
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติมลฑาทิพย์ ฮอลล์ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯชี้ ครม.สัญจรเป็นโอกาสฟังเสียง ปชช.
- เล็งจัด ครม.สัญจรทุกภาค
- สั่ง มท.พัฒนา ‘บึงกาฬ’ เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ
- เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ-เกษตรอัจฉริยะอีสานตอนบน
- มอบ มท.-สตช.ปราบยาเสพติด-ต่อยอด ‘อุดรโมเดลพลัส’
- กำชับ รมต.เข้าประชุม กมธ.-ตอบกระทู้สภาฯ
- สั่ง มท.ลุยตรวจการใช้จ่ายเงินบริจาคมูลนิธิ-สมาคมทั่วประเทศ
- มติ ครม.ขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้า BEV-REEV เป็น 35%
- รื้อภาษีป้าย-เก็บตามจริง สูงสุด 50 บาท/500 ตาราง ซม.
- เห็นชอบคลังค้ำเงินกู้เสริมสภาพคล่อง รฟท. 1.8 หมื่นล้าน
- ทุ่ม 5,807 ล้าน ลดค่าตั๋วรถไฟฟ้า 17-45 บาท เริ่ม 1 ม.ค.ปี’70
- แก้ พ.ร.บ.ประกันสังคมขยายอายุ ม.33 ถึง 65 ปี
- ตั้ง ‘ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล’ ประธานบอร์ด รฟม.
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติมลฑาทิพย์ ฮอลล์ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ภายหลังการประชุม นายอนุทิน มอบหมายให้ นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการ
ชี้ ครม.สัญจรเป็นโอกาสฟังเสียง ปชช.
นายอนุทิน กล่าวว่า การประชุม ครม. สัญจรเป็นโอกาสให้เห็นในแต่ละพื้นที่ ทำให้รัฐบาลเห็นทั้งปัญหา และโอกาส ได้รับฟังความเห็นของประชาชน และผู้ปฏิบัติหน้าที่ราชการในพื้นที่อย่างใกล้ชิด สามารถนำข้อมูลมาประกอบการกำหนดนโยบายและมาตรการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และเมื่อมีการนำเสนอข่าวจะเป็นการเชื่อมโยงให้ประชาชนในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ได้สัมผัสกับความรู้สึกใกล้ชิด โดยครั้งนี้ ครม.สัญจรจัดขึ้นในจังหวัดอุดรธานี รวมถึงกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า รัฐบาลเดินหน้าพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ (1) ยกระดับการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร (2) พัฒนาการค้าชายแดน (3) ส่งเสริมการท่องเที่ยว และ (4) แก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจร
ยกระดับสินค้าเกษตร เร่งพัฒนาข้าว-ยางพารา-พืชพลังงาน
นายอนุทิน กล่าวถึงการยกระดับการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร เพิ่มมูลค่าผลผลิตไทยว่า รัฐบาลมุ่งปรับรูปแบบการผลิตสินค้าเกษตรให้มีประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตและอุตสาหกรรมชีวภาพ มอบหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศึกษาแนวทางจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมอาหารและห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์มาตรฐานอาหาร เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งพัฒนาพืชเศรษฐกิจสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่
• ข้าว เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาพันธุ์ให้ได้มาตรฐาน ยกระดับคุณภาพและมูลค่า ส่งเสริมการทำนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
• ยางพารา ส่งเสริมการแปรรูปยางดิบ และพัฒนานวัตกรรมต่อยอดผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าและรองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ควบคู่กับการรักษาระดับราคายางให้มีเสถียรภาพและยั่งยืน
• พืชพลังงาน ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง ส่งเสริมการแปรรูปและต่อยอดสู่การผลิตพลังงานชีวภาพและพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการสร้างมูลค่าผลผลิต พยุงราคาสินค้าเกษตร และลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ
นายอนุทินกล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนจะบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคเอกชน โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เป้าหมายคือสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร และผลักดันภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เป็นฐานการผลิตอาหารคุณภาพที่สำคัญของโลก
นายอนุทินกล่าวต่อว่า ปัจจุบันสินค้าเกษตรหลายชนิดมีราคาเฉลี่ยทั้งประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลจึงเร่งส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าผลผลิตเพื่อรองรับความต้องการอาหารในตลาดโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคที่ทำให้ประเด็นความมั่นคงทางอาหารทวีความสำคัญมากขึ้น โดยประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตอาหารและสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารให้แก่มิตรประเทศ การพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้นจึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างรายได้ให้ทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร
สั่ง มท.พัฒนา ‘บึงกาฬ’ เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ
นายอนุทิน กล่าวถึงด้านการพัฒนาการค้าชายแดน เชื่อมโยงเศรษฐกิจสู่ภูมิภาคว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งและคมนาคม ตลอดจนการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อเชื่อมโยงประเทศไทยกับประเทศต่างๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ผ่านการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (North Eastern Economic Corridor) รวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษและพื้นที่ที่มีศักยภาพ
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาจังหวัดบึงกาฬเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเพิ่มเติม พร้อมประเมินความพร้อมในการพัฒนาท่าอากาศยานบึงกาฬ และพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มศักยภาพการค้า การขนส่ง และการลงทุน ยกระดับกลุ่มจังหวัดให้เป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค
ต่อยอดแหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน
นายอนุทิน กล่าวถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่ชุมชนว่า รัฐบาลมุ่งนำจุดเด่นและอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดมาต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เชื่อมโยงเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่หลากหลาย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยมอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณาจัดกิจกรรมส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
