
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บรรยายพิเศษในหัวข้อ วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยปีม้าไฟ จะ ‘ปัง’ หรือต้อง ‘ระวัง’? ในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ในงาน งานปาฐกถาพิเศษ คู่หูเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน “Fiscal-Monetary Synergy in Sight” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568
ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2569 คล้ายปี 2568 แต่ยังมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะนโยบายการค้าสหรัฐฯ และวิกฤตการคลัง ด้านเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายต่อเนื่อง คาดการณ์เติบโตช้ากว่าปีนี้ที่ 1.6%-1.8% ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งขีดความสามารถในการแข่งขัน หนี้ครัวเรือน และสังคมสูงวัย การเลือกตั้งอาจเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอ “แนวทางปฏิบัติ” (มรรค) เพื่อกอบกู้วิกฤต
เศรษฐกิจโลก: เติบโตแบบ ‘K-Shape’ ท่ามกลางความเสี่ยง
ดร.พิพัฒน์ได้นำมุมมองจากแบงก์ออฟ อเมริกา (Research Partner ของเกียรตินาคินภัทร) ซึ่งคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะเติบโตใกล้เคียงกับปี 2568 โดยมีการคาดการณ์ GDP โลกที่ 3.3% เทียบกับ 3.4% ในปีที่ผ่านมา แต่ชี้ว่าเป็นการเติบโตแบบ “K-Shape Economy” คือ:
- ส่วนขาขึ้น (Strong): สหรัฐอเมริกา ยังคงเป็นประเทศที่เศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุด โดยเฉพาะจากแรงสนับสนุนของการลงทุนใน AI, Data Center, และ New Technology ที่คิดเป็นสัดส่วนการเติบโตถึง 1.5% ของ GDP ในสองไตรมาสหลัง ซึ่งไม่เพียงมาจากก
- ส่วนขาลง (Weak): กลุ่มประเทศยุโรปและญี่ปุ่นยังคงต้องระมัดระวังภาพรวม
ประเด็นเสี่ยงที่ต้องจับตา
- AI Optimism: ต้องจับตาว่าการคาดหวังและการลงทุนใน AI ที่สูงมาก จะสามารถ “Justify” หรือให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้จริงหรือไม่
- จีน ส่งออกเงินเฟ้อให้กับโลก ปัจจุบันจีนประสบปัญหา 3 เรื่อง คือ หนึ่งปัญหาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่จากภาวะฟองสบู่แตก ทำให้การบริโภคและการลงทุนยังทําได้ไม่เต็มที่ สองปัญหา Over Capacity ในภาคการผลิต การผลิตมากกว่าความจําเป็น และความต้องการอันเนื่องจากการเร่งการผลิตหลังภาคอสังหาริมทรัพย์โตไม่มาก สามเงินเฟ้อ สถานการณ์ค่อนข้างน่ากังวล ปีที่แล้วเงินเฟ้อติดลบ ปีหน้าก็คาดว่าเงินเฟ้อจะใกล้ศูนย์
“ภาวะ excess capacity ของจีนไม่ได้จบที่ประเทศจีน สินค้าที่ถูกผลิตจํานวนมาก ไหลมาแถบประเทศไทยด้วยเหมือนกัน ทําให้ต้องใช้คําว่าจีนส่งออก inflation ให้กับโลก แล้วก็ทําให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าประเทศต่างๆ ในอาเซียน ได้รับผลกระทบรวมถึงประเทศไทยด้วย ตรงนี้ก็จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เราคงต้องดูว่าแล้วจีนจะออกจากสถานการณ์ได้อย่างไรอย่างไรก็ตามจีนยังมีการลงทุนในเทคโนโลยีที่แข่งขันได้” ดร.พิพัฒน์กล่าว
3. วิกฤติการคลัง: ปัญหาหนี้รัฐบาลในหลายประเทศพัฒนาแล้วเริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤติการคลังได้
