“KBank x Techsauce: EMPOWER THE FUTURE ECONOMY” รวมผู้นำระดับโลก ชี้ทิศทางเศรษฐกิจใหม่ ปลดล็อกโอกาสเติบโตของธุรกิจไทย

(ซ้ายไปขวา) นายอะนูป ซากู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Accenture, นายยาน เม็ตซ์เกอร์ หัวหน้าสายงาน Coverage Banking ระดับโลก ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด, นางสาวอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด, นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย, นายซาร์เวช ซูรี รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) กลุ่มธนาคารโลก และนายอาซาร์ คูลิบาลี รองประธานประจำภูมิภาคและรองที่ปรึกษากฎหมายทั่วไป ฝ่ายกิจการองค์กร กิจการภายนอกและกฎหมาย Microsoft Asia

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านการค้า การลงทุน และเทคโนโลยี การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ถือเป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำระดับโลกจากหลากหลายภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและหารือแนวทางนโยบายเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ เพื่อรับมือกับความท้าทายและสร้างโอกาสการเติบโตในอนาคต

ในโอกาสนี้ ธนาคารกสิกรไทย ได้ร่วมกับ Techsauce สื่อด้านเทคโนโลยีและธุรกิจชั้นนำ ได้จัดกิจกรรมคู่ขนาน (Affiliated Program) ภายใต้งาน “KBank x Techsauce: EMPOWER THE FUTURE ECONOMY: Growth | Technology | Finance” ณ C asean Rama IV อาคาร ThaiBev Quarter

สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า สรุปสาระสำคัญจากเวทีดังกล่าว ซึ่งได้นำเสนอโจทย์สำคัญคือ บทบาทจากภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเทคโนโลยีระดับโลก รวมถึงการเตรียมตัวของธุรกิจไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของการค้า การลงทุน และ AI

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย

ระเบียบโลกใหม่ กับเส้นทางเศรษฐกิจแห่งอนาคต

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวเปิดงานว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกกำลังถูกกำหนดขึ้นใหม่ ทั้งการค้าที่ถูกจัดระเบียบใหม่ AI ที่เปลี่ยนวิธีผลิต วิธีทำงาน และวิธีสร้างคุณค่าของธุรกิจ และความยั่งยืนที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจลงทุน นักลงทุนกำลังมองหาประเทศที่มีทั้งโอกาสและความพร้อมในการเติบโต รวมถึงมีพันธมิตรที่ช่วยให้เดินหน้าได้อย่างมั่นใจ

นางสาวขัตติยา กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นส่วนสำคัญของคำตอบ ทั้งฐานการผลิตและบริการ เครือข่ายผู้ประกอบการ และที่ตั้งที่เชื่อมโยงกับตลาดอาเซียน

“เศรษฐกิจแห่งอนาคตไม่ใช่สิ่งที่เรารอให้เกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนมีส่วนร่วมสร้างขึ้นได้ ธนาคารกสิกรไทยตั้งใจที่จะเป็นพันธมิตรตลอดเส้นทางของทุกท่าน เพื่อร่วมกันเปลี่ยนโอกาสให้เป็นการเติบโตที่ยั่งยืน” นางสาวขัตติยา กล่าว

ภูมิทัศน์การค้าใหม่

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พลิกโฉมการค้าแห่งอนาคต: สร้างโอกาสในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ (Reimagining Trade for the Future: Unlocking Growth in a Changing Global Economy)” ว่า โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยเฉพาะภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป 4 ด้าน ได้แก่

  1. Multi-Polar World หรือ โลกหลายขั้ว ขณะที่ประเทศต่างๆ ถูกบีบให้เลือกข้าง ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง ดังนั้น การเลือกคู่ค้าจากต้นทุนเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถไปต่อได้
  2. New Rules หรือ กติกาใหม่ ตลอดจนมาตรการทางภาษี อีกทั้งเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันจากต้นทุนต่ำสุด เป็นการขายความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทาน
  3. AI & Digital หรือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง
  4. Sustainability & Security หรือ ความยั่งยืนและความมั่นคง โดยเฉพาะเรื่องสีเขียวต่างๆ ทั้ง มาตรฐานคาร์บอน การตรวจสอบย้อนกลับ ความมั่นคงทางอาหาร การผลิตและขนส่งที่ยั่งยืน ทั้งหมดกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้า
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