มอบ มท.-สตช.ปราบยาเสพติด-ต่อยอด ‘อุดรโมเดลพลัส’
นายอนุทิน กล่าวถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติดครบวงจร มุ่งสร้างสังคมปลอดภัย โดยรัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหายาเสพติดทั้งด้านการปราบปราม ป้องกัน และฟื้นฟู โดยมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาระบบฐานข้อมูล และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน พร้อมประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสกัดกั้นและจัดการปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง
ส่วนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้เสพและผู้ติดยาเสพติด จะต่อยอดแนวทาง “อุดรโมเดลพลัส” ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือผู้เสพและผู้ติดยาเสพติดแบบครบวงจรของศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมจังหวัดอุดรธานี โดยให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้าร่วมเป็นเครือข่ายดูแลและฟื้นฟู ควบคู่กับการบูรณาการการรักษาทางการแพทย์ การดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตโดยกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ และลดโอกาสกลับไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอีก
เล็งจัด ครม.สัญจรทุกภาค
นายอนุทิน กล่าวว่า งานมหกรรมพืชสวนโลก จะจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 14 มีนาคม 2570 โดยถือเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตร และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียง พร้อมเชิญชวนประชาชนเดินทางมาเที่ยวชม เพื่อสัมผัสความสวยงามของพืชพันธุ์ เรียนรู้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการเกษตร ตลอดจนนำไปต่อยอดสร้างโอกาสทางอาชีพและรายได้
นายอนุทิน ย้ำว่า การประชุม ครม.สัญจรสะท้อนแนวทางการพัฒนาประเทศที่ให้ความสำคัญกับศักยภาพและความต้องการเฉพาะของแต่ละภูมิภาค เพื่อแก้ไขปัญหาและกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ทั่วถึง โดยรัฐบาลจะเดินหน้าจัดประชุม ครม.สัญจรให้ครอบคลุมทุกภาค ก่อนขยายการลงพื้นที่ไปยังจังหวัดที่มีศักยภาพและมีความต้องการพัฒนาอย่างเหมาะสม
“สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เป้าหมายสำคัญคือ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น สินค้าเกษตรมีมูลค่าสูงขึ้น พื้นที่ชายแดนเป็นประตูเศรษฐกิจของภูมิภาค การท่องเที่ยวสร้างรายได้สู่ชุมชน และประชาชนมีความปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวทางดังกล่าวไปขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม” นายอนุทิน กล่าว
กำชับ รมต.เข้าประชุม กมธ.-ตอบกระทู้สภาฯ
นายเอกภพ รายงานว่า นายกฯ ยืนยันแนวทางการให้ความสำคัญกับการปฏิบัติหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร และเน้นย้ำให้คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือกับสภาฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการตอบกระทู้ถาม การชี้แจงข้อซักถาม และการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการ ซึ่งที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่มาโดยตลอด
ทั้งนี้ ตามกำหนดการที่วิปทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกัน ระหว่างวันที่ 7–11 ธันวาคม 2569 คณะรัฐมนตรีจะเตรียมความพร้อมในการตอบข้อซักถาม พร้อมจัดเตรียมข้อมูลประกอบการชี้แจงอย่างครบถ้วน เพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างถูกต้อง ชัดเจน และเข้าใจมากยิ่งขึ้น
สั่ง มท.ลุยตรวจการใช้จ่ายเงินบริจาคมูลนิธิ-สมาคมทั่วประเทศ
นายเอกภพ รายงานว่า นายกฯ มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง เป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบและกำกับดูแลการดำเนินงานของมูลนิธิทั่วประเทศ ให้เป็นไปตามกฎหมายและวัตถุประสงค์การจัดตั้ง เพื่อให้การดำเนินงานมีความโปร่งใส ถูกต้อง และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ให้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย และกรมการปกครอง กำกับติดตามและขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวอย่างเข้มงวด
นายเอกภพกล่าวต่อว่า การดำเนินการมุ่งให้มูลนิธิทุกแห่งปฏิบัติงานตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้อย่างถูกต้อง มีมาตรฐานและตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการบริหารจัดการเงินบริจาคและสิ่งของที่ได้รับจากประชาชน ต้องนำไปใช้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย และผู้เดือดร้อนให้ตรงตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค และวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งมูลนิธิ
“รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้บุคคล หรือ กลุ่มบุคคลใช้สถานะมูลนิธิเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือใช้ความศรัทธาและความตั้งใจดีของประชาชนเป็นช่องทางในการหลอกลวงหรือฉ้อโกง โดยกระทรวงมหาดไทยในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลมูลนิธิ สมาคม และองค์กรสาธารณประโยชน์ จะต้องเร่งจัดระเบียบ ตรวจสอบ ติดตาม และเฝ้าระวังการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อคุ้มครองประชาชนที่ประสงค์บริจาคและช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก” นายเอกภพ กล่าว
สำหรับมูลนิธิที่ดำเนินกิจกรรมไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การจัดตั้ง หรือมีพฤติกรรมนำเงินและสิ่งของบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายควบคุมการเรี่ยไร กฎหมายอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หากตรวจพบการกระทำผิด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและเด็ดขาด
นอกจากนี้ นายกฯ ยังกำชับให้มูลนิธิทุกแห่งจัดส่งรายงานผลการดำเนินงานประจำปีต่อกรมการปกครองในฐานะนายทะเบียน เพื่อให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบการดำเนินงาน การใช้เงินบริจาค และความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การจัดตั้งได้อย่างต่อเนื่อง สร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนผู้บริจาค
เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ-เกษตรอัจฉริยะอีสานตอนบน
นอกจากนี้ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของเกษตรกร พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยมุ่งให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
นางสาวลลิดา กล่าวว่า นายกฯ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งขับเคลื่อนการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ประกอบด้วย อุดรธานี บึงกาฬ เลย หนองคาย และหนองบัวลำภู โดยมีข้อเสนอการพัฒนาพื้นที่รวมกว่า 170 โครงการ วงเงินกว่า 78,461 ล้านบาท ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ เกษตรและอาหาร การค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการปราบปรามยาเสพติด
“นายกฯ ให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคเกษตร ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประชาชนในพื้นที่ โดยกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนเกษตรกรอย่างรอบด้าน ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การนำเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะมาใช้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพผลผลิต และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว
นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมขานรับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี โดยจะบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้ากับการพัฒนาภาคเกษตร ภายใต้ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ (Long-Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy: LT-LEDS) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
แนวทางสำคัญประกอบด้วย การส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำและเกษตรอัจฉริยะ เพื่อให้เกษตรกรใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการน้ำและปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม การพัฒนาระบบจัดการปศุสัตว์ การใช้ปุ๋ยและธาตุอาหารพืชอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการปรับรูปแบบการผลิตและการบริโภคเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยคำนึงถึงต้นทุนการผลิต ความสามารถในการแข่งขัน และรายได้ของเกษตรกรควบคู่กันไป
ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยและประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม โดยไม่เพิ่มภาระต้นทุนจนกระทบต่อการประกอบอาชีพ
“รัฐบาลมองว่าการขับเคลื่อน Net Zero ไม่ใช่เพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ต้องทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องสามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และมีรายได้ที่ดีขึ้น การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้จึงต้องเดินควบคู่กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ภาคเกษตรไทยสามารถแข่งขันได้ในอนาคต และให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเป็นโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นางสาวลลิดา กล่าว
นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า รัฐบาลจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการพัฒนาภาคเกษตรและการลดก๊าซเรือนกระจกให้เกิดผลในทางปฏิบัติ สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกฯ, นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกฯ ,นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ และร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติมลฑาทิพย์ ฮอลล์ ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
‘กฤษฎีกา’ชงยกเลิก กม. 9 ฉบับ
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการปฏิรูปกฎหมายว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาทบทวนกฎหมายที่ควรยกเลิก หรือ ปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยจากความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นควรยกเลิกกฎหมายจำนวน 9 ฉบับ คงไว้ 1 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติเนรเทศ และปรับปรุงแก้ไขอีก 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติกำหนดหน้าที่ของคนไทยในเวลารบ พุทธศักราช 2484 พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พุทธศักราช 2487 และพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัย เหมาะสมกับบริบทของสังคมและการบริหารราชการในปัจจุบัน
ขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้า BEV-REEV เป็น 35%
นายเอกภพ กล่าวถึงการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าว่า ที่ประชุม ครม. ให้ปรับอัตราภาษีรถยนต์ไฟฟ้า 2 ประเภท ได้แก่ รถยนต์ BEV ซึ่งใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว และขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ปรับอัตราภาษีสรรพสามิต จากเดิมร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 35 รถยนต์ REEV ซึ่งใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงและไฟฟ้าร่วมกัน สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟได้ และขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ปรับอัตราภาษีจากเดิมร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 35 โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับการรักษาผู้ประกอบการและธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานคนไทยและเศรษฐกิจภายในประเทศ
ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนในประเทศต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก รัฐบาลจึงเห็นความจำเป็นในการปรับโครงสร้างภาษีให้เหมาะสม เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ผลิตที่ลงทุนในประเทศ รักษาฐานการผลิตและการจ้างงาน ตลอดจนสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนใหม่
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตหารือและจัดทำแนวทางโครงสร้างภาษีสำหรับการลงทุนใหม่ โดยผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยจะได้รับสิทธิอัตราภาษีพิเศษตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด ปัจจุบันมีนักลงทุนหลายรายเริ่มเข้ามาหารือและแสดงความสนใจขยายฐานการผลิตในประเทศไทย เพื่อใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนและต่อยอดสู่การส่งออก
