Carrie อ่านอะไรในวันที่โลกไม่ใจดี

1721955

นี่คือบทความเล่าหนังสือ 12 เล่มที่ปรากฏใน Carrie ฉบับซีรีส์ล่าสุด เพื่อจะทำความรู้จักกับแคร์รีเวอร์ชันนี้ให้มากกว่าเดิม ก่อนที่โลกทั้งใบของเธอจะเปลี่ยนไปหลังคืนงานพรอม

หากย้อนกลับไปมองแคร์รี ไวต์ ตอนยังใสใส โดยเฉพาะตอนเธอได้เข้าห้องสมุดครั้งแรก เด็กสาวมองชั้นหนังสืออย่างกับเพิ่งมีคนบอกว่าบนโลกนี้มีห้องอีกมากมายที่เธอเดินเข้าไปได้ และคราวนี้จะไม่มีแม่มาคอยยืนรอลงโทษเธออยู่หน้าประตู แม้หนังสือบางเล่มอาจมีเรื่องที่แม่ไม่อยากให้รู้ บางเล่มมีคนที่แม่สอนให้กลัว(หรือรังเกียจ) แต่เธอหยิบมันขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง

แคร์รีเป็นตัวเอกของนิยายสยองขวัญปี 1974 ของสตีเฟน คิง เด็กสาวเติบโตมากับแม่เคร่งศาสนาซึ่งมองโลกภายนอกเต็มไปด้วยบาปร้าย พอได้เข้าโรงเรียน เธอต้องเผชิญการถูกรังแก แล้วหลังจากนั้นความสยองจึงค่อย ๆ เติบโตขึ้น แล้วชื่อของเธอก็ผูกติดกับคืนงานพรอมจนกลายเป็นตำนาน

Carrie ฉบับซีรีส์ปี 2026 ของไมค์ ฟลานาแกน ให้เวลากับอีกมุมของเธอ แคร์รีเวอร์ชั่นนี้อ่านหนังสือเป็นและอ่านมาไม่น้อย เพื่อนบ้านเคยส่งหนังสือให้เธออย่างลับ ๆ เธอจึงรู้จักถ้อยคำจากวรรณกรรม แต่กลับไม่คุ้นกับชีวิตแบบเพื่อนวัยเดียวกัน ความรู้สองอย่างนี้ไม่ได้มาพร้อมกัน เด็กที่คุยเรื่องหนังสือเก่งก็อาจไม่รู้จะรับมืออย่างไรเมื่อเพื่อนหัวเราะใส่ และคนที่จำข้อความยาก ๆ ได้ก็อาจยังไม่เคยมีใครอธิบายเรื่องประจำเดือนให้ฟัง (เพราะแม่ไม่อนุญาตให้เธอรู้)

รายละเอียดที่น่าเอ็นดูปนเจ็บคือเธอใช้หนังสือเป็นเพื่อน จากนั้นเธอก็พยายามจะใช้หนังสือหาเพื่อน เธอยื่นประโยคที่ชอบออกไป ก่อนจะพบว่าคนฟังเงียบกริบและแทบไม่มีใครรู้จักมันเลย สำหรับเด็กผู้หญิงที่ถูกทำให้รู้สึกผิดที่ผิดทางมาทั้งชีวิต ความเงียบสั้น ๆ นั้นอาจจะดังมาก

หนังสือทั้งสิบสองเล่มต่อไปนี้บางเล่มอาจเห็นกองอยู่ในฉาก บางเล่มเป็นเรื่องโปรดที่ตัวละครคุยกัน บางเล่มปรากฏผ่านถ้อยคำที่นำมาใช้ ความเชื่อมโยงที่ชวนอ่านต่อจึงอยู่ที่มีเนื้อหาอะไรบนหน้ากระดาษเหล่านั้น ที่พอจะช่วยให้เรามองแคร์รีได้ละเอียดขึ้น

1.Last Night at the Telegraph Club (2021) โดย Malinda Lo

ก่อนจะรู้จักบาร์เทเลกราฟคลับ ลิลี หู อาจนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าชีวิตที่เธอต้องการมีหน้าตาอย่างไร ลิลีเป็นเด็กสาวเชื้อสายจีนวัยสิบเจ็ดปีในซานฟรานซิสโกปี 1954 เธอเริ่มรักแคทลีน มิลเลอร์ ที่โลกในเวลานั้นแทบไม่มีที่ทางให้ความรักเป็นไปได้ระหว่างผู้หญิงสองคน ยิ่งอยู่ท่ามกลางความหวาดระแวงภัยคอมมิวนิสต์และการเหยียดคนเชื้อสายจีน ครอบครัวก็ยิ่งต้องระวังว่าจะถูกมองอย่างไร ความต้องการส่วนตัวของลูกสาวจึงชนกับความกลัวที่ใหญ่กว่าตัวเธอ