“เราเห็น mini crisis ในอังกฤษเกิดขึ้นมาแล้ว ปีที่ผ่านมามีคนตั้งคําถามเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาลของอังกฤษ พันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐ รวมไปถึงนโยบายล่าสุดของญี่ปุ่นที่เริ่มจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจอีก ในขณะที่เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและหนี้สาธารณะอยู่ที่ 200 กว่าเปอร์เซ็นต์ของ GDP ปีหน้าผมเชื่อว่าคําถามเรื่องวิกฤตทางการคลังจะถูกกลับมาพูดคุยกันมากขึ้น” ดร.พิพัฒน์กล่าว

เศรษฐกิจไทย: “คนป่วยใหม่” ของเอเชีย ต้องหาเครื่องยนต์ใหม่
เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับแรงกดดันต่อเนื่องจากปี 2568 ซึ่งคาดว่า GDP จะเติบโตเพียง 2%-2.2% ซึ่งเป็นประมาณการณ์ก่ินเกิดเหตุน้ำท่วม และในปี 2569 หน่วยงานส่วนใหญ่คาดการณ์การเติบโตที่ต่ำลงอีกคือ 1.6%-1.8%
- คลังปรับ GDP ปี’68 เพิ่มเป็น 2.4% หลังได้แรงหนุนจาก “คนละครึ่ง พลัส” –ส่งออกโตต่อเนื่อง คาดปีหน้าโต 2%
- สภาพัฒน์เผย GDP ไตรมาส 3 โต 1.2% คาดทั้งปี 2568 ขยายตัว 2.0%
สาเหตุสำคัญคือ “ฐานสูง” ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และที่สำคัญกว่าคือการอยู่ในแนวโน้มการเติบโตที่ช้าลง ดร.พิพัฒน์ระบุว่า ไทยกำลังขาด “Engine of Growth” ใหม่ในการดึงเศรษฐกิจกลับขึ้นไป
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า เศรษฐกิจปีหน้าโตช้ากว่าปีนี้ ส่วนหนึ่งมาจากฐานที่สูง ไตรมาส 1 ปีนี้โต 3.2% ไตรมาส 2 โต 2.8% สาเหตุก็คือไตรมาส 1 ยังไม่มีปัญหาเรื่องนักท่องเที่ยวจีน นักท่องเที่ยวจีนเริ่มลดลงในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ส่วนไตรมาส 4 จะค่อนข้างสูงดังนั้น GDP ปีหน้าต้นปีที่เจอฐานที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบปีต่อปียังเป็นค่อนข้างต่ำ แต่ช่วงปลายปีน่าจะดีขึ้น แต่การที่เริ่มปีด้วยเศรษฐกิจที่อาจจะโตประมาณสัก1% ก่อน กว่าจะขยับขึ้นในช่วงหลังก็ค่อนข้างยาก
“แต่ปัญหาที่สําคัญกว่า คือ เราอยู่ในแนวโน้มของเศรษฐกิจที่โตช้า เราโตด้วย Engine of Growth เดิม แต่ยังไม่มี Engine of Growth ใหม่ ซึ่งEngine of Growth ของประเทศไทยสมัยก่อนคือ การท่องเที่ยว ภาคการผลิต ภาคการบริโภคภายในประเทศวันนี้เราเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆว่าเครื่องจักรเหล่านั้นอ่อนแรงลงเรื่อยๆ โดยเรื่องของความสามารถในการผลิตของภาคอุตสาหกรรม เรายังหาไม่ได้เจอว่า อะไรจะมาเป็น Engine ที่ดึงเศรษฐกิจกลับขึ้นไป” ดร.พิพัฒน์กล่าว
เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มเศรษฐกิจระยะยาวจะได้ภาพที่ค่อนข้างชัดว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยเติบโต 7% ค่อยๆลดลงเหลือโต 5% โต 3% ช่วยหลังโควิดไทยประสบความยากลำบาก การดึงเศรษฐกิจกลับไปโตที่ 2% ทำได้ยาก
“วันนี้เราพูดถึงปีหน้าโต 1.6% กับ 1.8% แต่ปัจจัยที่ค่อนข้างน่ากังวลกว่า ก็คือไม่ใช่แค่เราโตช้าเมื่อเทียบกับตัวเองในอดีต แต่เรากําลังโตช้าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน คําว่า “ประเทศไทยเป็นคนป่วยคนใหม่ของเอเชียหรืออาเซียน”ถูกถามขึ้นและดังขึ้นเรื่อยๆ ” ดร.พิพัฒน์กล่าว