ผ่านแผนปราบยาเสพติดลุ่มน้ำโขงฉบับ 13
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการระดับอนุภูมิภาคเพื่อการควบคุมยาเสพติด (Sub-regional Action Plan for Drug Control: SAP) ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2568–2570 ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ เพื่อยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและลักลอบลำเลียงยาเสพติด พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้นสารตั้งต้นและสารเคมีที่ใช้ผลิตยาเสพติด การติดตามเส้นทางการเงิน การยึดทรัพย์เครือข่ายค้ายา ตลอดจนการบำบัดรักษาและพัฒนาอาชีพทางเลือก เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจร
นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง โดยตระหนักว่าปัญหายาเสพติดข้ามชาติไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการสกัดกั้นตั้งแต่แหล่งผลิต เส้นทางลำเลียง และเครือข่ายทางการเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดแพร่กระจายเข้าสู่ประเทศไทยและประเทศในภูมิภาค
สำหรับแผนปฏิบัติการฉบับที่ 13 เป็นความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาค ประกอบด้วย 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา จีน สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) โดยประเทศไทยเข้าร่วมความร่วมมือนี้ตั้งแต่ปี 2536 และได้มีการปรับปรุงแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ยาเสพติดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการขยายตัวของยาเสพติดสังเคราะห์ การลักลอบนำเข้าสารตั้งต้น และการใช้เทคโนโลยีในการกระทำความผิด
ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการฉบับที่ 13 ครอบคลุมการดำเนินงาน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. ด้านยาเสพติดและสุขภาพ ยกระดับการป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะผู้ติดเมทแอมเฟตามีน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อพัฒนามาตรการป้องกัน การรักษา และการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดบนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
2. ด้านความร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติดสังเคราะห์ สารตั้งต้น และสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติด ผ่านการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนล่วงหน้า การเพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดน และการประสานงานระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของประเทศสมาชิก
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสืบสวนทางการเงิน เพื่อติดตามเส้นทางเงินของเครือข่ายค้ายาเสพติด ตั้งแต่การตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน การระบุทรัพย์สิน การอายัดและยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ตลอดจนการปราบปรามการใช้ช่องทางออนไลน์และเทคโนโลยีสารสนเทศในการลักลอบค้ายาเสพติด เพื่อปิดช่องทางการดำเนินงานและตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม
3. ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พัฒนากลไกความร่วมมือด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดียาเสพติดข้ามพรมแดน โดยส่งเสริมการประสานงานระหว่างหน่วยงานกลาง ผู้พิพากษา อัยการ และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของประเทศสมาชิก เพื่อให้สามารถดำเนินคดีกับเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4. ด้านการพัฒนาทางเลือกอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการสร้างอาชีพและรายได้ที่ถูกกฎหมายให้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต่อการปลูกพืชเสพติด โดยสนับสนุนการพัฒนาอาชีพทางเลือก การสร้างตลาดรองรับสินค้า การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือสำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่น เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ชุมชนและลดปัจจัยที่นำไปสู่การผลิตยาเสพติดในระยะยาว
นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการรับมือภัยคุกคามยาเสพติดรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะสารเคมีที่ยังไม่อยู่ภายใต้การควบคุมระหว่างประเทศ แต่มีความเสี่ยงถูกนำไปใช้ผลิตยาเสพติด สารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทชนิดใหม่ (New Psychoactive Substances: NPS) และการค้ายาเสพติดผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข่าวกรองระหว่างประเทศให้รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์
ขณะเดียวกัน การดำเนินงานตามแผนจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงอธิปไตย เขตอำนาจรัฐ และผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของประเทศไทย พร้อมกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนเพื่อประเมินประสิทธิภาพของมาตรการ ทั้งด้านการสกัดกั้นยาเสพติดสังเคราะห์ การลดพื้นที่ปลูกพืชเสพติด และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมร่วมให้การรับรองแผนปฏิบัติการฉบับที่ 13 ผ่านลายลักษณ์อักษรโดยไม่มีการลงนาม และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) จัดทำหนังสือแจ้งการรับรองแผนไปยัง UNODC เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศต่อไป
“รัฐบาลมุ่งมั่นแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและเป็นระบบ เพราะการปราบปรามภายในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากยังมีแหล่งผลิตและเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดข้ามพรมแดน การผนึกกำลังกับประเทศเพื่อนบ้านและองค์กรระหว่างประเทศจึงเป็นกลไกสำคัญในการสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง ตัดเส้นทางลำเลียง ติดตามและยึดทรัพย์สินของเครือข่ายค้ายา ควบคู่กับการบำบัดรักษาและสร้างโอกาสทางอาชีพให้ประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดกลับมาสร้างความเสียหายต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมไทย โดยรัฐบาลจะเดินหน้าปกป้องความปลอดภัยของประชาชนและสร้างความมั่นคงให้ประเทศอย่างต่อเนื่อง” นางสาวลลิดากล่าว
รื้อภาษีป้าย-เก็บตามจริง สูงสุด 50 บาท/500 ตาราง ซม.
