
คำถามคลาสสิกของกระบวนการยุติธรรมไทยคือ ‘คุกมีไว้ขังคนจน’ หรือไม่ โดยเฉพาะกับโทษปรับที่ไม่มีเงินจ่าย ต้องนำไป ‘กักขัง’ (ในคุก) โดนทีเดียว 2 เด้ง จากโทษปรับ ไปกักขัง และจำคุก (กักขังในคุก)
แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ศาลสั่งทำงานบริการสังคมแทนการกักขังได้ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลไกดังกล่าวกลับถูกใช้ในวงจำกัด ผู้ต้องโทษปรับจำนวนมากถูกกักขัง โดยต้องเข้าไปกักขังอยู่ในเรือนจำ ทั้งที่หลายคนยังมีศักยภาพทำงาน หาเลี้ยงชีพ และชดใช้ต่อสังคมได้
ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ช่องโหว่และความบิดเบี้ยวข้างต้น นำไปสู่ “โครงการทำงานไถ่ตัวออกจากคุก” เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของโทษกักขังแทนค่าปรับ พร้อมทั้งข้อเสนอปฏิรูประบบกฎหมายให้ผู้ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับได้ทำงานบริการสังคมแทนการกักขัง(ติดคุก) เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้อย่างเท่าเทียม
“ในทางปฏิบัติ ‘ผู้ต้องโทษปรับ’ ถูกกักขังในคุก ไม่ต่างจากการจำคุก ต่อให้มีสถานที่กักขังกลาง 5 แห่งทั่วประเทศ แต่ต้องฝากขังไว้ในเรือนจำจังหวัดอยู่ดี แม้จะประกาศว่าเป็นสถานที่กักขัง แต่ระเบียบและการปฏิบัติแทบไม่ต่างจากคุก… บ่ายสามโมงก็ต้องขึ้นนอนเหมือนกัน ชุดที่ใส่ก็คล้ายกัน ต่างกันแค่สี ในทางปฏิบัติอาจมีความพยายามแยกแดน แต่กฎระเบียบเดียวกันหมด”
โทษปรับสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางกระบวนการยุติธรรม เพราะโทษปรับจัดเป็นโทษสถานเบา ดังนั้น ไม่ควรมีใครต้องถูกกักขังจากค่าปรับ
ความเหลื่อมล้ำของ ‘โทษกักขัง’
จุดเริ่มต้นของ “โครงการทำงานไถ่ตัวออกจากคุก” เริ่มมาจากวิชากฎหมายบริการสังคมในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นผู้ดูแลวิชานี้และปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้เป็นการบริการสังคม โดยนักศึกษาต้องทำโครงการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายก่อนเรียนจบ (pro bono)
ผศ.ดร.ปริญญา เล่าว่า ราว 10 ปีก่อน มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งพบปัญหากฎหมายไทย ซึ่งกำหนดว่าใครที่ต้องโทษปรับแล้วไม่มีเงินจ่าย ไม่มีทรัพย์สินให้ขายทอดตลาด จะต้องถูก ‘กักขัง’ แทนค่าปรับ
ทั้งนี้ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนี้
- มาตรา 18 ระบุโทษ 5 ประการ ตามลำดับจากหนักไปเบา ได้แก่ (1) ประหารชีวิต (2) จำคุก (3) กักขัง (4) ปรับ และ (5) ริบทรัพย์สิน
- มาตรา 29 ระบุว่า ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินเพื่อใช้ค่าปรับ มิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ
- มาตรา 30 ระบุว่า ในการกักขังแทนค่าปรับ ให้ถืออัตรา 500 บาทต่อหนึ่งวัน และไม่ว่าความผิดกระทงเดียวหรือหลายกระทง ห้ามกักขังเกินกำหนดหนึ่งปี เว้นแต่กรณีที่ศาลพิพากษาให้ปรับตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป ศาลจะสั่งให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปี แต่ไม่เกินสองปีก็ได้