บาร์แห่งนี้สำคัญเพราะลิลีได้พบคนที่มีความรักแบบเดียวกัน สิ่งที่เธอเคยคิดว่าต้องเก็บซ่อนอยู่คนเดียวจึงมีที่ทางให้เปิดเผย การได้พบคนรักกับการพบว่าตนมีพวกพ้องเป็นความสุขคนละอย่าง และนิยายให้ความสำคัญกับทั้งสองอย่างนี้ ลองนึกถึงความโล่งใจเมื่อสิ่งที่เราเคยเชื่อว่าเป็นความผิด ดันกลายเป็นเรื่องที่คนอื่นรับฟังได้โดยไม่สะดุ้ง โลกไม่ได้ง่ายขึ้นทันที แต่เราไม่ต้องยืนอธิบายตัวเองท่ามกลางความว่างเปล่าอีกแล้ว

เล่มนี้อยู่ในกองหนังสือที่แคร์รีเลือกจากห้องสมุด มันจึงเป็นภาพเล็ก ๆ ที่มีแรงกระเพื่อมมาก เด็กซึ่งเคยฟังแต่ผู้ใหญ่บอกว่าคนแบบไหนควรกลัวกำลังจะได้ฟังคนเหล่านั้นเล่าชีวิตของตนเองบ้าง แคร์รีมีโอกาสพบว่าคนที่ถูกสรุปด้วยคำว่า “บาป” มีทั้งความเขิน ความกลัว และความอยากเป็นที่รัก…เหมือนคนอื่น ๆ

เรื่องเดียวกันนี้เกิดขึ้นในห้องทำงานของมอร์ตัน ครูแนะแนวที่มีธงสีรุ้งและรูปคู่ชีวิตเพศเดียวกันอยู่ใกล้ตัว เขาไม่ได้เริ่มด้วยการขอให้แคร์รีเปลี่ยนความเชื่อทั้งหมด แต่ชวนคุยเรื่องหนังสือและฟังเธออย่างตั้งใจ ประสบการณ์แบบนี้มีน้ำหนักกว่าการเถียงให้ชนะ เด็กอาจยังสับสนกับสิ่งที่บ้านสอน ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธได้ยากว่าผู้ใหญ่ตรงหน้ากำลังทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย

แน่นอน ปกนิยายรักระหว่างผู้หญิงไม่ได้เป็นใบแจ้งรสนิยมทางเพศของคนถือหนังสือ แคร์รีอาจสนใจความรักในเล่มนี้ สนใจการต้องซ่อนชีวิต หรือเพียงอยากรู้จักโลกที่ไม่เคยเห็น การอ่านทำให้เราเข้าไปอยู่ในโลกของคนที่มีชีวิตต่างจากเราได้ด้วย

ลิลีในนิยายกับแคร์รีในซีรีส์ยังมีเรื่องยากอีกอย่างร่วมกัน คือเราอาจรักครอบครัวที่ทำให้เราหายใจไม่ทั่วท้องได้ การอยากออกไปพบโลกจึงมักพ่วงความรู้สึกผิดว่ากำลังทรยศคนที่รัก นิยายเล่มนี้ช่วยแยกสองอย่างนี้ออกจากกันอย่างอ่อนโยน การตั้งคำถามกับกฎของบ้านไม่ได้ทำให้ความผูกพันหายไป และความผูกพันก็ไม่ควรเป็นเหตุให้ใครต้องยกทั้งชีวิตให้กับกฎเหล่านั้น

2.Looking for Alaska (2005) โดย John Green

ไมลส์ ฮอลเตอร์เป็นเด็กหนุ่มที่เบื่อชีวิตแบบเดิม ๆ และชอบจดจำคำพูดสุดท้ายของคนมีชื่อเสียง เขาย้ายไปเรียนโรงเรียนประจำคัลเวอร์ครีก ที่นั่นเขาได้รู้จักเพื่อนกลุ่มใหม่และตกหลุมรักอะแลสกา ยัง เด็กสาวฉลาด ชอบอ่านหนังสือ และมีอารมณ์สวิงจนเขาเข้าใจเธอได้ยาก ช่วงแรกของเรื่องเล่าชีวิตในโรงเรียน ทั้งการแกล้งกัน การดื่มเหล้า ความรัก และความสนิทสนมระหว่างเพื่อน

ช่วงกลางเรื่อง อะแลสกาเสียชีวิตจากรถชน ไมลส์กับเพื่อนจึงพยายามหาว่าคืนนั้นเธอออกไปไหนและเกิดอะไรขึ้น ทุกคนย้อนคิดถึงสิ่งที่ตนทำหรือไม่ได้ทำ และรู้สึกผิดที่ปล่อยให้เธอขับรถออกไป หนังสือไม่ได้เฉลยว่าเธอประสบอุบัติเหตุหรือตั้งใจฆ่าตัวตาย แม้เพื่อนจะพบเบาะแสบางอย่าง ก็ไม่มีใครกลับไปถามเธอได้อีกแล้ว

นิยายเล่าทั้งความเศร้าจากการเสียเพื่อนและความยากในการรู้จักใครสักคน ไมลส์หลงรักอะแลสกา แต่ค่อย ๆ พบว่าเขารู้เรื่องความทุกข์ของเธอน้อยกว่าที่คิด เรื่องจึงให้ความสำคัญกับการยอมรับว่าเราอาจไม่มีคำตอบครบทุกอย่าง และต้องหาทางใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่ปล่อยให้ความรู้สึกผิดทำลายตนเอง Looking for Alaska เคยถูกสร้างเป็นซีรีส์ 8 ตอนจบในปี 2019

