“การทูตแบบใช้อารมณ์” ของโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลกระทบและประเทศต่างๆกันรับมืออย่างไร

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ภาพจาก Newsweek

หนังสือพิมพ์ The Guardian รายงานว่า ก่อนหน้าที่คณะกรรมการโนเบลสาขาสันติภาพ จะประกาศผู้ได้รับรางวัลประจำปี 2025 บรรดานักการเมืองของนอร์เวย์ต่างวิตกกันว่า หากโดนัลด์ ทรัมป์ไม่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์สหรัฐฯ-นอร์เวย์ เดือนที่แล้ว ทรัมป์กล่าวต่อที่ประชุมใหญ่ประจำปีของสหประชาชาติว่า ตัวเอง “ทำให้สงคราม 7 แห่งยุติลง ใครๆก็บอกว่าผมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ”

ใช้ท่าทีแบบไม่มีใคร “คาดการณ์ได้”

บทความเรื่อง The Cost of Unpredictability ของนิตยสาร Foreign Affairs กล่าวว่า เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้ว นโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ตั้งอยู่บนพื้นฐานความน่าเชื่อถือ  ประเทศต่างๆทั่วโลกเชื่อว่า สหรัฐฯจะรักษาพันธะกรณีที่มีไว้ การกระทำในอดีตของสหรัฐฯ จะส่งสัญญาณให้รู้ถึงพฤติกรรมในอนาคต

จุดยืนดังกล่าวทำให้สหรัฐฯสามารถสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่ใหญ่โต เพราะประเทศที่เป็นหุ้นส่วนเชื่อว่า เมื่อตัวเองถูกโจมตี สหรัฐฯจะเข้ามาปกป้อง สหรัฐฯสามารถทำความตกลงการค้ากับประเทศทั่วโลก และเจรจาข้อตกลงสันติภาพ เพราะทุกฝ่ายมองว่า สหรัฐฯเป็นคนกลางที่ซื่อตรง

แต่โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เหมือนประธานาธิบดีสหรัฐฯที่ผ่านมา คือทิ้งความพยายามที่จะทำให้สหรัฐฯ มีความน่าเชื่อถือ และมีท่าทีเสมอต้นเสมอปลาย ประธานาธิบดีบางคนอาจเคยทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ แต่ทรัมป์ขาดทัศนะความคิดที่แน่นอนคงเส้นคงวา ซึ่งสิ่งนี้อาจเป็นนโยบายที่ทรัมป์จงใจให้เกิดขึ้น เช่น ทรัมป์เสนอข้อตกลง แล้วก็ถอนตัว สัญญาว่าจะยุติสงคราม แล้วก็ขยายสงคราม ตำหนิพันธมิตร แล้วก็ไปจับมือฝ่ายตรงกันข้าม

ทฤษฎีของทรัมป์ต่อกรณีต่างๆค่อนข้างง่ายๆ การทำให้มิตรและศัตรูสับสน ทำให้สหรัฐฯได้สิ่งที่เป็นผลลัพธ์รวดเร็ว (quick win) เช่นยุโรปเพิ่มงบประมาณทางทหารสูงขึ้น ทรัมป์ยังเชื่อว่า ท่าทีที่ “คาดหมายไม่ได้” ทำให้มีช่องทางมากขึ้น ในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เพราะทั้งมิตรและศัตรูต้องพยายามคาดการณ์ว่า อะไรคือก้าวต่อไปของทรัมป์

สุดท้าย ทรัมป์คิดว่าตัวเองสามารถข่มขู่และยับยั้งฝ่ายตรงกันข้าม จากท่าทีที่ออกมาว่าไม่มีใครมาควบคุมได้ ที่นักรัฐศาสตร์เรียกความคิดนี้ว่า “ทฤษฎีคนบ้า” (madman theory) ครั้งหนึ่ง ทรัมป์ประกาศว่าสี จิ้นผิงไม่เสี่ยงที่จะปิดล้อมไต้หวัน เพราะรู้ว่า “ผมเป็นคนบ้าเลือด”

