอนนี้มีคลื่นการลงทุนลูกใหม่ไหลเข้ามา ไม่ใช่เพียงภาคไฮเทค ภาคอุตสาหกรรมทั่วไปก็มีจำนวนมาก นับเป็นคลื่นลูกที่ 2 ที่ตามมา

“ถ้าเรามัวแต่จมอยู่กับความกังวลว่าประเทศจะจม ไม่สนใจคลื่นที่เข้ามา สิ่งที่ควรเป็นจุดเปลี่ยนก็จะกลายเป็นโอกาสที่หลุดลอยไป การที่มันไหลเข้ามาตอนนี้ถือว่าโชคดีมาก อย่างน้อยก็ช่วยหล่อเลี้ยงและให้กำลังใจได้บ้าง” ดร.สมคิดกล่าว

ดร.สมคิดกล่าวว่า บทเรียนจากอดีตสอนให้รู้ว่า ประเทศไทยไม่ควรวิ่งตามตัวเลข GDP เชิงปริมาณอีกต่อไป แต่รัฐบาลต้องทำหน้าที่เป็น “สถาปนิก (Architect)” ในการดีไซน์อนาคตประเทศ โดยการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ของ BOI ใหม่ มุ่งเน้นไปที่ “Contribution”ช่วยแก้ปัญหาและสร้างอนาคต

“รัฐบาลต้องทำหน้าที่เป็น Architect ออกแบบอนาคตก่อนว่าต้องการอะไร แล้วค่อยดึงการลงทุนที่ตอบโจทย์นั้นเข้ามา มาตรการ BOI ใหม่ต้องไม่วัดแค่มูลค่าการลงทุน แต่ต้องดูว่า Contribution ที่เข้ามานั้นช่วยแก้ปัญหาและสร้างอนาคตให้บ้านเมืองได้จริง”ดร.สมคิดกล่าว

สำหรับการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ของ BOI เช่น

  • เงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างคน: กำหนดให้บริษัทไฮเทคและผู้พัฒนา AI ระดับโลกที่เข้ามา ต้องร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทยเพื่อฝึกฝนและยกระดับฝีมือแรงงานไทย ซึ่ง“ข้อกำหนดนี้จะช่วยทําให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง”
  • การกระจายรายได้สู่ชนบท: ดึงโมเดลระบบอีคอมเมิร์ซชุมชน เช่น “เถาเป่า วิลเลจ (Taobao Village)” ของอาลีบาบาในประเทศจีน มาปรับใช้เพื่อยกระดับสินค้าชุมชนและเกษตรกรไทยให้ขายตรงสู่ตลาดโลกได้จริง
  • การยกระดับซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทย: ถอดบทเรียนจากความสำเร็จของ “K-Food” ของเกาหลีใต้ ที่ผสานเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) การตลาดดิจิทัล และซอฟต์พาวเวอร์เข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันให้อาหารไทยไปได้ไกลกว่าเมนูเดิมๆ

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ใช้กลยุทธ์ “ขี่กระแสมังกร” และวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ให้เป็นประโยชน์

ในมิติการต่างประเทศ ดร.สมคิดกล่าวว่า สิ่งสำคัญคือต้องมี “รัฐบาลที่มีสมรรถนะสูงและเข้มแข็ง(Strong Performance Government)” เพื่อทำหน้าที่เจรจาเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูง โดยเฉพาะกลยุทธ์การ “ขี่กระแสมังกร” ร่วมมือกับจีนในฐานะพันธมิตรแห่งอนาคต พร้อมทั้งคว้าโอกาสจากนโยบาย “China Plus One”

“ประเทศที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือจีน ต้องรู้จัก “ขี่กระแสมังกร” เพราะจีนมีครบทุกอย่างที่เราต้องการ แผนพัฒนาฉบับที่ 15 ของเขามุ่งสู่อนาคตแล้ว และเขาต้องการไทยเป็นพันธมิตร ภูมิรัฐศาสตร์โลกยิ่งทำให้จีนต้องการพันธมิตรมากขึ้น บวกกับกระแส China Plus One ที่ทำให้บริษัทจีนต้องการกระจายฐานการผลิตออกมาหาพื้นที่อื่นที่ปลอดภัยกว่า นี่คือโอกาสใหญ่ที่ไทยต้องคว้าให้ได้” ดร.สมคิดกล่าว