FYI: หนังสือที่ควรปิดกั้นการเข้าถึง

ความน่าสนใจยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อมองออกไปนอกจอ Last Night at the Telegraph Club กับ Looking for Alaska อยู่ในรายชื่อ Most Challenged Books ซึ่งก็คือหนังสือที่ถูกคัดค้านหรือขอจำกัดการเข้าถึงบ่อยที่สุดในสหรัฐฯ ประจำปี 2025 [ซึ่งปีที่ผ่านมามี 11 เล่ม อีก 9 เล่มที่เหลือคือ Sold (2006) โดย Patricia McCormick, The Perks of Being a Wallflower (1999) โดย Stephen Chbosky, Gender Queer: A Memoir (2019) โดย Maia Kobabe, Empire of Storms (2016) โดย Sarah J. Maas, Tricks (2009) โดย Ellen Hopkins, A Court of Thorns and Roses (2015) โดย Sarah J. Maas, A Clockwork Orange (1962) โดย Anthony Burgess, Identical (2008) โดย Ellen Hopkins, Storm and Fury (2019) โดย Jennifer L. Armentrout] ของสมาคมห้องสมุดอเมริกัน (ALA)

หนังสือที่ “ถูกคัดค้าน” ในสหรัฐฯ หมายถึงหนังสือที่มีคนหรือกลุ่มคนเรียกร้องให้โรงเรียนหรือห้องสมุดเอาออก หรือเพิ่มเงื่อนไขในการอ่าน เพราะเห็นว่าเนื้อหาไม่เหมาะสม ALA รวบรวมข้อมูลเหล่านี้ทุกปีเพื่อให้สังคมเห็นว่าหนังสืออะไรบ้างที่ถูกพยายามจะปิดกั้น การติดรายชื่อนี้ไม่ได้หมายความว่าหนังสือถูกห้ามอ่าน

เหตุผลที่ใช้คัดค้านมักเกี่ยวกับเนื้อหาทางเพศ คำหยาบ หรือการเล่าชีวิตของคนรักเพศเดียวกันและคนข้ามเพศ ไปจนถึงการที่มีเนื้อหาเล่าเรื่องร้ายแรงเช่นตัวละครถึงแก่ความตาย เมื่อมีคำร้อง โรงเรียนหรือห้องสมุดอาจให้คณะกรรมการตรวจสอบ แล้วตัดสินว่าจะเก็บหนังสือไว้ ย้ายไปอยู่ในส่วนอื่น หรือเอาออกไปเลย บางแห่งยังให้ยืมได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองก่อน ตามแนวทางของ ALA ผู้พิจารณาควรอ่านหนังสือทั้งเล่มและดูบริบท เช่น ฉากความรุนแรงทางเพศอาจมีไว้เล่าความเจ็บปวดของผู้ถูกทำร้าย การหยิบเฉพาะฉากนั้นมาตัดสินอาจทำให้มองข้ามสิ่งที่หนังสือต้องการสื่อ

แม้หนังสือจะยังหาซื้อได้ตามร้าน การเอาออกจากห้องสมุดก็ทำให้คนบางกลุ่มเสียโอกาสอ่าน โดยเฉพาะเด็กที่ไม่มีเงินซื้อเอง ส่วนเงื่อนไขให้ผู้ปกครองเซ็นอนุญาตก็อาจเป็นอุปสรรคสำหรับเด็กที่ยังไม่กล้าคุยเรื่องเพศหรือความรู้สึกของตัวเองกับครอบครัว หนังสือจึงยังมีอยู่ แต่คนที่ต้องการอ่านกลับเข้าไม่ถึง เรื่องนี้ทำให้ฉากห้องสมุดใน Carrie มีความหมายเพิ่มขึ้นสำหรับเรา แคร์รีเติบโตมากับแม่ที่ควบคุมว่าเธอควรรู้อะไร การได้เลือกหนังสือเองจึงเป็นโอกาสให้เธอรู้จักชีวิตที่ต่างจากสิ่งที่บ้านสอน และค่อย ๆ คิดด้วยตัวเองว่าควรเชื่ออะไร อย่างไรก็ตามในปัจจุบันบางสำนักพิมพ์ก็ใช้โอกาสในการถูกแบนนี้เป็นกลยุทธในการโปรโมทหนังสือค่ายตัวเองก็มีเหมือนกัน

3. I Know Why the Caged Bird Sings (1969) โดย Maya Angelou

มายา แองเจลูเป็นนักเขียนและกวีหญิงผิวดำชาวอเมริกัน หนังสือ I Know Why the Caged Bird Sings เป็นอัตชีวประวัติที่เธอเล่าชีวิตวัยเด็กของตัวเอง รวมถึงเหตุการณ์ที่เธอถูกแฟนของแม่ข่มขืน เธอรอดชีวิต แต่หลังจากเธอบอกว่าใครเป็นผู้ทำร้าย ชายคนนั้นก็ถูกฆ่า เด็กหญิงเข้าใจผิดว่าคำพูดของเธอทำให้เขาตาย จึงกลัวว่าหากพูดอีกจะทำให้คนอื่นตายตามไปด้วย เธอหยุดพูดกับคนส่วนใหญ่เป็นเวลาหลายปี โดยยังพูดกับพี่ชายของตนเองอยู่

