‘วิทัย รัตนากร’ จับมือกกร.- พันธมิตร พูดแล้วทำ สร้างคอขวดสกัดเงินเทา-คอร์รัปชัน ลดลงจากเมืองไทยให้ได้มากที่สุด

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.หรือแบงก์ชาติ) กล่าวในงาน ZERO Corruption ในหัวข้อ “ระบบการเงินที่โปร่งใสกับอนาคตเศรษฐกิจไทย” จัดโดย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า “ดีใจมากที่ท่านประธานกกร. พูดถึงเรื่องการลงมือทำ ผมคิดว่าแนวของแบงก์ชาติชัดเจน ถ้าเราไม่ร่วมลงมือทำกัน ปัญหามันก็ไม่แก้ไข ไม่สามารถแก้ไขได้ ถ้าเราพูดอย่างเดียว เราโชว์พีอาร์อย่างเดียว ปัญหามันก็ไม่สามารถแก้ไขได้”

พร้อมกล่าวต่อว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้หลายๆปัญหา ปัญหาเรื่องเงินเทา ปัญหาเรื่องคอร์รัปชันเป็นหนึ่งในปัญหาหลัก เป็นหนึ่งในสี่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญ แล้วก็ลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

“ถามว่าทำไม เพราะเราเห็นว่าการที่เศรษฐกิจเราโตต่ำลงไปเรื่อยๆ เราเคยโต 7% ลงมาเหลือ 5% ลงมาเหลือ 3% ปีนี้เราจะโตประมาณ 2.3% มันเกิดมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่หมักหมมมายาวนาน แล้วไม่มีการลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง ธนาคารแห่งประเทศไทยหยิบปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวกับด้านการเงินขึ้นมา 4 เรื่อง ทำการแก้ไข เรื่องแรกหนี้เรื้อรัง 2.การเข้าถึงสินเชื่อของ SME 3.การเข้าถึงระบบทางการเงินด้วยความเป็นธรรม มีต้นทุนที่เหมาะสม ทั้งค่าธรรมเนียม ทั้งดอกเบี้ย เรื่องสุดท้ายคือเรื่องเงินเทาและคอร์รัปชัน”

นายวิทัยย้ำว่า “เราให้ความสำคัญกับทั้ง 4 เรื่องนี้อย่างจริงจัง ถามว่าทำไม เราเชื่อว่า 4 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญที่ต้องแก้ไข ควบคู่กับการแก้ปัญหาโครงสร้างอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับแบงก์ชาติ ที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของเรา แต่เราเชื่อว่าเราทำเรื่องดีๆ ให้เกิดขึ้นได้ เราแก้ปัญหาหรือบรรเทาปัญหาทั้ง 4 เรื่องได้”

“เราจะเห็นว่าเรื่องเงินเทา เรื่องคอร์รัปชัน ในทางเศรษฐศาสตร์มันเป็นเรื่องของการสูญหาย การหายไปของทรัพยากร เป็นทรัพยากรซึ่งไม่ควรจะหายไป เป็นงบประมาณซึ่งไม่ควรจะถูกหักออกไป เป็นเงินที่ไม่ควรหายออกไปจากระบบ เป็นส่วนที่สามารถสร้างกำไร แล้วเก็บภาษีให้กับรัฐบาล ทำให้เงินหรือระบบเศรษฐกิจหมุนได้ เป็นเรื่องของ misallocation of resources เพราะเงินมันหายออกไปจากระบบ นี่คือเรื่องของเงินเทาและคอร์รัปชัน”

“จริงๆ มองไปไกลกว่านั้น มันเป็นสิ่งไม่ดี เป็นสิ่งที่พวกเราต้องร่วมกันแก้ไข เป็นเรื่องเทา เป็นเรื่องดำ เป็นเรื่องที่ถ้าเราร่วมมือกัน ลงมือทำกันแก้ไข มันจะสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นในประเทศ ในสังคมได้ แต่มันต้องลงมือทำ”

นายวิทัยกล่าวต่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งระบบนิเวศใน 12 เดือนที่ผ่านมา เรื่องเงินเทา เรื่องคอร์รัปชัน ถามว่าทำไมเราเกี่ยวกับเงินเทา พนันออนไลน์ คอร์รัปชัน ทุกอย่างมันใช้เส้นทางการเงิน ใช้บริการของสถาบันการเงิน เงินต้องโอนเข้าบัญชี เช่น พนันออนไลน์ต้องรับชำระเงินผ่าน e-Payment เงินคอร์รัปชันต้องถูกถอนออกในรูปเงินสด ถอนไปแล้ว โอนออกไปแล้ว ก็ต้องแปลงสภาพ เงินเหล่านี้จำนวนมากแปลงสภาพอยู่ในรูปของสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น ทองคำ, FX หรือ Stablecoin USDT ซึ่งมีการเทรดมากมายมหาศาล

