TIDE Era : เมื่อกระแสน้ำของความเปลี่ยนแปลงช่างเชี่ยวกราก

ดร.สุทธิ สุนทรานุรักษ์

จุดเริ่มต้น : สัญญาณบนท้องถนนจากจาการ์ตาถึงกาฏมาณฑุ

ตั้งแต่ต้นปี 2025 โลกกำลังสอนเราว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เปลี่ยนทีละก้าวเหมือนหลายศตวรรษที่ผ่านมา แต่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างถาโถมมาพร้อมกัน

ที่อินโดนีเซียและเนปาล…คนหนุ่มสาวออกมาประท้วงจนรัฐบาลต้องถอย พลังของ “เสียงโกรธ” (angry youth) ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป มันกลายเป็นสัญญาณเตือนว่าการเมืองแบบเดิมไม่ตอบโจทย์เจเนอเรชันใหม่แล้ว

ในยุโรป… การเลือกตั้งล่าสุดสะท้อนการผงาดของกลุ่มอนุรักษ์นิยมและขวาจัด ทั้งในฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี ส่วนในอเมริกา ขบวนการ MAGA ที่หลายคนคิดว่าจะจางหาย ยังคงมีชีวิตชีวาและกลายเป็นแรงผลักการเมืองกระแสหลัก

ในเวลาเดียวกัน โลกดิจิทัลสั่นสะเทือนด้วย AI Disruption ตั้งแต่ AI มาเขียนข่าว สร้างภาพยนตร์สั้น สร้างบทเรียน ไปจนถึงตัดสินใจเชิงนโยบายบางเรื่อง

เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียง “เครื่องมือ” อีกแล้ว แต่กำลังกลายเป็น “สถาปัตยกรรมของชีวิตประจำวัน”

ทั้งหมดนี้คือกระแสน้ำที่รวมตัวกัน ซึ่งผมขอเรียกการเปลี่ยนแปลงยุคนี้ว่า TIDE Era

TIDE คือ คำย่อที่อธิบายกระแสการเปลี่ยนแปลง 4 เรื่องที่ต่างถาโถมมาพร้อมกัน ได้แก่

  1. Turbulent Technologies
  2. Inequality & Identity Conflicts
  3. Disrupted Climate
  4. Emerging Generations’ Voices

ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่จาการ์ตา เนปาล ปารีส วอชิงตัน กรุงเทพฯ หรือเมืองเล็ก ๆ ริมน้ำโขง เราทุกคนคือ คนธรรมดา ที่ต้องเผชิญกระแสนี้ร่วมกัน

  • T — Turbulent Technologies

บทความหนึ่งในวารสาร Harvard Business Review (2023) เคยทำนายไว้ว่า Generative AI ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรม แต่คือ general-purpose technology เหมือนไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ต สิ่งนี้จะเปลี่ยนงาน เศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตทั้งระบบ

AI Tech Enterpreneur รุ่นใหม่อย่าง Mustafa Suleyman ผู้ร่วมก่อตั้ง DeepMind อธิบายในหนังสือ ของเขาเรื่อง The Coming Wave (2023) ว่า AI และชีววิทยาสังเคราะห์จะสร้าง “อำนาจใหม่” ที่เกินกว่ารัฐบาลและสถาบันใดจะควบคุมได้

แล้วสำหรับคนธรรมดาอย่างเรา ๆ มันหมายความว่าอะไร?

แน่นอนว่า งานบางอย่างจะหายไปอย่างรวดเร็ว เช่น การพิมพ์เอกสาร, งานซ้ำ ๆ ที่อัตโนมัติได้

ขณะที่งานใหม่เกิดขึ้นแต่ต้องใช้ทักษะที่ต่างไป ได้แก่ งานที่ต้องมี data literacy, critical thinking และ ethics of AI …วันนี้เรียกรวม ๆ ว่า Data Critical thinking

สิ่งสำคัญที่สุดคือการ “เรียนรู้ต่อเนื่อง” เพราะทักษะที่เรามีอาจ “หมดอายุ” เร็วกว่าที่คิด

คำถามใหญ่ต่อจากนี้สำหรับมนุษย์ คือ เราจะอยู่ร่วมกับอัลกอริทึมที่ทรงพลังเกินกว่ามนุษย์ได้อย่างไร

  • I — Inequality & Identity Conflicts

รายงานของ UNDP ใน Human Development Report 2023/24 เขียนชัดเจนว่า ความเหลื่อมล้ำ คือ “กับดักความไม่มั่นคง” ที่ทำให้โลกติดอยู่ในวงจรไร้ทางออก

งานศึกษาของ Gabriel Sanchez และคณะ (2024) จาก Brookings ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเชิงนโยบาย (Think Tank) ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พวกเขาได้ศึกษามุมมองของคน Gen Z ต่อโลกยุคปัจจุบัน

สิ่งที่ Sanchez และคณะพบ คือ ความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับปัญหาทางเศรษฐกิจ เช่น เงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูง และความยากลำบากในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย

นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสอย่าง Professor Thomas Piketty ผู้แต่งหนังสือ Capital and Ideology (2019) ชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ได้เป็นผลลัพธ์ธรรมชาติ แต่เกิดจาก “อุดมการณ์และกติกา” ที่เลือกเอื้อคนบางกลุ่ม

สำหรับคนธรรมดา… ความเหลื่อมล้ำไม่ใช่เพียงเรื่องตัวเลข GDP หรือ Gini coefficient แต่คือความจริงในชีวิตประจำวันที่เรารับรู้มานานแล้วตั้งแต่บ้านราคาแพงจนไม่อาจฝัน รายได้ไม่พอต่อชีวิตที่มั่นคง โอกาสที่ถูกปิดกั้นด้วยโครงสร้างทางสังคม

  • D — Disrupted Climate

ในรายงานของ IPCC AR6 (2023) ใช้คำว่า Code Red for Humanity นั่นหมายถึง โลกกำลังเจอจุดพลิกผันที่ไม่อาจย้อนกลับต่อไปได้แล้ว

ทุกภูมิภาคต่างได้รับผลกระทบแล้วทั้งคลื่นความร้อนที่ทุบสถิติในยุโรป, น้ำท่วมที่ถี่ขึ้นในเอเชีย, และภัยแล้งที่ยาวนานในแอฟริกา

Mark Carney อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษเขียนหนังสือเรื่อง Value(s) (2021) เขาเตือนว่า หากเราไม่ใส่ “ค่าแห่งความยั่งยืน” ลงในระบบเศรษฐกิจ เรากำลังวัดผิดทั้งหมด ต้นทุนที่แท้จริงถูกซ่อนอยู่ในรูปของภัยพิบัติและการสูญเสียทรัพยากร

สำหรับคนธรรมดา Disrupted Climate แปลว่า ราคาสินค้าเกษตรผันผวนจนกระทบทุกครัวเรือน สุขภาพเสี่ยงขึ้นจากคลื่นความร้อนและมลพิษ บ้านและชุมชนต้องเผชิญภัยพิบัติถี่ขึ้น

  • E — Emerging Generations’ Voices

ปรากฎการณ์ของการลุกขึ้นสู้ของคน Gen Z ในหลายประเทศ…วารสารด้านการต่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอย่าง Foreign Affairs (2024) ใช้คำว่า “Youthquake” เพื่อบรรยายพลังทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ที่สั่นสะเทือนโลก

รายงาน WEF Global Shapers Survey 2024 พบว่าความกังวลอันดับหนึ่งของคนหนุ่มสาวคือ Climate, Inequality และ Governance ส่วน UNICEF (2023) ชี้ว่า 70% ของเยาวชนรู้สึก “Eco-Anxiety” หรือความกังวลลึก ๆ ว่าโลกอาจไม่เหมาะแก่การใช้ชีวิตของพวกเขาในอนาคต

สำหรับคนธรรมดาแล้ว นี่หมายความว่าเสียงของคนรุ่นใหม่จะดังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เสียงชั่วคราว แต่คือแรงกดดันโครงสร้างที่จะกำหนดการเมืองและนโยบายในศตวรรษนี้ เราทุกคนจะต้องอยู่ร่วมกับการเมืองที่มีพลังจากถนนและโซเชียลมากพอ ๆ กับรัฐสภา

TIDE ไม่ใช่แนวคิดที่แปลกใหม่อะไร แต่คือ ความจริงที่ซัดมาถึงประตูบ้านเราแล้ว เทคโนโลยีที่วิ่งเร็วกว่าการปรับตัวของเรา (T) ความเหลื่อมล้ำที่กัดกินความหวังในชีวิตประจำวัน (I) ภูมิอากาศที่ปั่นป่วนจนกระทบทุกการหายใจ (D) ตลอดจนเสียงของคนรุ่นใหม่ที่ดังขึ้นและไม่อาจเพิกเฉย (E)

การเป็นคนธรรมดาในยุคนี้ คือ การหัดว่ายน้ำในท่าที่ทำให้เราไปต่อได้ ไม่ว่าจะ ลอยคอ นอนมองฟ้าตีกรรเชียง หรือว่ายท่ากบ โดยที่เราไม่จมหายไปกับ TIDE ดังนั้น การเรียนรู้ทักษะใหม่, การไม่ยอมรับกับแนวคิดที่ว่าความไม่แฟร์เป็นเรื่องธรรมชาติ, การใส่ใจสิ่งเล็ก ๆ ที่ส่งผลต่อโลก, และการรับฟังเสียงของเจเนอเรชันใหม่ที่กำลังเขียนอนาคต

เมื่อโลกเข้าสู่ TIDE Era ที่เชี่ยวกราก คำถามไม่ใช่ว่าเราจะหยุดคลื่นได้ไหม แต่เราในฐานะคนธรรมดาจะเลือกเพียงลอยคอรอคลื่นซัด หรือจะเรียนรู้ที่จะว่ายไปข้างหน้าอย่างมีสติและสมดุล