เปิดแผน ‘ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย’ โครงการแก้อุทกภัยซ้ำซาก 1.65 แสนล้าน-สร้างทางระบายน้ำ 270 กม. คลุม 9 จังหวัด

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติ “โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” วงเงินงบประมาณ 165,000 ล้านบาท เริ่มดำเนินการปีงบประมาณ 2570 – 2577 ระยะเวลาโครงการทั้งสิ้น 8 ปี

ปัญหาอุทกภัยซ้ำซากทำให้กรมชลประทาน ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอโครงนี้เข้าที่ประชุม ครม. พร้อมเหตุผลว่า โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย จะสามารถลดความเสียหายตีเป็นประมาณ 16,930 ล้านบาทต่อปี ลดพื้นที่น้ำท่วมได้ 3.48 ล้านไร่ และสามารถเก็บกักน้ำในหน้าแล้งได้ประมาณ 1,555 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงเพิ่มช่องทางขนส่งสินค้าเกษตร และเมื่อโครงการดังกล่าวได้รับการอนุมัติ เจ้าภาพอย่างกรมชลประทานจึงรับเรื่องไปดำเนินการต่อ

ไทยพับลิก้า เรียบเรียงข้อมูลเอกสารจากมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งประกอบด้วยเหตุผลและความจำเป็น ที่มาที่ไปของโครงการ วัตถุประสงค์ รูปแบบโครงการ สภานภาพโครงการ ประโยชน์และผลกระทบ รวมถึงงบประมาณค่าใช้จ่าย

ผุดโครงการตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ์ 1

แม้รัฐบาลนายอนุทินจะไฟเขียวให้เริ่มนับ 1 โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย แต่จุดเริ่มต้นจริงต้องย้อนไปในปี 2560 หรือตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์สมัยแรก

ณ เวลานั้น คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้ประชุมผลการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 โดยมติที่ประชุมเห็นชอบในหลักการแผนการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 9 แผนงาน หนึ่งในนั้นคือโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก–อ่าวไทย

ถัดมาภายใต้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์สมัยที่สอง กนช. ได้หารือการแก้ปัญหาอุทกภัย ครั้งที่ 4/2563 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 โดยมีการกล่าวถึงโครงการนี้อีกครั้ง

มติที่ประชุมเห็นชอบแผนหลักการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเป็นการปรับปรุงและก่อสร้างคลองระบายน้ำ เริ่มต้นโครงการที่ตำบลวัดโคก อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท และจุดระบายออกทะเลที่ตำบลสองคลอง อำเภอบางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตัดยอดน้ำหลากหน้าเขื่อนเจ้าพระยาไปสู่ทะเลฝั่งตะวันออกเพิ่มขึ้นจากเดิม 210 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ผ่านไปราว 5 ปี เข้าสู่สมัยรัฐบาลนายอนุทินสมัยแรก กนช. เปิดประชุมเรื่องการแก้ปัญหาอุทกภัย ครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 และมติที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท – ป่าสัก – อ่าวไทย กรอบวงเงินงบประมาณโครงการ 165,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2570 – 2577 และให้พิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

วันที่ 22 กันยายน 2569 ในสมัยรัฐบาลอนุทินสมัยที่สอง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งหนังสือเวียนถึงหน่วยงานต่างๆ เรื่องขออนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ก่อนที่เรื่องจะเข้าครม. ในสัปดาห์ถัดมาและได้รับการอนุมัติในที่สุด

‘น้ำท่วมซ้ำซาก’ สู่โปรเจคผันน้ำ-บรรเทาผลกระทบ

เอกสารที่นำเสนอต่อ ครม. ระบุเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำออกจากพื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา ผ่านแม่น้ำป่าสักลงสู่อ่าวไทย รวมทั้งเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่อาจมีผลกระทบหลายด้าน ทั้งด้านงบประมาณ การจัดหาที่ดินเพื่อการก่อสร้าง จึงต้องใช้ระยะเวลาและการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน

จากสภาพปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องซ้ำซาก อาทิ ปี 2518, 2521, 2523, 2526, 2538, 2545, 2549, 2551, 2553, 2554, 2560, 2564, 2565 และ 2568 เป็นอุทกภัยและมหาอุทกภัยครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ สร้างความเสียหายใหญ่หลวง ทั้งพื้นที่ชุมชน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม รวมทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยธนาคารโลกได้ประเมินมูลค่าความเสียหาย 1.42 ล้านล้านบาท ทำให้ต้องเสนอโครงการดังกล่าว