กุญแจ 4 ดอก เปิดประตูเศรษฐกิจไทยเชื่อมโลก

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก นางศุภจี มองว่า ไทยต้องคิดเรื่องการค้าใหม่ เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสในการเติบโต ผ่านแนวทางกุญแจ 4 ดอก ได้แก่

(1) Rethink Partnerships หรือ การคิดใหม่เรื่องพันธมิตรทางการค้า โดยนางศุภจี อธิบายว่า ยอดการส่งออกของประเทศไทยกว่า 1 ใน 3 ยังพึ่งพาสหรัฐและจีน แต่ด้วย ‘นโยบายที่เป็นกลาง’ และที่ตั้งใจกลางอาเซียน ไทยจึงถูกมองเป็น Trusted Partner นอกจากนี้ ใน 8 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกไทยขยายตัว 18.9% และโตในเกือบทุกตลาด ทั้งสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น อาเซียน และตลาดใหม่ เช่น เอเชียใต้ ลาตินอเมริกา แอฟริกา และออสเตรเลีย

“ในโลกหลายขั้ว คำตอบคือการเป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย และไม่ใช่การถอยออกจากโลก แต่คือการเปิดกว้าง รักษาสมดุลและสร้างทางเลือกให้ตัวเอง” นางศุภจี กล่าว

(2) Redefine Value หรือ การนิยามคุณค่าใหม่ของสินค้าและบริการ หมายถึงการทำให้สิ่งที่ประเทศไทยนำเสนอมีความหมายและคุณค่าของผู้ซื้อมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ข้าวที่เปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยราคาสู่ข้าวพรีเมียม ทั้งข้าวเพื่อสุขภาพและข้าวคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ ผลไม้สดที่ต้องรีบขายตามฤดูกาลสู่ผลไม้แปรรูปที่มีแบรนด์ขายได้ตลอดปี การรับจ้างประกอบสู่การผลิตที่ใช้นวัตกรรมและพลังงานสะอาด และภาคบริการที่เพิ่มมูลค่าให้การท่องเที่ยวผ่านอาหาร สุขภาพ และวัฒนธรรมไทย

(3) Rewire Trade หรือ การเชื่อมโยงการค้ากับเงินทุน เทคโนโลยี และคน

นางศุภจี กล่าวว่า การค้าในวันนี้เป็นสะพานเชื่อมเงินทุน เทคโนโลยี และคนเข้าด้วยกัน นโยบายการค้าจึงต้องเติบโตไปพร้อมการส่งเสริมการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการพัฒนาคน

นางศุภจี เสริมว่า คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่ากว่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% โดยกว่า 3 ใน 4 เป็นกิจการดิจิทัล ดังนั้น โจทย์สำคัญคือการเปลี่ยนคำขอให้เป็นการลงทุนจริง รัฐบาลจึงมีมาตรการ Fast Track

ด้านเทคโนโลยี ไทยอยู่ในห่วงโซ่ AI ของโลก โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์คิดเป็นกว่า 1 ใน 4 ของการส่งออก และประเทศไทยผลักดันกรอบ DEFA (Digital Economy Framework Agreement) ให้อาเซียน 10 ประเทศใช้กรอบดิจิทัลมาตรฐานเดียวกัน เพื่อขยายมูลค่าการค้าดิจิทัลจาก 1 ล้านล้านเป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 และขยายตลาดจาก 65 ล้านคนเป็น 650 ล้านคน

ด้านคน ประเทศไทยมี SME คิดเป็นกว่า 2 ใน 3 ของผู้ส่งออกไทย แต่มีสัดส่วนมูลค่าส่งออกเพียง 12% ภารกิจของรัฐบาลจึงไม่ใช่แค่ปกป้อง แต่ต้องส่งเสริมให้แข่งขันได้

