IMFC ชู “ความร่วมมือระหว่างประเทศ” รับมือโลกผันผวน ย้ำเศรษฐกิจต้องเชื่อมโยง ไม่ใช่ “แบ่งแยก”

คณะกรรมการการเงินและการคลังระหว่างประเทศ (IMFC) ย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดทางการค้า และความเสี่ยงจากภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น ชี้เสถียรภาพและความมั่งคั่งที่ยั่งยืนต้องอาศัยการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น ไม่ใช่การแบ่งแยก พร้อมเผยสมาชิกเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและเสรีภาพในการเดินเรือ เร่งช่วยเหลือประเทศที่เปราะบางด้านหนี้ และเดินหน้าทบทวนนโยบาย IMF เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือความท้าทายเศรษฐกิจโลก

วันที่ 17 ตุลาคม 2569 คณะกรรมการเศรษฐกิจการเงินระหว่างประเทศ หรือ International Monetary and Financial Committee (IMFC) ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับสูงของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้แถลงผลการประชุมภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ที่กรุงเทพฯ โดย นายโมฮัมเหม็ด อัล-จาดาน (Mohammed Aljaadan) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประเทศซาอุดิอาระเบีย ในฐานะประธาน IMFC ร่วมกับนางคริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund:IMF) 

นายโมฮัมเหม็ด อัล-จาดาน กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้กำลังทดสอบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโต

ประธาน IMFC กล่าวต่อว่า สงครามและความขัดแย้งกำลังสร้างความสูญเสียอย่างหนักต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คน พร้อมทั้งก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐกิจและผลกระทบลุกลามไปยังประเทศต่าง ๆ ขณะที่การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือสำคัญและเส้นทางการค้าระหว่างประเทศยังคุกคามความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร ส่วนความตึงเครียดทางการค้าและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานยิ่งซ้ำเติมความไม่แน่นอนและแรงกดดันด้านราคา

หนี้สาธารณะที่สูงและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นกำลังซ้ำเติมความเปราะบางทางการเงินและทำให้ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น ในขณะเดียวกัน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มอบโอกาสสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่อาจทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกว้างขึ้นอีกด้วย

“ความท้าทายเหล่านี้ส่งผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษต่อประเทศรายได้น้อยและประเทศที่อยู่ในภาวะเปราะบาง โดยสมาชิก IMFC เห็นตรงกันว่า เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะนิ่งนอนใจ ทุกประเทศต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ” นายอัล-จาดานกล่าว

หน่วยงานด้านการคลังต้องจัดทำแผนการคลังระยะกลางที่น่าเชื่อถือ เพื่อฟื้นฟูกันชนทางการคลังให้กลับมาแข็งแกร่ง ควบคู่กับการคุ้มครองประชาชนกลุ่มเปราะบางและดูแลการลงทุนที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่การรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลางเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพราคาและความน่าเชื่อถือของนโยบาย

นอกจากนี้ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจต้องมุ่งส่งเสริมการเติบโตและการลงทุนที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลกที่มากเกินไปและความตึงเครียดทางการค้า

การบริหารจัดการหนี้สาธารณะถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญ โดยสมาชิก IMFC ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้มีความรวดเร็ว คาดการณ์ได้ และมีการประสานงานระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือ G20 Common Framework

ประธาน IMFC ระบุว่า ประเทศสมาชิกเห็นพ้องในหลายประเด็นสำคัญ ข้อแรกเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงและความต่อเนื่องของการขนส่งพลังงาน รวมถึงการยึดหลักเสรีภาพในการเดินเรือ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก ข้อสองพร้อมยืนยันการสนับสนุนประเทศที่เผชิญกับความเปราะบางด้านหนี้สิน และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มขีดความสามารถของ IMF ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเพื่อสนับสนุนประเทศที่มีรายได้น้อย ข้อสาม สมาชิกตอบรับต่อการทบทวนนโยบายของ IMF อย่างครอบคลุม ทั้งด้านการติดตามและประเมินภาวะเศรษฐกิจ (Surveillance) การวิเคราะห์หนี้ การให้เงินกู้ และการพัฒนาขีดความสามารถ พร้อมเรียกร้องให้นำผลการทบทวนไปปฏิบัติโดยเร็ว อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมต่อประเทศสมาชิกทุกประเทศ

