สุนิสา กาญจนกุล รายงาน
ความชาญฉลาดในการทำงานของปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ เป็นสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมหาศาล จนนำไปสู่วิกฤติการณ์ไฟฟ้าขาดแคลนในหลายภูมิภาคทั่วโลก
ในบางพื้นที่ การบริโภคไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคม ชุมชนรอบข้างต้องเผชิญกับความเสี่ยงเรื่องไฟตก ค่าไฟที่สูงขึ้นจากความต้องการที่ล้นตลาด ส่งผลให้เกิดแรงต่อต้านจากภาคประชาชนอย่างหนัก
บริเวณแรกที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนเห็นได้ชัดเจนคือพื้นที่อย่างเมืองแอชเบิร์น ในรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นแหล่งรวมศูนย์ข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก จนมีฉายาเรียกขานว่า “ซอยศูนย์ข้อมูล (Data Center Alley)” จนทำให้มีประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงอย่างต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีจึงจำเป็นต้องดิ้นรนหาทางออกเพื่อเอาตัวรอดจากภาวะคอขวดด้านพลังงานด้วยแนวทางเชิงนวัตกรรม โดยสองแนวทางหลักที่มีความเป็นไปได้สูง คือ การจัดหาพลังงานมาเอง และการกระจายศูนย์ข้อมูลขนาดจิ๋วไปตามบ้านพักอาศัยหรือสถานที่อื่นๆ
มหกรรมกลืนกินพลังงาน
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีเอไอ ส่งผลให้ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกเผชิญกับวิกฤติพลังงานที่ร้ายแรง เนื่องจากระบบประมวลผลขั้นสูงต้องการพลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรระบายความร้อนมหาศาล
สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความเครียดให้แก่โครงข่ายไฟฟ้าในหลายประเทศ แต่ยังส่งผลกระทบต่อชุมชนในบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย
ปี 2025 ที่ผ่านมา ความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกพุ่งขึ้นถึง 17% ในปีเดียว ขณะที่ความต้องการไฟฟ้ารวมของทั้งโลกโตเพียง 3% เท่านั้น และความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลที่เน้นงานเอไอโดยเฉพาะยิ่งเติบโตเร็วมากกว่านั้นอีก
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า เงินลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ 5 แห่งพุ่งทะลุ 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2025 และมีแนวโน้มเพิ่มอีก 75% ในปี 2026 ส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ราว 460-490 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) ในปี 2025 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวภายในปี 2030
ในสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว คาดว่าศูนย์ข้อมูลจะเป็นตัวขับเคลื่อนราวครึ่งหนึ่งของการเติบโตความต้องการไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงปี 2026-2030
ศูนย์ข้อมูลสร้างภาระด้านพลังงานไฟฟ้าแบบไม่มีวันหยุด เนื่องจากต้องเดินเครื่องตลอดเวลา จึงส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า เนื่องจากโครงข่ายไฟฟ้าในหลายพื้นที่ไม่สามารถขยายสายส่งและกำลังการผลิตได้ทันตามความต้องการ
ในรัฐเวอร์จิเนียซึ่งมีศูนย์ข้อมูลหนาแน่นที่สุดในโลก รวมกันแล้วมีหลายร้อยแห่ง บริโภคไฟฟ้าสูงถึง 26% ของไฟฟ้าทั้งรัฐ เคยเกิดเหตุแรงดันไฟฟ้าผันผวนจนระบบต้องตัดไฟศูนย์ข้อมูลพร้อมกันถึง 60 แห่ง กระทบกำลังไฟฉุกเฉินถึง 1,500 MW