ผศ.ดร.ปริญญา ยกตัวอย่างว่า “ลองนึกภาพนาย ก. กับนาย ข. ทำความผิดแบบเดียวกัน ศาลสั่งปรับเท่ากัน นาย ก. มีเงินจ่ายก็จบ ได้รับโทษเรียบร้อย ส่วนนาย ข. ไม่มีเงิน ไม่มีทรัพย์สิน ต้องถูกกักขังแทน คิดอัตราวันละ 500 บาท เช่น โดนปรับ 10,000 บาท หาร 500 ก็ต้องถูกกักขัง 20 วัน ในทางปฏิบัติมันคือการติดคุกเพราะความจน”
“ผมเคยถามผู้ต้องขังว่า ถ้าศาลให้เวลา 30 วัน สามารถหาเงินมาจ่ายทันไหม… 60% ตอบว่าหาเงินทัน คำถามคือ ทำไมไม่ไปหาเงิน เพราะพวกเขาถูกขังคุกอยู่ จะไปหาเงินได้อย่างไร ศาลไม่เข้าใจเรื่องนี้”
ความผิดสถานเบา ไม่ควรกักขัง
ผศ.ดร.ปริญญา ให้ข้อมูลว่า หลังรัฐธรรมนูญปี 2540 ประกาศใช้ มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเพื่อยกระดับสิทธิเสรีภาพประชาชน เพิ่ม “มาตรา 30/1” เปิดโอกาสให้ผู้ต้องโทษปรับทำงานบริการสังคมหรืองานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับได้ ภายใต้การควบคุมของกรมคุมประพฤติ แต่ปัญหาคือมาตรา 30/1 วรรคสอง ระบุให้ศาลคำนึงถึงประวัติและสภาพความผิดด้วย
ต่อมาประธานศาลฎีกา ออกระเบียบกำหนดสภาพความผิดที่ไม่พึงอนุญาต เช่น ความผิดเกี่ยวกับค้ายาเสพติดหรือฉ้อโกง ซึ่งถือเป็นตรรกะที่ผิดพลาด เพราะโทษที่ศาลลงคือโทษปรับ หมายความว่าศาลพิจารณาแล้วว่าความผิดนั้นเป็นสถานเบา ไม่ว่าจะเป็นฐานความผิดใด หากศาลลงแค่โทษปรับ เท่ากับว่าความผิดนั้นเบา
ระเบียบนี้ ทำให้ นาย ก. ที่เป็นคดียาเสพติดหรือฉ้อโกงแต่ศาลสั่งปรับ มีเงินจ่ายก็รอดตัวไป ส่วนนาย ข. ทำผิดเหมือนกันแต่ไม่มีเงิน พอขอทำงานบริการสังคม ศาลกลับไม่อนุญาตเพราะติดระเบียบเรื่องฐานความผิด นาย ข. จึงต้องไปติดคุกแทน ขัดต่อหลักความยุติธรรมอย่างยิ่ง
ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวต่อว่า จากหลายปีที่ผ่านมา ทีมนักศึกษาช่วยเขียนคำร้องกว่า 500 คำร้อง แต่ศาลอนุญาตให้ทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับได้เพียงประมาณ 30 คน คิดเป็นแค่ 5-6% เท่านั้น เพราะส่วนใหญ่ติดเงื่อนไขเรื่องฐานความผิดที่ไม่พึงอนุญาต ตัวอย่างเช่น
- ป้าอุไร ซึ่งถูกหลอกให้ส่งเลขบัญชีและรหัส ATM ไปให้คนอื่นใช้โอนเงิน จนตกเป็นเหยื่อ ทำให้ศาลสั่งลงโทษปรับ 160,000 บาท สุดท้ายต้องติดคุกแทนค่าปรับนานประมาณ 10 เดือนครึ่ง เพราะผู้พิพากษามองว่าคดีบัญชีม้าเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง จึงไม่อนุญาตให้ทำงานบริการสังคม
- เพื่อนที่ให้ยืมอุปกรณ์ราคาแพง อย่างแท็บเล็ต-มือถือมาใช้ แต่พอโกรธกัน ฝ่ายที่ให้ยืมก็ไปแจ้งความว่าถูกขโมย ตำรวจปักใจเชื่อเพราะหลักฐานอยู่ที่ตัว เข้าข่ายคดีฉ้อโกงหลอกลวงหรือลักทรัพย์ ศาลจึงไม่อนุญาตให้ทำงานบริการสังคม ทั้งที่ศาลเองก็เห็นว่าความผิดก้ำกึ่ง และลงโทษสถานเบาด้วยการปรับเป็นเงิน 150,000 บาท แต่สุดท้ายเมื่อไม่มีเงินจ่ายก็ต้องลงเอยด้วยการติดคุก
