นับถอยหลัง 80 ปี ‘ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์’ ชี้ ‘โลกร้อน’ อาจหวนคืนสมดุล แต่แลกกับ หายนะ-ภัยพิบัติ-ชีวิตมนุษย์

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์การเรียนรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักข่าวออนไลน์​ไทยพับลิก้า จัดกิจกรรม “Green Up the World” ภายใต้หัวข้อ “โลกร้อน ธรณ์พูด” ณ ศูนย์การเรียนรู้แบงก์ชาติ โดย “ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พูดคุยเรื่องสถานการณ์สิ่งแวดล้อมจากโลกถึงไทย ปัญหา ทางออก ความหวัง ผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญทางทะเลที่เฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกมาแล้วกว่า 4 ทศวรรษ

‘เสพติดพลังงาน’ ตัวการ Climate Change

ผศ.ดร.ธรณ์ เริ่มจากอ้างถึงคำพูดของอันโตนิโอ กูเตอร์เรส (Antonio Guterres) อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ซึ่งกล่าวว่า “The era of global warming has ended and the era of global boiling has arrived. Climate change is here. It is terrifying. And it is just the beginning.” ขณะเดียวกันเมื่อพูดถึง ‘โลกร้อน’ คนที่ควรถูกขอร้องให้ช่วยมากที่สุดไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นภาคธุรกิจ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์สายโลกร้อนจะยิ่งมีงานทำมากขึ้น เป็นที่ต้องการมากขึ้น แต่สุดท้ายโลกร้อนก็ทำให้ทุกคนเดือดร้อนอยู่ดี

ผศ.ดร.ธรณ์ เล่าถึงวิวัฒนาการของมนุษย์จากยุคที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ มาจนถึงวันที่ค้นพบแหล่งพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน ปิโตรเลียม จากนั้นก็หลงระเริงใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นระบบเศรษฐกิจและสังคมถึงปัจจุบัน กระทั่งเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง AI และ Data Center ก็ยังต้องพึ่งพาพลังงาน ซึ่งทั้งหมดมาจากคำว่า ‘เสพติดพลังงาน’

เมื่อมนุษย์เริ่มตระหนักถึงผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงเริ่มทำข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อควบคุมการปล่อย เช่น Kyoto Protocol (ปี พ.ศ.2540) และ Paris Agreement (ปี พ.ศ.2558) ที่ตั้งเป้าจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส 

“พอรู้สึกว่าปล่อยคาร์บอนมากไป เลยทำข้อตกลงกันแบบหลวมๆ เดี๋ยวเราก็มีอันใหม่ ลืมอันเก่าไป อันใหม่ขึ้นมาแทน เหมือนรัฐบาลที่ลืมอดีตแล้วมาคุยกันใหม่ เพราะตกลงกันเท่าไรก็ไม่เคยทำได้…ข้อตกลงเรื่องโลกร้อนมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา มันแค่ชะลอ แต่คำว่าชะลอ ทันไหม”

ผศ.ดร.ธรณ์ ย้ำว่ามนุษย์เสพติดพลังงาน แม้จะเปลี่ยนพลังงานปิโตรเลียมซึ่งเป็นพลังงานที่ราคาถูกที่สุดมาเป็นพลังงานสะอาด แต่ก็ยากที่จะเปลี่ยนได้ เพราะราคายังแพงกว่า 

ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวต่อว่า Paris Agreement จำกัดอุณหภูมิไม่เกิน 1.5 องศา แต่ความเป็นจริงกลับคาดการณ์ว่าอุณหภูมิโลกอาจเพิ่มขึ้นไปถึง 2.5 – 2.9 องศาเซลเซียส

ถ้าเกิน 2 พินาศแน่…ไม่ได้หมายความว่าน้ำท่วมตาย แต่หมายถึงระบบเศรษฐกิจ…ฟิลิปปินส์เจอไต้ฝุ่น 20–50 ลูกต่อปี พินาศหมายความว่าอย่างนั้น

โลกร้อน ‘ธรณ์ Adaptation’

