ประสาท มีแต้ม
“จะไม่มีความมั่นคงของชาติ…จะไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ…จะไม่มีความมั่นคงของโลก…หากปราศจากความมั่นคงด้านภูมิอากาศ”
เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวในเวที COP29
เผลอแป๊บเดียวการประชุม COP30 หรือ “การประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30” ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้งแล้ว โดยประเทศบราซิลจะเป็นเจ้าภาพ จัดที่เมืองเบเลง (Belém) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ริมปากแม่น้ำแอมะซอนซึ่งเป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใหญ่กว่าแม่น้ำอันดับที่สองประมาณ 5 เท่า เมืองเบเลงถือเป็น “ประตูสู่แอมะซอน” ในรัฐปารา (Pará) ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568
ก่อนจะพูดถึงสาระสำคัญที่จะนำเสนอ ผมได้นำส่วนหนึ่งของคำปราศรัยของท่านนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรมาเริ่มต้นบทความนี้ ก็เพราะผมเห็นว่าเป็นคำอธิบายที่ทำให้เราเห็นถึงความจำเป็นของการลดโลกร้อนที่เข้าใจง่ายและเชื่อมโยงให้เห็นภาพรวมได้ดีมาก แตกต่างจากวาทกรรม “ความมั่นคงของชาติ” และ “ความมั่นคงด้านพลังงาน” ซึ่งลึกๆ แล้วไม่รู้ว่าหมายถึงอะไรกันแน่ ผมเองได้จับเรื่องโลกร้อนแบบกัดไม่ปล่อยมาหลายสิบปีก็เพราะอย่างนี้แหละครับ
การประชุม COP30 นี้มีความสำคัญกว่าครั้งก่อนๆ มาก เพราะเป็นครั้งแรกที่ทุกประเทศต้องยื่นแผนใหม่ที่เรียกว่า การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดเอง (Nationally Determined Contributions หรือ NDC3.0) ที่จะกำหนดอนาคตของโลกว่าจะควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสได้จริงหรือไม่ ซึ่ง IPCC (คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ย้ำว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emission) ต้องลดลง 47% (โดยคร่าวๆ) เมื่อเทียบกับระดับของปี 2019 ภายในปี 2030 นั่นคือ หากปี 2019 เคยปล่อยสุทธิอยู่ 100% จะต้องลดลงเหลือ 53% และ 0% ภายในปี 2035 และ 2050 ตามลำดับ เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะจากโลกร้อน
ทำไมต้องมีคำว่า “สุทธิเป็นศูนย์” หรือ “Net Zero”
ตอบสั้นๆ ก็เพราะว่า ก๊าซเรือนกระจกมีหลายตัว แต่ที่มากที่สุด 3 ตัวแรก คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล (ประมาณ 66-70% ของทั้งหมด) ก๊าซตัวนี้จะถูกพืชนำไปใช้ในการสังเคราะห์แสง ก๊าซเรือนกระจกตัวที่สอง (ประมาณ 16-20%) คือก๊าซมีเทน เกิดจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์ การปศุสัตว์ และการเกษตร ปัจจุบันยังไม่มีอะไรสามารถดูดซับก๊าซมีเทนได้อย่างมีนัยสำคัญ ก๊าซตัวที่สามคือไนตรัสออกไซด์ประมาณ 6% มาจากปุ๋ยเคมี
คำว่า “สุทธิเป็นศูนย์” ก็หมายความว่า ผลรวมของก๊าซ 3 ตัวนี้ รวมกับตัวดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (คือ พืชในภาคป่าไม้และพืชในมหาสมุทร) ต้องได้ผลลัพธ์เท่ากับศูนย์
มีความพยายามที่จะก่อสร้างที่กักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (ที่เรียกว่า Carbon Capture Storage หรือ CCS) แต่ปัจจุบันทั่วทั้งโลกมีการกักเก็บได้จริงเพียง 0.1% ของก๊าซที่ปล่อยเท่านั้น ด้วยการลงทุนที่แพงมาก (ข้อมูลจาก Oil Change International) แพงกว่าการไม่ต้องปล่อยแล้วหันมาลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเสียอีก
เรื่อง CCS นี้มีความจริงจากวิชาเคมีพื้นฐาน 101 ว่า คาร์บอน 1 กิโลกรัม เมื่อเผาแล้วจะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึงเกือบ 4 กิโลกรัม เพราะมันไปจับกับออกซิเจนในอากาศ ดังนั้น แนวความคิดที่จะสร้าง CCS เพื่อกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ จึงเป็นเรื่องของหลอกลวงทางวิชาการอย่างดื้อๆ เท่านั้นเอง เพราะไม่ต้องเผาถูกกว่าเผาแล้วนำมาเก็บหลายเท่าตัว แถมยังได้พลังเท่าเดิมมาใช้แทนด้วย