ดร.สมคิดกล่าวว่า ตัวขับเคลื่อนที่ดีที่สุดคือภาครัฐ ซึ่งไทยมีกลไกอยู่แล้ว คือคณะกรรมการร่วมระหว่างสองประเทศในระดับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เป็นการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ว่าจะร่วมมือกันในเรื่องอะไรบ้าง ด้วยกลไกนี้ รัฐบาลจีนสามารถสั่งการให้ภาคธุรกิจของจีนเข้ามาลงทุนในไทยได้เลย เพราะไทยมีความสัมพันธ์ที่ลึกกับจีน

ด้านญี่ปุ่นเองก็ไม่ต้องการทิ้งฐานที่สร้างไว้ในไทย แม้บางอุตสาหกรรมจะสู้จีนไม่ได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ประเทศไทยเคยมีคณะกรรมการร่วมเชิงยุทธศาสตร์ระดับรองนายกกับญี่ปุ่นด้วย และควรมีอีกครั้ง เพราะจากกลไกระดับรัฐบาลนั้น จะนำไปสู่การเจรจาระดับเอกชนต่อได้ ซึ่งเป็น กระบวนการคัดกรองและดึงการลงทุนที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดและภัยธรรมชาติในไต้หวัน รวมถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในสหภาพยุโรป (EU) ถือเป็นโอกาสทองที่ไทยจะเร่งเจรจาเพื่อเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และเซมิคอนดักเตอร์ โดยจะต้องเร่งสร้าง “Ecosystem” และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เสร็จสมบูรณ์และโปร่งใสตามหลัก ESG เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว

ต้องประกาศ “New Deal For New Future” นำประเทศสู่อนาคต

ดร.สมคิดย้ำประเด็น “การเมืองภาคประชาชน” โดยได้หยิบยกโมเดลจากประเทศเกาหลีใต้ ที่ขับเคลื่อนประเทศจากความขัดแย้งในอดีต จนสามารถสร้าง “องค์กรพลเมืองที่มีระบบ” และวัฒนธรรม “การตื่นรู้ (Awakening Korean)” ที่ประชาชนจะไม่นิ่งเฉยต่อความไม่ถูกต้อง สามารถตรวจสอบและลงโทษนักการเมืองที่ทุจริตผ่านกลไกทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบุว่านักการเมืองที่ไม่ดีก็เหมือน “แดรกคูลาที่กลัวแสงสว่าง” และสิ่งที่จะทำให้พวกเขากลัวที่สุดก็คือความเข้มแข็งของภาคประชาชนนั่นเอง

“ภาคประชาชนกับภาครัฐต้องเดินคู่กัน ไม่ใช่แค่ขัดแย้งกัน ดูอย่างเกาหลีใต้เป็นตัวอย่าง” ดร.สมคิดกล่าว พร้อมเล่าว่า เกาหลีใต้พัฒนาจากการต่อสู้ในยุคปักจุงฮีมาสู่องค์กรภาคพลเมืองที่ทำงานเป็นระบบ มีนักเคลื่อนไหวมืออาชีพ มีข้อมูลครบ มีหลักการชัดเจน ทำหน้าที่เสนอแนะและตรวจสอบรัฐบาล โดยผู้นำองค์กรเหล่านี้เป็นอิสระ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

นอกจากนี้ใช้สังคมส่งเสริมนักการเมืองที่ดีและกดดันคนที่ไม่ดีจนไม่ได้เข้าสภา ครั้งที่ขับไล่ลูกสาวปักจุงฮีนั้น มีประชาชนออกมาถึง 17 ล้านคน ประธานาธิบดีถูกจำคุกมาแล้ว 4 คน ไม่มีประเทศไหนทำได้แบบนี้ และครั้งที่สองไม่นานมานี้ประธานาธิบดีก็ถูกจำคุกอีกราย