ที่สำคัญ สมาชิก IMFC ยังยืนยันความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้ IMF เป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง มีระบบโควตาเป็นรากฐาน และมีทรัพยากรเพียงพอในการดำเนินภารกิจ โดยจะนำหลักการชี้นำดิริยาห์ (Diriyah Guiding Principles) มาใช้เป็นกรอบในการหารือเกี่ยวกับการปฏิรูปโควตาและธรรมาภิบาลของ IMF ในอนาคต เพื่อให้มั่นใจว่า IMF จะยังคงเป็นสถาบันที่มีประสิทธิภาพและสะท้อนความเป็นตัวแทนของประเทศสมาชิกได้อย่างเหมาะสม

“ความร่วมมือระหว่างประเทศยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเสถียรภาพและความรุ่งเรืองที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จากการเชื่อมโยงและบูรณาการทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น ไม่ใช่การแบ่งแยกทางเศรษฐกิจ” ประธาน IMFC กล่าว

นายอัล-จาดานกล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ซับซ้อน IMF ยังคงมีบทบาทสำคัญที่ไม่อาจขาดได้ สมาชิก IMFC จึงให้การสนับสนุน IMF และฝ่ายบริหารอย่างเต็มที่ในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ พร้อมทั้งชื่นชมการดำเนินงานและบทบาทของ IMF ในการให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกอย่างต่อเนื่อง

นางคริสตาลินา กิออร์กิเอวา กล่าวขอบคุณนายโมฮัมเหม็ด อัล-จาดาน พร้อมแสดงความยินดีกับการได้รับการต่อวาระดำรงตำแหน่งประธาน IMFC ออกไปอีกหนึ่งปี ซึ่งสะท้อนถึงภาวะผู้นำ รวมถึงความสามารถในการดำเนินการประชุมอย่างเรียบร้อย ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและรู้สึกว่าความคิดเห็นของตนได้รับการรับฟัง ดิฉันตั้งตารอที่จะได้ทำงานร่วมกับคุณต่อไปในปีหน้า

“สำหรับมุมมองของดิฉันต่อการประชุมครั้งนี้ สิ่งที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนคือ บรรยากาศที่เต็มไปด้วยทั้งความหวังและความกังวล” นางคริสตาลินอธิบ่ายว่า ความหวังมาจากความสามารถในการรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ศักยภาพของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพลวัตทางเศรษฐกิจของเอเชีย

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมก็ตระหนักว่า AI อาจเป็นปัจจัยที่สร้างความกังวลได้เช่นกัน เช่นเดียวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ระดับหนี้ที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

“เราจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันและกำกับดูแลความเสี่ยง (Guardrails) เพื่อปกป้องประชาชน ภาคธุรกิจ และอนาคตของประเทศต่าง ๆ สิ่งที่ดิฉันประทับใจอย่างยิ่งคือ การประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญกับความร่วมมือ ทั้งระหว่างรัฐบาล บริษัทผู้พัฒนา AI และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ รวมถึงจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือในวงกว้าง

สิ่งนี้สะท้อนผ่านแบบจำลองเรือพระที่นั่งขนาดใหญ่ที่จัดแสดงในสถานที่ประชุม ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจว่า เราทุกคนกำลังอยู่ในเรือลำเดียวกัน

สำหรับแนวทางดำเนินนโยบาย สมาชิกเห็นตรงกันอย่างกว้างขวางถึงมาตรการที่จำเป็น โดยธนาคารกลางต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาเสถียรภาพราคา ขณะที่กระทรวงการคลังต้องเร่งฟื้นฟูฐานะการคลังและลดระดับหนี้ในประเทศที่มีภาระหนี้สูง