“การแปลงค่าอย่างนี้เป็นสิ่งที่เรา Beyond ตรงนี้ เกินแบงก์ชาติแล้ว เช่น เอาเงินเทา เอาเงินคอร์รัปชันไปซื้อที่ดิน Property, Real Estate, รถหรู ตามไปแก้ไขด้วย เราทำไม่ได้แล้ว แต่เราพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เราลงมือทำจริง เราทำทั้งระบบนิเวศ เริ่มตั้งแต่การเปิดบัญชี เราออกเกณฑ์ใหม่ที่เปิดบัญชีเงินฝากเข้มงวดมาก มีเกณฑ์ KYC ที่เราใช้ปกติ แล้วมี CDD คือ Customer Due Diligence และ EDD (Enhanced Due Diligence) แปลว่าถ้าใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยง การเปิดบัญชีทำไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม ขนคนมา รถตู้มา เปิดบัญชีพร้อมกันสักสาขาเดียว ทำไม่ได้ง่าย เพราะมันมีเกณฑ์นี้” นายวิทัยกล่าว

รวมทั้งผู้ให้บริการรับชำระเงิน e-Payment จะไปรับชำระให้กับทุนเทา จะไปรับชำระให้กับพนันออนไลน์ ทำไม่ได้ ประกาศนี้จะออกสัปดาห์นี้ จะลงราชกิจจานุเบกษา เพราะฉะนั้น e-Payment การเปิดบัญชีของลูกค้าที่เป็นผู้ค้าขายทั้งหลายจะเข้มงวดขึ้นมาก

“เราทำมาแล้วตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 เรื่องการถอนเงินสดเกิน 5 ล้าน เพราะสุดท้ายเงินเข้าบัญชีได้ ต้องถอน ต้องโอน ต้องถอน ถ้าถอนออกไม่ได้ ถอนยาก มันก็จะลดเงินเทาได้ สร้างคอขวด สร้างความยากลำบาก อาจจะไม่ทำให้เกิดการปราบปราม แต่จำนวนมันจะลดลง เพราะทำลำบากขึ้น การถอนเงินที่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งจริงๆ การถอนเงินสด 5 ล้าน ผมหาความจำเป็นไม่เจอแล้ว เพราะโอนได้หมด QR Payment โอนได้ transfer ได้ ใช้เช็คได้ ถ้าจะถอนเกิน 1 ล้าน ต้องทำ Due Diligence ต้องตอบให้ได้ว่าเอาเงินไปทำอะไร ธุรกรรมนั้นไม่สามารถใช้เงินโอนได้เพราะอะไร พบว่ายอดยอดที่ถอนเกิน 1 ล้าน ลดลงมากกว่า 50% เดือนหนึ่งเคยถอนแสนล้านบาทต่อเดือน ตอนนี้เหลือประมาณ 5 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ส่งผลทันที”

พร้อมย้ำว่า “เราทำเรื่องธุรกรรมต้องสงสัย มันมีนิยามของ suspicious transaction ของกฎหมาย ปปง. ว่าธนาคารทุกธนาคารต้องตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย ต้องระงับเงิน ต้องหน่วงเงิน ต้องปิดบัญชี แต่มันไม่มีนิยามที่ออกขึ้นมาว่าคืออะไร เรานิยามให้ มีแพตเทิร์นเงินอยู่ 24 แพตเทิร์น ซึ่งถ้าเข้าเกณฑ์เหล่านี้ มันเป็นพฤติกรรมทางการเงินต้องสงสัย เช่น เงินกลางคืนเข้ามาตลอดเวลา เป็นตัวเลขตัวกลม 100, 500, 1,000, 200, 400 แล้วโอนออกไปในทีเดียว มันน่าจะเป็นพนันออนไลน์แล้ว มันไม่มีสินค้าอะไรที่ซื้อหลังจาก VAT แล้วมันเป็นเลขตัวกลม แล้วก็ทำตอนกลางคืน”

นอกจากนี้ “ที่เราทำต่อไปคือ ถ้าเงินเข้าบัญชี ไม่ว่าจะเป็นเงินเทา เงินคอร์รัปชัน เงินอะไรก็ตาม ถ้าถอนออก มันต้องแปลง เป็นสินทรัพย์ เราสร้างคอขวดขึ้นมา ถ้าจะแปลงเป็นทองคำ ถอนทองคำจากบัญชีเกิน 2 กิโลกรัม (10 ล้าน) ต้องรายงาน ขอชื่อ แค่ให้รายงานชื่อ พบว่าจำนวนทองที่ถอนออกจากบัญชีซื้อขายทองคำลดลงมากกว่า 70% …ไม่ปกติแน่นอน นอกจากนั้น ถ้าแปลงเป็นธนบัตรเป็นเงินดอลลาร์ ซึ่งหลายคนก็แปลงกัน เพราะว่ามันใช้การเก็บพื้นที่น้อยกว่า เราก็ตามไปเก็บการแปลงด้วย ให้มีข้อจำกัดของการแปลงเงินสด ถ้าโอนออกยังได้ ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นเงินสดก็สร้างข้อจำกัดเข้าไป”