“สิ่งที่รัฐบาลจะทำให้ SME ไทยเปลี่ยนตัวเองได้ใน 5 เรื่อง คือ (1) จากการแข่งขันด้วยราคาไปสู่การแข่งขันด้วยคุณค่า (2) จากการค้าขายสินค้า สู่การสร้างแบรนด์และประสบการณ์ (3) จากการตัดสินโดยใช้ประสบการณ์มาใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริง (4) จากการขายช่องทางเดียวสู่การเชื่อมโยงทุกช่องทาง และ (5) จากการทำงานเพียงลำพังสู่การทำงานในเครือข่ายและพันธมิตร” นางศุภจี กล่าว

(4) Rebuild Trust & Resilience หรือ การสร้างความเชื่อมั่นและความยืดหยุ่น โดยนางศุภจี อธิบายว่า ความยั่งยืนไม่ใช่กระแสอีกต่อไป แต่เป็นกติกาใหม่ของการค้าโลก ไทยจึงต้องเปลี่ยนจาก compliance สู่ competitiveness โดยภาครัฐสนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่าน Direct PPA ขณะที่ภาคการเงินมีบทบาทผ่าน Green Finance และ Trade Finance

นอกจากนี้ นางศุภจี ยังเสนอความร่วมมือ 3 ด้าน ได้แก่ การลงทุนและการผลิตเพื่อใช้ไทยเป็นฐานสู่อาเซียน การใช้ประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้า และความร่วมมือกับภาคการเงินและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุน SME และเศรษฐกิจสีเขียว

ไม่มีประเทศใดถือกุญแจครบทุกดอกได้เพียงลำพัง ประเทศไทยถือกุญแจบางดอก ทั้งที่ตั้ง ตลาด และความเป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย ขณะที่ภาคเอกชนและพันธมิตรระหว่างประเทศถือกุญแจอีกหลายดอก ทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายทั่วโลก ประตูแห่งการเติบโตจะเปิดได้ก็ต่อเมื่อร่วมกันไขไปพร้อมกัน

(ซ้ายไปขวา) ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน, นายอาซาร์ คูลิบาลี รองประธานประจำภูมิภาคและรองที่ปรึกษากฎหมายทั่วไป ฝ่ายกิจการองค์กร กิจการภายนอกและกฎหมาย Microsoft Asia, นายซาร์เวช ซูรี รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) ในเครือกลุ่มธนาคารโลก, นายยาน เม็ตซ์เกอร์ หัวหน้าสายงาน Coverage Banking ระดับโลก ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด และนายอะนูป ซากู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Accenture

หนุนกลไกการระดมทุนภาคเอกชน

ภายในงานยังมีเสวนาหัวข้อ “Powering the Future Economy – Growth, Technology, and Sustainability” โดยผู้บริหารจาก 4 องค์กรชั้นนำระดับโลก ได้แก่ นายซาร์เวช ซูรี รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) ในเครือกลุ่มธนาคารโลก, นายยาน เม็ตซ์เกอร์ หัวหน้าสายงาน Coverage Banking ระดับโลก ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด, นายอาซาร์ คูลิบาลี รองประธานประจำภูมิภาคและรองที่ปรึกษากฎหมายทั่วไป ฝ่ายกิจการองค์กร กิจการภายนอกและกฎหมาย Microsoft Asia และ นายอะนูป ซากู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Accenture

นายซาร์เวช ซูรี รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) ในเครือกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้เติบโตราว 3.1% โดยประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย AI หรือเชื่อมกับห่วงโซ่อุปทาน AI กำลังเติบโตอย่างเร็ว

นายซาร์เวช กล่าวต่อว่า กลุ่มธนาคารโลกวางเป้าหมายเรื่องการสร้างงาน เพราะในอีก 10-15 ปี ประเทศกำลังพัฒนาจะมีประชากรเข้าสู่ตลาดแรงงานกว่า 1,200 ล้านคน แต่จะมีงานเกิดขึ้นเพียง 420 ล้านตำแหน่ง โดยกว่า 90% เป็นงานในภาคเอกชน ดังนั้น ในปีที่ผ่านมากลุ่มธนาคารโลกระดมทุนจากภาคเอกชนได้ 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดเป็นประวัติการณ์

