วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์
1. ประเด็นปัญหาและความเป็นมา
สภาวะโลกร้อน (Global Warming) คือ ปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของผิวโลกและมหาสมุทรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศที่กักเก็บความร้อนไว้ไม่ให้สะท้อนกลับสู่อวกาศ โดยมีสาเหตุหลัก ได้แก่ (1) การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ จากโรงงานอุตสาหกรรมและการคมนาคม (2) การตัดไม้ทำลายป่า ทำให้ลดจำนวนต้นไม้ที่ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (3) กิจกรรมทางการเกษตรและการปศุสัตว์ การใช้ปุ๋ยเคมีและการทำปศุสัตว์ที่ปล่อยก๊าซมีเทนออกมา (4) ขยะมูลฝอยและของเสีย การย่อยสลายของขยะที่เพิ่มก๊าซเรือนกระจก ฯลฯ ได้ส่งผลกระทบทำให้เกิดปรากฏการณ์ไปทั่วโลก คือ (ก) สภาพอากาศสุดขั้ว เกิดคลื่นความร้อนที่รุนแรง ฝนตกหนัก น้ำท่วม และภัยแล้งยาวนานขึ้น (ข) ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลายทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นและคุกคามพื้นที่ชายฝั่ง (ค) ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง สัตว์และพืชหลายชนิดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เพราะปรับตัวไม่ทัน เป็นต้น
“ภาวะโลกร้อน” (Global Warming) ในปัจจุบันได้ก้าวข้ามไปสู่ “ภาวะโลกเดือด” (Global Boiling) แล้ว ตามการเตือนภัยขององค์การสหประชาชาติ (UN) เนื่องจากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกและมหาสมุทรกำลังพุ่งสูงขึ้นในอัตราเร่งอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มหาสมุทร ซึ่งทำหน้าที่เป็นปราการดูดซับความร้อนสะสมของโลกไว้มากกว่า 90% และดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ถึง 30% กำลังเผชิญกับวิกฤติทางกายภาพและเคมีอย่างรุนแรง
ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ (1) คลื่นความร้อนในทะเล (Marine Heatwaves) (2) ภาวะน้ำทะเลเป็นกรด (Ocean Acidification) และ (3) การเกิดพายุหรือมรสุมสุดขั้วที่เดาทางได้ยาก สำหรับประเทศไทยที่มีชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,154 กิโลเมตร และมีภาคการประมงเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร “วิกฤติโลกเดือดจึงไม่ใช่เรื่องของอนาคตอันไกลอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤติเฉพาะหน้าที่กำลังคุกคามรากฐานนิเวศและวิถีชีวิตทางทะเลของไทยอย่างตรงไปตรงมา”
2. ผลกระทบต่อประเทศไทย
(1) ต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
- ฝั่งอ่าวไทย: อ่าวไทยเป็นทะเลตื้นกึ่งปิด (ความลึกเฉลี่ยเพียง 45 เมตร) ความตื้นทำให้มวลน้ำกักเก็บและสะสมความร้อนได้สูงและรวดเร็ว เมื่อเกิดภาวะโลกเดือด อุณหภูมิผิวน้ำจะพุ่งสูงถึง 31–33 °C จนไม่มี “พื้นที่น้ำเย็นลึก” ให้สัตว์น้ำหลบภัย ส่งผลให้เกิด ปะการังฟอกขาวขั้นวิกฤติในบริเวณอ่าวไทยตอนบนและตอนกลาง นอกจากนี้ อุณหภูมิน้ำที่สูงยังกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ “น้ำทะเลเปลี่ยนสี” (Plankton Bloom) ถี่ขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำอับอากาศ (Hypoxia) สัตว์น้ำหน้าดินและสัตว์น้ำตื้นขาดออกซิเจนและตายฉับพลัน