ระหว่างที่เงียบ แองเจลูยังอ่านหนังสือและรักบทกวี ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อเบอร์ธา ฟลาวเวอร์สอ่านหนังสือให้เธอฟังและกระตุ้นให้เธอลองอ่านออกเสียง เธอจึงค่อย ๆ กล้าพูดอีกครั้ง เมื่อเติบโตขึ้น เธอนำประสบการณ์เหล่านี้มาเขียนเป็นหนังสือ พลังของเรื่องจึงอยู่ตรงนี้ด้วย เด็กหญิงที่เคยกลัวว่าคำพูดของตัวเองจะทำร้ายคนอื่น สามารถเติบโตมาเล่าได้ด้วยตัวเองว่าเธอถูกกระทำอะไร รู้สึกอย่างไร และผ่านชีวิตช่วงนั้นมาได้อย่างไร

4. The Handmaid’s Tale (1985) โดย Margaret Atwood

มาร์กาเร็ต แอตวูดเล่าเรื่องของออฟเฟร็ด ผู้หญิงที่เคยมีงาน มีสามี และมีลูกสาว แต่ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปเมื่อกลุ่มเคร่งศาสนายึดอำนาจในสหรัฐอเมริกาและตั้งรัฐใหม่ชื่อกิเลียด ผู้หญิงถูกพรากสิทธิหลายอย่าง รวมถึงการอ่านหนังสือและการมีเงินเป็นของตนเอง ออฟเฟร็ดพยายามหนีไปกับครอบครัวแต่ไม่สำเร็จ เธอถูกแยกจากสามีและลูก แล้วถูกส่งไปเป็นแฮนด์เมดในบ้านของผู้บัญชาการคนหนึ่ง

หน้าที่ของแฮนด์เมดคือถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายในบ้านเพื่อคลอดลูกให้ครอบครัวของเขา เพราะกิเลียดกำลังเผชิญปัญหาคนมีลูกได้น้อยลง แม้แต่ชื่อออฟเฟร็ดก็เป็นชื่อที่บอกว่าเธอเป็นของ เฟร็ด-ผู้ชายที่เธอถูกส่งมาอยู่ด้วย เธอต้องระวังทุกคำพูดและทุกความสัมพันธ์ เพราะไม่รู้ว่าใครจะนำเรื่องของเธอไปแจ้งเจ้าหน้าที่

หนังสือสลับชีวิตในกิเลียดกับความทรงจำเมื่อออฟเฟร็ดยังมีเสรีภาพ ทำให้เห็นชัดว่าสิ่งที่เธอเสียไปเคยเป็นเรื่องธรรมดาเพียงใด ความสำคัญของนิยายอยู่ที่การเล่าว่ารัฐเข้ามาควบคุมร่างกาย การมีลูก และชีวิตส่วนตัวของผู้หญิงได้อย่างไร โดยใช้ศาสนาและความจำเป็นของประเทศมาเป็นข้ออ้าง ตอนจบยังไม่ยืนยันว่าออฟเฟร็ดกำลังถูกจับกุมหรือได้รับความช่วยเหลือให้หลบหนี เล่มนี้เคยถูกสร้างเป็นซีรีส์ดิสโทเปียที่มีมากถึง 6 ซีซั่น และกำลังเริ่มส่วนที่เป็นภาคต่อในชื่อ The Testaments ที่ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันในปี 2019

5. One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1962) โดย Ken Kesey

เรื่องเกิดในโรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่งในรัฐออริกอน ผู้เล่าคือชีฟ บรอมเดน ผู้ป่วยเชื้อสายชนพื้นเมืองอเมริกันที่คนอื่นเข้าใจว่าหูหนวกและพูดไม่ได้ ทั้งที่เขาได้ยินและพูดได้ เขาคอยสังเกตชีวิตในหอผู้ป่วยซึ่งพยาบาลแรตเช็ดควบคุมอย่างเข้มงวด กระทั่งแรนเดิล แม็กเมอร์ฟีถูกย้ายเข้ามาจากสถานที่ใช้แรงงานนักโทษ เขาคิดว่าการอยู่โรงพยาบาลจะสบายกว่า แต่กลับพบว่าพยาบาลมีอำนาจเหนือชีวิตเขามากกว่าที่คาด

แม็กเมอร์ฟีเริ่มโต้แย้งกฎของแรตเช็ด ชวนผู้ป่วยคนอื่นหัวเราะ ทำกิจกรรม และลองตัดสินใจด้วยตัวเอง การต่อต้านรุนแรงเกิดขึ้นจนเขาถูกผ่าตัดสมองและกลับมาในสภาพที่ไม่สามารถตอบสนองได้อย่างเดิม บรอมเดนไม่ต้องการให้เพื่อนถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพนั้น จึงใช้หมอนกดหน้าแม็กเมอร์ฟีจนเสียชีวิต ก่อนที่ตนเองจะหนีออกจากโรงพยาบาล