“เกาหลีใต้ทำได้เพราะเครือข่ายภาคประชาชนแข็งแกร่ง ตั้งแต่เอกชน องค์กรอิสระ นักศึกษา ลงไปถึงระดับครอบครัว มีแคมเปญปลูกฝังวัฒนธรรม Awakening Korean ว่าครอบครัวเกาหลีจะไม่นิ่งเฉยต่อความไม่ถูกต้อง” ดร.สมคิดกล่าว

สำหรับประเทศไทย ดร.สมคิดกล่าวว่า เริ่มดีขึ้นบ้าง เริ่มมีผู้นำภาคประชาชนแสดงตัวขึ้นมา แต่สิ่งที่ยังขาดคือการเชื่อมต่อและเครือข่ายที่แข็งแกร่ง

“นักการเมืองที่ไม่ดีนั้นเหมือนแดร็กคูล่า (Dracula) กลัวแสงสว่างที่สุด ขากลัวการเมืองภาคประชาชนมากที่สุด ยิ่งภาคประชาชนอ่อนแอ เขายิ่งสบาย ฉะนั้นอย่าสิ้นหวังกับเรื่องนี้” ดร.สทคิดกล่าว

ดร.สมคิดกล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็นคือผู้นำรัฐบาลออกมาประกาศกับประชาชนอย่างจริงจังว่า ประเทศกำลังอยู่ที่จุดเปลี่ยนสำคัญ โอกาสกำลังมา แต่ปัญหาก็มีมาก ถึงเวลาต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่ ประกาศ New Deal For New Future ข้อตกลงใหม่สำหรับอนาคตใหม่ของประเทศไทย ออกมาเป็นข้อๆ ให้ชัดเจน

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ฝากความหวัง “เตรียมอุดมฯ” บ่มเพาะผู้นำแห่งอนาคต

ในช่วงท้าย อดีตรองนายกฯ ได้ส่งสารไปยังศิษย์เก่าและเยาวชนรุ่นใหม่ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยระบุว่า ลำพังการเป็นคนที่เก่งที่สุดในสาขาวิชาชีพของตนเอง เช่น หมอ หรือวิศวกร นั้นยังไม่เพียงพออีกต่อไปในโลกยุคนี้

ดร.สมคิดกล่าวว่า สถาบันการศึกษาต้องปรับบทบาทในการ “Grooming” หรือบ่มเพาะเยาวชนให้มีความตื่นรู้ในหน้าที่พลเมือง มีความรับผิดชอบต่อสังคม และกล้าที่จะก้าวเข้ามาเป็นผู้นำในภาคการเมืองและการบริหารประเทศ

ดร.สมคิด ยกตัวอย่างสิงคโปร์ ทั้ง วิเวียน บาลากริชนัน (Vivian Balakrishnan) รัฐมนตรีต่างประเทศคนปัจจุบัน หรือ จอร์จ โหยว (George Yeo) อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยวิเวียน เคยเป็นจักษุแพทย์ ส่วน จอร์ชที่เคยอยู่ในกองทัพ ที่สะท้อนภาพว่าสิงคโปร์ดึงทรัพยากรบุคคลระดับสมองในแต่ละสาขามาอยู่ในคณะรัฐมนตรี ซึ่งไม่ใช่แค่ที่ 1 ของประเทศ แต่ระดับท็อปในสายงานของตัวเอง นั่นคือ“สูตรที่ทำให้สิงคโปร์บริหารประเทศได้อย่างที่เห็น”

“เราต้องเติมสิ่งเหล่านี้ให้กับเยาวชน ตอนนี้มีเวลา 3 ปี มีโอกาส grooming เขาได้ เรื่องวิชาการไม่ต้องห่วง แต่วิชาที่สำคัญจริงๆ คือหน้าที่พลเมืองและประวัติศาสตร์ ถ้าเยาวชนถูก grooming ให้รู้จักรับผิดชอบต่อตนเองและต่อสังคม Real Contribution ที่แท้จริงที่จะเกิดขึ้น” ดร.สมคิดกล่าว