สรุปวัตถุประสงค์ 2 ข้อ คือ (1) เพื่อผันน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาผ่านแม่น้ำป่าสักลงสู่อ่าวไทย และ (2) เพื่อบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เพิ่มการระบายเป็น 930 ลบ.ม./วินาที – ลดความเสียหาย 1.6 หมื่นล้าน/ปี

ในเอกสารได้ระบุประโยชน์ของโครงการว่า ช่องคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก สามารถตัดยอดน้ำหลากหน้าเขื่อนเจ้าพระยาได้เพิ่มขึ้นจาก 210 เป็น 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำป่าสักได้อย่างรวดเร็ว ผลที่ตามมา ดังนี้

  • ช่วยลดระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา
  • ลดความเสี่ยงการเกิดน้ำล้นตลิ่งและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่เกษตรกรรมในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทองและพระนครศรีอยุธยา
  • บรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่เหนือเขื่อนเจ้าพระยาและเหนือเขื่อนพระรามหกลงสู่อ่าวไทยเป็นประมาณ 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
  • ช่วยบรรเทาอุทกภัยหรือลดมูลค่าความเสียหายรวมจากอุทกภัยเฉลี่ย 16,938.21 ล้านบาทต่อปี
  • สามารถบริหารจัดการน้ำหลากจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักลงทะเลอ่าวไทย เพื่อลดพื้นที่น้ำท่วมบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้ประมาณ 3.48 ล้านไร่ (อ้างอิงจากกรณีอุทกภัยปี 2554)
  • สามารถเก็บกักน้ำไว้ในคลองระบายน้ำหลากชัยนาท – ป่าสัก – อ่าวไทย ได้ประมาณ 155.77 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำให้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาในพื้นที่ ได้แก่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกระเทียม และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงราง
  • ถนนเลียบคลองระบายน้ำหลากจะช่วยลดต้นทุนการสัญจรหรือค่าเดินทางและการขนส่งสินค้าเกษตร และประหยัดเวลาเดินทางของประชาชน ผลตอบแทนเฉลี่ย 64.41 ล้านบาทต่อปี

ปรับปรุงคลอง-ทางระบายน้ำกว่า 270 กม. ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด

โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ

ตลอด 8 ปีงบประมาณ โครงการดังกล่าว แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ช่วง ได้แก่

(1) ช่วงปรับปรุงคลองชัยนาท – ป่าสัก ความยาว 134.365 กิโลเมตร มีอัตราระบายน้ำหลากสูงสุด 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบด้วย

  • คลองส่งน้ำอนุศาสนนันท์ เป็นคลองส่งน้ำดาดคอนกรีต ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งขวาของคลอง ทำหน้าที่ส่งน้ำให้กับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา จำนวน 4 โครงการ (มโนรมย์ ช่องแค โคกกระเทียม และเริงราง) ความกว้างท้องคลอง 4-14.5 เมตร ความลึก 3.65–6.5 เมตร และความยาว 120.723 กิโลเมตร อัตราการไหลระหว่าง 30-120 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
  • คลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก เป็นคลองดินซึ่งตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของคลอง ทำหน้าที่ระบายน้ำหลาก ความกว้างท้องคลอง 37-72.5 เมตร ความลึก 9.5-10.5 เมตร และความยาว 134.365 กิโลเมตร มีอัตราระบายน้ำสูงสุด 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลงสู่แม่น้ำป่าสัก
  • ถนนสัญจร ผิวทางลาดยาง 2 ช่องจราจร กว้าง 10 เมตรตลอดทั้งสองฝั่งคลอง
  • อาคารประกอบและส่วนประกอบอื่น และปรับปรุงอาคารประกอบเดิม

(2) ช่วงคลองระบายน้ำหลากป่าสัก–อ่าวไทย ความยาว 135.655 กิโลเมตร อัตราระบายน้ำหลากสูงสุด 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบด้วย

  • เขื่อนทดลองน้ำป่าสัก เป็นประตูระบายน้ำขนาด 12.5×8 เมตร จำนวน 6 ช่อง สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตั้งอยู่ด้านเหนือน้ำของเขื่อนพระรามหก ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร
  • คลองระบายน้ำหลาก ความยาว 135.655 กิโลเมตร พร้อมถนนสัญจรผิวทางลาดยางตลอดทั้งสองฝั่งคลอง
  • คลองเชื่อมคลองระพีพัฒน์ ความยาว 3.433 กิโลเมตร
  • อาคารประกอบและส่วนประกอบอื่น ได้แก่ ประตูระบายน้ำ อาคารเชื่อม จุดตัดคลอง อาคารเชื่อมจุดตัดคลองพี้อมประตูเรือสัญจร สะพานรถยนต์ สะพานรถไฟ อาคารจุดตัดทางคมนาคมทางบก สะพานน้ำ เป็นต้น