นายซาร์เวช เสริมเรื่องกลยุทธ์ 3 เสาหลัก คือ (1) การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งพลังงาน คมนาคม และดิจิทัล (2) การทำงานกับรัฐบาลให้มีแรงจูงใจและกฎระเบียบที่เสถียร และ (3) การทำงานกับบริษัทเอกชนด้านการระดมทุน การสนับสนุนทางเทคนิค และการขยายธุรกิจ

ส่วนในประเทศไทย นายซาร์เวช ให้ข้อมูลว่า MSMEs (Micro, Small and Medium Enterprises) หรือธุรกิจขนาดเล็กและกลางคิดเป็น 99.6% ของบริษัททั้งหมด และมีการจ้างงานราว 70% แต่บริษัทขนาดใหญ่ในประเทศไทย 1% กลับมีสัดส่วนการส่งออกถึง 80% สะท้อนว่า MSMEs ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก และเศรษฐกิจ AI ของไทยยังขับเคลื่อนด้วยบริษัทเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

นายซาร์เวช กล่าวต่อว่า พันธกิจของกลุ่มธนาคารโลกคือการขจัดความยากจนและเพิ่มความเจริญในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา แนวทางของกลุ่มธนาคารโลกจึงไม่ได้มุ่งพิจารณาเพียงวงเงินปล่อยกู้แก่รัฐบาลหรือการลงทุนในภาคเอกชน แต่ให้ความสำคัญกับการใช้ศักยภาพทางการเงินของกลุ่มธนาคารโลก เพื่อเปิดทางให้สถาบันการเงินระดมทุนมาสนับสนุนการสร้างงานได้มากขึ้น

ปรับวิธีคิด โมเดลธุรกิจ สร้างคุณค่าของมนุษย์

นายยาน เม็ตซ์เกอร์ หัวหน้าสายงาน Coverage Banking ระดับโลก ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าวถึงโอกาสที่ธุรกิจจะเชื่อมโยงกับเงินทุนในตลาดโลกว่า ปัจจุบันบริษัทต่างๆ มีการเติบโตอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตัวอย่างเช่น OpenAI, Anthropic, Bytedance ที่ก่อตั้งไม่ถึง 10 ปี แต่กลับสร้างรายได้ถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แตกต่างจากบริษัทในอดีตที่ต้องใช้เวลาหลายทศวรรษ นอกจากนี้ยังมีกรณีของ Nvidia ที่กลับมาเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

นายยาน กล่าวถึงแนวคิด Day Zero ว่า ถ้าย้อนไป 10 ปีก่อน คงไม่มีใครเชื่อว่าคู่แข่งของค่ายรถยนต์เยอรมันจะเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รายเล็กจากจีน แต่วันนี้ BYD กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในโลก

นายยาน จึงฝากถึงบอร์ดบริหารและคณะกรรมการของบริษัทขนาดใหญ่ว่า ผู้บริหารควรปิดห้องประชุมในช่วงวันหยุดยาว และคิดให้ตกผลึกว่า ใครคือคู่แข่งรายใหม่ที่คาดไม่ถึง

นายยาน ฝากถึงภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการสร้างความยืดหยุ่นให้โมเดลธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่บริหารแบบครอบครัวต้องปรับตัวให้โรงงานสามารถผลิตได้ทุกอย่าง ที่สำคัญคือ ในอนาคตรัฐบาลจะกลายเป็นคู่ค้าสำคัญ ดังนั้น การทำงานกับรัฐบาลจึงเป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้

นายยาน ทิ้งท้ายว่า ในโลกที่ความรู้เข้าถึงได้ไร้ขีดจำกัด คุณค่าของมนุษย์จะอยู่ที่ความอยากรู้อยากเห็นทางปัญญา ความเห็นอกเห็นใจ วิจารณญาณ และความยืดหยุ่น ยิ่งกว่านั้น เด็กอยู่ในโรงเรียนวันนี้จะมีอาชีพที่ถึง 6 อาชีพ การปรับตัวจึงต้องเตรียมใจเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