ศูนย์ข้อมูลในไอร์แลนด์ดึงพลังงานไฟฟ้าไปใช้มากกว่า 21% ของพลังงานทั้งประเทศ จนการไฟฟ้าไอร์แลนด์ต้องประกาศชะลอการอนุมัติการเชื่อมต่อศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่เข้ากับโครงข่ายไฟฟ้า
ทั้งภาครัฐและบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลต่างก็พยายามหาทางรับมือกับวิกฤติพลังงานนี้ โดยมีสองทิศทางหลักที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้สูงสุด นั่นคือ การสร้างแหล่งพลังงานขึ้นเองและการกระจายการประมวลผลออกไปสู่ระดับครัวเรือน
จัดหาพลังงานมาเอง
แนวทางที่มีความเป็นไปได้สูงกว่า คือการกำหนดให้ศูนย์ข้อมูลจัดหาแหล่งพลังงานของตนเองโดยไม่พึ่งพาหรือดึงพลังงานออกจากระบบสายส่งสาธารณะของชุมชน (ฺBring Your Own Power หรือ BYOP) ซึ่งแนวคิดนี้กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของกลุ่มก้าวหน้าในวงการเทคโนโลยี
ทั้งนี้ ผู้สร้างหรือผู้ดำเนินกิจการศูนย์ข้อมูลต้องจัดหาหรือผลิตพลังงานไฟฟ้าสำหรับใช้งานเอง โดยเชื่อมต่อหรือตั้งโรงผลิตไฟฟ้าขึ้นมาเอง เช่น พลังงานนิวเคลียร์ ก๊าซธรรมชาติ หรือพลังงานหมุนเวียน เพื่อเลี่ยงการดึงไฟฟ้าปริมาณมหาศาลจากระบบสายส่งสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าไฟฟ้าและต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของเอไอตกเป็นภาระแก่ประชาชนทั่วไป
กรณีศึกษาตัวอย่างเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2024 เมื่อ Amazon Web Services (AWS) ตัดสินใจซื้อศูนย์ข้อมูล Cumulus ในรัฐเพนซิลเวเนีย ด้วยมูลค่า 650 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยศูนย์ข้อมูลแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ Susquehanna ที่มีกำลังการผลิต 2.5 กิกะวัตต์
AWS ทำสัญญาซื้อไฟฟ้าโดยตรงจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้สูงสุดถึง 960 เมกะวัตต์ (MW) ช่วยให้ AWS มีพลังงานสะอาดที่มีความเสถียรสูงใช้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องไปแย่งไฟฟ้าจากประชาชนในพื้นที่
ในขณะที่ Microsof tเลือกใช้วิธีเซ็นสัญญาซื้อพลังงานไฟฟ้าล่วงหน้าระยะยาว 20 ปีกับบริษัท Constellation Energy เพื่อฟื้นคืนชีพโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Three Mile Island (Unit 1) ในรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งเคยปิดตัวไปในปี 2019 คาดว่าจะเริ่มจ่ายไฟได้ในปี 2028 ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ทุนเทคโนโลยีกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการชุบชีวิตโครงสร้างพื้นฐานพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่
ที่น่าสนใจก็คือ แนวทาง BYOP ทำให้บริษัทเทคโนโลยีเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ใช้ไฟฟ้า” กลายเป็น “ผู้ผลิตไฟฟ้า” ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งถือเป็นการพลิกโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานที่ผูกขาดโดยเครือข่ายสาธารณูปโภคมานานหลายสิบปี
กระจายการประมวลผล
ในเวลาเดียวกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นกลับทำให้นักพัฒนาบางกลุ่มมองเห็นโอกาสในการกระจายพลังงานและภาระการประมวลผลออกไปสู่ระดับครัวเรือน เกิดเป็นแนวคิด ศูนย์ข้อมูลตามบ้านเรือน (Home Data Centers) หรือระบบประมวลผลแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Computing)
บริษัทสตาร์ทอัปในยุโรปหลายราย เช่น Qarnot ในฝรั่งเศส และ Heata ในสหราชอาณาจักร บุกเบิกรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนความร้อน ซึ่งเป็นผลพลอยได้ที่ไร้ค่าและสร้างปัญหาให้กับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ให้กลายเป็นประโยชน์แก่บ้านเรือน โดยการนำเซิร์ฟเวอร์ประมวลผลประสิทธิภาพสูงไปติดตั้งไว้ตามบ้านของประชาชนทั่วไปในรูปแบบของเครื่องทำความร้อน (Digital Radiator) หรือหม้อต้มน้ำร้อน (Water Heater) ภายในบ้าน
ระบบของศูนย์ข้อมูลจะส่งโจทย์การประมวลผลผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมายังเซิร์ฟเวอร์ย่อยๆ เหล่านี้ ขณะที่ความร้อนซึ่งเกิดขึ้นจากการประมวลผลจะถูกนำไปสร้างความร้อนภายในบ้าน โดยบริษัทจะเป็นผู้จ่ายค่าไฟฟ้าที่เซิร์ฟเวอร์ใช้ให้แก่เจ้าของบ้าน
สตาร์ทอัปด้านพลังงานอัจฉริยะอย่าง Span ก็กำลังจะเปิดตัวอุปกรณ์ชื่อ XFRA Node ซึ่งเป็นตู้คอมพิวเตอร์ประมวลผลเอไอขนาดเล็กที่ติดตั้งได้ตามบ้านเรือน เชื่อมกับแผงควบคุมไฟฟ้าอัจฉริยะและระบบแบตเตอรี่สำรองของบ้าน โดยเจ้าของบ้านไม่ต้องเสียค่าติดตั้ง เพียงจ่ายค่าบริการรายเดือนราว 150 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมทั้งค่าไฟและอินเทอร์เน็ตในราคาที่ถูกกว่าปกติ ขณะที่ Span จะนำกำลังประมวลผลไปขายต่อให้กับบริษัทเอไอและผู้ให้บริการคลาวด์
ผู้บริหารของ Span ระบุว่า โครงข่ายไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบันถูกใช้งานจริงเพียง 40-45% ของศักยภาพเท่านั้น การกระจายภาระประมวลผลไปตามบ้านเรือนจึงช่วยดึงศักยภาพที่เหลือมาใช้ได้โดยไม่ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมด
นอกจากบริษัทเหล่านี้ ยังมีผู้ประกอบการรายอื่นที่สนใจการเปิดศูนย์ข้อมูลตามบ้านเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีข้อจำกัดชัดเจน เนื่องจากขนาดเล็กเกินไปจนไม่สามารถทดแทนศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่จำเป็นสำหรับการฝึกฝนเอไอ
อีกทั้งยังมีคำถามด้านความปลอดภัยทางกายภาพ ความเสี่ยงจากความร้อนสะสมและอัคคีภัย ความปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงกรอบกฎหมายด้านประกันภัยและการกำกับดูแลที่ยังไม่ชัดเจน นักวิเคราะห์จึงมองว่าแนวทางนี้น่าจะเป็นเพียงแรงเสริมเท่านั้น ไม่สามารถขึ้นมาเป็นแนวทางหลักได้
สำหรับประเทศไทย มีข้อมูลระบุว่า ไทยมีศูนย์ข้อมูลมากถึง 60 แห่ง จัดว่ามากเป็นอันดับที่ 4 ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย (185 แห่ง) มาเลเซีย (109 แห่ง) และสิงคโปร์ (65 แห่ง)
กว่า 65% ของศูนย์ข้อมูลในไทยกระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ (รวมกว่า 30 แห่ง) และและจะเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 12 แห่ง ในชลบุรีเมื่อก่อสร้างเสร็จ ดังนั้น อีกไม่นาน ปัญหาความตึงเครียดด้านพลังงานที่เป็นผลจากศูนย์ข้อมูลอาจปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในประเทศไทยก็เป็นได้
ข้อมูลอ้างอิง
https://cleanview.co/reports/behind-the-meter-data-centers
https://eta.lbl.gov/publications/united-states-data-center-energy-2025