นายวิทัยกล่าวต่อว่า “เราเห็นจำนวนการเทรด USDT ในตลาดที่ผิดปกติหลายแสนล้าน USDT มันคือดอลลาร์ ใครไม่คุ้นเคยก็จะพบว่า มันไม่มีประเทศไหนที่มีการเทรด USDT เยอะ เพราะมันคือดอลลาร์ ถ้าจะเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลเยอะ ส่วนมากเขาจะเทรด Bitcoin, Ethereum แต่ประเทศไทยเทรด USDT ซึ่งมันหาเหตุผลไม่เจอเลย เพราะมันคือดอลลาร์ มันคือเงินสด เราตามเข้าไปดู ทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ก็พบว่าจำนวนมากเป็นการถอนเงินสดซื้อ USDT หรือโอนเงินไปซื้อ USDT เสร็จ ซื้อเสร็จปุ๊บโอนออกไปต่างประเทศทันทีในชื่อคนอื่น ใครก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นการฟอกเงิน เอาเงินออกจากประเทศแน่นอน ถามว่าปริมาณเยอะไหม หลายแสนล้านมากในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา เราเชื่อว่าพวกนี้เป็นเงินไม่ปกติ น่าจะเกี่ยวกับเรื่องเงินเทา น่าจะเกี่ยวกับเรื่องคอร์รัปชัน”

“อันนี้ก็เป็นภาพทั้งหมดที่เราพยายามทำ เราปรับทั้งทั้งระบบนิเวศของเรื่องเงินเทา เพราะเราเห็นว่ามันทำให้เกิดปัญหาเรื่องทรัพยากรที่หายออกไปจากระบบ มันเป็นเรื่องที่ไม่ดี มันเป็นเรื่องที่เราเกี่ยวข้อง เพราะทุกธุรกรรมทั้งหมดเหล่านี้ต้องผ่านเส้นทางการเงินของสถาบันการเงินทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเอาเงินเข้า ไม่ว่าจะเอาเงินออก ไม่ว่าจะแปลงเป็นสินทรัพย์ประเภทไหน เราไม่มีอำนาจจับกุม เราสร้างคอขวด สร้างความยากลำบาก ลดปริมาณธุรกรรมที่ต้องสงสัยเหล่านี้ ซึ่งลดลงชัดเจน อย่างที่ผมเรียน เงินสดปริมาณสูง ถอนเงินสด ถอนธนบัตรปริมาณสูง ลดลง 50% ถอนทองเกิน 2 กิโลกรัม ลดลงทันที 70% ไม่ปกติแน่นอน”

พร้อมกล่าวต่อว่า “ในภาคการเงิน เราก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ต้องขอบคุณทางสมาคมธนาคารไทย แล้วก็สมาคมพันธมิตรทั้งหมด 11 สมาคมที่อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย เรามาร่วมลงนามประกาศเจตนารมณ์ว่า ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงิน เราไม่ประสงค์ให้ภาคการเงินเป็นเครื่องมือ เป็นช่องทางทางผ่าน หรือถูกใช้ในการทำผิดกฎหมาย ทั้งเรื่องเงินเทา ทั้งเรื่องคอร์รัปชันทั้งหมด เราหวังว่าทุกคนจะยกระดับขึ้นมา เรามาประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน ไม่ใช่การเซ็น MOU มันไม่ใช่การประกาศเจตนารมณ์ธรรมดา แต่มันระบุว่า แบงก์ชาติต้องทำอะไรบ้าง เราต้องพัฒนาเครื่องมืออะไร เราต้องแชร์ข้อมูลอะไร สมาคมธนาคารไทยต้องทำอะไร สมาคมอื่นๆ e-Payment, Non-bank ต้องทำอะไร Money Exchange, Money Transfer ต้องทำอะไร”

“สิ่งเหล่านี้ หลังจากประกาศเจตนารมณ์ เชื่อมั่นว่าจะทำให้ภาคการเงินมีความแข็งแกร่ง เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่ผมเรียน เรื่องเงินเทาก็ดี เรื่องคอร์รัปชันก็ดี มีอยู่กับเมืองไทยมานาน ไม่ใช่เพิ่งมายุคนี้ มีต่อเนื่องมาหลายสิบปีมาก แต่ถ้าเราไม่ช่วยกันแก้ไข เราไม่ช่วยกันทำ ปัญหาเหล่านี้มันจะเกาะกินอยู่กับประเทศไทย มันไปไหนต่อไม่ได้ วันนี้ก็ขอบคุณทาง กกร. ที่ช่วยจัดงาน และเราก็หวังว่า ทางภาคการเงิน เป็นพันธมิตรที่สำคัญของ กกร. ที่สามารถทำให้เรื่องนี้ดีขึ้น อาจจะไม่ถึงกับหมดไป แต่เราสร้างคอขวด สร้างความยากลำบาก เพื่อทำให้เงินเทาก็ดี คอร์รัปชันก็ดี ลดลงจากเมืองไทยให้ได้มากที่สุด”