ผสานความร่วมมือ รัฐ-เอกชน-บิ๊กเทค เชื่อม AI ถึงทุกคน

นายอาซาร์ คูลิบาลี รองประธานประจำภูมิภาคและรองที่ปรึกษากฎหมายทั่วไป ฝ่ายกิจการองค์กร กิจการภายนอกและกฎหมาย Microsoft Asia อ้างอิงรายงาน AI Diffusion Report ของไมโครซอฟท์ ซึ่งพบว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่การแพร่กระจายและการใช้ AI เติบโตเร็วที่สุดในโลก แต่สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือการยกระดับ AI Readiness และ AI Literacy

นายอาซาร์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยจะเข้าเป็นประเทศสมาชิก OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ทำให้ต้องเตรียมปรับปรุงกฎหมายกว่า 70,000 ฉบับ และเอกสารอื่นๆ อีกกว่า 270,000 ฉบับ แต่เมื่อใช้ AI จะทำให้การปรับปรุงเสร็จใน 8-12 เดือน หรือลดเวลาถึง 1 ใน 5 เพียงแต่รัฐบาลต้องกำหนดลำดับความสำคัญ ภาคเอกชนท้องถิ่นและมหาวิทยาลัยไทย ต้องร่วมกันขับเคลื่อน อย่างไรก็ตาม การเติบโตในยุค AI ต้องอาศัยความร่วมมือ 3 ฝ่าย คือภาครัฐ ภาคธุรกิจ และบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

นายอาซาร์ กล่าวต่อว่า พันธกิจของไมโครซอฟท์ไม่ใช่การสร้างเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด แต่เป็นการช่วยผู้คนทั่วโลกบรรลุเป้าหมายได้มากขึ้น ที่ผ่านมาไมโครซอฟต์ได้เปิดตัว Center for the Global South สหประชาชาติ เพื่อรวบรวมงานด้านทักษะ โครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายสาธารณะ ไม่ให้ช่องว่างกว้างขึ้นและเริ่มลดช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยี

นายอาซาร์ ทิ้งท้ายว่า ตนมีโอกาสเข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และสัมผัสได้ว่า รัฐบาลไทยสนใจทั้งการเติบโตและการนำ AI มาใช้เพื่อให้ประชาชนมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น

คุณค่าของ AI คือการใช้ให้ถูกจุด

ด้านนายอะนูป ซากู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Accenture กล่าวถึงการนำ AI มายกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจว่า อาเซียนและไทยอยู่ในจุดที่ได้เปรียบ เพราะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ค่อนข้างสูง อีกทั้งสามารถดึงคุณค่าออกมาประยุกต์ใช้ตามบริบทต่างๆ ได้

นายอะนูป กล่าวต่อว่า องค์กรจำนวนมากใช้ AI ในงานหลังบ้านจนได้ประโยชน์เป็นชิ้นเล็กๆ แต่ในภาพรวมถือว่าช่วยยกระดับประสิทธิภาพไม่มากเท่าที่ควร แต่การดึงคุณค่าสูงสุดของ AI ต้องมองถึงเทรนด์และแนวโน้มของธุรกิจ ตัวอย่างเช่น นำข้อมูลจากกระบวนการอย่างการประมวลผลใบแจ้งหนี้ไปใช้ยกระดับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน

นอกจากนี้ AI ยังเป็นทักษะที่ต้องมีทั้งความรู้เท่าทันและความคล่องแคล่วในการใช้งานประจำวัน ผู้บริหารต้องลดการทำงานแบบแยกส่วน และทำให้ AI เข้าใจบริบทของธุรกิจ

นายอะนูป กล่าวต่อว่า AI เป็นเครื่องมือ แต่มนุษย์เป็นผู้ใช้และยกระดับทักษะ ตลอดจน AI สามารถเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่สร้างธุรกิจใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม มนุษย์ยังต้องมีวิจารณญาณในการตัดสินใจใช้ AI ด้วย