นิยายวิจารณ์สถานพยาบาลที่ใช้การรักษาและกฎระเบียบเป็นเครื่องมือบังคับให้ผู้ป่วยเชื่อฟัง การเล่าผ่านบรอมเดนยังทำให้เราได้ฟังคนที่ผู้อื่นมองข้ามและคิดว่าไม่มีอะไรจะพูด เขาสังเกตเห็นความกลัวและการใช้อำนาจในโรงพยาบาลมาตลอด แต่ต้องใช้เวลาจึงจะกล้าพูดและลงมือเปลี่ยนชีวิตของตัวเอง

FYI: One Flew Over the Cuckoo’s Nest ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1975 กำกับโดยมิโลช ฟอร์แมน นำแสดงโดยแจ็ก นิโคลสันในบทแม็กเมอร์ฟี และหลุยส์ เฟลตเชอร์ในบทพยาบาลแรตเช็ด ไมเคิล ดักลาสเป็นผู้อำนวยการสร้างร่วม โดยรับช่วงโครงการต่อจากเคิร์ก ดักลาส ผู้เป็นพ่อ ซึ่งซื้อลิขสิทธิ์นิยายไว้และเคยรับบทแม็กเมอร์ฟีในฉบับละครเวทีมาก่อน หนังประสบความสำเร็จจนคว้าออสการ์ในปี 1976 ครบทั้งห้าสาขาหลัก ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม และเป็นหนังที่แจ้งเกิด แจ็ค นิโคลสัน ให้กลายเป็นดาราโดดเด่นมาจนวันนี้

6. The Catcher in the Rye (1962) โดย J. D. Salinger

โฮลเดน คอลฟีลด์เป็นเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีที่ถูกไล่ออกจากโรงเรียนประจำ เขายังไม่อยากกลับบ้านไปเจอพ่อแม่ จึงออกมาใช้ชีวิตในนิวยอร์กอยู่สองสามวัน เขาพักโรงแรม โทรหาเพื่อนเก่า ไปบาร์ และพยายามหาคนคุยด้วย แต่ยิ่งพบคนมากเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยว เขาชอบตำหนิว่าผู้ใหญ่และคนรอบตัวเสแสร้ง ขณะเดียวกันตัวเขาเองก็โกหกและพูดอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างอยู่บ่อยครั้ง

ความเศร้าสำคัญของโฮลเดนคือการตายของอัลลี น้องชายที่เขารัก ส่วนฟีบี น้องสาวที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นคนที่เขาไว้ใจและอยากปกป้อง (จะคอยรับไว้ไม่ให้ใครร่วงหล่น-ฉบับแปลไทย) ชื่อหนังสือมาจากภาพที่โฮลเดนจินตนาการว่ามีเด็ก ๆ วิ่งเล่นอยู่ในทุ่งไรย์ใกล้หน้าผา และเขาจะยืนคอยรับเด็กที่กำลังจะตกลงไป ภาพนี้บอกว่าเขาอยากปกป้องเด็กจากอันตรายและความเจ็บปวดของการโตเป็นผู้ใหญ่

หนังสือทำให้เห็นว่าวัยรุ่นที่พูดจาหงุดหงิดและทำตัวมีปัญหาอาจกำลังรับมือกับความสูญเสียที่ยังพูดออกมาไม่เป็น เรารู้จักโฮลเดนผ่านคำบ่น เรื่องเล่าที่วกไปมา และสิ่งที่เขาเผลอเปิดเผยเกี่ยวกับตัวเอง จึงค่อย ๆ เข้าใจว่าการปฏิเสธคนอื่นของเขาเกิดขึ้นพร้อมกับความต้องการให้ใครสักคนรับฟัง

FYI: The Catcher in the Rye ยังมีความเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมจอห์น เลนนอน เพราะมาร์ก เดวิด แชปแมน ผู้ก่อเหตุ เป็นคนที่หมกมุ่นกับโฮลเดน คอลฟีลด์ ตัวเอกของนิยาย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 1980 แชปแมนยิงเลนนอนเสียชีวิตบริเวณทางเข้าตึกดาโกตา ซึ่งเป็นที่พักของเลนนอนในนิวยอร์ก หลังลงมือ เขายังคงอยู่ในที่เกิดเหตุและเปิดนิยายเล่มนี้อ่านระหว่างรอให้ตำรวจมาจับ ต่อมาในการพิจารณากำหนดโทษเมื่อปี 1981 เมื่อศาลเปิดโอกาสให้พูด แชปแมนก็เลือกอ่านบางตอนจาก The Catcher in the Rye ให้ศาลฟังว่า “ฉันต้องคอยรับทุกคนไว้ ถ้าพวกเขากำลังจะตกหน้าผา”

7.  Anne of Green Gables (1908) โดย L. M. Montgomery

แอนน์ เชอร์ลีย์เป็นเด็กกำพร้าอายุสิบเอ็ดปีที่ถูกส่งไปอยู่กับแมทธิวและมาริลลา คัทเบิร์ต สองพี่น้องเจ้าของบ้านกรีนเกเบิลส์บนเกาะปรินซ์เอ็ดเวิร์ดของแคนาดา ทั้งคู่ตั้งใจรับเด็กผู้ชายมาช่วยงานในไร่ แต่เกิดความผิดพลาดจนได้แอนน์มาแทน ตอนแรกมาริลลาคิดจะส่งเธอกลับ ส่วนแมทธิวเอ็นดูเธอตั้งแต่พบกัน ในที่สุดทั้งคู่ก็ตัดสินใจให้เด็กหญิงอยู่ต่อ

