
‘เอกนิติ’ รับลูกพลังงาน เตรียมเรียกอธิบดีกรมสรรพสามิตปรับลดภาษี B20-E20 ‘เอกนัฏ’ แนะดึงเงินปันผลบริษัทน้ำมัน-กองทุนอนุรักษ์ฯ โป๊ะกองทุนน้ำมันติดลบกว่าแสนล้าน
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในงานสัมมนาวิชาการประจำปี Energy Symposium 2026 หัวข้อ “Thailand Pragmatic Energy Transition พลังงานยุคใหม่ ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การแข่งขันโลกอย่างยั่งยืน” จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทสไทย (ส.อ.ท.) ถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบกว่า 100,000 ล้านบาทว่า ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้เข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมันผ่าน 2 กลไก คือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กับการนำส่วนต่างผลประโยชน์ของค่าการกลั่นมาประมาณ 30,000 ล้านบาท มาใช้ในการตรึงราคาน้ำมันไม่ให้ปรับขึ้นตามราคาตลาด หรือทำให้ราคาน้ำมันลดลงลิตรละ 4 บาท หากเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตอนนั้นกระทรวงการคลังปรับลดภาษีทั้งน้ำมันเบนซิน และดีเซลลิตรละ 3-5 บาท นานเกือบ 2 ปี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปกว่า 170,000 ล้านบาท แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องไปกู้เงินมาชดเชยการขาดดุลตามระบบงบประมาณ นี่คือผลกระทบจากการปรับลดภาษีน้ำมัน ถามว่ามีโอกาสนำกลับมาใช้อีกหรือไม่ ก็ต้องบอกว่ามี แต่ขอเป็นมาตรการสุดท้าย

“อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์น้ำมันยังไม่ดีขึ้น ก็เหลือมาตรการภาษีสรรพสามิต วันนี้ผมได้มีการหารือกับกระทรวงการคลังแล้ว ในเบื้อต้นอาจมีการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันในกลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น แก๊สโซฮอล์ E20 และ ไบโอดีเซล B20 ซึ่งความช่วยเหลือต้องเน้นพุ่งเป้าไปที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ภาคการขนส่ง มอเตอร์ไซด์ ไรเดอร์ เครื่องยนต์ด้านการเกษตร โดยขจะพยายามรักษาระดับราคาน้ำมัน B20 และ E20 ให้ถูกกว่า B7 และ E10 ลิตรละ 6 บาท ซึ่งจะช่วยลดภาระให้กับกองทุนน้ำมันที่ต้องนำเงินไปแทรกแซงราคาน้ำมัน โดยเฉพาะ B20 ที่มีปริมาณการใช้วันละ 6 ล้านลิตร ถามว่าจะลดภาษีสรรพสามิตเมื่อไหร่ ก็จะพยายามให้ออกมาเร็วที่สุด” นายเอกนัฏ กล่าว
นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังศึกษาหาแหล่งเงินที่จะนำมาใช้เสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยที่ไม่ต้องกู้ยืมเงินเพิ่ม ซึ่งก็มีอยู่หลายทางเลือก อาทิ การนำเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงานที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมัน แต่เอาไว้กองไว้เฉย ๆ ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร นำกลับมาช่วยลดราคาน้ำมันให้กับประชาชนในช่วงนี้ อีกทางเลือกหนึ่ง ก็อาจจะให้กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทน้ำมัน นำเงินปันผลที่ได้มาจากการค้ากำไรในช่วงนี้มาช่วยหนุน หรือ ลดภาระให้กับผู้ใช้น้ำมัน

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “วันนี้ผมได้มีการหารือกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแล้ว และก็ได้แจ้งให้กับกระทรวงพลังงานรับทราบว่า เรื่องนี้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการคลัง ที่ต้องการปรับลดภาษีสรรพสามิตที่เกี่ยวกับพลังงานทดแทน หรือ เชื้อเพลิงชีวภาพ อย่างเช่น แก๊สโซฮอล์ E20 และ ไบโอดีเซล B20 อยู่แล้ว เพื่อสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน โดยรัฐบาลจะลดภาษีสรรพสามิต แต่จะลดเท่าไหร่นั้น คงต้องเรียกอธิบดีกรมสรรพสามิตมาหารือเร็วๆนี้
“หลักการคือพยายามช่วยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรักษาส่วนต่าง หรือ Space ของน้ำมัน B20 และ E20 ให้มีราคาถูกกว่า B7 และ E10 ลิตรละ 6 บาท หากเราไม่ช่วยกองทุนน้ำมันฯ ก็จะทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไปมากกว่านี้ เพราะตอนนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท” ดร.เอกนิติ กล่าว

จากข้อมูลของสำนักการเงินและบัญชี สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะสุทธิติดลบ 103,561 ล้านบาท โดยมีสินทรัพย์รวม 36,201 ล้านบาท และหนี้สินรวม 139,762 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 62,359 ล้านบาท และบัญชีก๊าซ LPG ติดลบ 41,202 ล้านบาท สะท้อนว่ากองทุนยังมีภาระหนี้สินสูงกว่าสินทรัพย์ ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง



