รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ
เมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณในเดือนมีนาคม 2026 นี้ รัฐบาลอินเดียคาดการณ์ว่า ปี 2026 เศรษฐกิจจะขยายตัว 7.4% โดยเศรษฐกิจอินเดียจะใหญ่กว่าญี่ปุ่น และกลายเป็นชาติเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลก ในปี 2028 เศรษฐกิจอินเดียจะใหญ่กว่าเยอรมนี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อินเดียพยายามผลักดันการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ที่เริ่มปรากฎดอกผลขึ้นมา ปัจจุบัน 20% ของการผลิต iPhone ที่ปีหนึ่งประมาณ 250 ล้านเครื่อง ประกอบการผลิตในอินเดีย
ในอดีต เศรษฐกิจอินเดียไม่ได้โด่ดเด่นแบบชาติเอเชียตะวันออก แต่มีชื่อเสียงจากที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่ามี “อัตราการเติบโตแบบฮินดู” (Hindu rate of growth) เพราะในระยะเวลา 40 ปี ช่วงทศวรรษ 1950-1980 ก่อนการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจปี 1991 อินเดียอยู่ในสภาพที่เศรษฐกิจเติบโตปีละ 3.5-4% เหตุผลสำคัญมาจากสิ่งที่เรียกว่า “ระบบราชการที่บริหารงานด้วยใบอนุญาต” (License-Permit-Quota Raj)
ดังนั้น เป้าหมายที่รัฐบาลนาเรนดรา โมดิกำหนดให้อินเดียเป็นชาติรายได้สูงในปี 2047 ในโอกาสที่อินเดียได้รับเอกราชครบ 100 ปี อาจเป็นเรื่องที่ยังอยู่ห่างไกล เพราะเศรษฐกิจอินเดียยังอยู่ชายขอบ ยังไม่เป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ยังเผชิญแรงลมปะทะจากภาษีทรัมป์ 50% แต่ปี 2026 รัฐบาลเพิ่มการเติบโตจากเดิมคาดหมายไว้ 6.3-6.8% เป็น 7.4% สิ่งนี้คืออัตราการเติบโตที่อินเดียต้องการ เพื่อบรรลุเป้าหมายของโมดิ เพราะการเติบโตระดับนี้ ภายใน 9.7 ปี รายได้ต่อคนของอินเดียจะเพิ่มเท่าตัว จากปัจจุบันที่ 3,051 ดอลลาร์
ยังเป็นไปได้หรือไม่ที่จะหลุดพ้นกับดักฯ
Rakesh Mohan จาก Center for Social and Economic Progress ของอินเดีย เขียนไว้ในบทความ Escaping the Middle-Income Trap (2024) ว่า แนวคิด “กับดักรายได้ปานกลาง” ถูกเสนอขึ้นมาในกลางทศวรรษ 2000 โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารโลก ที่หมายถึงประเทศที่มีรายได้ต่อคนในช่วง 1,000-13,000 ดอลลาร์ โดยติดตามค่าเงินปี 2023 ส่วนจุดที่เป็นประเทศ “รายได้ปานกลางระดับบน” เริ่มนับจากรายได้ต่อคนที่ 4,255 ดอลลาร์ และรายได้สูงนับจาก 13,205 ดอลลาร์
ภูมิหลังของแนวคิดนี้ก็คือว่า มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ใช้เวลาภายในเวลา 3 ทศวรรษ หรือมากกว่านี้ ก็สามารถยกระดับ จากฐานะรายได้ปานกลางเป็นรายได้สูง คือเสือเศรษฐกิจเอเชีย เริ่มจากญี่ปุ่นเป็นชาติแรกในเอเชียที่กลายเป็นชาติพัฒนาแล้ว ตามมาด้วยเกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน และฮ่องกง จีนใกล้เข้ามาถึงจุดดังกล่าว จากรายได้ต่อคนในปัจจุบันที่ 12,500 ดอลลาร์ ส่วนประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และลาตินอเมริกา มีการเติบโตสูงในระยะแรกมานาน แต่เมื่อมาถึงจุดรายได้ปานกลาง ก็ไม่สามารถยกระดับให้สูงขึ้นกว่านี้