เผยความพร้อม 6 ด้าน – เวนคืนที่ดิน 1.8 หมื่นไร่

ด้านความพร้อมแบ่งเป็น 6 ด้าน ดังนี้

ด้านการศึกษาเหมาะสม

  • ดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น แล้วเสร็จเมื่อปี 2555
  • ดำเนินการศึกษาทบทวนคามเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้วเสร็จและได้เสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ซึ่งมีมติในการประชุมครั้งที่ 6/2568 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ

ด้านการสำรวจและออกแบบ

  • ช่วงปรับปรุงคลองชัยนาท-ป่าสัก ความยาว 134.365 กิโลเมตร ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564
  • ช่วงคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย ความยาว 135.655 กิโลเมตร ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม 2567

ด้านการจัดหาที่ดิน รวมประมาณ 18,484 ไร่

  • ช่วงคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก จำเป็นต้องดำเนินการจัดหารที่ดินเพิ่มเติมจากพื้นที่แนวคลองเดิม เนื้อที่ประมาณ 781 ไร่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการจัดหาที่ดิน ทั้งวิธีการเจรจาปรองดองและการเสนอขอตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน
  • ช่วงคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย จำเป็นต้องดำเนินการจัดหาที่ดินเพื่อก่อสร้างคลองระบายน้ำ เนื้อที่ประมาณ 17,703 ไร่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการจัดหาที่ดินทั้งวิธีการเจรจาปรองดองและการเสนอขอตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน

ด้านการขออนุญาตใช้พื้นที่ อยู่ระหว่างการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมเจ้าท่า และกรมธนารักษ์

ด้านการรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมกับประชาชน กรมชลประทานได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ มวลชนสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน ตั้งแต่ขั้นตอนการศึกษาความเหมาะสมของโครงการและขั้นตอนการสำรวจออกแบบ โดยให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การกำหนดรูปแบบโครงการ ซึ่งประชาชนเห็นด้วยกับการพัฒนาโครงการและในขั้นตอนระหว่างก่อสร้าง

ด้านการบริหารจัดการน้ำ

  • กรมชลประทานได้จัดทำรายงานคู่มือการบริหารตัดการน้ำของโครงการ และได้วิเคราะห์วิธีการบริหารจัดการน้ำในกรณีต่างๆ แบ่งตามระยะเวลาการพัฒนา โดยพิจารณาปรับปริมาณน้ำในแม่น้ำป่าสักเป็นหลักในการบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วยกรณีพัฒนาดังนี้
  • กรณีดำเนินการเฉพาะคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก ด้วยอัตราการระบายน้ำสูงสุด 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
  • กรณีดำเนินการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก ด้วยอัตราการระบายสูงสุด 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และปรับปรุงคลองระพีพัฒน์ด้วยอัตราการไหลสูงสุด 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และดำเนินการคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย ด้วยอัตราการไหลสูงสุด 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

งบ 7 ปี ใช้เงินกู้ 109,478 ล้าน

ส่วนค่าใช้จ่ายและแหล่งที่มาหรือการสูญเสียรายได้ จากวงเงินงบประมาณ 165,000 ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณรายจ่ายประจำปี 55,521 ล้านบาท คิดเป็น 33.65% และงบเงินกู้ 109,478 ล้านบาท คิดเป็น 66.35% ดังนี้

  • ปีงบประมาณ 2570 รวม 2,237.91 ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2,237.91 ล้านบาท และงบเงินกู้ 0 บาท
  • ปีงบประมาณ 2571 รวม 12,566.01 ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณรายจ่ายประจำปี 12,099.81 ล้านบาท และงบเงินกู้ 466.20 บาท
  • ปีงบประมาณ 2572 รวม 28,436.27 ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณรายจ่ายประจำปี 14,474.97 ล้านบาท และงบเงินกู้ 13,961.30 ล้านบาท
  • ปีงบประมาณ 2573 รวม 36,359.56 ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณรายจ่ายประจำปี 12,877.93 ล้านบาท และงบเงินกู้ 23,481.63 ล้านบาท
  • ปีงบประมาณ 2574 รวม 30,363.09 ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณรายจ่ายประจำปี 5,597.91 ล้านบาท และงบเงินกู้ 24,765.18 ล้านบาท
  • ปีงบประมาณ 2575 รวม 27,888.78 ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณรายจ่ายประจำปี 3,523.20 ล้านบาท และงบเงินกู้ 24,365.58 ล้านบาท
  • ปีงบประมาณ 2576 รวม 19,349.47 ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณรายจ่ายประจำปี 1,094.14 ล้านบาท และงบเงินกู้ 18,255.33 ล้านบาท
  • ปีงบประมาณ 2577 รวม 7,798.91 ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณรายจ่ายประจำปี 3,615.13 ล้านบาท และงบเงินกู้ 4,183.78 ล้านบาท

ค่าก่อสร้างสูงสุด 136,718 ล้าน

เมื่อจำแนกวงเงินงบประมาณตามประเภทรายการ สามารถแบ่งได้ดังนี้

(1) ค่าก่อสร้าง 136,718 ล้านบาท คิดเป็น 82.86% แบ่งเป็น

ช่วงที่ 1 ช่วงปรับปรุงคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก 38,092.27 ล้านบาท

ช่วงที่ 2 ช่วงคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย 98,625.73 ล้านบาท

(2) ค่าซื้อที่ดิน ค่าทดแทน ค่ารื้อย้ายในการจัดหาที่ดิน 23,328 ล้านบาท คิดเป็น 14.14%

(3) ค่าเผื่อเหลือเผื่อขาด 4,954 ล้านบาท คิดเป็น 3%

สภาพัฒน์ชี้โจทย์การจัดหาที่ดิน-แผนโยกย้าย ปชช.

ก่อนที่โครงการดังกล่าวจะเข้าสู่มติ ครม. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้พิจารณาโครงการและมีมติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ก่อนจะส่งหนังสือลงวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ถึงกรมชลประทาน โดยระบุถึงการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการในมิติต่างๆ

มติจากสภาพัฒน์ ระบุว่า ปัจจัยสำเร็จของโครงการคือการจัดหาที่ดิน ซึ่งเอ็นเอกสารสิทธิทั้งหมด จึงเห็นควรให้กรมชลประทานเร่งรัดการจัดหาที่ดิน ประสานปรับรูปแบบการก่อสร้างร่วมกับหน่วยงานอื่น รวมทั้งตรวจสอบความถูกต้องของผู้ได้รับผลกระทบและประเมินค่าขนย้ายที่เกิดขึ้นให้ครบถ้วน จัดทำแผนโยกย้ายประชาชนให้เห็นผล และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน

นอกจากนี้ เห็นควรให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์จากโครงการในมิติต่างๆ เช่น การใช้น้ำเพื่อการเกษตรกรรม การขนส่งทางน้ำ และการท่องเที่ยว เพื่อให้โครงการสร้างผลประโยชน์ต่อประชาชนและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่

ชูประโยชน์พ่วง กักเก็บน้ำฤดูแล้ง-สร้างแหล่งท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารที่กรมชลประทานส่งหนังสือชี้แจงถึงสภาพัฒน์ ระบุว่า นอกจากโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและบรรเทาอุทกภัย ซึ่งสามารถลดความเสียหายจากอุทกภัย 16,938.21 ล้านบาทต่อปี

ที่สำคัญ โครงการนี้จะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ประชาชนและสังคม ได้แก่ เป็นแหล่งน้ำสนับสนุนพื้นที่การเกษตรในฤดูแล้ง เนื่องจากมีน้ำในคลองที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ประมาณ 155.77 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งประเมินว่าจะเกิดผลตอบแทนด้านการเกษตรเฉลี่ย 151.05 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ถนนเลียบคลองระบายน้ำหลากจะช่วยลดต้นทุนการสัญจรหรือค่าเดินทางและการขนส่งสินค้าเกษตร และประหยัดเวลาเดินทางให้ประชาชน เกิดผลตอบแทนเฉลี่ย 64.41 ล้านบาทต่อปี

อีกทั้ง กรมชลประทานยังมีแผนจะยายผลการใช้ประโยชน์โครงการในอนาคต ด้วยการพัฒนาเป็นแหล่งน้ำดิบ สนับสนุนการประปาเพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชนและลดการพึ่งพาบ่อบาดาล ตลอดจนปรับปรุงภูมิทัศน์ริมคลองเป็นพื้นที่สันทนาการ แหล่งท่องเที่ยว และวางแผนการศึกษาความเหมาะสมในการประยุกต์ใช้ผิวน้ำเพื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์