วิธีการของทรัมป์ได้ผลหรือไม่

บทความของ Foreign Affairs กล่าวว่า นักวิเคราะห์บางคนมองว่า วิธีการทรัมป์ทำให้เกิดผลสำเร็จหรือชัยชนะชั่วคราวบางอย่าง แต่ในระยะยาว ไม่น่าทำให้สหรัฐฯแข็งแกร่งขึ้น บางประเทศจะหันมาสรรเสริญเยินยอ เพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษจากสหรัฐฯ แต่ในที่สุด ประเทศเหล่านั้นจะปกป้องตัวเอง โดยหันไปสร้างพันธมิตรกับประเทศอื่น เครือข่ายพันธมิตรของสหรัฐฯจะอ่อนแอลง

ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯล้วนมีความคิดว่า การจะคงรักษาอำนาจของสหรัฐฯ พันธะผูกพันที่สหรัฐฯมีกับประเทศต่างๆ จะต้องมีความน่าเชื่อถือ แต่ทรัมป์ทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม ทรัมป์ตั้งข้อสงสัยต่อมาตราที่ 5 ของสนธิสัญญาองค์การนาโต้ ที่สมาชิกมีพันธะในการป้องกันร่วม โดยประกาศว่า หากพันธมิตรไม่ตั้งงบประมาณกลาโหมเต็มที่ ก็ไม่ต้องคาดหวังการปกป้องจากสหรัฐฯ การถอนตัวจากข้อตกลงสภาพอากาศปารีส และข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน โดยไม่สนใจความเสียหายที่มีต่อชื่อเสียงสหรัฐฯ

ภาพจาก pinterest.com

จงใจอาศัย “การคาดเดาไม่ได้”

การใช้วิธีการดังกล่าว ทรัมป์อาจรู้ถึงผลกระทบที่มีต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ แต่สิ่งนี้ไม่มีผลต่อการท่าทีตัดสินใจของทรัมป์  ทรัมป์ต้องการเป็นฝ่ายได้เปรียบทางจิตวิทยา เพื่อชัยชนะและผลสำเร็จที่รวดเร็ว การคาดเดาไม่ได้ในตัวทรัมป์จึงเป็นเรื่องที่จงใจให้มีสิ่งนี้ เพราะท่าที่ข่มขู่ประเทศคู่ค้า ทำให้ได้ข้อตกลงการค้าที่ทรัมป์ต้องการ

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า ท่าทีของทรัมป์มาจากยุทธศาสตร์อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นผลพลอยได้จากการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ที่นักวิชาการบางคนเรียกว่า “การทูตแบบใช้อารมณ์” (emotional diplomacy) ความกลัว ความโกรธ ความผิดหวัง และการล้างแค้น กลายเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนมาตรการต่างๆของรัฐบาลสหรัฐฯ

ทั้งหมดนี้คือข้อเท็จจริงที่ประเทศต่างๆ ค้นพบด้วยความเหนื่อยยาก เช่นกรณีอินเดีย ทรัมป์ในสมัยแรกมีความสัมพันธ์อบอุ่นกับนาเรนดรา โมดิ นายกรัฐมนตรีอินเดียแต่ทรัมป์หันมาเล่นงานอินเดีย หลังจากอินเดียปฏิเสธว่า ทรัมป์ไม่ได้มีส่วนช่วยยุติความขัดแย้งทางทหารกับปากีสถาน เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

“วิธีการ” รับมือกับทรัมป์

บทความของ Foreign Affairs ให้ข้อแนะนำว่า เป็นเรื่องยากลำบากหรือเป็นไปไม่ได้เลย สำหรับผู้นำประเทศต่างๆ ในการรับมือกับอารมณ์ที่เปลี่ยนไปมาของทรัมป์ แต่ก็มีกลยุทธ์บางอย่างที่จะเอาชนะประธานาธิบดีทรัมป์ หรือจำกัดผลเสียหาย

กลยุทธ์ที่หนึ่งคือการประจบสอพลอ ที่สอดคล้องกับคุณสมบัติที่ทรัมป์คิดว่าตัวเองมีอยู่ ประเทศพันธมิตรที่ใกล้ชิดสหรัฐฯมักนิยมใช้วิธีการนี้ เช่น Mark Rutte เลขาธิการองค์การนาโต้ เรียกทรัมป์ว่า “นักสร้างสันติภาพเชิงภาคปฏิบัติ” (pragmatic peacemaker) ส่วนผู้นำทหารของปากีสถาน เสนอทรัมป์เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ เพื่อแยกสหรัฐฯออกจากอินเดีย