- ฝั่งอันดามัน: แม้เป็นทะเลเปิดที่มีความลึกมากกว่าและระบายความร้อนได้ดีกว่า แต่กลับได้รับผลกระทบหนักหน่วงจากคลื่นความร้อนในทะเลและพายุที่รุนแรง วิกฤติสำคัญคือ แหล่งหญ้าทะเล ในจังหวัดตรัง กระบี่ และพังงา เกิดภาวะใบร่วงและเน่าตายเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่อาหาร ทำให้สัตว์น้ำวัยอ่อนสูญเสียที่หลบภัย และคุกคามสัตว์อนุรักษ์อย่างพะยูนและเต่าทะเลอย่างหนัก
(2) ต่อชาวประมงและวิถีชีวิต
- ประมงพื้นบ้าน (Small-Scale Fisheries)
“ชาวประมงพื้นบ้าน” หรือประมงชายฝั่ง คือ กลุ่มที่เปราะบางที่สุด เนื่องจากข้อจำกัดของขนาดเรือที่ไม่สามารถออกไปจับปลานอกชายฝั่งหรือในพื้นที่น้ำลึกกลางอ่าวไทยได้ เมื่อสัตว์น้ำเคลื่อนย้ายถิ่นฐานหนีน้ำอุ่น หรือแหล่งอนุบาลธรรมชาติอย่างหญ้าทะเลและแนวปะการังเสื่อมโทรมลง ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำชายฝั่งลดลงอย่างหนัก ชาวประมงต้องใช้เวลาและค่าน้ำมันในการค้นหาฝูงปลานานขึ้น สวนทางกับรายได้ที่ตกต่ำลง นอกจากนี้ มรสุมสุดขั้วยังเพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุเรืออับปาง และลดจำนวนวันที่สามารถออกเรือจับปลาในแต่ละปีลงอย่างเห็นได้ชัด
- ประมงพาณิชย์ (Commercial Fisheries)
ในส่วนของ “ชาวประมงพาณิชย์” ที่แม้เรือประมงพาณิชย์จะมีขนาดใหญ่ มีเครื่องมือที่ทันสมัย และออกเรือได้ไกลกว่า แต่กลับเผชิญกับผลกระทบเชิงโครงสร้างและต้นทุนที่รุนแรง ดังนี้ (ก) วิกฤติต้นทุนพลังงานและการค้นหา (Fuel & Operational Costs) เมื่ออุณหภูมิน้ำผันผวน ฝูงปลาเศรษฐกิจ (เช่น ปลาทู ปลาลัง หมึกกล้วย) กระจัดกระจายและไม่กระจุกตัวตามพิกัดเดิม เรือประมงพาณิชย์ต้องใช้เวลาและวิ่งเรือค้นหาฝูงปลากลางอ่าวไทยกว้างขึ้น ส่งผลให้ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง (ซึ่งคิดเป็น 50–60% ของต้นทุนการออกเรือ) พุ่งสูงขึ้นอย่างมากจนหลายลำเผชิญภาวะขาดทุนต่อเที่ยวเรือ (ข) ความผันผวนของรอบการออกเรือและแรงงาน สภาพอากาศสุดขั้ว คลื่นลมแรง และพายุที่คาดเดาได้ยากขึ้น ทำให้อุปสรรคในการเดินเรือเพิ่มสูงขึ้น เกิดภาวะ “วันจับปลาลดลง” แต่ยังคงต้องแบกรับค่าจ้างแรงงานประจำเรือ ค่าบำรุงรักษาเรือ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ยังคงเท่าเดิม (ค) มูลค่าผลจับต่อเที่ยวลดลง (Catch Value Reduction) สัตว์น้ำหน้าดินและปลาผิวน้ำที่จับได้มีจำนวนลดลง มีขนาดตัวเล็กลง (Dwarfism Effect) ส่งผลให้สัดส่วนของปลาคัดเกรดราคาสูงลดลง กลายเป็นปลาเป็ดหรือปลาขนาดเล็กที่มีราคาต่ำลง ทำให้รายได้จากการขายผลจับต่อเที่ยวเรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (ง) ข้อจำกัดจากเขตประมงและสิทธิ์การจับ ในขณะที่สัตว์น้ำอพยพย้ายตำแหน่งไปตามมวลน้ำอุ่น (ออกไปไกลฝั่งมากขึ้น) แต่เขตการทำประมงตามกฎหมายและมาตรการควบคุม (เช่น กฎหมาย IUU และระบบโควตา TAC) ยังคงยึดตามพิกัดเดิม ทำให้เรือประมงพาณิชย์ขาดความยืดหยุ่นในการขยับเขตจับปลาตามธรรมชาติที่เปลี่ยนไป
(3) ต่ออุตสาหกรรมการประมง
- อุตสาหกรรมแปรรูป ปริมาณสัตว์น้ำลดลง ทำให้วัตถุดิบที่เข้าสู่โรงงานแปรรูปลดลง ทำให้อาจต้องมีการนำเข้าสัตว์น้ำมากขึ้น (ซึ่งอาจไม่ง่าย เพราะการจับสัตว์น้ำลดลงทั่วโลกด้วย) ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบและต้นทุนที่สูงขึ้น กระทบต่อการส่งออกสัตว์น้ำของไทย
- อุตสาหกรรมปลาป่น ปริมาณปลาเป็ด/ปลาขนาดเล็กหน้าดินลดลง ทำให้วัตถุดิบเข้าสู่อุตสาหกรรมผลิตปลาป่นขาดแคลน ส่งผลกระทบเป็นลูกคลื่นไปยังต้นทุนอาหารสัตว์สำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (เช่น กุ้งและปลากะพง) เกิดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานการส่งออกสัตว์น้ำของไทย
- อุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ เมื่อเรือประมงออกเรือไม่ได้หรือออกเรือได้น้อยลง อุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ เช่น การค้าน้ำแข็ง/น้ำมัน ข้าว อาหาร สินค้าอุปโภค/บริโภค ที่เคยขายให้กับเรือประมง/ชาวประมงก็ลดลงตามไปด้วย
(4) ต่อประชาชน (ในฐานะผู้บริโภค)
ผู้บริโภคต้องเผชิญกับภาวะ “อาหารทะเลราคาแพงขึ้น แต่คุณภาพและขนาดลดลง” ความผันผวนของปริมาณสัตว์น้ำทำให้ราคาอาหารทะเลในท้องตลาดไม่เสถียร นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety) จากการปนเปื้อนของสารพิษชีวภาพที่เกิดจากปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม และเสี่ยงต่อการขาดแคลนโปรตีนทางทะเลที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้
3. ผลการศึกษาของหน่วยงานต่างๆ
จากการตรวจสอบผ่านงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย ได้ชี้ให้เห็นสัญญาณเตือนภัยที่เด่นชัด ประกอบด้วย
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) รายงานว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่าหากไม่มีมาตรการรับมือ ปริมาณผลจับสัตว์น้ำสูงสุดที่จับได้โดยไม่ทำลายสต็อก (MSY) ในอ่าวไทย อาจลดลงถึง 10–15% ภายในปี ค.ศ. 2050
- กรมประมงและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาวงจรชีวิตปลาทูไทย พบว่าความร้อนทำให้ปลาทูมีอัตราการเผาผลาญสูง เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วขึ้นขณะที่ตัวยังเล็ก ผลคือขนาดตัวเฉลี่ยเล็กลง นอกจากนี้ ช่วงเวลาการเกิดแพลงก์ตอนที่เป็นอาหารลูกปลา ไม่สัมพันธ์กับช่วงเวลาวางไข่ของแม่ปลา (Mismatch Effect) ทำให้อัตราการรอดชีวิตของลูกปลาทูวัยอ่อนลดลงอย่างมาก
- กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) สำรวจพบว่าวิกฤติคลื่นความร้อนได้ทำลายแปลงหญ้าทะเลอันดามันเสียหายกว่า 30–50% และส่งผลให้เกิดปะการังฟอกขาวกินพื้นที่กว้าง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อัตราการฟื้นตัวของประชากรสัตว์น้ำชายฝั่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประเมินว่า ต้นทุนการทำประมงทะเลของไทยสูงขึ้นเฉลี่ย 15–20% จากระยะเวลาและค่าน้ำมันในการค้นหาฝูงปลาที่กระจัดกระจายมากขึ้น
มีความน่าสนใจที่สำคัญประการหนึ่ง คือ แม้ในประเทศไทยจะมีการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของ “สภาวะโลกร้อน” ต่อการประมงทะเลของไทยอยู่บ้าง แต่ผลการศึกษาเหล่านี้ กลับได้รับการเผยแพร่เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชาวประมง” น้อยมาก
4. ผลกระทบในต่างประเทศและการปรับตัว
ประเทศ/ภูมิภาค ผลกระทบที่พบ แนวทางการปรับตัวและเทคโนโลยีที่ใช้ สหรัฐอเมริกา (NOAA) ฝูงปลาเศรษฐกิจอพยพขึ้นเหนือเพื่อหนีน้ำอุ่น ใช้แบบจำลอง AI และดาวเทียมพัฒนาระบบ Dynamic Spatial Management ปรับเขตทำประมงและโควตาการจับ (TAC) ตามตำแหน่งปลาจริงแบบ Real-time สหภาพยุโรป (EU) สภาพอากาศสุดขั้วและน้ำทะเลเป็นกรด ใช้ระบบเตือนภัย Copernicus Marine Service และสนับสนุนกองทุน EMFAF ให้ชาวประมงปรับโครงสร้างเรือให้ประหยัดพลังงานและปลอดภัย ออสเตรเลีย ปะการังฟอกขาวรุนแรง และสัตว์น้ำเปลือกแข็งโตช้า ปรับลดโควตาการจับทุกปีตามอุณหภูมิ, วิจัยคัดเลือกสายพันธุ์สัตว์น้ำทนร้อน (Selective Breeding), และนำระบบประกันภัยความเสี่ยงสภาพอากาศมาใช้ ญี่ปุ่น & จีน ปลาซัมมะ/แซลมอนลดลง, อุณหภูมิผิวน้ำผันผวน ญี่ปุ่น พัฒนาการเลี้ยงปลาในทะเลลึก (Offshore Aquaculture) และใช้ AI ชี้เป้าจุดจับปลาจีน สร้าง “ฟาร์มทางทะเลอัจฉริยะ” (Smart Marine Ranching) และใช้เรือเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่ที่เคลื่อนย้ายหนีพายุได้ เวียดนาม & อินโดนีเซีย ประมงพื้นบ้านเปราะบาง หญ้าทะเล/ปะการังเสื่อมโทรม เวียดนาม ปรับพื้นที่น้ำเค็มรุกเป็นระบบ “กุ้ง-ป่าชายเลน”อินโดนีเซีย ให้ชุมชนจัดการเขตอนุรักษ์ชั่วคราว (LMMAs) และส่งเสริมทำฟาร์มสาหร่ายเป็นอาชีพเสริม
5. ข้อเสนอแนะต่อประเทศไทย

(1) การวิเคราะห์ SWOT ภาคประมงไทยกับภาวะโลกเดือดจุดแข็ง (Strengths) จุดอ่อน (Weaknesses) เคยมีองค์ความรู้ทางวิชาการประมงที่เข้มแข็งมีชุมชนประมงพื้นบ้านจำนวนมากที่มีความรักในอาชีพและความชำนาญในพื้นที่เคยมีชาวประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่และเข้มแข็งมีอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำระดับโลก ขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานข้อมูลวิจัยไม่ถูกแปลงเป็นภาษาชาวบ้าน/ไม่สื่อสารกับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับชาวประมง ชาวประมงขาดทุนทรัพย์ในการปรับตัวโครงสร้างการสั่งการภาครัฐยังเป็นแบบยึดส่วนกลาง (Centralized) เป็นหลัก โอกาส (Opportunities) อุปสรรค (Threats) เทคโนโลยีดาวเทียมและ AI (เพื่อการสำรวจและติดตาม) มีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นความต้องการสินค้าประมงยั่งยืน (Sustainable Seafood) ในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นมีกองทุนภูมิอากาศระดับนานาชาติให้สนับสนุน อ่าวไทยเป็นเขตไหล่ทวีปที่มีความลาดชันต่ำ (ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนโดยตรงและรุนแรง)อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มขึ้นรวดเร็วเกินกว่าธรรมชาติจะฟื้นตัวทันภัยธรรมชาติสุดขั้วถี่ขึ้นราคาพลังงาน/น้ำมันเชื้อเพลิงมีความผันผวนสูง
(2) เป้าหมาย (Goals)
1) รักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ โดยการสำรวจทรัพยากรสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อมในน่านน้ำไทยให้เป็นปัจจุบันทั้งระบบ และฟื้นฟูพื้นที่อนุบาลธรรมชาติ (หญ้าทะเล/ปะการัง) ให้กลับมามีความสมบูรณ์ไม่น้อยกว่า 50% ภายใน 5 ปี
2) สร้างความมั่นคงทางรายได้ ด้วยการลดต้นทุนการค่าน้ำมันของชาวประมงลงอย่างน้อย 20% ด้วยเทคโนโลยีชี้เป้าและการปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือก และเพิ่มมูลค่าจับต่อหน่วย
3) ยกระดับการบริหารจัดการยืดหยุ่น โดยปรับปรุงกฎหมาย ปรับเงื่อนไขการอนุรักษ์/การปิดอ่าวและโควตาการจับให้สอดคล้องกับข้อมูลวิทยาศาสตร์ Real-time 100%
(3) ยุทธศาสตร์และแผนงานใน 5 ปียุทธศาสตร์ ความเชื่อมโยงเชิงระบบ ใคร ต้องทำไร ยุทธศาสตร์ที่ 1 : การเร่งสร้างความตระหนักรู้และสื่อสารสาธารณะ (Awareness & Climate Literacy) ตระหนักรู้ : เป็น “เข็มทิศ” เพื่อแก้ปัญหาชาวประมงไม่รู้ตัวและไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ภาครัฐ (กรมประมง/ทช./กรมส่งเสริมโลกร้อน) แปลงข้อมูลวิจัยเป็น “ภาษาชาวบ้าน” สื่อสารผ่านแอปฯ มือถือ และหอกระจายข่าวชุมชนพัฒนาแอปพลิเคชันแจ้งเตือนอุณหภูมิน้ำและแหล่งประมง (Real-time)จัดตั้งระบบพยากรณ์และเตือนภัย “น้ำเปลี่ยนสี” (Red Tide/Plankton Bloom) รายสัปดาห์แจ้งเตือนชาวประมงและประชาชนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เอกชน/สมาคมประมง