คราวนี้มาดู NDC3.0 ของไทย ผมได้สรุปสาระสำคัญไว้ในแผ่นภาพข้างนี้ครับ

ใน NDC1.0 ประเทศไทยได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงมา 20-25% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยที่ได้พยากรณ์ไว้ในอนาคต (โดยไม่ต้องมีมาตรการใด) ดูจากตัวเลข 20-25% ของระดับที่พยากรณ์ไว้ก็ถือว่าลดลงมาก น่าชื่นชม แต่ความจริงแล้วก็คือเราได้พยากรณ์ไว้สูงกว่าความเป็นจริง ดังนั้น โดยไม่ต้องลงมือปฏิบัติการเพื่อลดจริงแต่อย่างใดก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้ ใน NDC2.0 ก็คล้ายกัน พร้อมกับระบุว่าจะเป็นการปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2065 ซึ่งช้าที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน
มาถึง NDC3.0 จากเอกสารที่อยู่ในรูป Power Point (13 สิงหาคม 2568) ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่ามีความก้าวหน้ากว่า 2 ครั้งที่ผ่านมาใน 2 ประการ คือ หนึ่ง ไม่ได้อ้างอิงกับระดับที่พยากรณ์ในอนาคต แต่ได้ใช้ค่าจริงในปี 2019 เป็นเกณฑ์ โดยลดลงเหลือ 53% ในปี 2035 และ สอง ขยับการปล่อยสุทธิเป็นศูนย์มาให้เร็วขึ้น 15 ปี คือจากปี 2065 มาเป็นปี 2050 ซึ่งก็ดูดี
ร่างคำมั่นสัญญาใหม่ของไทยดังกล่าว อยู่ในกรอบขององค์การสหประชาชาติที่ได้แนะนำไว้ว่า “NDCs 3.0 จำเป็นต้องก้าวหน้าและมีความทะเยอทะยานมากกว่า NDCs ปัจจุบัน และอาจเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายที่จะทำให้โลกอยู่บนเส้นทางการปล่อยก๊าซทั่วโลกที่สอดคล้องกับข้อตกลงปารีส”
อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผมทราบ ร่างแผนคำมั่นสัญญา NDC3.0 ดังกล่าวยังไม่ได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร แต่อย่างใด จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องดำเนินการต่อไป
ผมตั้งชื่อบทความนี้ด้วยการบอกว่า NDC3.0 ใหม่ของไทยนี้ดีขึ้นกว่าของเดิมทั้ง 2 ฉบับ แต่ผมก็ยังสงสัยและไม่แน่ใจในบางประเด็น แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงบางประเด็นดังกล่าว ผมขอขยายความในแผ่นภาพอีกเล็กน้อย ดังนี้
หนึ่ง แม้ว่าประเทศไทยเราได้ลงนามในข้อตกลปารีสตั้งแต่ปี 2015 แต่นับจากปี 2019 จนถึงปี 2022 (ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนำมาเผยแพร่) ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยแทบไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือเรียกได้ว่าไม่ได้ลดลงเลย
สอง หากไทยต้องการจะทำให้ได้จริงตาม NDC3.0 จะต้องลดการปล่อยสุทธิลงจาก 287 ล้านตันในปี 2026 ลงมาเหลือปีละ 152 ล้านตันในปี 2035 เฉลี่ยปีละ 5.2% ตลอดเวลา 9 ปีที่เหลืออยู่
เพื่อให้คนธรรมดาสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น เรามาเฉลี่ยเป็นการปล่อยต่อหัวประชากร จะได้ว่าต้องลดลงจาก 4.1 ตันต่อคนต่อปี ลงมาเหลือ 2.1 ตันต่อคนต่อปี ในช่วงเวลา 9 ปี ความท้าทายก็คือในช่วงปี 2019-2022 เราลดไม่ได้เลย แล้วใน 9 ปีข้างหน้า เราจะลดได้อย่างไรถึงปีละ 5.2% ติดต่อกัน 9 ปี
กล่าวเฉพาะกิจการไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ในการผลิต 1 หน่วย (kwh) จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 480 กรัม (https://app.electricitymaps.com/zone/TH/72h/hourly แต่ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานของไทยเท่ากับ 422 กรัม) ถ้าแต่ละคนใช้ไฟฟ้าเดือนละ 130 หน่วย คิดทั้งปีก็จะปล่อยเท่ากับ 0.75 ตันต่อคนต่อปี นี่ยังไม่คิดในภาคอื่นๆ นะ เช่น การเดินทาง อาหาร การก่อสร้าง ฯลฯ
