“อรรถเศรษฐ เพชรมีศรี” ชี้ ‘เอลนีโญ’ ทำ ‘ภัยแล้ง’ลากยาวถึงปีหน้า-วิกฤติซ้อนวิกฤติ ‘น้ำแล้ง-ของแพง’

นายอรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ และที่ปรึกษาผู้ว่ากรุงเทพมหานคร

 “อรรถเศรษฐ เพชรมีศรี” ชี้ ‘เอลนีโญ’ ทำ ‘ภัยแล้ง’ลากยาวถึงปีหน้า-วิกฤติซ้อนวิกฤติ ‘น้ำแล้ง-ของแพง’

ท่ามกลางปัญหาสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลต่อวิกฤติน้ำมันแพง และปัญหานี้ยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร ขณะที่ปัญหาน้ำแล้งของไทยกำลังจะตามมา ที่ผ่านมาการบริหารจัดการน้ำคือวิกฤติซ้ำซากที่วนเวียนอยู่ในวัฏจักรเดิม ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเค็ม น้ำหนุน ฯลฯ ยิ่งเผชิญกับโลกรวน ยิ่งเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้ปัญหาน้ำรุนแรงยิ่งขึ้น

นายอรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ และที่ปรึกษาผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์กับไทยพับลิก้าถึงสถานการณ์น้ำในปี 2569 ว่า ภาพของวิกฤติครั้งนี้ ‘หนัก’ และ ‘ซับซ้อน’ กว่าที่ผ่านมา เพราะโลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสภาพอากาศสุดขั้ว (Weather Extreme) ขณะเดียวกันประเทศไทยยังขาดแผนรับมือที่มีประสิทธิภาพ

“เอลนีโญ” ทำ ‘น้ำแล้ง’ ครึ่งปีหลัง69 ยาวถึงปีหน้า

จากสภาวะโลกรวน ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ENSO (El Niño-Southern Oscillation) โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ที่เอลนีโญจะสูงถึง 80% โดยจะรุนแรงต่อเนื่องไปถึงสิ้นปี และอาจจะยาวถึงช่วงครึ่งปีแรกปีหน้า โดยข้อมูลของ ENSO แสดงถึงสัญญาณว่าประเทศไทยจะ ‘แล้ง’ ยาว

“แต่ละปีฝนตกประมาณ 1,600 มิลลิเมตร แต่ไตรมาสแรกของปี 2569 ฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย กล่าวคือค่าเฉลี่ยปริมาณฝนช่วง 3 เดือนแรกอยู่ประมาณ 69.5 มิลลิเมตร แต่ปีนี้เราเพิ่งมีฝนได้ 32.6 มิลลิเมตร ดังนั้น เราต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเกือบ 60% เป็นปริมาณฝนที่มันต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน”

ENSO ยังชี้ให้เห็นแนวโน้มการเกิดเอลนีโญจะแตะระดับ 60-80% ตั้งแต่เดือนเมษายน โดยช่วงพีคคือตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี

แนวโน้มฝนทิ้งช่วงระยะยาวกำลังจะเกิดขึ้นพร้อมกับการลดลงของน้ำต้นทุนในเขื่อนหลักๆ ดังนั้น ภาพที่น่ากังวลคือ “น้ำกำลังจะหมด แต่ฤดูใช้น้ำกำลังจะเริ่ม” โดยเฉพาะเขื่อนสำคัญอย่างป่าสักชลสิทธิ์ ที่อาจเหลือน้ำเพียงราวกว่า 20% ก่อนเข้าสู่ฤดูเพาะปลูก

“พอฝนทิ้งช่วง วันนี้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำอยู่ในความจุอ่างแค่ 34% ทั้งที่ยังไม่ได้เข้าฤดูกาลทำนา…เราไม่มีฝนเลย คาดการณ์ว่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ น้ำน่าจะลดลงมาแตะที่ประมาณ 20% แล้วเกษตรกรต้องใช้น้ำทำนาเยอะมากในช่วงพฤษภาคม เป็นภาพที่น่าเป็นห่วง นี่แค่เริ่มต้นของเอลนีโญ ยังไม่เข้าครึ่งปีหลัง”

ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ไม่มีน้ำ แต่จะลุกลามไปถึงค่าความเค็มรุกล้ำเข้ามา กระทบการผลิตน้ำประปา ระบบนิเวศ คูคลองเสื่อมโทรม ตลอดจนโรคภัยไข้เจ็บจากการไม่มีน้ำ และความเสี่ยงด้านสาธารณสุขจากน้ำเน่าเสีย

วิกฤติ ‘แล้ง’ รุนแรงกว่า ‘ท่วม’ ถ้าไร้แผนรับมือ-เตรียมตัว

คำถามคือ รัฐบาล-ภาครัฐ เตรียมตัวรับมือเอลนีโญอย่างไร โดยนายอรรถเศรษฐ มองว่า แม้ประเทศไทยจะมีองค์ความรู้และแผนจัดการน้ำจำนวนมาก แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่รู้ แต่อยู่ที่ “ไม่ลงมือทำ”

มันอาจจะ Too Late มันต้องคุยวันนี้แล้ว เพราะการรับมือน้ำแล้งเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมการล่วงหน้าค่อนข้างไกลและเป็นระบบ ไม่ใช่ว่าวันหนึ่งปัญหาเกิดขึ้น ก็เหมือน PM 2.5 ที่พอเกิดแล้วค่อยรณรงค์ แล้วพอมันเกิดจริง คนก็ตื่นตระหนกทุกอย่างมันจะเป็นผีซ้ำด้ำพลอย

นายอรรถเศรษฐ มองว่า รัฐต้องเตรียมมาตรการ ขึ้นกับแต่ละจังหวัด อบต. อบจ. แต่ละแห่งจะมีมาตรการรับอย่างไร เช่น ท้องถิ่นต้องมีแทงค์น้ำสำรองให้ประชาชนใช้ กรมทรัพยากรน้ำต้องหาแหล่งกักเก็บน้ำชุมชนหรือหาน้ำบาดาล ส่วนกรมชลประทานดูแลน้ำคลองเพื่อการเกษตร หรือให้กรมฝนหลวงวางแผนเรื่องการทำฝนหลวงให้มีน้ำเพียงพอต่อการใช้งานช่วงเอลนีโญ

นายอรรถเศรษฐกล่าวต่อว่า ปัญหา ‘น้ำแล้ง’ น่ากลัวกว่าน้ำท่วม เพราะหลักการของน้ำท่วมคือเอาน้ำออก โดยสามารถสูบน้ำออกจากพื้นที่ หรือย้ายน้ำตามหลัก gravity ได้ ความรุนแรงของปัญหาอาจเกิดในระยะเวลา 1-2 เดือน แต่ปัญหาน้ำแล้งคือการไม่มีน้ำ และผลกระทบอาจยาวนานกว่า 1 ปี ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยเผชิญกับสภาวะอากาศสุดขั้ว

เมื่อถามว่า แล้วประเทศไทยจะหาน้ำจากไหน นายอรรถเศรษฐ ตอบว่า การใช้น้ำในประเทศไทย แบ่งเป็น ภาคเกษตรกรรม 40% ภาคอุตสาหกรรม 3-5% ภาคครัวเรือน 2-3% และที่เหลือเป็นการใช้น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ โดยภาคอุตสาหกรรมหรือเอกชนสามารถใช้เทคโนโลยีทำให้น้ำดิบไปใช้งานในอุตสาหกรรมได้ หรือการเปลี่ยน Demin Water เป็น Clarify Water ส่วนครัวเรือน 2-3% ภาครัฐต้องรณรงค์ให้ทำน้ำ 2 ระบบ ซึ่งจะช่วยเรื่องการรีไซเคิลน้ำ ควบคู่กับภาครัฐต้องรณรงค์เรื่องนี้ด้วย

“แต่เกษตรกรรมต้องถามกันเสียงดังๆ ว่าจะทำอย่างไร เพราะใช้น้ำเยอะมาก วันนี้รัฐต้องประชาสัมพันธ์ไหม ควรทำนากี่รอบ ควรจะทำอะไรอย่างไร เปลี่ยนมาปลูกพืชผักที่ใช้น้ำน้อยไหม ถ้าจะรณรงค์และทำให้คนตระหนักมันต้องทำแต่เนิ่นๆ ในเมื่อข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เดินทางมาไกลจนเชื่อถือได้ คุณกลัวอะไรที่จะบอกประชาชน ต้องบอกแต่เนิ่นๆ คาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่ให้คนไปสัมผัส อีก 3 เดือนค่อยไปบอกว่าเราควรประหยัด…แต่พอหน่วยงานรัฐบอก ‘ไม่ต้องกลัว ปีนี้เก็บน้ำเยอะ’ ผมเห็นพูดทีไรปัญหาเกิดทุกที”

แล้วประชาชนควรเตรียมตัวรับมืออย่างไร นายอรรถเศรษฐ บอกว่า เริ่มจากภาครัฐต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้ว่าปีนี้น้ำจะน้อย รณรงค์ให้ช่วยกันประหยัด ทำให้คนเกิดวิสัยในการใช้น้ำแบบยั้งคิดยั้งทำ เช่น แปรงฟันแล้วปิดก๊อกน้ำ ฯลฯ หรือกรณีที่ขาดน้ำรุนแรง ก็ต้องประกาศใช้น้ำเป็นเวลา ที่สำคัญคือต้องประชาสัมพันธ์แต่เนิ่นๆ ให้ประชาชนเข้าใจอย่างแท้จริงว่าเป็นวิกฤติ

“น้ำแล้งเป็นชะตากรรม แก้ยาก…แก้ไม่ได้ ก็มันไม่มีน้ำ คุณจะแก้อย่างไร เราต้องช่วยเหลือตัวเอง บริหารน้ำให้ดี กักเก็บน้ำไว้ จัดสรรปันส่วนให้ถูกต้อง มันจะบรรเทา แต่ให้บอกว่าใช้น้ำสบายเหมือนไม่เคยมีวิกฤติ มันเป็นไปไม่ได้ และที่น่ากังวลในภาคเกษตรจะเกิดการแย่งน้ำ”

นายอรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ และที่ปรึกษาผู้ว่ากรุงเทพมหานคร

‘วัวหายล้อมคอก’ วิธีแก้ปัญหาน้ำแบบไทยๆ

นายอรรถเศรษฐ ยังกล่าวว่า วิกฤติขาดแคลนน้ำ (water crisis) เคยเกิดขึ้นมาแล้วในภาคตะวันออกเมื่อปี 2548 ในโครงการ Eastern Seaboard ซึ่งเหตุการณ์นั้นทำให้ในภูมิภาคนั้นแทบจะ shutdown

“จากวิกฤติปี 2548 บริษัท East Water เขาทำท่อส่งน้ำให้สามารถย้ายน้ำได้จากตรงที่มีน้ำไปหาตรงที่ไม่มีน้ำ เราสามารถเอาน้ำไปฝากหรือกักเก็บได้ โดยการส่งน้ำผ่านท่อตาม gravity แต่ในโครงสร้างระดับประเทศ เราใช้กรมชลประทานเป็นคนดูแลน้ำโดยส่วนใหญ่ น้ำมันมาตาม Gravity อย่างเดียว แต่ไม่สามารถที่จะย้ายจากพื้นที่ไปอีกพื้นที่ได้

นายอรรถเศรษฐมองว่า ประเทศไทยยังไม่มีการเตรียมความพร้อมการแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ แม้มีแผน มีโครงการผันน้ำจากแม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน ที่ถูกพูดถึงมานานกว่า 20 ปี แต่ระบบจัดการยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่การพัฒนาเขื่อนใหม่ๆเพื่อเก็บกักน้อย แทบไม่เกิดขึ้นเลยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

นายอรรถเศรษฐ ยังกล่าวว่า สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำทำได้คือการติดตามสถานการณ์น้ำ (monitor) และนำข้อมูลไปเล่าให้ผู้มีอำนาจฟังว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น และเตือนว่าจะรุนแรงขนาดไหน

“โครงการที่ประเทศไทยคิดจะทำ ยังเดินหน้าไม่ถึงไหน…พอเราเกิดปัญหา ก็มานั่งคิดถึงโครงการในอดีต แล้วบอกว่า…รู้งี้ทำเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ถ้าทำตั้งแต่ตอนนั้น ป่านนี้ได้ใช้งานไปแล้ว…ประเทศเราก็จะรู้งี้ๆ ตลอด รู้งี้ทำเขื่อนดีกว่า ทุกคนรู้หมดว่าจะทำ”

นายอรรถเศรษฐ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยส่วนใหญ่เขียนแผนระยะยาว 20 ปี แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว ยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นควรต้องทบทวนทุก 5 ปี

“ปี 2554 เกิดมหาอุทกภัย ตอนนั้นก็มีแผน 20 ปีว่าจะทำอะไรบ้าง แต่ผมถามกลับว่า ได้ทำไปถึงไหนแล้ว ลงมือทำอะไรเสร็จแล้วบ้าง จากนั้นเกิดปัญหาเรื่องน้ำอีกมากมายหลายปี แต่เรายังอิงแม่บทแผนน้ำเดิม”

ประเทศไทย ถ้าไม่เกิดปัญหา ก็ไม่ทำ เป็นวงจรอย่างนี้ตลอดเวลา ผมว่าเอลนีโญรอบนี้อาจกระตุกให้รัฐบาลคิดได้ว่า จะทำแบบเดิม ตามที่เคยเกิดขึ้น ไม่ได้แล้ว

“ดังนั้นโครงการผันน้ำที่ผมพูดถึง ต้องเขียนคำถามตัวโตๆ ไปถึงไหนแล้ว พอเราเกิดเคสขึ้น เราก็จะไปคิดถึงโครงการนี้อีก มันพูดกันมา 20 ปีแล้ว นักวิชาการบ้านเราบ้านเราเก่ง ทุกคนรู้หมดว่าจะแก้อย่างไร…ต้องทำเขื่อน รู้มา 20 ปีแล้ว แต่เมื่อไรจะทำ”