นางสาวลลิดา กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ เพื่อปรับปรุงพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและรูปแบบการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน โดยมีสาระสำคัญคือการปรับวิธีจัดเก็บภาษีให้เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ไม่ได้ติดตั้งป้ายตลอดทั้งปี ขยายเวลาชำระภาษี เพิ่มช่องทางดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดมาตรการลดภาษีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
นางสาวลลิดากล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการปรับหลักเกณฑ์จัดเก็บภาษีป้ายให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่ติดตั้งหรือแสดงป้ายจริง โดยกรณีที่ไม่ได้ติดตั้งป้ายตลอดทั้งปี ให้คำนวณภาษีเป็นรายเดือน และเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน แทนการจัดเก็บที่อาจทำให้ผู้ประกอบการต้องรับภาระภาษีเกินกว่าช่วงเวลาที่ใช้ป้ายจริง เพื่อสร้างความเป็นธรรมตามหลักการ “ใช้ป้ายเท่าไร เสียภาษีตามระยะเวลาที่ใช้จริง” ซึ่งจะช่วยลดภาระให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้ป้ายโฆษณาเฉพาะช่วงเทศกาล กิจกรรมส่งเสริมการขาย หรือการดำเนินธุรกิจตามฤดูกาล
นอกจากนี้ ยังขยายระยะเวลาชำระภาษีป้ายจากเดิม 15 วัน เป็น 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมชำระภาษีมากขึ้น พร้อมเปิดให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย ยื่นคำร้องขอรับเงินคืน และยื่นอุทธรณ์ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยยังสามารถดำเนินการผ่านเจ้าหน้าที่ตามวิธีเดิม รวมถึงกำหนดให้การส่งคำสั่งและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสามารถดำเนินการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มความสะดวกและลดขั้นตอนการติดต่อราชการ
นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายยังเพิ่มมาตรการบรรเทาภาระภาษีในช่วงที่ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจหรือเหตุการณ์พิเศษ โดยกำหนดให้สามารถออกกฎกระทรวงเพื่อลดภาษีป้ายได้ตามความจำเป็นทางเศรษฐกิจและสังคม สูงสุดไม่เกินร้อยละ 90 ของภาษีที่ต้องเสีย เช่น กรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องหยุดกิจการ พร้อมเพิ่มกลไกขยายระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีในกรณีมีเหตุจำเป็น ทั้งนี้ การลดภาษีดังกล่าวต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดในกฎกระทรวง ไม่ใช่การลดภาษีให้ผู้ประกอบการทุกรายโดยอัตโนมัติ
สำหรับโครงสร้างอัตราภาษี ร่างกฎหมายปรับประเภทป้ายจากเดิม 3 ประเภท เหลือ 2 ประเภท ได้แก่ ป้ายที่มีอักษรไทย หรือ ตัวเลขล้วน และป้ายประเภทอื่น พร้อมปรับเพดานอัตราภาษีให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ โดยตัวอย่างป้ายที่มีอักษรไทยและมีข้อความหรือตัวเลขเคลื่อนที่ กำหนดเพดานอัตรา 50 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร ส่วนกรณีอื่นกำหนด 25 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร จากเดิมที่กำหนดไว้ 10 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร ทั้งนี้ เป็นการปรับเพดานอัตราตามร่างกฎหมาย ส่วนอัตราจัดเก็บจริงจะเป็นไปตามกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่การปรับขึ้นภาษีทุกประเภททันที
ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มมาตรการดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของพื้นที่สาธารณะ โดยกำหนดให้ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงล่วงล้ำพื้นที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องเสียภาษีเป็น 2 เท่าของจำนวนภาษีที่คำนวณได้ เพื่อควบคุมปัญหาการติดตั้งป้ายโดยไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ การเสียภาษีไม่ได้ทำให้ผู้ติดตั้งได้รับสิทธิใช้พื้นที่สาธารณะโดยชอบด้วยกฎหมาย และยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
ร่างกฎหมายยังปรับหลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีป้ายของหน่วยงานภาครัฐ โดยกำหนดให้ยกเว้นเฉพาะป้ายของหน่วยงานรัฐที่ดำเนินกิจการโดยมิได้หาผลประโยชน์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันกับภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อสังเกตว่าควรกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ให้บริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน ซึ่งอาจมีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อค่าใช้บริการของประชาชน จึงเป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในขั้นตอนการตรวจร่างกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังปรับหลักเกณฑ์เงินเพิ่มกรณีชำระภาษีล่าช้า โดยกำหนดให้เสียเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน แต่ยอดเงินเพิ่มรวมต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสีย เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระเงินเพิ่มสูงเกินสมควร พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์การขอรับเงินคืนภายหลังการอุทธรณ์การประเมินภาษี โดยให้ยื่นคำร้องภายในหนึ่งปีนับแต่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยถึงที่สุด
นางสาวลลิดากล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายตามขั้นตอนแล้ว โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวน 1,737 คน และส่วนใหญ่เห็นด้วยคิดเป็นร้อยละ 96.69 พร้อมจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย และแผนการจัดทำกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ภายหลังคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการแล้ว ร่างกฎหมายยังต้องผ่านกระบวนการตรวจพิจารณาและขั้นตอนการตรากฎหมายต่อไป จึงยังไม่มีผลบังคับใช้ทันที
“การปรับปรุงกฎหมายภาษีป้ายครั้งนี้มุ่งสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้ใช้ป้ายตลอดทั้งปี ให้เสียภาษีตามระยะเวลาการใช้งานจริง มีเวลาชำระภาษีมากขึ้น และสามารถดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกันยังเพิ่มกลไกช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจหรือภัยพิบัติ รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย ลดภาระที่ไม่จำเป็น และสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี ควบคู่กับการพัฒนารายได้ท้องถิ่นเพื่อนำไปใช้จัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชน” นางสาวลลิดากล่าว
เห็นชอบคลังค้ำเงินกู้เสริมสภาพคล่อง รฟท. 1.8 หมื่นล้าน