- KKP ปรับ GDP ปี 68 เหลือ 1.6% มองเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังเสี่ยง แรงกดดันรอบด้าน
- ธปท.ชี้เศรษฐกิจเสี่ยงโตต่ำกว่า 2% อย่างน้อยปีครึ่ง กนง.พร้อมปรับนโยบาย ถ้า Downside Risk เกิดขึ้น
โดยเปรียบเทียบ GDP per Capita หรือรายได้ต่อหัว กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ปัจจุบัน GDP per Capita ของไทยตามหลังสิงคโปร์อยู่ประมาณ 11 เท่า ขณะที่ 3 ปีที่ผ่านมาสิงคโปร์โตโดยเฉลี่ยประมาณ 4% ไทยโตเฉลี่ยประมาณ 2% แล้วไทยจะโตต่ํากว่า 2%ไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า
“คําถามที่เราชอบถามกันก็คือ ไทยจะตามสิงคโปร์ เศรษฐกิจที่รวยกว่าเรา 10 กว่าเท่า โตเร็วกว่าเราในปัจจุบัน ทันหรือไม่ ถ้าไทยยังเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ คําตอบคือไม่มีทาง” ดร.พิพัฒน์กล่าว
ดร.พิพัฒน์ยังได้ยกตัวอย่าง มาเลเซียที่ประสบปัญหาคล้ายกับไทย คือ เศรษฐกิจโตขึ้น รวยขึ้น แต่เศรษฐกิจโตช้าลง “แต่เมื่อถึงจุดนึงก็ทรงตัวและมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ในขณะที่ไทยดิ้นรนกันอยู่เรื่อยๆ คําถามก็คือไม่ใช่แค่เราตามคนข้างหน้าไม่ทัน คนที่ตามมาข้างหลังโตเร็วกว่าเรา เรากําลังอาจจะถูกบีบอยู่ตรงกลาง ปัจจุบัน GDP เราอยู่ที่ 2 ของอาเซียน ในอีก 15 ปีมีความเป็นไปได้โดยรวมที่จะเป็นอันดับ 5 อาเซียนมี 10 ประเทศ ความเสี่ยงคือถ้าเราไม่สามารถที่จะดันให้เศรษฐกิจกลับมาโตได้ เราจะเป็นประเทศที่ Irrelevance (ไม่สำคัญ) น้อยไปเรื่อยๆ ในภูมิภาคด้วย ไม่ใช่แค่ตัวเองเมื่อเทียบกับตัวเอง แต่เมื่อเทียบกับคนอื่นด้วย“
ดร.พิพัฒน์ตั้งคําถาม ว่า แล้วเราจะทําอย่างไร พร้อมฉายภาพปัญหาในระยะสั้นของไทยดังต่อไปนี้
1.ขีดความสามารถในการแข่งขัน การส่งออกไทยเติบโตดี แต่การผลิตภาคอุตสาหกรรม โตต่ำ แสดงว่าการส่งออกไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะดีอีกต่อไป หลายอุตสาหกรรมหลัก เช่น รถยนต์ ปิโตรเคมี ถูกกระทบหนักจากการแข่งขันและสินค้าจีน
“เราเริ่มเห็นแล้วว่าประเทศไทยถึงแม้ส่งออกดีมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าภาคการผลิตจะดี การส่งออกในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาโตกว่า 10% การส่งออกไปอเมริกาโต 30% แต่การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนล่าสุดคือบวก 1% ขณะที่ส่งออกโต 19% ดังนั้นเวลาเราบอกว่าส่งออกโตดีไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะโตดีอีกต่อไป” ดร.พิพัฒน์กล่าว
“การผลิตส่วนหนึ่งของไทยกําลังได้รับปัญหา ยกตัวอย่างเช่น เอ่อ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมรถยนต์ อาหารเครื่องดื่มกําลังเจอแรงกดดันที่ลบหรือลบหนักกว่ากับหมวดที่ได้รับประโยชน์จากการผลิตของจีน ส่วนหนึ่งก็คือเรากําลังเจอการแข่งขันจากสินค้านําเข้า ที่เข้ามาหนักขึ้นเรื่อยๆ จนถูกตั้งคําถามว่าบุญเก่าหรือเครื่องยนต์เศรษฐกิจเก่าของเราที่กําลังหายไป อย่างเช่นรถยนต์ ซึ่งเป็นหมวดใหญ่ที่สุดแล้วอะไรจะมาแทน” ดร.พิพัฒน์กล่าว
2.เครื่องจักรท่องเที่ยวอ่อนแรงการท่องเที่ยวมีสัดส่วนต่อการเติบโต (Contribution to Growth) มากกว่า 100% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันเผชิญปัญหาทั้ง “จำนวนไม่มา คุณภาพไม่ไป”