ผศ.ดร.ธรณ์ เล่าว่าประเทศไทยเริ่มใช้ก๊าซธรรมชาติในปี พ.ศ. 2527–2528 ทำให้คนรุ่นเขาได้อยู่ในช่วงรุ่งเรืองของพลังงาน โดยหารู้ไม่ว่าผลที่ตามมาคือภาวะโลกร้อนในอนาคต

ผศ.ดร.ธรณ์ เล่ามุมมองครอบครัวว่า จากสถานการณ์โลกร้อนทำให้สมาชิกทุกคนในบ้านตกลงกันว่าจะไม่มีหลาน เพื่อใช้มรดกให้หมดไว้เพียงรุ่นลูกเท่านั้น

เป้าหมายหลักคือขายมรดก และใช้มรดกตั้งแต่คุณปู่คุณตาให้หมดในรุ่นเดียว ไม่งั้นขาดทุน ทุกคนมีความสุขกับมรดกคุณปู่ ไม่ลงทุน ไม่ซื้ออะไรเลย ขายอย่างเดียว ผมมั่นใจว่าอีก 50–60 ปีมันเดือดร้อนอย่างมาก จงใช้ความสุขในวันนี้ก่อน

“80 ปีต่อจากนี้จะเป็นช่วงที่โหดร้ายที่สุด หลังจากนั้นเทคโนโลยีในโลกจะดีพอที่ทำให้โลกเริ่มเย็นลง แต่จากวันนี้ถึง 50 หรือ 80 ปีข้างหน้า จะเป็นช่วงที่โลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ…เด็กๆ ก็เหนื่อยหน่อย”

ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวต่อว่าการพูดเรื่องโลกร้อนมักวนเวียนอยู่กับ ‘สถิติ’ และ ‘ตัวเลข’ ดังนั้นจึงจ่ายเงินกว่า 2 ล้านบาท พร้อมพาครอบครัวไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และเป็นประเทศที่น่าเที่ยวที่สุดคือประเทศพาทาโกเนีย (Patagonia) เพราะได้เห็นธารน้ำแข็ง หรือกราเซียร์ (glacier) ละลายจริง

ผศ.ดร.ธรณ์ ให้ข้อมูลว่า ในโลกมีน้ำเค็ม 98% และอีก 2% เป็นน้ำจืด โดย 2 ใน 3 ของน้ำจืดทั้งหมดคือกราเซียร์ และสามารถแบ่งเป็นกราเซียร์บนแผ่นดินและในทะเล โดยกราเซียร์ที่ส่งผลกระทบคือธารน้ำแข็งบนแผ่นดิน เพราะเมื่อละลายและไหลลงทะเลทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เมื่อบวกกับความร้อนยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง

“ถามว่าอยากไปเที่ยวไหนที่สุด ไปดูกราเซีย เพราะอีก 50 ปีข้างหน้า จะไม่มีให้ดู กราเซีย 2 ใน 3 จะหายไป อีก 80 ปีจะหายหมด”

โลกร้อนยังส่งผลไปถึงสภาพแวดล้อมอื่นๆ ทั่วโลก เช่น ภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่สุดในโลกได้แตกและละลาย (ที่ประเทศชิลี) ป่า Patagonia ที่แทบจะไม่เหลือความสวยงาม ทะเลสาบสีฟ้าแคนาดาที่ไม่มีสีฟ้าเหมือนเดิม ไฟป่าที่แคนาดา แม่น้ำหายไปทั้งสาย หรือกรณีหมีประเทศญี่ปุ่นที่ลงมาหากินในพื้นที่ชุมชนเพราะในป่าไม่มีผลไม้ให้กินเหมือนเดิม

“เรากำลัง worry กับสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น ช้างตาย 1 ตัว สงสารจัง แต่ช้างตายเพราะโลกร้อน 5,000 ตัว ช่างมัน เพราะไม่รู้ต้องทำอย่างไร เหมือนกับปะการังตาย พอคนเหยียบหรือสมอโดน 3 เมตร กรีดร้องด่ากัน เพราะมีแพะ เรารู้ว่าจะด่าใคร…พอปะการังฟอกขาวตาย 2,000 ก้อน หาแพะไม่ได้ เราไม่ได้ด่าตามปริมาณ”

ระบบแข็งทื่อ ซ้ำเติมสึนามิจากฟ้าและน้ำท่วมใหญ่

ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวถึงการจัดอันดับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยอ้างอิงเอกสาร Global Risks Report 2025 จากเวที World Economic Forum โดยพบว่าประเด็นโลกร้อนเป็นความเสี่ยงระยะสั้นถึง 2 ประเด็น ส่วนความเสี่ยงระยะยาวมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโลกร้อนถึง 5 ประเด็น 

“ประเทศไทยยังโชคดีที่ไม่มีภัยรุนแรงแบบพายุถล่ม เรารอดอยู่ เพราะต่างชาติลงทุน Data Center ต้องการไฟฟ้าที่เสถียร นิคมอุตสาหกรรมขายดี เพราะจีนโดนภาษีสหรัฐ หุ้นเทคเลยย้ายมาไทย”

ผศ.ดร.ธรณ์ บอกว่า ปัญหาและความเสี่ยงสำคัญของประเทศไทยคือฝนตกหนักและน้ำท่วม (Rain bomb and Flooding) ประกอบกับการรับมือที่ล่าช้า ทำให้ประชาชนต้องพึ่งตัวเอง และในอนาคตจะโดนหนักขึ้นเรื่อยๆ จนต่างชาติเปรียบเปรยว่า ‘สึนามิจากฟ้า’

ผศ.ดร.ธรณ์ ยังพูดเรื่องน้ำท่วมว่า “ประเทศไทยไม่เรียกท่วมอีก มันเรียกท่วมมาตลอด ถ้า 2 เดือนอาจพอไหว แต่ 4-5 เดือนไม่ไหว พออากาศแปรปรวน กับ ‘ระบบแข็งทื่อ’ ยิ่งทำอะไรไม่ได้ ทำมาหากินไม่ได้ ได้เงินเยียวยา 9,000 บาท เราจะเห็นภาพอย่างนี้เรื่อยๆ มันเป็นการแปรผันของสภาพภูมิอากาศเล็กๆ น้อยๆ”

เรายังติดกับความคิดเดิมๆ ว่าฝนฟ้าต้องเป็นไปตามฤดูกาลคือเพี้ยนปีเดียว หายไป 10 ปีแล้วค่อยมาเพี้ยน 1 ปีก็สู้ได้ แต่ตอนนี้เพี้ยนทุกปี สิ่งเหล่านี้ไม่เคยพบเคยเห็นทั้งนั้น น้ำเร็ว-สูงขนาดนี้เพราะโลกมันร้อน นั่นคือบริหารความเสี่ยง เราไม่สามารถใช้ประสบการณ์ของปู่เรามาตัดสินได้เลย พื้นที่ที่ไม่เคยท่วมก็จะท่วม พื้นที่ที่ไม่เคยมีปัญหาก็จะมีปัญหา

จากอดีตถึงปัจจุบัน ผศ.ดร.ธรณ์ เห็นความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ได้ดำน้ำทะเลตอนอุณหภูมิที่ 28-29 องศา แต่ปัจจุบันสูงถึง 34.8 องศา หรือภาพปะการังที่ตายรวดเดียวและหาทางฟื้นธรรมชาติให้กลับมาเหมือนเดิมไม่ได้ กระทั่งประสบการณ์พานักศึกษาลงพื้นที่ไปดูธรรมชาติที่ตายแล้ว ทั้งหมดนี้คือความเปลี่ยนแปลงจากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นจริงและเห็นกับตา

ผศ.ดร.ธรณ์ ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยขยับเป้าหมาย Net Zero มาที่ปี 2050 ทั้งที่มีการคาดการณ์ว่าการขยับเป้าหมายเร็วขึ้น 15 ปี ต้องใช้เงินลงทุนถึง 12 ล้านบาท กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้มีอำนาจพูดเรื่องนี้โดยไม่ต้องดูเหตุผลว่าจะแก้ปัญหาโลกร้อนได้อย่างไร ด้วยวิธีไหน และจะหาเงินอย่างไร