แอนน์พูดเก่ง จินตนาการสูง อารมณ์ร้อน และมักทำเรื่องผิดพลาด เธอได้ไดอานา แบร์รีเป็นเพื่อนสนิท และเป็นคู่แข่งเรื่องเรียนกับกิลเบิร์ต ไบลธ์ ชีวิตของเธอมีทั้งเรื่องชวนหัว เช่น การย้อมผมแล้วผมกลายเป็นสีเขียว และเรื่องจริงจังอย่างการเรียนต่อกับความรับผิดชอบต่อคนที่เลี้ยงดูเธอ ความผูกพันในบ้านกรีนเกเบิลส์ค่อย ๆ ทำให้เด็กที่เคยถูกส่งต่อไปมาเริ่มมั่นใจว่าตนเองมีบ้านแล้ว

นิยายให้ความสำคัญกับความสามารถและความคิดของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แอนน์ไม่จำเป็นต้องเรียบร้อยหรือทำถูกทุกอย่างจึงจะเป็นที่รัก เธอเรียนรู้จากความผิดพลาด และคนที่รับเธอมาเลี้ยงก็เปลี่ยนแปลงจากการได้อยู่กับเธอด้วย เรื่องของครอบครัวในเล่มนี้จึงอยู่ที่การดูแลกันทุกวัน แม้คนในบ้านจะไม่ได้เป็นญาติกันโดยสายเลือด

8. Great Expectations (1861) โดย Charles Dickens

พิปเป็นเด็กกำพร้าที่เติบโตมากับพี่สาวและโจ สามีของพี่สาวซึ่งเป็นช่างตีเหล็กผู้ใจดี วันหนึ่งพิปช่วยแม็กวิช นักโทษหลบหนี ด้วยการหาอาหารและตะไบไปให้ ต่อมาเขาถูกเรียกไปที่บ้านของมิสแฮวิแชม เศรษฐินีที่ถูกคนรักทิ้งในวันแต่งงานและยังเก็บบ้านไว้ราวกับเวลาหยุดลง ที่นั่นเขาพบเอสเตลลา เด็กสาวที่มิสแฮวิแชมเลี้ยงไว้ และตกหลุมรักเธอ แม้เธอจะดูถูกฐานะและความหยาบของเขา

เมื่อมีผู้อุปถัมภ์ลึกลับออกเงินให้ไปเป็นสุภาพบุรุษในลอนดอน พิปคิดว่ามิสแฮวิแชมกำลังเตรียมให้เขาคู่ควรกับเอสเตลลา เขาจึงพยายามเปลี่ยนตัวเอง แต่ภายหลังกลับพบว่าเงินทั้งหมดมาจากแม็กวิช นักโทษที่เขาเคยช่วย ไม่ใช่เศรษฐินีอย่างที่เขาเข้าใจ การเปิดเผยนี้ทำให้ความฝันเรื่องฐานะและความรักของพิปพังลง

ดิคเกนส์ใช้เรื่องของพิปเล่าว่าความอยากได้รับการยอมรับทำให้คนดูถูกชีวิตเดิมและทำร้ายคนที่รักตนได้อย่างไร โจไม่มีการศึกษาสูงและไม่ได้เป็นสุภาพบุรุษตามแบบสังคมชั้นสูง แต่กลับเป็นคนที่ดูแลพิปอย่างจริงใจ ส่วนคนที่มีเงินหรือมีชาติตระกูลก็ไม่ได้ใจดีเสมอไป พิปต้องผ่านความผิดหวังก่อนจะมองเห็นความแตกต่างระหว่างการมีฐานะดีกับการเป็นคนดี

9. A Wrinkle in Time (1962) โดย Madeleine L’Engle

เม็ก เมอร์รีเป็นเด็กสาวที่ไม่มั่นใจในตัวเองและมีปัญหาที่โรงเรียน พ่อของเธอเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่หายตัวไปขณะทำงานวิจัย เม็กจึงออกเดินทางตามหาเขาพร้อมชาร์ลส์ วอลเลซ น้องชายที่ฉลาดเกินวัย และแคลวิน โอคีฟ เพื่อนของเธอ โดยมีมิสซิสวอตซิต มิสซิสฮู และมิสซิสวิช สามผู้ช่วยลึกลับพาเดินทางข้ามอวกาศด้วยวิธีที่ย่นระยะทางระหว่างดวงดาว

เด็ก ๆ ไปถึงดาวคามาซอตซ์ ซึ่งถูกควบคุมด้วยพลังที่เรียกว่าไอที ผู้คนที่นั่นต้องคิดและทำสิ่งต่าง ๆ เหมือนกัน พ่อของเม็กถูกขังอยู่บนดาวนี้ แม้พวกเขาจะช่วยพ่อออกมาได้ แต่ชาร์ลส์ วอลเลซกลับถูกไอทีครอบงำ เม็กจึงต้องกลับไปช่วยน้อง เธอพบว่าสิ่งที่ใช้ต่อสู้ได้คือความรักที่มีต่อเขา ซึ่งไอทีไม่สามารถเข้าใจหรือสั่งให้เกิดขึ้นได้

