ครม.เศรษฐกิจจัดงบ 800 ล้าน Up-Skill ร้านค้า 4 แสนราย รับ 20% สูงสุด 2,000 บาท ชง ครม.อนุมัติสัปดาห์หน้า

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 4/2568 ณ ห้องกำปั่นทอง ชั้น 21 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง ถนนพระรามที่ 6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

ครม.เศรษฐกิจไฟเขียวเจียดงบ 800 ล้าน Up-Skill / Re-Skill ร้านค้า 4 แสนราย ผ่าน 1 ใน 3 ช่องทาง รับเงินออุดหนุนจากรัฐบาล 20% ของยอดขายในช่วง 19 พ.ย.-19 ธ.ค.นี้ สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท เตรียมเสนอ ครม.อนุมัติสัปดาห์หน้า

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 4/2568 ณ ห้องกำปั่นทอง ชั้น 21 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง ถนนพระรามที่ 6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ ภายหลังการประชุมนายอนุทินได้มอบหมายให้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุม

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ “ครม.เศรษฐกิจ” ได้อนุมัติโครงการเพิ่มทักษะให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส ภายใต้โครงการ Quick Big Win ซึ่งมีหัวใจสำคัญ คือ กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว แต่คำว่า “พลัส” ในโครงการคนละครึ่ง ไม่ใช่แค่ช่วยประชาชนลดภาระค่าใช้รายจ่าย ไม่ช่วยแค่เพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าทั่วประเทศ ไม่ได้ช่วยแค่การกระจายตัวเท่านั้น แต่ที่สำคัญ คือ การเพิ่มทักษะต่อยอดองค์ความรู้ให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งมีเป้าหมายในการเพิ่มยอดขาย ลดรายจ่าย และเสริมทักษะให้กับร้านค้า “ถุงเงิน” ในโครงการคนละครึ่ง พลัส จำนวน 400,000 ร้านค้า ที่เข้ารับการฝึกอบรม และผ่านการพัฒนาทักษะความรู้ 1 ใน 3 ช่องทาง จะได้รับเงินสมทบจากรัฐบาล 20% ของยอดขาย แต่ไม่เกิน 2,000 บาท สำหรับยอดขายที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 19 พฤศจิกายน – 19 ธันวาคม 2568 ซึ่งจะได้รับเงินจากรัฐบาลในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 เป็นของขวัญวันคริสต์มาส โดยใช้งบประมาณ 800 ล้านบาท จากโครงการคนละครึ่ง พลัสในส่วนที่เหลือ

ดร.เอกนิติ กล่าวว่า สำหรับร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะองค์ความรู้ภายใต้โครงการคนละครึ่ง พลัสสามารถเลือกเรียน หรือ เลือกเข้าอบรมผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่งใน 3 ช่องทาง มีรายละเอียดดังนี้

  • ช่องที่ 1 เพิ่มยอดขายผ่านออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการขายจากร้านค้าออฟไลน์สู่ออนไลน์ สำหรับร้านอาหารและเครื่องดื่ม โดยเข้าร่วมกับแฟลตฟอร์ม “ฟู้ดเดลิเวอรี” ที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส ตามเงื่อนไขที่กำหนด
  • ช่องที่ 2 เพิ่มความรู้เสริมสภาพคล่อง โดยสมัครและเรียนหลักสูตรเสริมสร้างความรู้ทางการเงินผ่านเว็บไซต์ของธนาคารออมสิน www.oomtang.gsb.or.th สำเร็จตามเงื่อนไขที่กำหนด
  • ช่องทางที่ 3 เพิ่มทักษะทาง Ai โดยจะเปิดให้สมัครเรียนรู้หลักสูตร DBD Academy ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ผ่านเว็บไซต์ www.dbdacademy.dbd.go.th/ ตามเงื่อนไขที่กำหนด

ทั้งนี้พ่อค้าแม่ค้าที่ผ่านการอบรม 1 ใน 3 ช่องทาง จะได้ใช้งานโปรแกรมระบบบัญชี ระบบส่งเสริมการขายจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ฟรี

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

การเพิ่มทักษะให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส มีวัตถุประสงค์ดังนี้ พลัสที่ 1 เพิ่มยอดขายให้กับร้านค้ารายย่อย พ่อค้า แม่ค้า สามารถขายของผ่านออนไลน์เป็น พลัสที่ 2 ลดรายจ่าย ลดต้นทุน ฝึกทำบัญชี ให้พ่อค้าแม่ค้าสามารถกู้เงินในระบบได้ โดยที่ไม่ต้องไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ และพลัสที่ 3 เพิ่มทักษะทาง Ai ซึ่งจะช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าขายของเก่งขึ้น หลังจากโครงการนี้ผ่านการอนุมัติจาก ครม.เศรษฐกิจแล้ว ก็จะนำเสนอให้ที่ประชุม ครม.อนุมัติในสัปดาห์ถัดไป

ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง พลัส (โครงการฯ) โดย ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.00 น. มีผู้ใช้จ่ายผ่านโครงการฯ สำเร็จแล้วกว่า 19.61 ล้านราย ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 28,794.52 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไปจำนวน 14,400.51 ล้านบาท และใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) จำนวน 183.84 ล้านบาท และเงินที่รัฐร่วมจ่ายร้านค้าทั่วไปจำนวน 14,033.66 ล้านบาท และร่วมจ่ายผ่าน Food Delivery Platform จำนวน 176.51 ล้านบาท ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น. ผ่าน G-Wallet ในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยในแต่ละวันไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายให้เต็มสิทธิ 200 บาท สำหรับความคืบหน้าของการลงทะเบียนร้านค้าในโครงการฯ จากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.00 น.  มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้วจำนวน 892,404 ราย

ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่า ประชาชนจะต้องเริ่มใช้จ่ายครั้งแรกภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23.00 น. ซึ่งหากพ้นระยะเวลาดังกล่าว จะถือว่าไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ และถูกตัดสิทธิในโครงการฯ โดยขณะนี้พบว่า มีประชาชนที่ยังไม่สมัครใช้บริการ G-Wallet เพื่อใช้สิทธิในโครงการฯ ประมาณ 127,800 ราย จึงขอให้รีบดำเนินการสมัครและใช้สิทธิ หรือติดต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อช่วยดำเนินการสมัครและใช้งาน G-Wallet และเร่งใช้สิทธิภายในกำหนดเวลาต่อไป

นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการคลังแจ้งข้อมูลว่า จากการติดตามตรวจสอบพฤติการณ์ของร้านค้าในสื่อสังคมออนไลน์ ร่วมกับการวิเคราะห์ธุรกรรมของร้านค้าด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Analytics) กระทรวงการคลังได้ระงับสิทธิการเข้าร่วมโครงการฯ ของร้านค้าแล้วเป็นจำนวน 78 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568)เนื่องจากมีพฤติการณ์รับแลกเงินและสแกนรับเงินห่างจุดขายแบบผิดปกติ จึงขอย้ำเตือนว่า กระทรวงการคลังจะดำเนินการเอาผิดกับร้านค้าที่ทุจริตในโครงการฯ อย่างถึงที่สุดต่อไป