จัดอบรม/ประชุม/สัมนา ชาวประมงพื้นบ้าน และพาณิชย์ให้เข้าใจวิกฤติโลกเดือดและแนวทางการปรับตัวติดตามข้อมูลภัยพิบัติทางทะเลเพื่อการรับสถานการณ์อย่างปลอดภัย ประชาชน/สื่อมวลชน สร้างกระแสความตระหนักรู้เรื่องความมั่นคงทางอาหารทะเลและบริโภคอย่างยั่งยืน ยุทธศาสตร์ที่ 2: การสำรวจ วิจัย และติดตามประเมินผลทรัพยากร (Research & Monitoring) สำรวจ/วิจัย : เป็น “ฐานข้อมูลจริง” เพื่อให้เรารู้ว่าสัตว์น้ำตัวไหนกำลังจะสูญพันธุ์หรือย้ายถิ่น ไม่ใช่การเดา ภาครัฐ (กระทรวงการอุดมศึกษาฯ/สถาบันวิจัย/กรมประมง) ทุ่มงบสำรวจดัชนีชี้วัดสัตว์น้ำที่ได้รับผลกระทบ ชี้เป้าสปีชีส์เสี่ยงสูง (เช่น ปลาทู หญ้าทะเล หอย) เอกชน/ชาวประมง ร่วมเป็น “นักวิจัยประชาชน” (Citizen Science) เก็บบันทึกข้อมูลอุณหภูมิและการจับสัตว์น้ำจริงหน้างาน สถาบันการศึกษา พัฒนาแบบจำลอง AI คาดการณ์การอพยพของสัตว์น้ำและจุดเกิด Plankton bloom ล่วงหน้า ยุทธศาสตร์ที่ 3: การบริหารจัดการทรัพยากรประมงแบบยืดหยุ่น (Dynamic Resource Management) บริหารจัดการ : เป็น “กติกาใหม่” ที่ยืดหยุ่นและทันต่ออุณหภูมิน้ำทะเลที่ผันผวน ภาครัฐ ปรับกฎหมายปิดอ่าวและโควตาจับ (TAC) ตามข้อมูล Real-time, ขยายเขตคุ้มครองทางทะเล (MPAs) และสร้างบ้านปลา/ปะการังเทียม เอกชน/ชาวประมง หยุดการจับสัตว์น้ำวัยอ่อน ปรับตาอวนให้ได้มาตรฐาน และกระจายอำนาจร่วมจัดการพื้นที่ (Co-Management) รวมทั้งการร่วมจัดทำ “ซังปลา/บ้านปลา” และดูแลเขตอนุรักษ์ชุมชนใช้เทคโนโลยีและวางแผนออกเรือแบบมุ่งเป้า/ลดการใช้น้ำมัน ประชาชน/ผู้บริโภค สนับสนุนและเลือกซื้ออาหารทะเลจากการทำประมงที่ยั่งยืน ปฏิเสธการซื้อ-ขายสัตว์น้ำวัยอ่อนและสัตว์น้ำช่วงฤดูวางไข่ ยุทธศาสตร์ที่ 4: การส่งเสริมการปรับตัวและปรับเปลี่ยนอาชีพ (Adaptation & Livelihood Diversification) ปรับตัว/เปลี่ยนอาชีพ : เป็น “ทางรอด” สำหรับชาวประมงที่ไม่สามารถจับปลาด้วยวิธีเดิมได้อีกต่อไป ภาครัฐ ส่งเสริมเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง/ทะเลลึกที่ทนร้อน (Climate-Resilient Aquaculture) และแปรรูปเพิ่มมูลค่า เอกชน/สมาคมประมง ปรับเปลี่ยนเครื่องมือประมงประหยัดพลังงาน ปรับเปลี่ยนไปทำอาชีพเสริม/อาชีพอื่น เช่น แปรรูปพรีเมียม หรือท่องเที่ยวเชิงนิเวศยกระดับมาตรฐานการสร้างมูลค่าสินค้า (Value Addition) ประชาชน/ท่องเที่ยว สนับสนุนสินค้าประมงที่ถูกกฎหมาย และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วิถีประมง ยุทธศาสตร์ที่ 5: การส่งเสริมและช่วยเหลือเชิงโครงสร้างจากภาครัฐ (State Support & Financial Mechanisms) รัฐช่วยเหลือ: เป็น “เครื่องยนต์ขับเคลื่อน” เพราะหากขาดงบประมาณ มาตรการอุดหนุน และเจตจำนงจากรัฐ ยุทธศาสตร์ทั้งหมดข้างต้นก็จะเป็นเพียงกระดาษบนหิ้ง ภาครัฐ (กระทรวงการคลัง/กระทรวงเกษตรฯ/กระทรวงพาณิชย์/กระทรวงแรงงาน) จัดตั้ง “กองทุนเพื่อการปรับตัวภาคประมง” (Fisheries Climate Fund) อุดหนุนดอกเบี้ยต่ำเปลี่ยนเครื่องมือ/เรือ/อาชีพ ช่วยเหลือด้านราคาวัตถุดิบ/ค่าน้ำมันช่วงวิกฤติจัดทำระบบประกันภัยความเสี่ยงจากภัยพิบัติฝึกอบรมเพื่อปรับเปลี่ยนอาชีพ (Reskill) แรงงานประมงที่ได้รับผลกระทบจากการจ้างงานที่ลดลง เอกชน/ชาวประมง เข้าถึงแหล่งทุนรัฐและระบบการประกันภัยอย่างเป็นระบบและทั่วถึง รวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ประมงเพื่ออำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ
4) ยุทธศาสตร์ระยะยาว (ยั่งยืน – วางโครงสร้างเพื่อความอยู่รอดใน 10-20 ปี โดยเฉพาะในพ้นที่ที่มีความลาดชันต่ไ เช่น อ่าวตัว ก. ในบริเวณอ่าวไทย)ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย บทบาทภาครัฐ บทบาทชาวประมง ยุทธศาสตร์ “การลด” (Mitigation) ลดความรุนแรงของปัจจัยเร่งที่จะทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น และลดสิ่งที่จะไปซ้ำเติมระบบนิเวศชายฝั่ง ควบคุมและลดการปล่อยน้ำเสีย/ความร้อนลงสู่อ่าวตัว ก.: รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดกับโรงงานอุตสาหกรรมและชุมชนขนาดใหญ่ริมแม่น้ำสายหลัก (ท่าจีน เจ้าพระยา แม่กลอง) ไม่ให้ปล่อยน้ำเสียที่มีสารเคมี หรือน้ำที่มีอุณหภูมิสูงลงสู่แม่น้ำ เพราะสารอาหารแร่ธาตุที่มากเกินไป (Eutrophication) เมื่อเจอกับน้ำทะเลที่ร้อนขึ้น จะเป็นตัวเร่งให้เกิดแพลงก์ตอนบลูม (น้ำเปลี่ยนสี) เร็วขึ้นเป็นสิบเท่าอุดหนุนพลังงานสะอาดในภาคประมง : จัดงบประมาณและมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนเครื่องยนต์เรือประมงมาเป็นระบบไฮบริด หรือการใช้โซลาร์เซลล์บนเรือเพื่อขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าและระบบห้องเย็น เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเรือขนส่งและเรือประมงเอง ลดกิจกรรมที่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ : งดเว้นการใช้เครื่องมือประมงที่ทำลายหน้าดินหรือแนวชายฝั่งในเขตน้ำตื้น เพราะการรบกวนตะกอนหน้าดินในสภาวะน้ำอุ่น จะยิ่งเร่งให้เกิดสภาวะขาดออกซิเจนใต้ท้องทะเลจัดการขยะและสารเคมีบนเรืออย่างระบบ : ไม่ทิ้งเศษอวน ขยะพลาสติก หรือน้ำมันเครื่องใช้แล้วลงทะเล เพราะขยะเหล่านี้จะไปเคลือบผิวหน้าดินหรือป่าชายเลน บดบังแสงแดดและการระบายความร้อนของผิวน้ำ ซ้ำเติมแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำให้เสื่อมโทรมเร็วยิ่งขึ้น ยุทธศาสตร์ “การแก้ไข” (Correction) ซ่อมแซมและฟื้นฟูความเสียหายทางภูมิศาสตร์ที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อยื้อเวลาและสร้างเกราะป้องกันให้สัตว์น้ำวัยอ่อน สร้าง “แนวปะการังเทียมและโครงสร้างลดอุณหภูมิ” ขนาดใหญ่ : ในเมื่ออ่าวไทยตื้นและลาดชันต่ำ รัฐต้องเร่งจัดทำโครงการทิ้งปะการังเทียม (Artificial Reefs) หรือแท่นโครงสร้างใต้ทะเลลึกในพิกัดที่เหมาะสม เพื่อสร้างร่มเงาใต้น้ำ (Thermal Refuge) และลดความเร็วของกระแสน้ำอุ่น เพื่อให้เป็นที่กำบังและที่เกาะเกี่ยวของสัตว์น้ำวัยอ่อนไม่ให้ถูกกระแสน้ำร้อนพัดพาไปแก้ไขกฎหมายและการกำหนดเขตจับสัตว์น้ำให้ยืดหยุ่น : ยกเลิกการปิดอ่าวแบบลงวันที่ตายตัว เปลี่ยนกฎหมายมาใช้วิธีพิจารณาประกาศ “เขตห้ามจับชั่วคราวแบบเคลื่อนที่” (Mobile Closed Area) ตามข้อมูลอุณหภูมิน้ำและวงจรการวางไข่จริงของปีนั้นๆ เพื่อแก้ปัญหาที่ปลาวางไข่ไม่ตรงฤดูกาลเดิม ร่วมจัดทำและดูแล “บ้านปลา/ซุ้มก่ำชุมชน” : ชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ต้องร่วมมือกันนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาร่วมกับรัฐในการสร้าง “ซุ้มก่ำ” หรือบ้านปลาในเขตชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาแหล่งอนุบาลธรรมชาติลดลง และทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาไม่ให้มีผู้ฝ่าฝืนเข้ามาทำการประมงในเขตแก้ไขฟื้นฟูนี้รายงานข้อมูลวิกฤติสิ่งแวดล้อม (Citizen Science) : ทำหน้าที่เป็นผู้แจ้งเบาะแสเมื่อพบเจอความผิดปกติ เช่น จุดที่เกิดปลาตายยกรัง จุดที่น้ำเปลี่ยนสี หรือพิกัดที่สัตว์น้ำวัยอ่อนกระจุกตัวหนีร้อน เพื่อให้รัฐแก้ไขสถานการณ์หรือประกาศเขตคุ้มครองได้ทันท่วงที ยุทธศาสตร์ “การปรับตัว” (Adaptation) ปรับเปลี่ยนวิถีการทำมาหากินและรูปแบบธุรกิจประมงให้สอดคล้องกับพฤติกรรมสัตว์น้ำที่เปลี่ยนไปเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว พัฒนาระบบข้อมูลพยากรณ์ประมงอัจฉริยะ (Smart Fisheries Data) : รัฐต้องจัดทำแอปพลิเคชันหรือระบบส่งข้อมูลความร้อนผิวน้ำทะเล (SST) และทิศทางกระแสน้ำเย็นรายวันให้แก่ชาวประมง เพื่อชี้เป้าว่าปลาอพยพหนีร้อนไปกระจุกตัวอยู่ตรงไหน ช่วยลดต้นทุนค่าน้ำมันจากการวิ่งเรือหาปลาแบบสุ่มสนับสนุนทุนเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีห้องเย็นและการเพาะเลี้ยง : อุดหนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ชาวประมงปรับปรุงระบบการจัดเก็บสัตว์น้ำบนเรือ (Cold Chain) เพื่อให้รักษาความสดของปลาได้นานขึ้นในสภาวะอากาศที่ร้อนจัด และสนับสนุนผู้เพาะเลี้ยงชายฝั่งให้เปลี่ยนมาใช้ระบบปิด (RAS) หรือระบบกึ่งปิดเพื่อควบคุมอุณหภูมิน้ำ ปรับเปลี่ยนจาก “เน้นปริมาณ” เป็น “เน้นมูลค่าสูง” (Value-over-Volume) : ยอมรับความจริงที่ว่าปริมาณปลาจะลดลงจากการหนุนของน้ำร้อน ดังนั้นต้องปรับวิถีมาเน้นการดูแลคุณภาพสัตว์น้ำตั้งแต่ตอนจับจนถึงฝั่ง เพื่อให้ขายได้ราคาพรีเมียม รวมถึงการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มในท้องถิ่นแทนการขายสดเพียงอย่างเดียวปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะเลี้ยงและขยายสู่อาชีพทางเลือก :สำหรับผู้ทำประมงชายฝั่งและเพาะเลี้ยง: ต้องปรับสายพันธุ์สัตว์น้ำให้ทนความเค็มและความร้อนสูงขึ้น (เช่น เปลี่ยนพันธุ์ปลา/กุ้ง ตามค่าความเค็มริมฝั่งที่เพิ่มขึ้นจากน้ำทะเลหนุน)รวมกลุ่มทำท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วิถีชาวเล (Eco-tourism) ในช่วงที่อ่าวปิดหรือสภาวะอากาศวิกฤติจนออกเรือไม่ได้ เพื่อสร้างรายได้เสริมที่มั่นคง ยุทธศาสตร์การสร้างแบรนด์ “ประมงพื้นบ้านรักษ์โลก” เพื่อดึงมูลค่า (Carbon-Neutral Seafood) และอุดหนุนชาวประมงที่ร่วมปกป้องทะเลไทย วิธีนี้จะช่วยให้ชาวประมงมีรายได้เพียงพอแม้ปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้จะลดลงก็ตาม ต้องยกระดับสินค้าประมงไทย โดยเฉพาะจากอ่าวไทยตอนใน ให้กลายเป็นสินค้าเกรดพรีเมียมที่มีเนื้อเรื่อง (Storytelling) เช่น การทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่บอกได้ว่าปลาตัวนี้จับด้วยเครื่องมือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากเรือที่ลดการปล่อยคาร์บอน การจับคู่กับโมเดิร์นเทรด ร้านอาหารระดับสูง หรือตลาด “Green Market” ที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายแพงกว่าปกติ 2-3 เท่า รวมกลุ่มกันจัดตั้ง “สหกรณ์” “วิสาหกิจชุมชน” หรือ หย่วยธุรกิจ : ชาวประมงต้องรวมกุ่มกันจัดตั้งหน่วยธุกิจในรูปแบบที่ตนถนัดหรือชอบ เพื่อดำเนินธุกิจการแปรรูปผลิตภัณฑ์ประมงที่ได้จากชุมชน/สมาชิก เพื่อการเพิ่มมูลค่าสินค้าที่ส่งผลให้มีรายได้เพิ่ม เพื่อชดเชยกับปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลง 
6. ปัญหา/อุปสรรค/ปัจจัยความสำเร็จ