หากกระบวนการเติบโตทางเศรษฐกิจของทุกประเทศ เป็นแบบเริ่มต้นจากระดับต่ำ ก้าวสู่การเติบโตที่เป็นปกติอย่างต่อเนื่อง เราคาดหมายได้ว่า เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ทุกประเทศก็จะพัฒนาก้าวหน้าขึ้นมีระดับรายได้สูง แต่ในความเป็นจริง ประเทศส่วนใหญ่มีช่วงการเติบโตที่สูงในระยะเวลาสั้น ตามมาด้วยช่วงชะลอตัว หรือถดถอย หรือจมปักอยู่กับอัตราการเติบโตที่ต่ำ
ประเทศที่การเติบโตมีลักษณะดังกล่าว คือประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลาง โดยไม่สามารถแข่งกับประเทศเศรษฐกิจรายได้ต่ำ ค่าแรงต่ำ ในการผลิตเพื่อส่งออก และไม่สามารถแข่งกับเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว ที่มีนวัตกรรมอาศัยแรงงานทักษะสูง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ประเทศติดกับดักรายได้ปานกลาง ไม่สามารถเปลี่ยนผ่านในช่วงที่มีโอกาส จากการเติบโตที่ขับเคลื่อนโดยการอาศัยทรัพยากร โดยมีค่าแรงต่ำ มาสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ (productivity-driven)
แต่ Escaping the Middle-Income Trap กล่าวว่า ในกรณีของอินเดีย ยังอยู่ในระดับรายได้ปานกลางระดับล่าง จึงต้องประสบความสำเร็จ ในการยกระดับสู่รายได้ปานกลางระดับบน ก่อนการมุ่งหวังที่จะเป็นประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในปี 2047 ดังนั้น เงื่อนไขการติดกับดักรายได้ปานกลาง ยังไม่เกิดขึ้นกับอินเดีย การอยู่ในระดับรายได้ปานกลางระดับล่าง ทำให้อินเดียต้องมีการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจที่มากพอ เพื่อให้แรงงานภาคเกษตรที่มีจำนวนมาก สามารถเคลื่อนย้ายสู่ภาคเศรษฐกิจนอกการเกษตร ที่มีผลิตภาพสูงขึ้น
การค้าต่างประเทศมีบทบาทสำคัญ ช่วยให้ประเทศเปลี่ยนผ่าน จากระดับรายได้ต่ำสู่รายได้ปานกลาง และรายได้สูง เนื่องจากปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้การค้าโลกชะลอตัวตาม การกีดกันการค้าในรูปของนโยบายอุตสาหกรรมและภาษี รวมทั้งนโยบายที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ทำให้อินเดียมีความยากลำบากมากขึ้น ที่จะหลุดพ้นกับดับดักได้ปานกลาง รวมทั้งประเทศอื่นที่จะก้าวรุดหน้า จากระดับรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง
จะออกจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างไร
Escaping the Middle-Income Trap กล่าวว่า ปัญหาท้าทายที่สุดของอินเดียคือการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ เกิดขึ้นโดยผ่านเส้นทางการสร้างการจ้างงาน ปัจจุบัน 45% ของการจ้างงานยังอยู่ที่ภาคเกษตร แต่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจแค่ 16-17% ของ GDP ปัญหาที่ยากที่สุดที่อินเดียเผชิญอยู่คือการสร้างงานที่ไม่ใช่ภาคเกษตร เพื่อให้ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างรวดเร็ว จากการเกษตรที่ผลิตภาพต่ำ สู่ภาคการผลิตที่มีผลิตภาพสูงขึ้น รวมทั้งสร้างโอกาสมากขึ้นแก่แรงงานมีการศึกษาในเมือง