หนังสือผสมการผจญภัยในอวกาศกับเรื่องของเด็กที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ เม็กมีทั้งความกลัว ความดื้อ และความโกรธ แต่เธอก็เป็นคนที่ช่วยครอบครัวได้ โลกที่ทุกคนถูกบังคับให้เหมือนกันทำให้เรื่องอธิบายได้ชัดว่าเหตุใดการคิดต่างและการรู้จักคนที่เรารักอย่างใกล้ชิดจึงสำคัญ

10. Frankenstein (1818) โดย Mary Shelley

วิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์เป็นชายหนุ่มผู้หลงใหลวิทยาศาสตร์และต้องการสร้างชีวิตขึ้นมาเอง แต่เมื่อสิ่งมีชีวิตที่เขาสร้างลืมตาขึ้น วิกเตอร์กลับหวาดกลัวรูปลักษณ์ของมันและหนีไป ทิ้งให้มันต้องเรียนรู้ทุกอย่างตามลำพัง ชื่อแฟรงเกนสไตน์จึงเป็นชื่อของผู้สร้าง ส่วนสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นไม่มีชื่อในเรื่อง

สิ่งมีชีวิตนั้นเรียนรู้ภาษาและเฝ้าดูครอบครัวมนุษย์จนอยากได้รับความรักบ้าง แต่เมื่อคนเห็นรูปร่างหน้าตาของมันก็มักหวาดกลัวและขับไล่ ความโดดเดี่ยวค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความโกรธ มันเริ่มแก้แค้นวิกเตอร์ด้วยการฆ่าน้องชายของเขา และต่อมาเรียกร้องให้เขาสร้างคู่ให้ เมื่อวิกเตอร์ทำลายคู่ที่กำลังสร้าง ความขัดแย้งก็ยิ่งรุนแรงขึ้น มีคนใกล้ชิดวิกเตอร์ถูกฆ่าอีก จนชีวิตของผู้สร้างและผู้ถูกสร้างกลายเป็นการไล่ล่ากัน

นิยายตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของคนที่สร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา วิกเตอร์อยากประสบความสำเร็จ แต่เมื่อทำได้กลับไม่ยอมดูแลผลของการทดลอง หนังสือยังเล่าความทุกข์ของสิ่งมีชีวิตที่ถูกตัดสินจากรูปลักษณ์ ทำให้ผู้อ่านเข้าใจทั้งความกลัวของวิกเตอร์และความโกรธของอีกฝ่าย ก่อนจะเห็นว่าการปฏิเสธความรับผิดชอบกับการแก้แค้นทำลายทุกคนอย่างไร

11. The Wonderful Things You Will Be (2015) โดย Emily Winfield Martin

เล่มนี้เป็นหนังสือภาพสำหรับเด็ก เขียนและวาดโดยเอมิลี วินฟิลด์ มาร์ติน เนื้อหาเป็นคำพูดของผู้ใหญ่ที่มองเด็กคนหนึ่งแล้วจินตนาการว่าเมื่อโตขึ้นเด็กคนนี้จะเป็นอย่างไร จะมีนิสัยแบบไหน ชอบทำอะไร และจะใช้ชีวิตอย่างไร ภาพประกอบพาไปเห็นเด็ก ๆ ในสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งเรื่องธรรมดาและจินตนาการสนุก ๆ

ผู้ใหญ่บอกเด็กว่ายังมีชีวิตอีกมากให้ลองค้นหา และไม่ว่าเด็กจะเติบโตไปเป็นใคร เขาก็ยังจะได้รับความรัก ความสำคัญของเล่มนี้อยู่ที่การให้ความมั่นใจกับเด็ก โดยไม่กำหนดไว้ล่วงหน้าว่าเขาต้องเก่งหรือประสบความสำเร็จแบบใดจึงจะมีคุณค่า ข้อความสั้น ๆ กับภาพประกอบทำให้ผู้ใหญ่สามารถอ่านเล่มนี้ร่วมกับเด็ก เพื่อบอกความรักและชวนคุยถึงสิ่งที่เด็กอยากทำได้

12. The Little White Bird (1902) โดย J. M. Barrie

นิยายที่เล่าผ่านชายโสดคนหนึ่งในลอนดอน เขาสนิทกับเด็กชายชื่อเดวิดและใช้เวลากับเด็กในสวนเคนซิงตัน ระหว่างการเดินเล่น ผู้เล่าพาเราไปเห็นความสัมพันธ์ของตนกับเดวิดและครอบครัว พร้อมกับเล่าเรื่องมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในสวน เรื่องจริงในชีวิตประจำวันจึงสลับกับนิทานที่เขาเล่าให้เด็กฟัง

เรื่องหนึ่งในนั้นคือปีเตอร์ แพน เด็กเล็กที่หนีจากบ้านและไปอยู่ในสวนเคนซิงตันกับนกและภูต ปีเตอร์อยากกลับไปหาแม่ แต่เมื่อกลับไปในภายหลัง เขาพบว่าหน้าต่างปิดแล้วและแม่มีเด็กอีกคนอยู่ข้างกาย เขาจึงไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตเดิมได้ ตอนของปีเตอร์มีทั้งการเล่นสนุกและความเศร้าของเด็กที่กลับบ้านไม่ได้

หนังสือเล่มนี้สำคัญเพราะเป็นครั้งแรกที่ปีเตอร์ แพนปรากฏในงานของแบร์รี ก่อนจะมีบทละครและเรื่องผจญภัยกับเวนดีที่รู้จักกันภายหลัง ส่วนเรื่องของผู้เล่ากับเดวิดก็ทำให้เห็นความเหงาของผู้ใหญ่ที่อยากมีส่วนในชีวิตเด็กและอยากได้รับความรักตอบ จึงเป็นหนังสือที่พูดถึงความต้องการของผู้ใหญ่ควบคู่ไปกับจินตนาการและวัยเด็ก

FYI: กำเนิดปีเตอร์แพน ปีเตอร์แพนเป็นตัวละครทีเป็นแรงบันดาลใจเด็กหลาย ๆ คน หนึ่งในนั้นที่โลกรู้จักเป็นอย่างดีคือ ไมเคล แจ็คสัน ราชาเพลงป๊อปผู้ล่วงลับถึงขนาดสร้างบ้านในสวนสนุกเรียกว่า Neverland และปีเตอร์แพนฉบับแรกนั้นถือกำเนิดมาจากนิยายเล่มนี้ The Little White Bird ปีเตอร์แพนในฉบับนี้ยังเป็นทารกที่ออกจากบ้านตั้งแต่อายุเจ็ดวัน แล้วไปใช้ชีวิตกับนกและนางฟ้าในสวนเคนซิงตัน กรุงลอนดอน ต่อมาบทที่เล่าถึงปีเตอร์แพนถูกแยกออกมาพิมพ์เป็นหนังสืออีกเล่มชื่อ Peter Pan in Kensington Gardens (1906) พร้อมภาพประกอบของอาร์เธอร์ แร็กแฮม

ส่วนปีเตอร์แพนที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย คือเด็กชายบินได้ที่ไม่ยอมโต และพาเวนดี้กับน้อง ๆ ไปผจญภัยในเนเวอร์แลนด์ แบร์รีเขียนเรื่องราวนี้เป็นละครเวที ซึ่งเปิดแสดงครั้งแรกในปี 1904 แล้วจึงนำมาเขียนเป็นนิยายชื่อ Peter and Wendy (1911) ที่ภายหลังมักตีพิมพ์ในชื่อ Peter Pan ด้วย ความสำคัญของ The Little White Bird จึงอยู่ที่การเป็นจุดเริ่มต้นของตัวละคร ก่อนที่แบร์รีจะพัฒนาเขาให้กลายเป็นพระเอกของเรื่องผจญภัยที่โด่งดังในเวลาต่อมา

เมื่อแคร์รีวางหนังสือลง

หนังสือทั้งสิบสองเล่มพาแคร์รีไปรู้จักชีวิตที่ต่างจากตัวเอง ทั้งความรัก มิตรภาพ ครอบครัว และการต่อสู้กับความอยุติธรรม หลายเรื่องมีตัวละครที่โดดเดี่ยว ถูกกีดกัน หรือพยายามหาที่ทางของตัวเอง การอ่านอาจช่วยให้เธอเข้าใจความรู้สึกบางอย่าง และรู้ว่ามีคนอื่นเผชิญปัญหาคล้ายกัน แต่ในชีวิตประจำวัน เธอก็ยังต้องเผชิญกับแม่ที่ควบคุมเธอและเพื่อนที่รังแกเธออยู่ดี

แคร์รีจึงยังต้องการความรู้เรื่องร่างกาย คนที่รับฟังโดยไม่ตัดสิน และโรงเรียนที่หยุดการรังแกได้จริง เด็กที่อ่านหนังสือเก่งอาจยังไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลืออย่างไร และครูที่หวังดีเพียงคนเดียวก็อาจช่วยได้ไม่ทั่วถึง ผู้ใหญ่รอบตัวเธอต้องรับรู้ปัญหาและร่วมกันแก้ไข ก่อนจะปล่อยให้เธอต้องรับมือทุกอย่างตามลำพัง

ความทุกข์ของแคร์รีควรได้รับความสนใจตั้งแต่วันที่เธอถูกทำร้าย เช่นเดียวกับเด็กคนอื่น ๆ ไม่ว่าพวกเขาจะชอบอ่านหนังสือ พูดจาน่าฟัง หรือทำให้ผู้ใหญ่เอ็นดูหรือไม่ ทุกคนควรได้รับความปลอดภัยเท่ากัน หนังสือช่วยให้แคร์รีรู้จักโลกได้กว้างขึ้นแล้ว เมื่อเธอวางมันลง คนรอบตัวก็ควรทำให้โลกที่เธออยู่เป็นที่ที่เธอใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวด้วย