ส่วนหน่วยงานกำกับดูแลและตรวจสอบสถาบันการเงินจำเป็นต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากการก่อหนี้และการใช้เงินกู้เพื่อการลงทุน (Leverage) ที่เพิ่มขึ้น บทบาทของสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank Financial Institutions) ตลอดจนภัยคุกคามทางไซเบอร์และการฉ้อโกงทางการเงิน

ในประเด็นหลังนี้ ทางการไทยได้ผลักดัน Bangkok Blueprint ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนากรอบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย ครอบคลุม และมีความรับผิดชอบ

สำหรับบทบาทของ IMF นางคริสตาลินกล่าวว่า ยินดีที่ประเทศสมาชิกได้แสดงความชื่นชมต่อการทำงานของ IMF และได้ถ่ายทอดกำลังใจนี้ไปยังทีมงาน เพราะในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง IMF ก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย

ประเทศสมาชิกให้การสนับสนุนการทบทวนนโยบายของ IMF เพื่อให้การดำเนินงานมีความเฉพาะเจาะจงและมุ่งเน้นความเสี่ยงมากขึ้น ช่วยให้สามารถตรวจพบจุดเปราะบางทางเศรษฐกิจได้ตั้งแต่ระยะแรก และสนับสนุนการปฏิรูปที่สร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ขอขอบคุณประเทศพันธมิตรที่ให้การสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศสมาชิก โดยในสัปดาห์นี้ IMF ได้รับคำมั่นสนับสนุนเงินทุนใหม่รวมกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากพันธมิตร 10 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี ไอร์แลนด์ อิตาลี ญี่ปุ่น คาซัคสถาน ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ สเปน และสวิตเซอร์แลนด์”

“ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้สะท้อนถึงความพยายามของ IMF ในการตอบสนองต่อความต้องการของประเทศสมาชิกที่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ” นางคริสตาลินากล่าว

นางคริสตาลินากล่าวต่อว่า การประชุมครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ท่ามกลางโลกที่เผชิญกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ ความต้องการที่จะพูดคุยและร่วมมือกันในระดับพหุภาคียังคงมีอยู่อย่างชัดเจน และ IMF สามารถทำหน้าที่เป็นเวทีกลางในการส่งเสริมความร่วมมือดังกล่าว ผ่านการนำผู้แทนหลายพันคนจากทั่วโลกมารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ

นางคริสตาลินกล่าวถึงประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพว่า ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม และขอขอบคุณรัฐบาลไทย ประชาชนชาวไทย ตลอดจนทุกภาคส่วนของสังคมไทย สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและการจัดการประชุมที่เป็นไปอย่างราบรื่นไร้ที่ติ ประเทศไทยไม่เพียงต้อนรับและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ แต่ยังแบ่งปันวัฒนธรรมอันงดงาม

“สำหรับชาวไทย ดิฉันอยากบอกว่า พวกท่านได้ต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสวัฒนธรรมอันน่าประทับใจ และแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยยังทำให้พวกเราได้รับข้อคิดจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นข้อความที่จะนำกลับไปยังกรุงวอชิงตันด้วยว่า

‘ประโยชน์และผลลัพธ์ที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องอาศัยการบ่มเพาะ สั่งสม และเสริมสร้างให้มั่นคงขึ้นตามระยะเวลา’”

“งานของเราไม่มีวันสิ้นสุด และเราจะนำสิ่งนี้กลับไปเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนของเรา”

