เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์
ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา มนุษย์เชื่อว่าความก้าวหน้าหมายถึงการเอาชนะธรรมชาติ เราสร้างเขื่อนเพื่อกั้นแม่น้ำ สร้างคันกั้นน้ำเพื่อหยุดน้ำท่วม สร้างกำแพงกันคลื่นเพื่อเอาชนะทะเล และยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้ามากเท่าไร เราก็ยิ่งเชื่อว่าธรรมชาติสามารถถูกควบคุมได้มากขึ้นเท่านั้น แต่มีประเทศหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นต้นแบบสัญลักษณ์ของแนวคิดนี้มากที่สุด กลับเป็นประเทศแรกๆ ที่กล้ายอมรับว่า แนวคิดดังกล่าวอาจกำลังเดินมาถึงทางตัน ประเทศนั้นคือเนเธอร์แลนด์
หากมองจากแผนที่ เนเธอร์แลนด์ไม่ควรเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ได้เลย พื้นที่ประมาณหนึ่งในสี่ของประเทศอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และประชากรราว 60 เปอร์เซ็นต์อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ตลอดประวัติศาสตร์ ชาวดัตช์ต่อสู้กับน้ำมาตลอด พวกเขาสร้างเขื่อน สร้างคันกั้นน้ำ สร้างระบบสูบน้ำ และสร้างโครงการวิศวกรรมขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่าง Delta Works จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมของศตวรรษที่ยี่สิบ ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้ทั้งโลกเชื่อว่า หากมีประเทศใดสามารถ “เอาชนะน้ำ” ได้ ประเทศนั้นก็คือเนเธอร์แลนด์
แต่ธรรมชาติไม่เคยยอมแพ้ง่ายๆ
ช่วงฤดูหนาวของปี 1993 และอีกครั้งในปี 1995 แม่น้ำสายสำคัญอย่าง Rhine และ Meuse มีระดับน้ำสูงผิดปกติจากฝนตกหนักและหิมะละลาย น้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่จำนวนมาก รัฐบาลต้องอพยพประชาชนกว่า 250,000 คน ซึ่งเป็นการอพยพครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศ แม้ระบบคันกั้นน้ำจะไม่พังทลายทั้งหมด แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างคำถามที่สำคัญยิ่งกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ นั่นคือ หากระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจะสร้างกำแพงให้สูงขึ้นไปได้อีกกี่ครั้ง
คำตอบของรัฐบาลดัตช์กลับสวนทางกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่คาดคิด พวกเขาไม่ได้เลือกสร้างเขื่อนที่สูงกว่าเดิม หรือสร้างกำแพงที่แข็งแรงกว่าเดิม แต่กลับเริ่มตั้งคำถามกับสมมติฐานเดิมทั้งหมดว่า บางทีปัญหาอาจไม่ใช่เพราะแม่น้ำมีน้ำมากเกินไป แต่อาจเป็นเพราะมนุษย์เหลือพื้นที่ให้แม่น้ำน้อยเกินไป
จากคำถามนี้ จึงเกิดนโยบายที่ชื่อว่า Room for the River ซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญที่สุดของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก
ชื่อของโครงการฟังดูเรียบง่าย แต่ความหมายของมันกลับเป็นการปฏิวัติวิธีคิดด้านวิศวกรรมอย่างแท้จริง เพราะตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา วิศวกรพยายามทำทุกอย่างเพื่อบังคับให้แม่น้ำไหลอยู่ในช่องทางที่มนุษย์กำหนด แต่ Room for the River กลับเริ่มจากการยอมรับว่า แม่น้ำจำเป็นต้องมีพื้นที่ของมันเอง หากเราพยายามบีบแม่น้ำให้อยู่ในช่องแคบมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่น้ำหลาก ระดับน้ำก็จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และสุดท้ายแรงดันมหาศาลก็จะย้อนกลับมาคุกคามเมืองของมนุษย์เอง
ดังนั้น แทนที่จะสร้างคันกั้นน้ำให้สูงขึ้น รัฐบาลดัตช์จึงเลือกใช้วิธีที่ดูเหมือนขัดกับสามัญสำนึก พวกเขาย้ายคันกั้นน้ำให้ถอยห่างจากแม่น้ำ ขุดพื้นที่รับน้ำเพิ่มเติม สร้างทางน้ำสายใหม่ ลดระดับพื้นที่น้ำท่วม และในบางพื้นที่ถึงขั้นย้ายบ้านเรือนหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกไป เพื่อคืนพื้นที่ให้แม่น้ำสามารถกระจายตัวได้ในช่วงน้ำหลาก หลักคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าปล่อยให้น้ำท่วมเมือง แต่คือการยอมให้น้ำท่วมในพื้นที่ที่ออกแบบไว้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนสำคัญ
รัฐบาลเนเธอร์แลนด์เรียกแนวทางนี้ว่า “Living with Water” หรือการอยู่ร่วมกับน้ำ แทนที่จะพยายามเอาชนะน้ำเพียงอย่างเดียว เว็บไซต์ของ Rijkswaterstaat ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ระบุว่า โครงการ Room for the River มีวัตถุประสงค์สองประการควบคู่กัน คือการเพิ่มความปลอดภัยจากอุทกภัย และการยกระดับคุณภาพของภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน กล่าวคือ การจัดการน้ำไม่ใช่แค่การป้องกันภัย แต่เป็นการออกแบบเมืองใหม่ทั้งระบบ
สิ่งที่น่าสนใจคือ นโยบายนี้ไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะงานวิศวกรรม แต่เปลี่ยนวิธีคิดของรัฐต่อธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง เพราะเดิมที ธรรมชาติถูกมองว่าเป็น “ศัตรู” ที่ต้องควบคุม แต่ Room for the River มองว่าธรรมชาติคือ “หุ้นส่วน” ที่เราต้องเข้าใจ หากน้ำต้องการพื้นที่ รัฐไม่ควรใช้เงินมหาศาลสร้างกำแพงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เพียงเพื่อผลักปัญหาออกไปอีกไม่กี่ปี แต่ควรออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของแม่น้ำตั้งแต่แรก
ในความเป็นจริง แนวคิดเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะการคืนพื้นที่ให้แม่น้ำหมายถึงการตัดสินใจทางการเมืองที่ยากมาก หลายพื้นที่ต้องมีการเวนคืนที่ดิน ย้ายบ้านเรือน หรือเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์ของพื้นที่เกษตร นโยบายจึงต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชน การชดเชยที่เป็นธรรม และการวางแผนระยะยาวมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่รัฐบาลดัตช์มองว่า ต้นทุนของการปรับตัวในวันนี้ ยังต่ำกว่าต้นทุนของหายนะจากอุทกภัยในอนาคต
สิ่งที่ Room for the River ท้าทายจึงไม่ใช่แค่ศาสตร์ด้านการจัดการน้ำ หากแต่เป็นปรัชญาการพัฒนาของมนุษย์ตลอดสองร้อยปีที่ผ่านมา มันตั้งคำถามว่า เราจำเป็นต้องควบคุมธรรมชาติทุกเรื่องจริงหรือ หรือในบางสถานการณ์ การยอมถอยหนึ่งก้าว อาจเป็นหนทางที่ทำให้ทั้งมนุษย์และธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนกว่า
บทเรียนนี้ไม่ได้มีความหมายเฉพาะกับเนเธอร์แลนด์ ประเทศที่กำลังเผชิญน้ำท่วมรุนแรงมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงประเทศไทย อาจต้องตั้งคำถามเดียวกันว่า เราจะยังตอบทุกปัญหาด้วยการสร้างกำแพงให้สูงขึ้น ขุดคลองให้ลึกขึ้น และสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือถึงเวลาที่เราจะเริ่มถามว่า เราเหลือพื้นที่ให้ธรรมชาติทำหน้าที่ของมันมากพอแล้วหรือยัง เพราะบางที ความยั่งยืนอาจไม่ได้หมายถึงการเอาชนะธรรมชาติ หากแต่อยู่ที่การเรียนรู้ว่าจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างไรโดยไม่ทำลายกันและกัน
แหล่งอ้างอิง
Rijkswaterstaat. Room for the River Programme. https://www.rijkswaterstaat.nl/en/projects/iconic-structures/room-for-the-river
OECD Observatory of Public Sector Innovation (OPSI). The Room for the River Programme. https://oecd-opsi.org/innovations/the-room-for-the-river-programme-giving-rivers-space-to-roam/
Rijke, J. et al. (2012). Room for the River: Delivering Integrated River Basin Management in the Netherlands. International Journal of River Basin Management. Warner, J., van Buuren, A., & Edelenbos, J. (2013). Making Space for the River: Governance Experiences with Multifunctional River Flood Management in the US and Europe. IWA Publi