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการกู้เงินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มาตรา 39 (4) โดยให้กระทรวงการคลัง (กค.) เป็นผู้ค้ำประกัน รวมทั้งพิจารณาวิธีการกู้เงิน เงื่อนไขและรายละเอียดตามความเหมาะสม ซึ่ง รฟท. จะดำเนินการกู้เงินได้ภายหลังจากวงเงินกู้ได้รับการบรรจุไว้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2576 ที่ผ่านความเห็นชอบตามขั้นตอนแล้ว ทั้งนี้ การขอยกเว้นค่าธรรมเนียมการกู้เงิน ให้ รฟท. พิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง สำหรับการกู้เงินเพื่อใช้ในการดำเนินงาน (กรณีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับรายจ่าย) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 18,000 ล้านบาท ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้เห็นชอบให้กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ประสบกับปัญหาขาดทุน มาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก รฟท. ต้องจัดสรรรายได้ไว้เพื่อจ่ายชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายเงินกู้และจัดสรรไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงด้านโครงสร้างพื้นฐานทางระบบราง ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอาคารสถานที่ รถจักรและล้อเลื่อน ค่าใช้จ่ายในการเดินรถ และค่าใช้จ่ายบำเหน็จบำนาญ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รฟท. มีเงินสดจ่ายมากกว่าเงินสดรับ จำนวนทั้งสิ้น 18,000 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน รฟท. จึงจำเป็นต้องขอเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบการกู้เงินในครั้งนี้ เพื่อบรรเทาการขาดสภาพคล่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และเพื่อให้มีเงินสดหมุนเวียนในการใช้จ่ายดำเนินงาน โดย รฟท. จะเป็นผู้รับภาระต้นเงินกู้ ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายในการกู้เงินและให้กระทรวงการคลัง (กค.) เป็นผู้ค้ำประกัน รวมทั้งพิจารณาจัดหาแหล่งเงินกู้ วิธีการกู้เงินเงื่อนไข และรายละเอียดตามความเหมาะสม ทั้งนี้ การกู้เงินของ รฟท. ได้ถูกบรรจุอยู่ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2570 ด้วยแล้ว
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม (คค.) แจ้งว่าสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กค. โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ (สงป.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยมีความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นต่าง ๆ
ทุ่ม 5,807 ล้าน ลดค่าตั๋วรถไฟฟ้า 17-45 บาท เริ่ม 1 ม.ค.ปี’70
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติและรับทราบตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติการดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (มาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมฯ) โดยมีค่าแรกเข้าตามสัญญาเดิมไม่เกิน 17 บาท และอัตราค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ไม่มีการคิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ครอบคลุมโครงข่ายรถไฟฟ้าทุกสายในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ระยะเวลาดำเนินมาตรการระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2570 ตามมติคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน (คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายฯ) ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 21ตุลาคม 2569 โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง [กรมการขนส่งทางราง สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กทม. และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทย)] เร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ต่อไป
2. รับทราบการประมาณการค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมฯระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2570 กรอบวงเงิน 5,807 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินชดเชยค่าโดยสารวงเงิน 5,785 ล้านบาท และเงินค่าธรรมเนียมการโอนเงินคืนให้ประชาชนต่อรายการธุรกรรม (Transaction) วงเงิน 22 ล้านบาท โดยให้ สนข. เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่ออุดหนุนประชาชนตามมาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมฯ และเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารการจ่ายเงินอุดหนุนตามที่เกิดขึ้นจริงต่อไป
3. มอบหมายให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ (รฟม. และ กทม.) รวบรวมข้อมูลปริมาณการเดินทางและรายได้จริงจากมาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมฯ รวมทั้งทำการประเมินปริมาณผู้โดยสารส่วนเพิ่ม (Induced Demand) เมื่อดำเนินมาตรการดังกล่าวแล้ว เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการเจรจาส่วนแบ่งรายได้ค่าโดยสาร เพื่อให้ได้สัดส่วนการแบ่งรายได้จากผู้ประกอบการ (Operator) คืนให้กับภาครัฐในอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรม และรายงานผลให้คณะรัฐมนตรีทราบต่อไป
เว้นค่าทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 – 9 ช่วงน้ำท่วมปี’69
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักและต่อเนื่องมาตั้งแต่ประมาณวันที่ 23 กันยายน 2569 จนทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน และไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง การยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยเห็นสมควรให้การยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมตั้งแต่เวลา 12.00 นาฬิกา ของวันที่ 26 กันยายน 2569 ถึงเวลา 24.00 นาฬิกาของวันที่ 29 กันยายน 2569
กระทรวงคมนาคมได้จัดทำ ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … มีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สาย กทม. – บ้านฉาง ตอน กทม. – เมืองพัทยา รวมทางแยกไปบรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางวัว) ทางแยกเข้าชลบุรี ทางแยกเข้าท่าเรือแหลมฉบัง ทางแยกเข้าพัทยาและตอนบ้านหนองปรือ – บ้านฉาง รวมทางแยกไปบรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (บ้านอำเภอ) และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอก กทม. (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนบางปะอิน – บางพลี ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม ปี พ.ศ. 2569 ตั้งแต่เวลา 12.00 นาฬิกา ของวันที่ 26 กันยายน 2569 ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา ของวันที่ 29 กันยายน 2569
“การดำเนินการตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 จะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 53.37 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าว จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจ โดยสามารถประเมินเป็นมูลค่าเงินได้ประมาณ 90.32 ล้านบาท ซึ่งประเมินจากมูลค่าการประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้รถและมูลค่าจากการประหยัดเวลาในการเดินทาง รวมทั้งยังมีผลประโยชน์ทางอ้อมที่ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าเงินได้รวมอยู่ด้วย จากการที่ประชาชนสามารถนำเงินที่ประหยัดได้จากการยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางบนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองนำไปใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ โดยมีค่าผลทวีคูณของการใช้จ่ายต่อระบบเศรษฐกิจ(Multiplier Effects) ประมาณ 1.38 เท่า คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 74 ล้านบาท” นางสาวพลอยทะเล กล่าว
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแจ้งว่า ได้ตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการล่วงหน้าแล้ว โดยแก้ไขชื่อร่างกฎกระทรวงจาก “ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9ภายในระยะเวลาที่กำหนด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….”เป็น “ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. ….” และแก้ไขเหตุผลประกอบร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ซึ่ง คค. (กรมทางหลวง) ได้ยืนยันความเห็นชอบร่างกฎกระทรวงนี้ด้วยแล้ว
ไฟเขียวเข้าร่วมกรอบความร่วมมือ ‘Global CBPR’
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) นำเสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างหนังสือแสดงเจตจำนง การเข้าร่วมกรอบความร่วมมือว่าด้วยกฎเกณฑ์ความเป็นส่วนตัวในการถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดนระดับสากล (Global Cross – Border Privacy Rules : Global CBPR) (หนังสือแสดงเจตจำนงฯ) และหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างหนังสือแสดงเจตจำนงดังกล่าวในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ ดศ. โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) พิจารณาดำเนินการได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีก
2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นผู้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงฯ
3. มอบหมายให้ สคส. เป็นหน่วยงานประสานหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานเข้าร่วมกรอบความร่วมมือ Global CBPR ของประเทศไทย
สาระสำคัญของเรื่อง
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบต่อร่างหนังสือแสดงเจตจำนงการเข้าร่วมกรอบความร่วมมือว่าด้วยกฎเกณฑ์ความเป็นส่วนตัวในการถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดนระดับสากล (Global Cross – Border Privacy Rules : Global CBPR) (หนังสือแสดงเจตจำนงฯ) เพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ (Full Member) ของกรอบความร่วมมือ Global CBPR เพื่อให้เอกชนในประเทศไทยสามารถส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังหน่วยงานที่ตั้งในประเทศสมาชิกได้อย่างมีความน่าเชื่อถือและสะดวกรวดเร็ว ซึ่งการเข้าร่วมกรอบความร่วมมือดังกล่าว ประเทศไทยจะต้องส่งร่างหนังสือแสดงเจตจำนงฯ เพื่อให้มีการพิจารณาในเบื้องต้น ก่อนที่จะมีการรับรองในการประชุมของสมาชิก Global CBPR (Global Forum Assembly) ในห้วงเดือนธันวาคม 2569 โดยมีสาระสำคัญดังนี้
(1) ประเทศไทยเห็นพ้องกับหลักการและวัตถุประสงค์ของกรอบความร่วมมือตามที่ระบุไว้ในปฏิญญาปฏิญญาว่าด้วยกฎเกณฑ์ความเป็นส่วนตัวข้ามพรมแดนระดับสากลและกรอบความร่วมมือ Global CBPR Framework (2023)
(2) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านความเป็นส่วนตัวของประเทศไทยเป็นผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกความร่วมมือระดับสากลด้านการบังคับใช้กฎหมายความเป็นส่วนตัว และ
(3) ระบบกฎหมายภายในของประเทศไทย (พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562) รับรองระบบ Global CBPR เป็นกลไกการส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ทั้งนี้ การเข้าร่วมกรอบความร่วมมือ Global CBPR จะเป็นประโยชน์ในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทยให้สอดคล้องตามหลักสากล ซึ่งช่วยลดช่องว่างทางกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างประเทศและลดความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค ในขณะเดียวกันจะช่วยลดภาระและต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายที่ซ้ำซ้อนของภาคธุรกิจไทย โดยสามารถใช้มาตรฐานการรับรองนี้เป็นกลไกกลางในการส่งหรือโอนข้อมูลข้ามพรมแดนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นควรให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises) ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและต้นทุนในการปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าว เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือ Global CBPR ได้อย่างทั่วถึง และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ดิจิทัลของประเทศ
แก้ พ.ร.บ.ประกันสังคม ขยายอายุ ม.33 ถึง 65 ปี
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน รองรับสังคมสูงวัย และเพิ่มความคุ้มครองแก่ผู้ประกันตนอย่างครอบคลุม เนื่องจากพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ใช้บังคับมานานมีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน
ร่างดังกล่าวนี้ ได้ขยายอายุผู้ประกันตนและเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ โดยเพิ่มอายุขั้นสูงของลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 จากเดิม 60 ปี เป็นไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ เพื่อรองรับแรงงานสูงอายุ พร้อมขยายสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตรต่อเนื่องอีก 6 เดือนหลังออกจากงาน พร้อมกันนี้ ยังปรับเพิ่มเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตรให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และเพิ่มเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพอันมิใช่จากการทำงานเป็นไม่เกินร้อยละ 70 ของค่าจ้าง (จากเดิมร้อยละ 50)
นอกจากนี้ ยังเปิดให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน สามารถเลือกรับเงินบำนาญชราภาพ หรือ บำเหน็จชราภาพได้เมื่ออายุครบ 55 ปี หรือเมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ส่วนผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 60 เดือน สามารถขอรับเงินชราภาพบางส่วนก่อนอายุ 55 ปีได้ ในกรณีเกิดภัยพิบัติร้ายแรงต่อความเป็นอยู่ของผู้ประกันตน หรือ นำเงินชราภาพบางส่วนไปเป็นหลักประกันกู้เงินกับสถาบันการเงินที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคม ทั้งนี้ วงเงินไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินชราภาพและไม่เกิน 2 เท่าของฐานค่าจ้างขั้นสูง