แต่การประจบยกยอทรัมป์ จะหมดความหมายทันที หากผู้นำหลายประเทศใช้วิธีการนี้ ถ้าทุกประเทศประจบเอาใจทรัมป์ ก็จะไม่มีใครเป็นฝ่ายได้เปรียบ ผู้นำบางประเทศไม่พอใจที่ทรัมป์รังแก จึงใช้วิธีการเผชิญหน้า วิธีการนี้ช่วยให้ได้รับความนิยมในประเทศ แต่ไม่ทำให้ทรัมป์อ่อนข้อหรือผ่อนปรนลง กลับเป็นผลเสียเพราะเกิดปฏิกิริยาไม่พอใจของคนในประเทศ เมื่อสวิสถูกเก็บภาษีสูง Karin Keller-Sutter ประธานาธิบดีสวิส ใช้การเผชิญหน้าทางโทรศัพท์กับทรัมป์ เมื่อทรัมป์ไม่ผ่อนยอมปรน ฝ่ายค้านกล่าวหาว่า เธอจัดการผิดพลาดเรื่องความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ

มี “วิธีสายกลาง” ระหว่างการสรรเสริญยกยอและการเผชิญหน้ากับทรัมป์ คือการลดความเสี่ยง (hedging) หันไปสร้างมิตรกับมหาอำนาจหลายฝ่าย หลายประเทศในลาตินอเมริกาหันไปทำการค้าและความร่วมมือกับเอเชียและยุโรปมากขึ้น Emmanuel Macron ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเรียกร้องให้ยุโรปหันมาสร้าง “ความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์” (strategic autonomy) ลดการพึ่งพาทั้งจีนและสหรัฐฯ

บทความของ Foreign Affairs บอกว่า แต่ทรัมป์ควรได้รับการยอมรับเหมือนกัน ในผลงานบางอย่างที่มาจากท่าทีที่ไม่มีใครคาดหมายได้ถูกต้อง เช่นทางทิ้งระเบิดอิหร่าน ทำให้โครงการนิวเคลียร์หยุดชะงักลง เมื่ออิสราเอลเริ่มทิ้งระเบิดอิหร่าน ทรัมป์ถูกถามว่า จะโจมตีอิหร่านหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ผมอาจจะทำ หรือไม่ทำ ไม่มีใครรู้ว่าผมจะทำอะไร” ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ทั้งอิสราเอลและอิหร่านไม่รู้ว่าทรัมป์จะมาไม้ไหน และจะรับมืออย่างไร

แต่กลยุทธ์ทั้ง 3 คือการสรรเสริญ เผชิญหน้า และกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่วิธีการที่แยกตัดขาดออกจากกัน เพราะแต่ละกลยุทธ์ให้ผลสำเร็จชั่วคราวเท่านั้น ทรัมป์ยังคงมีท่าทีต่อโลกที่เปลี่ยนแบบนาทีต่อนาที ขึ้นอยู่กับว่าทรัมป์มีความรู้สึกอย่างไร

ที่แน่นอน สหรัฐฯจะมีมิตรประเทศน้อยลง เพราะประเทศต่างๆมองว่า การกระจายความเสี่ยงโดยการสร้างมิตรประเทศมากขึ้น กลายเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากวิธีการสรรเสริญผู้นำสหรัฐฯจะไม่ได้ผล และการเผชิญหน้าก็มีต้นทุนที่สูงเกินไป ท่าทีที่คาดหมายไม่ได้ของทรัมป์ มีส่วนทำให้ระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พัฒนาไปสู่โลกหลายขั้วเร็วขึ้น

เอกสารประกอบ

Norway braces for Trump’s reaction if he does not win Nobel peace prize, 9 Oct 2025, theguardian.com

The Price of Unpredictability, Karen Yarhi-Milo, October 2, 2025, foreignaffairs.com