ผศ.ดร.ปริญญา เล่าว่า ตนเคยเข้าพบประธานศาลฎีกา เพื่อเสนอให้เปลี่ยนหลักคิดเป็น “การอนุญาตทำงานบริการสังคมเป็นหลัก และการไม่อนุญาตเป็นข้อยกเว้น” เพราะจำเลยเหล่านี้มีโทษเพียงแค่ปรับ หากมีเงินจ่ายก็ไม่ต้องติดคุกอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นก็ยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ยังเคยเข้าพบรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 2 ครั้ง รวมถึงฝั่งอัยการ แต่ทุกอย่างก็ยังไม่คืบหน้า
กองทุนทำงานไถ่ตัวเองจากสถานกักขัง
จุดเปลี่ยนคือ นักศึกษาเสนอให้อาจารย์ปริญญาตั้งกองทุนไถ่ตัวผู้ต้องขังมาทำงานเพื่อชดใช้ เป็นไอเดียต่อยอดมาจากการไปสถานกักขังกลาง จังหวัดปทุมธานี
“ตอนนั้นผู้อำนวยการสถานกักขังบอกว่า อาจารย์ช่วยเขียนคำร้องแบบนี้ดีมากเลย แต่ศาลไม่ค่อยอนุมัติให้หรอก อนุมัติไม่ถึง 5% แต่ ผอ. ก็แนะนำว่า เดือนก่อนมีดารานักร้องนำเงิน 100,000 บาทมาทำบุญวันเกิดไถ่ตัวผู้ต้องขัง ทำให้ผู้ต้องขัง 5 คนได้รับอิสรภาพ มีเงินจ่ายเมื่อไร ผู้ต้องขังเดินออกได้ทันที ผอ. จึงแนะนำให้ผมหาคนใจบุญไถ่ตัวผู้ต้องขัง จากนั้นนักศึกษาเสนอให้ตั้งเป็นกองทุน”
นี่เป็นที่มาของ “กองทุนทำงานไถ่ตัวเองจากสถานกักขัง” จากความร่วมมือของนักศึกษาและโครงการตั้งต้นดี โดยมีการดำเนินงาน 3 ส่วน คือ
- จัดหางานที่เหมาะสมให้กับผู้ที่ต้องการทำงานไถ่ตัวเองจากคุก ในการทำงานเพื่อนำเงินมาจ่ายค่าปรับ ทั้งนี้โดยเป็นงานที่สามารถทำได้ต่อเนื่องต่อไปได้
- กองทุนจะจ่ายค่าปรับให้เพื่อไถ่ตัวออกมาจากสถานกักขัง
- เมื่อผู้ที่ได้รับการไถ่ตัวทำงานได้จนครบค่าปรับ หน่วยงานหรือองค์กรที่จ้างงาน ก็จะคืนค่าปรับกลับมาเข้ากองทุนเพื่อนำไปไถ่ตัวคนอื่นๆ ต่อไป
ผศ.ดร.ปริญญา เล่าว่า ตอนเริ่มต้น ตนต้องใช้เงินส่วนตัว 98,500 บาทในการเริ่มตั้งกองทุน เพื่อพิสูจน์ว่าโครงการนี้สามารถเกิดผลได้จริง
“ตอนที่ไประดมทุน 100,000 บาท ทุกแหล่งที่ไปคุยตั้งคำถามว่า ถ้าเขาหนีล่ะ ถ้าเขาไม่คืนเงินล่ะ หรือพวกเขาทำผิดนะ การไปจ่ายค่าปรับให้มันจะดีเหรอ…สุดท้ายผมตัดสินใจใช้เงินส่วนตัว 98,500 บาท”
อาจารย์ปริญญา ยังเคยไปหารือกับกองทุนยุติธรรมเพื่อขอให้ช่วยไถ่ตัวคนกลุ่มนี้แล้วให้ทำงานคืน แต่ได้รับคำตอบว่า “กองทุนยุติธรรมมีไว้ช่วยคนที่ไม่ผิด แต่คนกลุ่มนี้ศาลพิพากษาว่าผิดแล้ว” นี่เป็นเหตุผลที่ต้องใช้เงินส่วนตัว เพราะทนไม่ไหวกับระบบ ที่ปล่อยให้คนจนต้องติดคุก
ด้านกระบวนการทำงาน อาจารย์ปริญญาได้เข้าไปเรือนจำบางขวางเพื่อคัดเลือกผู้ต้องขังที่มีความพร้อมเป็นรุ่นที่ 1 โดยเลือกจากกลุ่มที่เหลือโทษกักขังไม่เกิน 2 เดือน เพื่อให้ทำงานชดใช้ได้ไหวและใช้เงินไม่สูงเกินไป ทำให้ได้รุ่นแรกมา 4 คน
ปัจจุบันทั้ง 4 คนกำลังทำงานชดใช้อยู่ คนแรกคือ ป้าอุไร ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และกำลังจะทำงานครบ 2 เดือน อีก 2 คนทำงานร่วมกับโครงการตั้งต้นดี และอีก 1 คนทำงานกับมูลนิธิกระจกเงา ทั้งนี้ ในต้นเดือนสิงหาคม 2569 จะเริ่มดำเนินการช่วยเหลือรุ่นที่ 2 ต่อทันที