จากนั้นได้เปิดให้ผู้สื่อข่าวซักถาม โดย อาซาด ฮัชฮิม ผู้สื่อข่าว AFP ถามว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณได้กล่าวหลายครั้งว่า ประเทศรายได้น้อย ประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน และประเทศที่ยังไม่ได้รับประโยชน์จาก AI กำลังเผชิญความเปราะบางอย่างมากต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก อยากทราบว่า IMF มีข้อเสนอแนะอย่างไรต่อประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการเรียกร้องให้ดำเนินมาตรการปรับฐานะการคลัง (Fiscal Consolidation) ทั้งที่ความจำเป็นในการใช้จ่ายของประเทศเหล่านี้กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นางคริสตาลินา ตอบว่า สิ่งแรกที่อยากบอกประเทศสมาชิกรายได้น้อยคือ การแก้ปัญหาต้องเริ่มต้นจากภายในประเทศ โดยแต่ละประเทศจำเป็นต้องดำเนินนโยบายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเอง จัดเก็บรายได้อย่างเป็นธรรม ไม่ปล่อยให้ผู้มีฐานะร่ำรวยหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อสังคม และจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายภาครัฐให้ตอบโจทย์สำคัญสองด้าน ได้แก่ การวางรากฐานเพื่อเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจและเปิดโอกาสให้ประเทศมีส่วนร่วมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมถึง AI และการคุ้มครองประชาชนกลุ่มเปราะบางที่สุดในสังคม

ประชาชนทุกประเทศ โดยเฉพาะในประเทศยากจน ไม่ต้องการเผชิญเงินเฟ้อ เพราะ เงินเฟ้อเปรียบเสมือนภาษีที่เรียกเก็บจากคนจน เช่นเดียวกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ประชาชนต้องการนโยบายที่ชัดเจน และต้องการให้รัฐบาลสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจและการประกอบการของภาคเอกชน

อย่างไรก็ตาม IMF ตระหนักดีว่าประเทศรายได้น้อยได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าประเทศอื่นเมื่อเผชิญปัจจัยลบจากภายนอก ดังนั้น ประเทศเหล่านี้จึงต้องเป็นกลุ่มที่ IMF ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ

ในส่วนของ IMF กำลังดำเนินการสองเรื่องสำคัญ เรื่องแรกคือการระดมทรัพยากรเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือประเทศรายได้น้อย โดยผลักดันให้ประเทศสมาชิกกลับมาให้การสนับสนุนกองทุน Poverty Reduction and Growth Trust (PRGT) ซึ่งเป็นกลไกให้ความช่วยเหลือทางการเงินภายใต้เงื่อนไขผ่อนปรนของ IMF

การปฏิรูปกลไกดังกล่าวทำให้ IMF สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการปล่อยกู้ภายใต้เงื่อนไขผ่อนปรนได้มากกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับก่อนการปฏิรูป

เรื่องที่สองคือการระดมเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศสมาชิก เพราะหากประเทศเหล่านี้สามารถบริหารจัดการการเงินการคลังได้ดีขึ้น ก็จะส่งผลดีต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง

IMF ไม่ได้มองว่าประเทศรายได้น้อยจำนวนมากจำเป็นต้องดำเนินมาตรการปรับฐานะการคลังอย่างรุนแรง เนื่องจากหลายประเทศได้ร่วมมือกับ IMF ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อทยอยลดระดับหนี้และเสริมสร้างฐานะการคลังให้แข็งแกร่งขึ้น

หากพิจารณาข้อมูลจะพบว่า ประเทศที่มีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นกลับเป็นประเทศร่ำรวย ขณะที่ประเทศรายได้น้อยมีสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงเล็กน้อย

แต่ปัญหาคือ แม้ประเทศรายได้น้อยจะลดระดับหนี้ลงได้แล้ว เมื่อเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น ภาระชำระหนี้เมื่อเทียบกับรายได้ของรัฐบาลก็ยังเพิ่มขึ้น โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สัดส่วนภาระชำระหนี้ต่อรายได้ภาครัฐของประเทศรายได้น้อยเพิ่มขึ้นจาก 8% เป็น 14%

นางคริสตาลินกล่าวว่า ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงมีความรับผิดชอบร่วมกันในการช่วยเหลือประเทศที่มีภาระหนี้สูง หากประเทศใดจำเป็นต้องปรับโครงสร้างหนี้ ก็ต้องทำให้กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐมนตรีโมฮัมหมัด อัล-จาดาน มีบทบาทสำคัญในการผลักดันกรอบความร่วมมือ G20 Common Framework

ขณะเดียวกัน สำหรับประเทศที่หนี้ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ แต่กำลังเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่อง IMF จำเป็นต้องช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการระดมรายได้ภายในประเทศ ประสานการสนับสนุนทางการเงินจากต่างประเทศ และสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุนของภาคเอกชน

“หากทั้งประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือและประชาคมระหว่างประเทศต่างทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ ความร่วมมือเหล่านี้ก็จะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน” นางคริสตาลินากล่าว

บาซิล อัล-คาติบ บรรณาธิการบริหาร Business Echoes จากเลบานอน กล่าวขอบคุณ IMF และทางการไทยสำหรับการจัดประชุม ก่อนตั้งคำถามถึงแนวโน้มเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) โดยเฉพาะประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างเลบานอนและอิรัก

นางคริสตาลินา ตอบว่า IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือโดยรวมลง 2% แต่สถานการณ์อาจเลวร้ายกว่านี้มาก หากหลายประเทศในภูมิภาคไม่ได้ดำเนินการปฏิรูปและสร้างกันชนทางเศรษฐกิจรองรับความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า

นางคริสตาลินชื่นชมประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) เป็นพิเศษ เนื่องจากตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศเหล่านี้ได้ดำเนินการปฏิรูปอย่างจริงจัง ประกอบกับการมีรายได้ที่ช่วยรองรับผลกระทบ ทำให้สามารถรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดจากวิกฤติไม่ได้อยู่ที่ความสูญเสียทางการเงิน แต่อยู่ที่ผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน

ขณะเดียวกัน ภูมิภาค MENA ยังมีประเทศที่เผชิญความเปราะบางมากกว่า โดยเฉพาะอิรักและเลบานอน

สำหรับอิรัก ทางการได้ร้องขอความช่วยเหลือภายใต้โครงการของ IMF ซึ่งพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการเงินและคำปรึกษาเชิงนโยบาย

ส่วนเลบานอน IMF อยู่ระหว่างการหารืออย่างใกล้ชิดกับทางการ และมีความคืบหน้าอย่างมากในการจัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือ แม้ยังมีรายละเอียดบางส่วนที่ต้องดำเนินการร่วมกัน แต่มั่นใจว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้

สิ่งสำคัญที่สุดคือ “เราต้องตระหนักว่า ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค MENA มีความสามารถในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน ดังนั้น IMF จึงต้องมุ่งให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศที่มีความเปราะบางมากกว่าเป็นพิเศษ”

โครงการสนับสนุนอิรักและเลบานอนจะมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน IMF ยังมีโครงการสนับสนุนอียิปต์ ซึ่งกำลังดำเนินการเพื่อให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงโครงการในจอร์แดนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

“เราจึงเห็นว่าบทบาทของ IMF ในการเป็น หลักยึดด้านเสถียรภาพ ทั้งผ่านการสนับสนุนทางการเงินและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์โลกปัจจุบัน” นางคริสตาลินากล่าว

ประธาน IMFC กล่าวเสริมว่า ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) สามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มหลัก แม้ประเทศในแต่ละกลุ่มจะไม่ได้ตั้งอยู่ติดกันก็ตาม

กลุ่มแรกคือประเทศที่เตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตมาเป็นอย่างดี มีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างกันชนทางเศรษฐกิจไว้ล่วงหน้า ทำให้มีความสามารถในการรองรับผลกระทบจากความผันผวนได้ดีกว่า โดยประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่มคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) อยู่ในกลุ่มนี้

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือประเทศที่เผชิญความอ่อนแอทางเศรษฐกิจอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเกิดวิกฤตซ้ำเติมจึงต้องเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างมาก เนื่องจากขาดทั้งขีดความสามารถและกันชนทางเศรษฐกิจที่จะช่วยรองรับผลกระทบ

ขณะเดียวกัน ยังมีประเทศในภูมิภาค MENA ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้

“ผมอาจถูกมองว่ามีความโน้มเอียงเพราะเป็นชาวซาอุดีอาระเบีย แต่สิ่งที่ผมกำลังพูดไม่ใช่เพราะผมเป็นคนซาอุดีอาระเบีย หากเป็นข้อเท็จจริงที่ว่า หากไม่มีการลงทุนจากประเทศอย่างซาอุดีอาระเบีย ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานคงรุนแรงกว่านี้มาก” นายโมฮัมเหม็ด อัล-จาดาน กล่าว

“ผมจึงคิดว่าภูมิภาค MENA เป็นการผสมผสานระหว่างกลุ่มประเทศที่ต้องการความสนับสนุน และเห็นได้ชัดว่าสถาบันต่างๆ เช่น IMF และธนาคารโลกกำลังพยายามประสานความพยายามเพื่อช่วยเหลือ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าส่วนอื่นๆ ของภูมิภาค MENA ที่มีความแข็งแกร่งกว่า จะหาทางลดความรุนแรง ยุติสงคราม และหันกลับมามุ่งเน้นที่การปฏิรูปซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่หลายปีก่อน” นายโมฮัมเหม็ด อัล-จาดาน กล่าว

ผู้สื่อข่าว Spotlight และ Marine Television ประเทศไทย ถามว่าในการประชุมประจำปี IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ มีสิ่งใดที่สร้างความประทับใจให้กับ IMF มากที่สุด และบทบาทของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างไร

นางคริสตาลินา ตอบว่า “ก่อนอื่น ขอแสดงความชื่นชมกับประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้

เรามารวมตัวกันในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญสถานการณ์ซับซ้อน ดังนั้น บรรยากาศและสภาพแวดล้อมของการประชุมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และประเทศไทยได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้รับประโยชน์จากการเป็นเจ้าภาพที่ยอดเยี่ยมของไทย

นางคริสตาลินาขยายความในสองประเด็น

ประการแรก ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้มาแล้วเมื่อ 35 ปีก่อน แต่ประเทศไทยที่ได้เห็นในวันนี้แตกต่างจากในอดีตอย่างมาก เป็นประเทศที่มีพลวัตทางเศรษฐกิจ มีศักยภาพด้านการผลิตที่แข็งแกร่ง และมีบทบาทเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI ของโลก ซึ่งสัมผัสได้ถึงความคึกคักเหล่านี้ในทุกแห่งที่เดินทางไป

“สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศต่าง ๆ สามารถสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริง หากมีนโยบายที่ดีและสถาบันที่เข้มแข็ง และประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จดังกล่าว” นางคริสตาลินากล่าว

ประการที่สอง ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของความมีน้ำใจและความเอื้ออาทร สังคมไทยเต็มไปด้วยผู้คนที่อบอุ่นและให้การต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลกอย่างดียิ่ง

“สำหรับพวกเราหลายคนที่เดินทางมาพร้อมกับความเคร่งเครียดจากสถานการณ์โลก ประเทศไทยช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและทำให้เราได้สัมผัสกับความเป็นไทยอย่างแท้จริง”

นายโมฮัมหมัด อัล-จาดาน ประธาน IMFC กล่าวเสริมว่า

“คริสตาลินากล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจว่าไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นคือ การเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม The Land of Smile

คนไทยยังคงมีน้ำใจ อบอุ่น และให้การต้อนรับผู้มาเยือนอย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างสัมผัสได้

“อีกประเด็นหนึ่งคือ ประเทศไทยกำลังสร้างความท้าทายครั้งใหญ่ให้กับประเทศที่จะเป็นเจ้าภาพในครั้งต่อไป เพราะไทยได้ยกระดับมาตรฐานการจัดประชุมไว้สูงมาก จนเจ้าภาพรายต่อไปคงต้องทำงานหนักไม่น้อย”

นางคริสตาลินากล่าวเพิ่มเติมว่า

“ขอเสริมอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อวานนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวระหว่างการประชุมเต็มคณะ (Plenary Session)ว่า ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพต้อนรับพวกเราเมื่อ 35 ปีที่แล้ว ได้กลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในวันนี้ และยินดีต้อนรับพวกเราอีกครั้งในอีก 35 ปีข้างหน้า

ดิฉันจึงอยากบอกท่านนายกรัฐมนตรีว่า เราตอบรับคำเชิญนั้นแล้ว”