นี่คือเหตุผลส่วนหนึ่งที่ผมได้ตั้งข้อสงสงสัยไว้ในชื่อบทความนี้ว่าดีขึ้น แต่…
ร่าง NDC3.0 นี้บอกแต่เป้าหมายว่าจะลดจากก๊าซชนิดใด จากเท่าใดไปสู่เท่าใด ภายในปี 2035 แต่ไม่บอกวิธีการและเหตุผล หรือบอกก็เข้าใจยาก นอกจากนี้ ในเอกสาร 32 หน้าที่อยู่ในรูปกราฟเป็นส่วนใหญ่ยังไม่บอกแหล่งอ้างอิงด้วย รวมทั้งไม่บอกสัญลักษณ์บางตัวด้วย จึงเป็นการยากที่จะทำความเข้าใจ อย่างไรก็ตาม ผมได้ให้ AI ช่วยค้นหาจนพบว่าข้อมูลที่กรมฯ นำมาเสนอนั้นมาจากไหน
ยุทธศาสตร์ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิคืออะไร
เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกมีหลายตัวในหลายภาคส่วนกิจกรรม มีทั้งกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซฯและดูดซับ (คือการใช้ที่ดินและป่าไม้) โดยสามัญสำนึกของคนทั่วไป ยุทธศาสตร์ในการลดก๊าซสุทธิก็คือต้องลดในส่วนที่เป็นไปได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำที่สุด
ปัจจัยการดูดซับจากการใช้ที่ดินและป่าไม้ มีความเป็นไปได้ยากมากที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ แค่รักษาไว้ไม่ให้ลดลงได้ก็ถือว่าเป็นบุญแล้ว
มาดูที่ภาคการปล่อยก๊าซฯ กันครับ ซึ่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ได้จำแนกออกเป็น 5 ส่วน คือ (1) พลังงาน (2) การขนส่ง (3) กระบวนการผลิตจากภาคอุตสาหกรรม (IPPU) (4) การเกษตร และ (5) ของเสีย โดยระบุว่าในปี 2019 ภาคพลังงานมีการปล่อย 185.2 ล้านตัน ในขณะที่ข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานระบุว่าภาคการผลิตไฟฟ้าปล่อยในปี 2019 เท่ากับ 94.53 ล้านตัน (https://www.eppo.go.th/index.php/th/energy-information) ตารางที่ 9)
เมื่อเป็นอย่างนี้ ผมก็สงสัยอย่างแรงว่า ไอ้ที่เกินมาจากการปล่อยจากการผลิตไฟฟ้าเกือบเท่าตัวนั้น มันมาจากไหน ผมจึงค้นไปหาต้นฉบับ ชื่อ Thailand Fourth Biennial Report มี UNEP ร่วมทำวิจัยกับส่วนราชการไทย ก็พบความจริงว่า นอกจากมีภาคไฟฟ้า (ซึ่งมีมากที่สุดคือ 92.99 ล้านตัน) แล้วยังมีส่วนที่มากเป็นก้อนโตอีกก็คือ เกิดจากกระบวนการผลิต/การใช้ผลิตภัณฑ์เอง ที่ไม่ใช่เกิดจากการเผาเชื้อเพลิง เช่น การผลิตซีเมนต์ เป็นต้น ซึ่งถูกจัดให้เป็นกลุ่มย่อย Manufacturing Industries and Construction

ข้อสังเกตของผมคือ การจำแนกการปล่อยในภาคพลังงานปี 2019 ว่ามีจำนวน 185.2 ล้านตัน โดยการนำการปล่อยจากการผลิตไฟฟ้า (ซึ่งสามารถลดได้ง่าย) มารวมกับภาคการก่อสร้าง (ซึ่งลดได้ยาก) ทำให้ข้อมูลซึ่งมีความชัดเจนอยู่แล้วคลุมเครือหรือเบลอ ทำให้แก้ปัญหาได้ยาก
ในความเห็นของผม ภาคการผลิตไฟฟ้าซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดเมื่อเทียบกับภาคส่วนอื่น และเป็นภาคที่ได้มีเทคโนโลยีใหม่ที่มีความก้าวหน้า มีประสิทธิภาพมากกว่า มีราคาถูกกว่า ได้เข้ามาทำลาย (disrupt) เทคโนโลยีพลังงานฟอสซิลเดิมซึ่งล้าสมัยไปแล้ว เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ประเทศเราไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวซึ่งมีราคาแพงถูกปั่นราคาได้ง่ายและก่อโลกร้อนด้วย เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และสามารถนำไปปฏิบัติได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด แล้วทำไมไม่ลดการปล่อยในภาคการผลิตไฟฟ้าให้มากกว่านี้เยอะๆ เพื่อให้โลกมีความมั่นคงด้านภูมิอากาศ เพื่อให้โลกมีความมั่นคง ไม่เสี่ยงต่อสงครามแย่งชิงแหล่งปิโตรเลียม เพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และมีความมั่นคงในชาติไปพร้อมๆ กันไม่ดีกว่าหรือ