“คนแบบนี้เอาเขามาขังทำไมให้เสียประวัติ ทั้งที่กฎหมายก็ให้ทำงานบริการสังคมได้ ผมทำเรื่องนี้ให้คนเห็นว่าพวกเขาสามารถทำงานได้ ให้สังคมตั้งคำถามว่ามันถูกต้องหรือไม่ที่เอาคนทำงานได้ มาขังคุก”
สู่กองทุนฯ รุ่น 2
ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวต่อว่า กองทุนนี้ตั้งเป้าหมายในการดำเนินการเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี จากความสำเร็จของรุ่นแรก นำมาสู่รุ่นที่สอง เมื่อโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ทำให้มีคนติดต่อและบริจาคเงินจนมีเงินในกองทุนกว่า 300,000 บาท คาดว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ต้องขังได้อีก 20 คน
“รุ่นต่อไป ไม่ใช่แค่หาคนอยากทำงานไถ่ตัวเอง แต่ต้องหางานมารองรับด้วย ตอนนี้กองทุนมีเงินอยู่ 300,000 บาท มีคนอยากช่วยเยอะมาก น่าดีใจที่คนไทยพร้อมสนับสนุนโครงการแบบนี้ จนต้องคอยบอกให้ชะลอไว้ก่อน รอให้มีรุ่นต่อไปแล้วค่อยให้เงิน”
ผศ.ดร.ปริญญา ยังกล่าวถึงหลักประกันเรื่องคนที่ได้รับการไถ่ตัวจะไม่หนีในรุ่นที่ 2 ว่า “ถ้าเขาหนีก็แปลว่าเราเลือกคนไม่ดี โทษตัวเองได้ แต่อีกมุมหนึ่งคือมันมีโอกาสเกิดความผิดพลาดอยู่แล้ว จะไปกลัวอะไร ขนาดคนรวยประกันตัวไปยังหนีตั้งหลายราย ทำไมสังคมไม่ไปกีดกันเขาบ้าง มีกี่คนแล้วที่วางเงิน 2 ล้าน 5 ล้านแล้วหนี ทำไมต้องมาอคติกับคนจน”
“ไม่ได้แค่ไถ่ตัวเขามาเฉยๆ แต่หางานและให้โอกาสชีวิต มนุษย์ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น พอเขารู้ว่ามีคนให้โอกาส คงมีส่วนน้อยมากที่จะทิ้งสิ่งนี้ หรือหักหลังความไว้เนื้อเชื่อใจ เราต้องไม่เอาความล้มเหลวของคนคนเดียวมาปฏิเสธคนอื่น เหมือนนักศึกษาทุจริตสอบคนหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะทุจริต ต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด”
5 พรรคการเมือง เห็นพ้อง “ไม่ควรมีใครต้องติดคุกเพราะค่าปรับ”
นอกจากนี้ การดำเนินการของกองทุนฯ จะมุ่งไปสู่การแก้ไขเปลี่ยนแปลงระบบ กล่าวคือ การแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาให้ผู้ต้องโทษค่าปรับที่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ ไม่ต้องติดคุกแต่ได้ทำงานบริการสังคมแทนได้ เมื่อปัญหานี้ได้รับการแก้ไขแล้ว กองทุนนี้จะปิดตัวและจะนำเงินกองทุนไปช่วยเหลือคนจนที่ประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมกรณีอื่นๆ ต่อไป
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ปริญญา ได้ชวน 5 พรรคการเมืองมาร่วมกันแก้กฎหมาย ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อฉายภาพให้เข้าใจว่า “ไม่ควรมีใครต้องติดคุกเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ และควรให้ทำงานบริการสังคมแทน” ยิ่งกว่านั้น ทั้ง 5 พรรคตอบรับแนวคิดนี้
“หากจะเปลี่ยนระบบด้วยการแก้กฎหมาย ก็ต้องเข้าใจบริบททางการเมืองที่มีทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยใช้การทำงานที่ก้าวข้ามความเป็นพรรคการเมือง เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทั้ง พ.ร.บ.อุ้มหาย ทรมาน และกฎหมายสมรสเท่าเทียมก็สำเร็จได้ด้วยวิธีนี้ คือการข้ามพ้นความเป็นรัฐบาลและฝ่ายค้านจนได้รับมติเป็นเอกฉันท์”
ผศ.ดร.ปริญญา เสริมว่า ร่างกฎหมายนี้ได้ส่งให้ทั้ง 5 พรรคพิจารณาแล้ว โดยเลือกที่จะแก้ไขเพียงเล็กน้อย แค่ 2-3 มาตรา ไม่เขียนให้ซับซ้อน เพราะยิ่งแก้ยิ่งมาก ยิ่งมีความเห็นต่างกันมาก ดังนั้น ต้องแก้ให้น้อยที่สุด เนื่องจากปัญหาของการแก้กฎหมายส่วนใหญ่คือคิดจะเปลี่ยนทั้งระบบในคราวเดียว สุดท้ายทำไม่สำเร็จ
เสนอโทษ ‘บริการสังคม’ ดัดพฤติกรรมกระทำผิดซ้ำ
นอกจากนี้ ผศ.ดร.ปริญญา ยังได้ทำข้อเสนอแก้ประมวลกฎหมายอาญาว่า ถ้าใครไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ ก็ให้ทำงานบริการสังคม จากเดิมที่ศาลพิจารณาว่า “ให้หรือไม่ให้” เปลี่ยนเป็น “จะให้ทำงานบริการสังคมในด้านไหน” เพื่อเยียวยาความผิดและเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ตัดไม้ทำลายป่า หากไม่ถึงขั้นจำคุก ก็ให้ไปปลูกป่า ไม่จอดรถให้คนข้ามถนนบนทางม้าลาย ก็ให้โบกธงให้คนข้ามถนนตรงทางม้าลาย มีเงินจ่ายค่าปรับก็แล้วไป แต่ถ้าไม่มีก็ทำงานบริการสังคมแทน
ความผิดที่ลงโทษด้วยการปรับไม่ได้ผลกับคนมีเงิน เพราะคนมีเงินผิดก็จ่ายค่าปรับจบ แต่บริการสังคมไม่มีชนชั้น โทษปรับมีผลกระทบกับคนชนชั้นกลางเท่านั้น คนจนไม่มีเงินจ่าย สุดท้ายต้องติดคุก คนรวยจ่ายเงินแล้วก็จบ
กระทั่งคนรวยบางส่วนเข้าใจผิดว่าโทษปรับคือ ‘ค่าอนุญาตทำผิดกฎหมาย’ เช่น จอดรถในที่ห้ามหน้าบ้าน โดนปรับ 1,000 บาท ก็ยอมจ่ายล่วงหน้าเดือนละ 30,000 บาทเพื่อให้ได้จอด ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมาย เพราะการจับกุมและลงโทษมีไว้เพื่อไม่ให้ทำผิดอีก
ที่สำคัญคือ การเพิ่มโทษบริการสังคม ควรเพิ่มเป็นโทษประการที่ 6 (1.ประหารชีวิต 2. จำคุก 3. กักขัง 4.ปรับ และ 5. ริบทรัพย์สิน) โดย ผศ.ดร.ปริญญา อธิบายว่า โทษปรับในปัจจุบันจึงมีความเหลื่อมล้ำมาก เพราะผลต่อการไม่ทำผิดซ้ำระหว่างคนจนกับคนรวยไม่เท่ากัน แต่การเพิ่มโทษบริการสังคมสามารถดัดนิสัยคนรวยที่ขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย หรือจอดรถในที่ห้าม ให้มาทำงานบริการสังคม เช่น ล้างห้องน้ำ ฯลฯ
“ข้อเสนอคือให้มีบทบัญญัติการทำงานบริการสังคมไปเลย แล้วให้ศาลเป็นผู้เลือกประเภทงานที่เหมาะสม จากนั้นเชื่อมโยงการทำงานบริการสังคมกับองค์กรทั่วประเทศได้ ไม่จำเป็นต้องกระจุกตัวอยู่ที่กรมคุมประพฤติอย่างเดียว สามารถทำร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล อบต. หรือมูลนิธิต่างๆ ที่มีอยู่นับร้อยนับพัน”
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวย้ำว่า การให้โอกาสคนที่ได้รับการไถ่ตัว ไม่ใช่แค่ทำเพื่อคืนเงินค่าปรับเท่านั้น หากเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ อีกทั้งผู้ที่เข้าร่วมโครงการยังบอกว่าจะไม่กลับไปทำแบบเดิมอีก และที่ผ่านมาไม่มีใครเยียวยาหรือบำบัดคนกลุ่มนี้ ทว่า ครั้งนี้คือหลุดพ้นโดยสิ้นเชิงเพราะมีโลกที่ดีกว่า