ด้านเครื่องจักรการท่องเที่ยว ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาการมีส่วนในการเติบโตจากการท่องเที่ยวมากกว่า 100% ของ GDP ปี 2568 จํานวนท่องเที่ยวน้อยกว่าปีที่แล้ว และเริ่มเห็นว่าการเติบโตของ กลุ่มร้านอาหาร กลุ่มโรงแรม กลุ่มต่างๆ เริ่มช้าลง เพราะ Economic Population จำนวนประชากร
“จํานวนประชากรที่เดินอยู่ในถนนน้อยลงไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ดันกลับขึ้นไปให้โตเหมือนเดิมก็จะเหนื่อย หลายคนบอกว่าเราอยากให้ได้ท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ จํานวนไม่ต้องแพง แต่ตอนนี้เราเจอปัญหาว่าจํานวนก็ไม่มา คุณภาพก็ไม่ไป ก็กลายเป็นปัญหาที่สําคัญ แน่นอนว่าเราคงพึ่งพาท่องเที่ยวอย่างนี้ไม่ได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเครื่องจักรที่สําคัญของเศรษฐกิจไทย” ดร.พิพัฒน์กล่าว
3.Financial Deleveraging ธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากกังวลปัญหาหนี้ ส่งผลให้เกิด Negative Feedback Loop (เศรษฐกิจโตช้าทำให้แบงก์ไม่อยากปล่อยกู้ ส่งผลให้เศรษฐกิจแย่ลง)
“ธนาคารก็กังวลเรื่องเศรษฐกิจเหมือนกัน แล้วเราก็เห็นจริงๆว่า เมื่อธนาคารปล่อยกู้ช้าลง การบริโภคในประเทศก็โตช้า ซึ่งก็เป็นโจทย์ที่สําคัญเหมือนกัน ที่ถูกตั้งคําถามว่าเราจะปลดล็อคอย่างไร เพราะมันจะกลายเป็น Negative Feedback Loop เศรษฐกิจโตช้า ธนาคารไม่อยากปล่อย ธนาคารไม่อยากปล่อย เศรษฐกิจแย่ลงไปอีกเรื่อยๆ ซึ่งเราต้องหาวิธีที่ปลดล็อค นอกเหนือจากปัญหาระยะสั้นที่เราเจอ” ดร.พิพัฒน์กล่าว
4.ครงสร้างประชากร เป็นคลื่นสึนามิที่ใหญ่ที่สุด คือประชากรวัยทำงานที่ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายรถยนต์และบ้านในระยะยาว
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ไทยเป็นไม่กี่ประเทศในเอเชีย ใน Emerging Markets ที่ประชากรกําลังลดลง ประชากรวัยทำงานลดลงมาตั้งแต่ปี 25580 ประชากรโดยรวม (Total Population) กําลังจะลดลง สะท้อนจากยอดขายรถหรือยอดขายบ้าน แม้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี แต่ภาพระยะยาวๆ การที่ประชากรวัยทํางานลดลง จำนวนคนที่จะซื้อรถก็น้อยลง
โอกาสและทางออก: การเลือกตั้ง
แม้ภาพรวมจะดูท้าทาย แต่ดร.พิพัฒน์บอกว่า มีสัญญาณบวกบางส่วน เช่น การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่มีตัวเลขการอนุมัติสูงขึ้น แต่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจาก FDI โดยเฉพาะในด้าน Local Supply Chain และการสร้าง งานที่ดี
ดร.พิพัฒน์ชี้ว่าโอกาสสำคัญที่สุดคือ การเลือกตั้ง ที่กำลังจะเกิดขึ้น
“วันนี้ผมคิดว่าปัญหาประเทศไทย ทุกคนทราบหมดแล้วว่าปัญหาคืออะไร รู้ด้วยว่าต้นเหตุของปัญหาคืออะไร เรารู้ด้วยว่าจะแก้อะไร แต่จะแก้อย่างไรเป็นปัญหา เรามีทั้งทุกข์ (ปัญหาเศรษฐกิจ) เรามี สมุทัย (ต้นเหตุ) เรามี นิโรธ (เป้าหมายคือการแก้ปัญหา) เราขาดแต่ มรรค อย่างเดียว ว่าเราจะพาตัวเองไปอย่างไร Execution เป็นอย่างไร” ดร.พิพัฒน์กล่าว
ดร.พิพัฒน์ปิดท้ายว่า การเลือกตั้งจะเป็นโอกาสให้ผู้ที่เข้ามากุมเศรษฐกิจนำเสนอ หนทางแห่งการดับทุกข์ (มรรค) ซึ่งคือแนวทางนโยบาย มาตรการ และแผนการดำเนินการ (Execution) ที่ชัดเจน เพื่อพิชิตวิกฤติและนำไปสู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย