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า ร่างดังกล่าวนี้ ยังเปิดทางให้ผู้รับบำนาญชราภาพที่ออกจากงานแต่ยังต้องการความคุ้มครอง (เช่น สิทธิรักษาพยาบาล) สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนต่อได้ โดยรัฐร่วมสมทบ 1 ส่วน ผู้ประกันตนสมทบ 2 ส่วน (คุ้มครองกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และตาย) รวมทั้งยังปรับปรุงบทกำหนดโทษสำหรับนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย (เช่น การไม่ยื่นแบบรายการภายในกำหนด) ให้เปลี่ยนจากโทษทางอาญาเป็นการปรับเป็นพินัยตาม พ.ร.บ. การปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เพื่อความเหมาะสมและเป็นธรรม
ทั้งนี้ ครม. ได้รับทราบแผนการจัดทำกฎหมายลำดับรองรวม 18 ฉบับ ซึ่งจะต้องดำเนินการภายใน 60 วันหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะส่งร่าง พ.ร.บ. ให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (ปสส.) พิจารณาก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
จัดรูปที่ดินกาฬสินธุ์-เพชรบุรี 8,542 ไร่ ทำระบบชลประทาน
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสำรวจการจัดรูปที่ดิน จำนวน 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ได้แก่ 1. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสำรวจการจัดรูปที่ดินในท้องที่ตำบลกมลาไสย ตำบลหลักเมือง ตำบลเจ้าท่า และตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ประมาณ 4,030 ไร่ และ 2. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสำรวจการจัดรูปที่ดินในท้องที่ตำบลหนองกะปุและตำบลห้วยข้อง อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ประมาณ 4,512 ไร่ รวมพื้นที่ทั้ง 2 แห่งประมาณ 8,542 ไร่
การกำหนดเขตสำรวจการจัดรูปที่ดินดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2558 เพื่อกำหนดพื้นที่ที่สามารถเข้าไปดำเนินการสำรวจ และเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการจัดรูปที่ดิน โดยให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่มีอำนาจเข้าตรวจสอบพื้นที่ และพิจารณานำที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินภายในเขตสำรวจมาใช้ประโยชน์ในการจัดรูปที่ดินได้ตามกฎหมาย
การจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก ปรับปรุงระบบส่งน้ำ คูระบายน้ำ และทางลำเลียงในระดับแปลงนา เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงน้ำและบริหารจัดการพื้นที่ได้สะดวกยิ่งขึ้น ตลอดจนส่งเสริมการทำเกษตรแบบครบวงจร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาด ลดต้นทุนและความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการน้ำและพื้นที่เกษตรร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคเกษตรกรรมในระยะยาว
สำหรับขั้นตอนต่อไป หลังจากที่ ครม. เห็นชอบในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับแล้ว ก็จะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป
ตั้ง ‘ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล’ ประธานบอร์ด รฟม.
นางสาวลลิดา กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ มีรายละเอียดดังนี้
1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง รวม 4 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 2 ราย และตำแหน่งที่จะว่าง จำนวน 2ราย ดังนี้
1. นายณรงค์ บุญเสถียรวงศ์ ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ไทเป ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโก สหรัฐเม็กซิโก
2. นายอังกูร กุลวานิช ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต รัฐสุลต่านโอมาน
3. นางอุรษา มงคลนาวิน ตำแหน่ง อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน ราชอาณาจักรเดนมาร์ก
4. นายอธิปัตย์ โรจนไพบูลย์ ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดิลี สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูตณ กรุงราบัต ราชอาณาจักรโมร็อกโก
โดยการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศทั้ง 4 รายดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ และรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
2. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยรวม 2 คน เพื่อแทนประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก ดังนี้
1. นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ประธานกรรมการ
2. นายมนตรี เดชาสกุลสม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
3. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอแต่งตั้ง นางสาวจิตรฤทัย คงมั่นทวีทรัพย์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านคอมพิวเตอร์) ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พันจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
4. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคดีพิเศษ วาระปี พ.ศ. 2569 (กระทรวงยุติธรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคดีพิเศษ จำนวน 9 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมจะดำรงตำแหน่งครบวาระสองปี ในวันที่ 18พฤศจิกายน 2569 ดังนี้
1. นายกานต์ คฤหเดช (ด้านเศรษฐศาสตร์)
2. นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ (ด้านการเงินการธนาคาร)
3. นายพชร อนันตศิลป์ (ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ)
4. นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ (ด้านกฎหมาย)
5. พลตำรวจโท นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ (ด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน)
6. พลตำรวจเอก มนู เมฆหมอก (ด้านการปราบปรามผู้มีอิทธิพล)
7. พลตำรวจเอก สมประสงค์ เย็นท้วม (ด้านการสอบสวนคดีอาญา)
8. นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ (ด้านความมั่นคงประเทศ)
9. นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ (ด้านธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
5. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์) เสนอแต่งตั้ง นายยุทธศักดิ์ สุภสร เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แทน นายไชยยง รัตนอังกูร ประธานกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากขอลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เพิ่มเติม