ปัจจุบัน แรงงานอินเดียประสบปัญหาความยากลำบากในการหางานทำ ปี 2022 การรถไฟอินเดียรับสมัครงานทั่วไป 35,000 ตำแหน่ง มีคนสมัคร 12.5 ล้านคน ในช่วง 5 ปี ส่วนปกครองระดับรัฐต่างๆรับสมัครงาน 100,000 ตำแหน่ง มีคนสมัคร 14 ล้านคน ส่วนอัตราส่วนกำลังแรงงานเทียบประชากรวัยทำงาน (labor force participation rate) ของอินเดียอยู่ที่ 50-57% จีนอยู่ที่ 76% เวียดนาม 78% และไทย 67.8% ตัวเลขต่ำแสดงถึงอัตราการว่างงานสูง
ดังนั้น การออกจากกับดักรายได้ปานกลาง และเร่งการพัฒนาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของอินเดีย จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากใช้นโยบายสร้างการจ้างงานมีคุณภาพขึ้นอย่างรวดเร็ว นโยบายอุตสาหกรรมจะต้องมุ่งมาส่งเสริมการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ที่ใช้แรงงานเข้มข้น และเกี่ยวข้องกับการส่งออก
อินเดียแตกต่างจากประเทศในเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือไม่ได้ขยายการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพื่อส่งออก ที่ใช้แรงงานเข้มข้นและมีค่าแรงต่ำ แต่เป็นการส่งออกภาคอุตสาหกรรม ที่ใช้เทคโนโลยีและทักษะระดับกลาง แล้วกระโดดมาสู่ภาคบริการที่ใช้เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและแรงงานมีทัศนะ Raghuram Rajan อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดียกล่าวว่า อินเดียพลาดโอกาสขึ้นรถโดยสารเที่ยวการผลิตใช้แรงงานเข้มข้น จึงต้องไปเน้นที่งานภาคบริการ ที่ใช้เทคโนโลยีสูงและแรงงานมีทักษะสูง
Escaping the Middle-Income Trap บอกว่า อินเดียไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง (1) อุตสาหกรรมการผลิตใช้แรงงานเข้มข้น มีค่าแรงต่ำ กับ (2) ความสามารถในการส่งออกภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับไฮเทคและเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร ทั้งสองภาคส่วนล้วนมีฐานะตำแหน่งของตัวเองในการพัฒนาของอินเดีย ลำพังการอาศัยภาคบริการไฮเทคไม่สามารถสร้างงานมากพอ ที่จะรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคการเกษตรผลิตภาพต่ำสู่ภาคการผลิตผลิตภาพสูง ทั้งสองแนวทางสามารถมีบทบาทเป็น 2 เครื่องยนต์ ที่เร่งกระบวนการเติบโต
บทความกล่าวว่า ปัญหาของการเร่งรัดกระบวนการเติบโต ต้องมาจากการดำเนินงานของทุกภาคส่วน ภาคเอกชนไม่สามารถจัดการปัญหานี้ได้โดยลำพังฝ่ายเดียว ภาครัฐต้องใช้บทบาทผู้ให้การบริการสาธารณะในทุกส่วน เพื่อสนับสนุนกระบวนการพัฒนาดังกล่าว
อินเดียมาถึงจุดที่เป็นทางแยกของการก้าวเดินสู่การพัฒนาและเติบโตที่สูงขึ้น หลังได้รับเอกราชปี 1947 อินเดียเกิดการเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์ เพื่อเริ่มต้นเข้าสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ ปี 1991 ประเทศเข้าสู่ช่วงยุทธศาสตร์การเติบโตสูง ด้วยยุทธศาสตร์การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ และปัจจุบัน คือโอกาสการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดความมั่นคงว่า อินเดียจะไม่ติดกับดักรายได้ปานกลาง
เอกสารประกอบ
The Ascent of Indias Economy, Jan 24, 2026, The Economist
Escaping the Middle-Income Trap: The Imperatives of State Strengthening, Rakesh Mohan, Centre for Social and Economic Progress, 2024.




