
ข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาส 3 ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยยังได้แรงส่งจากการลงทุน การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล รวมถึงมาตรการช่วยค่าครองชีพของภาครัฐ แต่แรงหนุนกระจุกตัวและส่งผ่านไปครัวเรือนและธุรกิจไม่ทั่วถึง ขณะที่การทบทวนข้อมูลภาคอุตสาหกรรมและดุลบัญชีเดินสะพัดครั้งใหญ่ในช่วงปลายเดือน ก.ย.ทำให้ภาพกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอดีตสูงกว่าที่รายงานไว้เดิม และอาจนำไปสู่การทบทวน GDP ในระยะต่อไป แต่ทิศทางและขนาดของการทบทวน GDP ยังไม่แน่นอน ทั้งนี้หาก GDP ถูกปรับสูงขึ้น SCB EIC ประเมินว่าจะไม่ได้เปลี่ยนนัยของการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง แต่ยิ่งสะท้อนภาพเศรษฐกิจ K-shaped ชัดขึ้น เนื่องจากกิจกรรมที่ถูกปรับเพิ่มกระจุกในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล ขณะเดียวกัน น้ำท่วมช่วงปลายเดือน ก.ย.-ต.ค. ซ้ำเติมกำลังซื้อและภาคธุรกิจ และอาจกระทบ GDP ปี 2569 ราว 0.1pp.
เศรษฐกิจไทยค่อนข้างทรงตัว แต่แรงหนุนส่งผ่านไม่ทั่วถึง ขณะที่น้ำท่วมซ้ำเติมกำลังซื้อ
เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ค่อนข้างทรงตัว โดยมีแรงหนุนจากการลงทุน การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล รวมถึงมาตรการช่วยค่าครองชีพของภาครัฐ แต่การฟื้นตัวยังกระจุกและส่งผ่านไปสู่ครัวเรือนและธุรกิจไม่ทั่วถึง ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสร้างแรงกดดันผ่านราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศทยอยปรับสูงขึ้น ซ้ำเติมเงินเฟ้อและกำลังซื้อ
แม้หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงเหลือ 85.2% ในไตรมาส 2/2569 ต่ำสุดในรอบกว่า 6 ปี แต่ไม่ได้สะท้อนว่าฐานะการเงินของครัวเรือนฟื้นตัวแล้ว เนื่องจากครัวเรือนยังเผชิญข้อจำกัดด้านสินเชื่อและสภาพคล่อง ขณะที่ตลาดแรงงานมีสัญญาณเปราะบางขึ้น สะท้อนจากอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 3 ทั้งในภาพรวม และโดยเฉพาะแรงงานอายุน้อยที่อัตราการว่างงานสูงกว่าภาพรวมกว่าเท่าตัว
SCB EIC ประเมินว่าน้ำท่วมช่วงปลายเดือน ก.ย. – ต.ค. 2569 กระทบ GDP ปีนี้ราว 0.1 pp. และอาจทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวบ้างในระยะสั้น โดยเฉพาะราคาอาหารสด ราคาผักบางชนิดปรับสูงขึ้นมากหลังเกิดน้ำท่วม สำหรับผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่เกิดขึ้นผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1) กำลังซื้อและการใช้จ่ายที่ลดลง 2) การหยุดชะงักของระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน และ 3) ความเสียหายต่อทรัพย์สิน สินค้าคงคลัง และสถานประกอบการ
ในช่วงข้างหน้าเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญอีกหลายความเสี่ยง ได้แก่
1) แม้สถานการณ์น้ำท่วมในภาคกลางคลี่คลายลงมาก แต่บางพื้นที่ใน 17 จังหวัดยังได้รับผลกระทบ (ข้อมูลจาก ปภ. 22 ต.ค. 2569) และต้องจับตาความเสี่ยงน้ำท่วมในภาคใต้ช่วงปลายปี
2) ความเสี่ยงจาก Super El Nino ที่อาจทำให้ไทยเจอภาวะร้อนและแล้งยืดเยื้อถึงกลางปี 2570 กระทบผลผลิตและรายได้เกษตร รวมถึงความเพียงพอของแหล่งน้ำ แต่ปริมาณน้ำในเขื่อนกักเก็บที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้บ้าง
3) ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน และการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า เป็นความเสี่ยงภายนอกที่สำคัญ นอกจากนี้
4) ราคาน้ำมันในประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่องตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เนื่องจากกองทุนน้ำมันลดการชดเชยลงจากภาระหนี้กองทุนน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงติดลบมากถึงราว 1 แสนล้านบาท (ข้อมูล 11 ต.ค. 2569) อาจกระทบค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจ
การปรับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญย้อนหลังทำให้ภาพกิจกรรมในอดีตดีขึ้น แต่ไม่เปลี่ยนภาพเศรษฐกิจ K-shaped
ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่ปรับใหม่ชี้ว่ากิจกรรมเศรษฐกิจไทยในอดีตสูงกว่าข้อมูลเดิม โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเผยแพร่ข้อมูลดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ชุดใหม่เมื่อปลายเดือน ก.ย. ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโตสูงถึง 4.4%YOY เทียบกับก่อนปรับปรุงข้อมูลที่ภาพทรงตัวราว 0.5%YOY การปรับครั้งนี้มาจากการเพิ่มความครอบคลุมของสินค้าและโรงงานตัวอย่างในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก อัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) จึงปรับสูงขึ้นบางส่วน
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทยได้ทบทวนข้อมูลดุลการชำระเงินประจำปี โดยการทบทวนรอบเดือน ก.ย. นี้ทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนใหญ่จากการปรับลดมูลค่านำเข้าให้สอดคล้องกับหลักดุลการชำระเงิน โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่นำเข้ามาเพื่อรับจ้างผลิตและส่งกลับ โดยไม่ได้เปลี่ยนความเป็นเจ้าของ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ปรับจากเดิมที่ขาดดุลสูง 1.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือขาดดุล 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
SCB EIC ประเมินว่าข้อมูลชุดใหม่นี้ โดยเฉพาะ MPI อาจนำไปสู่การทบทวนข้อมูล GDP ไทยในอดีต แต่ทิศทางและขนาดผลกระทบต่อ GDP ยังไม่แน่นอน อย่างไรก็ดี หาก GDP ถูกปรับสูงขึ้น ก็ไม่ได้เปลี่ยนภาพเศรษฐกิจจริงที่ยังฟื้นตัวกระจุกในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล ขณะที่ภาคส่วนอื่นไม่ได้ขยายตัวสอดคล้องกัน จึงอาจยิ่งสะท้อนภาพเศรษฐกิจ K-shaped ชัดเจนขึ้น
ดอกเบี้ยนโยบายไทยมีแนวโน้มคงที่ 1% ถึงสิ้นปี 2570 ขณะที่มาตรการสินเชื่อเฉพาะจุดจะมีบทบาทมากขึ้น
SCB EIC คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ถึงสิ้นปี 2570 แม้เศรษฐกิจไทยมีทิศทางปรับดีขึ้น ในระยะข้างหน้า แต่แรงหนุนกระจุกตัวในบางภาคส่วน ขณะที่ครัวเรือนและธุรกิจ SMEs เผชิญภาระหนี้ ต้นทุนทางการเงิน และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ท่ามกลางตลาดแรงงานที่เปราะบาง มาตรการการเงินแบบตรงจุดเพื่อช่วยให้ SMEs และรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อจึงมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
ด้านเสถียรภาพราคา SCB EIC ประเมินเงินเฟ้อในช่วงข้างหน้าจะมีแรงกดดันจากราคาพลังงาน การส่งผ่านต้นทุนไปยังสินค้าอื่น และราคาอาหารสดที่อาจสูงขึ้นจากน้ำท่วม เงินเฟ้อทั่วไปอาจเข้าใกล้หรือสูงกว่าขอบบนของกรอบเป้าหมาย 1-3% ชั่วคราวในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าก่อนทยอยชะลอลง ค่าเฉลี่ยทั้งปี 2570 จะยังอยู่ในกรอบได้
เศรษฐกิจโลกดีกว่าคาดจากแรงหนุน AI แต่ความเสี่ยงพลังงาน เงินเฟ้อ และความตึงเครียดทางการค้ายังสูง
SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกเป็น 2.6% ในปี 2569 (เดิม 2.5%) และ 2.7% ในปี 2570 (เดิม 2.6%) เนื่องจากโลกทนทานต่อราคาพลังงานสูงและความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ดีกว่าคาด โดยการลงทุนในเทคโนโลยี AI ช่วยหนุนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI สนับสนุนการส่งออกและการผลิตของเศรษฐกิจเอเชียอย่างต่อเนื่อง
ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนผ่อนคลายลงชั่วคราว หลังทั้งสองฝ่ายขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าถึงวันที่ 10 ม.ค. 2570 อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้ายังสูง โดยเฉพาะมาตรการภาษีที่เกี่ยวข้องกับปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน
ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางอยู่ในระดับสูง เนื่องจากการเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่คืบหน้า และสถานการณ์เสี่ยงลุกลามในภูมิภาค ส่งผลให้ราคาพลังงานทรงตัวสูงและเงินเฟ้อในหลายประเทศเศรษฐกิจหลักสูงกว่าเป้าหมาย SCB EIC จึงคาดว่า Fed, ECB และ BOJ อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งภายในสิ้นปี ขณะที่ความกังวลด้านเงินเฟ้อ เสถียรภาพการคลัง และทิศทางนโยบายการเงินกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของหลายประเทศอยู่ในระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ
อ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม… https://www.scbeic.com/th/detail/product/eic-monthly-1026