1) ปัญหาและอุปสรรค (Key Obstacles) (ก) ช่องว่างทางนโยบายและการปฏิบัติ (Policy Implementation Gap) แผนงานส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบเอกสารวิชาการ แต่ขาดการนำไปปฏิบัติในระดับพื้นที่อย่างจริงจัง (ข) การทำงานแบบแยกส่วน (Silo Effect) กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลฯ และกระทรวงพาณิชย์ ต่างคนต่างทำ ขาดตัวกลางในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ร่วม (ค) งบประมาณไม่ตรงเป้า งบประมาณภาครัฐยังเน้นไปที่การชดเชยเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติ มากกว่าการลงทุนเชิงโครงสร้างเพื่อการป้องกันและปรับตัวล่วงหน้า (ง) ขาดระบบการประกันภัยรวมสำหรับภัยพิบัติ เนื่องจากปัจจุบัน ค่าประกันภัยสูง (อาจเป็นเพราะมีผู้เอาประกันน้อย/หรือในกรณีกลับกัน ค่าประกันแพง)
2) ปัจจัยสู่ความสำเร็จ (Critical Success Factors) (ก) การสร้างความตระหนักรู้ของทุกภาคส่วนในสังคม (Engagement and awareness from all sectors of society) ต้องเร่งสร้างความตระหนักรู้โดยนำข้อมูล/ข่าวสาร/งานวิจัย และแนวทางแก้ไข ทั้งจากงานวิจัยและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไปสู่ภาคเอกชนและประชาชสังคม เพื่อให้ตระหนักรู้ถึงมหันตภัยที่กำลังเผชิญอยู่ และการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา (ข) การบริหารจัดการร่วม (Co-Management) ดึงสมาคมประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์เข้ามามีส่วนร่วมในการกระจายอำนาจตัดสินใจกำหนดมาตรการอนุรักษ์ในพื้นที่จริง (ค) การแปลงวิทยาศาสตร์สู่การใช้งานจริง (Data Translation) เปลี่ยนข้อมูลดาวเทียมและงานวิจัยที่ซับซ้อนให้กลายเป็นข้อแนะนำที่เข้าใจง่ายและใช้งานได้จริงบนมือถือของชาวประมง (ง) เจตจำนงทางการเมือง (Political Will) รัฐบาลต้องยกระดับวิกฤติโลกเดือดกับการประมงให้เป็น “วาระแห่งชาติ” พร้อมจัดสรรงบประมาณสนับสนุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง (จ) การจัดตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Taskforce) ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ (กรมประมง) กระทรวงทรัพยากรฯ (ทช.) และสมาคมประมงเพื่อแก้วิกฤติโลกเดือดเป็นการเร่งด่วน(Quick Wins) เพื่อให้ภาครัฐนำไปปฏิบัติได้ทันที (ฉ) สร้างความร่วมมือทางการประมงระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค (Regional Fisheries Management)” เพื่อจัดการสต็อกปลาที่เคลื่อนย้ายข้ามแดน (Straddling & Highly Migratory Fish Stocks)
7. บทสรุป
วิกฤติโลกเดือดไม่ได้เป็นเพียงภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อม แต่คือวิกฤติทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ การที่ทรัพยากรสัตว์น้ำในอ่าวไทยและอันดามันกำลังลดลงและเปลี่ยนแปลงไป เป็นสัญญาณเตือนว่าประเทศไทยไม่สามารถใช้วิธีการบริหารจัดการประมงแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป
ทางออกเพื่อความอยู่รอดและความยั่งยืนของภาคการประมงไทย ไม่ใช่การหยุดทำประมง แต่คือ “การปรับตัวอย่างชาญฉลาดบนฐานวิทยาศาสตร์” ด้วยการเชื่อมโยงเทคโนโลยี การฟื้นฟูระบบนิเวศ การปรับเปลี่ยนกฎหมายให้ยืดหยุ่น และการให้ชาวประมงเข้ามาเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา หากทุกภาคส่วน—ทั้งภาครัฐ เอกชน ชาวประมง และประชาชนผู้บริโภค—ร่วมมือกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง ประมงไทยก็จะสามารถก้าวผ่านวิกฤติโลกเดือดนี้ ไปสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนได้สำเร็จ
และอย่างลืมว่า “การลงทุนปรับตัวในวันนี้ “ถูกกว่า” ค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและงบประมาณเยียวยาภัยพิบัติที่จะตามมาในอนาคตหลายเท่าตัว”



