IMF–World Bank Annual Meetings: จากเจ้าภาพจัดประชุม สู่ผู้เสนอวาระ ไทยผลักดัน “Thailand New Horizons” (ตอน 5)

ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นครั้งที่สองที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ครั้งแรกในปี 2534 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ได้รับในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นเพียงหนึ่งในสามประเทศที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุมมากกว่าหนึ่งครั้ง แสดงถึงศักยภาพและความพร้อมในการจัดงานระดับโลก

ดร.วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง

บนฉากหน้า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ IMF–World Bank ในเดือนตุลาคม 2569 อาจเป็นเพียงการรับหน้าที่ต้อนรับผู้แทนจากกว่า 190 ประเทศ จัดเตรียมสถานที่ การรักษาความปลอดภัย และพิธีการต่าง ๆ ให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่เบื้องหลังการเตรียมงานที่ดำเนินมาเกือบสี่ปี กระทรวงการคลังกำลังพยายามทำสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น

ไม่ใช่เพียง “จัดงานให้ดี” แต่รอบนี้ ไทยไม่ได้มาในฐานะแค่ผู้จัดงาน ไทยมาพร้อม “วาระ” ที่ต้องการผลักดันสู่เวทีโลก โดยต้องการใช้เวทีเศรษฐกิจระดับโลกแห่งนี้เป็นโอกาสเสนอแนวคิดที่ประเทศไทยเชื่อว่าจะเป็นคำตอบต่อความท้าทายของโลกยุคใหม่ ผ่านธีม “Thailand New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากเป็นผลจากการหารือระหว่างประเทศไทยกับทั้ง IMF และ World Bank เพื่อค้นหาประเด็นร่วมที่สะท้อนทั้งภารกิจของสองสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และจุดที่ประเทศไทยมีความสามารถนำเสนอแก่โลกได้

การเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี 2569 นี้ สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของไทยจาก “เจ้าภาพ” ไปสู่ “ผู้เสนอวาระ” ที่หวังให้เวที IMF–World Bank ไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับหารือปัญหาเศรษฐกิจโลก แต่เป็นพื้นที่ที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเสนอประสบการณ์ แนวทาง และนโยบายที่ใช้ได้จริงต่อประชาคมโลก

Thailand New Horizons วาระที่ไทยร่วมออกแบบ

ดร.วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการในคณะอนุกรรมการด้านสารัตถะเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหวางประเทศ ปี 2569 เปิดเผยถึงการได้เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ IMF-World Bank ในเดือนตุลาคม 2569 ว่า โอกาสนี้ไทยคว้ามาได้ด้วยการเสนอตัวอย่างแข็งขันด้วยการสนับสนุนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อาคม เติมพิทยาไพสิฐ โดยแข่งขันกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่างกรีซ กาตาร์ และซาอุดีอาระเบีย ก่อนที่คู่แข่งจะทยอยถอนตัว และไทยได้รับการคัดเลือกจาก Board of Directors ของทั้งสองสถาบัน สัญลักษณ์ความผูกพันถูกส่งมอบอย่างเป็นทางการที่การประชุมเมืองมาราเกช โมร็อกโก ในปี 2566 ก่อนงานจะเดินหน้ามาจนถึงวันนี้

“ไทยได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings ได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ IMF และธนาคารโลก ในช่วงการประชุมกลุ่มธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2566 ณ ประเทศโมร็อกโก ซึ่งถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ไทยได้รับความไว้วางใจจากองค์กรการเงินระหว่างประเทศชั้นนำของโลกรวมถึงประเทศสมาชิกให้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสำคัญระดับโลก” ดร.วโรทัยกล่าว

ดร.วโรทัยกล่าวว่า งาน IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 เป็นงานขนาดใหญ่ โดยผู้เข้าร่วมประชุมหลักประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จาก 189 ประเทศสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ว่าการธนาคารโลก และผู้ว่าการธนาคารกลางของ IMF จำนวน 191 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงผู้บริหารจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ผู้แทนภาคประชาสังคม และสื่อมวลชนจากทั่วโลก ดังนั้นหลายฝ่ายจึงเปรียบเทียบการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings เป็น “โอลิมปิกของวงการการเงิน” การเตรียมการประชุมดังกล่าว จึงครอบคลุมหลายมิติและต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล

เนื่องจาก IMF-World Bank Group Annual Meetings เป็นการประชุมหลักของทั้งสององค์กร IMF และ World Bank จึงเป็นผู้จัดทำตารางและเนื้อหาการประชุม อย่างไรก็ดี ประเทศไทยสามารถผลักดันแนวคิด แสดงศักยภาพ และนำเสนอภาพลักษณ์ของประเทศ ผ่านการดำเนินกิจกรรมการจัดนิทรรศการศาลาไทย (Thailand Pavilion) การจัดงานเสวนา เป็นต้น ที่สำคัญประเทศไทยผลักดันจากภารกิจจัดประชุมระดับโลก สู่การยกระดับบทบาทไทยให้เป็นผู้เสนอแนวคิดต่ออนาคตเศรษฐกิจโลก

“สิ่งที่ทำให้การเป็นเจ้าภาพรอบนี้มีนัยยะพิเศษ คือธีมหลักของการประชุมไม่ได้ถูกกำหนดฝ่ายเดียวโดย IMF และ World Bank แต่เกิดจากการเจรจาร่วมกันระหว่างทั้งสามฝ่าย จนได้ข้อสรุปร่วมกันว่า “Thailand New Horizons: Empowering People, Building Resilience” คือธีมที่สะท้อนทั้งพันธกิจของสองสถาบัน และนโยบายที่ไทยต้องการนำเสนอต่อโลก” ดร.วโรทัยกล่าว

ดร.วโรทัยเผยเบื้องหลังว่า หลังจากประเทศไทยได้รับสิทธิเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ทั้งฝ่ายไทย IMF และ World Bank ได้หารือร่วมกันเพื่อกำหนดทิศทางและธีมหลักของการประชุมให้สะท้อนทั้งภารกิจของสององค์กรและลำดับความสำคัญของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ

โดย World Bank ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) และการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขณะที่ IMF มุ่งเน้นการเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงการเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก (Resilience)

เพื่อให้การนำเสนอภาพลักษณ์และแนวคิดของประเทศไทยมีความเป็นเอกภาพ ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ ได้กำหนดแนวคิดหลัก (Theme) ในการประชุมครั้งนี้คือ Thailand’s NewHorizons: Empowering People, Building Resilience ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านไปสู่กระบวนทัศน์การพัฒนาในรูปแบบใหม่ (New Development Paradigm)ในโลกที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัย ทำให้แนวทางการพัฒนาแบบเดิมที่เน้นเพียงการเติบโตเชิงปริมาณไม่เพียงพออีกต่อไป

ดร.วโรทัยกล่าวว่า ประเทศไทยมุ่งหวังที่จะผลักดันแนวทางการพัฒนาในระยะถัดไปโดยมีประชาชนเป็นของการเปลี่ยนแปลง รวมถึงมุ่งสร้างขีดความสามารถให้แก่ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ชุมชนและสถาบันต่าง ๆ ให้สามารถปรับตัว สร้างนวัตกรรม และเติบโตได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ควบคู่ไปกับการสร้างความยืดหยุ่น ทั้งในมิติเศรษฐกิจ การเงิน สังคม เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการมีเสถียรภาพในระยะยาว ความยั่งยืน และการเติบโตอย่างทั่วถึวถึง(Inclusive Growth)

“คีย์เวิร์ดสำคัญสะท้อนทิศทาง โดย “New Horizons” หมายถึงบทบาทใหม่ในอนาคต “Empowering People” คือการให้ความสำคัญกับทุนมนุษย์ และ “Building Resilience” คือ การปรับตัวของระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยให้มีความยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับทุกความเสี่ยงในบริบทโลกยุคใหม่ได้” ดร.วโรทัย กล่าว

ธีมดังกล่าวเกิดจากการหารือร่วมกันระหว่างทุกฝ่าย โดยข้อเสนอของประเทศไทยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และได้รับการบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการระดับชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ภายใต้ธีมนี้ คณะกรรมการระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้กำหนดสี่เสาหลัก (Pillars) สำหรับกิจกรรมเนื้อหาตลอดช่วงการประชุม

ดร.วโรทัยกล่าวว่า เพื่อให้การกำหนดสารัตถะของการประชุมมีความชัดเจน เป็นระบบ และสามารถเชื่อมโยงกับวาระการพัฒนาระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม ในคราวประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านสารัตถะเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหวางประเทศ ปี 2569 โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานและมีผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นเลขานุการ

ภายใต้ธีม “Thailand New Horizons :: Empowering People, Building Resilience ประเทศไทยต้องการใช้เวทีการประชุมครั้งนี้สะท้อนบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาในการร่วมกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในประเด็นที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

“การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและ AI เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เรามองว่าในฐานะประเทศกำลังพัฒนาและเจ้าภาพการประชุม ไทยมีความพร้อมในระดับหนึ่งที่จะช่วย shape policy หรือผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิดว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะปรับตัวอย่างไร และเราก็มีตัวอย่างการดำเนินงานหลายเรื่องที่พร้อมแบ่งปันให้ประเทศอื่น ๆ” ดร.วโรทัยกล่าว

ดร.วโรทัยกล่าวว่า นอกจากประเด็นดิจิทัลและ AI แล้ว ไทยยังเสนออีก 3 ประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะได้รับความสนใจจากประชาคมโลก ได้แก่ Geo-economic Fragmentation หรือการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานมากกว่าที่เคยเห็นในอดีต

“ทุกวันนี้ไม่ได้พูดกันแค่เรื่อง Geopolitics แต่ผลกระทบได้ขยายมาสู่ Geo-economics อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีของสหรัฐฯ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ หรือการก้าวขึ้นมาของจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ รวมถึงการจัดตั้งสถาบันการเงินพหุภาคีแห่งใหม่ เช่น AIIB ของจีน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นประเด็นที่ประเทศกำลังพัฒนาให้ความสำคัญ” ดร.วโรทัยกล่าว

สำหรับเสาหลักที่สาม คือ Climate Change Adaptation โดยไทยต้องการเน้นเรื่องการปรับตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสำคัญ ขณะที่ประเด็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) จะเป็นส่วนประกอบที่กล่าวถึงควบคู่กันไป

ส่วนเสาหลักสุดท้ายคือ Demographic Change หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งไทยมองว่าเป็นประเด็นที่หลายประเทศกำลังเผชิญร่วมกัน และประเทศไทยมีประสบการณ์ที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นบทเรียนกับนานาประเทศได้

ภายใต้แนวคิด“Thailand New Horizons :: Empowering People, Building Resilience ประเทศไทยมีกรอบการดำเนินงานผ่าน 4 เสาหลัก ที่จะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครสร้างที่สำคัญ ซึ่งจะกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลกและแนวทางการพัฒนาในอนาคต โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการหารือเชิงนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การพัฒนาที่สามารถนำไปขยายผลได้ ทั้งในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (EMDEs) ดังนี้

Pillar 1 Digital and Al Transformation for Inclusive and Resilient Growth

ประเทศไทยต้องการนำเสนอประสบการณ์ด้าน Digital Public Infrastructure (DP)โดยเฉพาะ PromptPay และ Cross-Border OR Payment Connectivity ซึ่งช่วยส่งเสริมการเช้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐในการช่วยเหลือประชาชนแบบตรงเป้าหมาย และการรับมือวิกฤติอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งผลักดันการใช้ AI และข้อมูลดิดิจิทัลในภาครัฐ ระบบสาธารณสุข และการยกระดับผลิตภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง เพื่อรับมือกับภัยไซเบอร์และการหลอกลวงทางการเงิน

Pillar 2 Opportunities for Middle Powers in a Fragmented World

ประเทศไทยต้องการผลักดันบทบาทของประเทศในฐานะ Neutral Middle Power ที่มีความเป็นกลางและสามารถเป็น Safe Zone รวมถึงเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่างประเทศท่ามกลางโลกที่เผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ โดยเน้นการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น ความเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ การเชื่อมโยงระบบการชำระเงิน การขยายความร่วมมือทางการค้า และการรักษาความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน เพื่อให้เศรษฐกิจโลกยังคงเปิดกว้างและเชื่อมโยงกันได้แม้ในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง

Pillar 3 Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation

ประเทศไทยต้องการผลักดันแนวคิด New Financial Architecture for Climate Adaptationสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ผ่านกลไกทางการคลัง เครื่องมือทางกรเงิน และความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ แอกชน และสถาบันการเงินระหว่างประเทศเพื่อสร้างความยึดหยุ่น ลดความเสี่ยง และเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำรับประเทศกำลังพัฒนาพร้อมสนับสนุมการปลื่อนผ่านด้านพลังงานอย่างสนดุล ลดการปล่อยคาร์บอน และใช้แนวทางเก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ (Nature-Based Solutions) เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของชุมชนและสนับสนุนการลงทนในเทคโนโลยีสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืน

Pillar 4 Demographic Change and the Longevity Economy

ประเทศไทยต้องการนำเสนอนมวคิด Longevity Economy หรือการเปลี่ยนความท้าทายของสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว ผ่านการพัฒนาระบบการออมระยะยาว สร้างควานมั่นคงทางการเห็นหลังเยียน ตอดจนการต่อยอดอุตสาหกรรมและบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ อาหารเพิ่มสุขภาพ และเทคโนโลยีดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและจุดแข็งในระดับสากล

Finance New Horizons: ถอดบทเรียนความสำเร็จ PromptPay สู่ Showcase ระดับโลก

ดร.วโรทัยกล่าวถึงสิ่งที่ประเทศจะนำเสนอในส่วนของ 4 เสาหลัก (Pillars) ที่วางไว้นั้น ในแต่ละเสาหลักมีสารสำคัญ Key Message ที่ชัดเจน เพื่อสื่อสารให้เห็นถึง ‘Impact’ หรือผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อทั้งมิติเศรษฐกิจและสังคม

สิ่งที่ประเทศจะนำเสนอในเสาหลักแรก Digital and Al Transformation for Inclusive and Resilient Growth ดร.วโรทัยกล่าวว่า สิ่งที่เป็นรูปธรรม หรือ ‘Showcase’ สำคัญทางด้าน Financial Technology และ Digital Banking ของไทยที่จับต้องได้จริงในเวลานี้ ตัวชูโรงที่โดดเด่นที่สุดและต่างชาติให้ความชื่นชมยอมรับอย่างมากก็คือ ระบบ PromptPay (พร้อมเพย์) ซึ่งไม่ได้ใช้เพียงแค่ภายในประเทศ แต่ขยายผลไปสู่ PromptPay Cross-Border Payment เชื่อมโยงระบบการชำระเงินกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนเกือบทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ซึ่งระบบนี้มีความเสถียรสูงมาก

ดร.วโรทัยให้รายละเอียดถึงเบื้องหลังความสำเร็จนี้ โดยนำย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน ที่ได้โอกาสไปดูงานที่เกาหลีใต้ เห็นความก้าวหน้าของ Fintech เมื่อกลับมาก็ได้เสนอนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น) ซึ่งเป็นผู้บริหารธนาคารพาณิชย์มาก่อน มองเห็นถึงภาพรวมของระบบทั้งหมด จึงผลักดันโครงการ National E-Payment ขึ้นมาอย่างจริงจัง

“Key Success Factor หรือปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญมากของเรา คือเรามีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมอย่างระบบ ITMX ซึ่งเปรียบเสมือนระบบ Switching ภายในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทยเอง ทำให้เราพึ่งพาพาตัวเองได้ ทุกธนาคารก็เข้าร่วมระบบ PromptPay ทำให้ประชาชนสามารถโอนเงินได้ฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพอย่างมหาศาล” ดร.วโรทัยกล่าว

นอกจากนี้ ในมิติระหว่างประเทศ ตลาดเงินตลาดทุนไทยมีความเข้มแข็งพอที่จะเชื่อมโยงกับภูมิภาคได้ จึงเกิดความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย จนสามารถเชื่อมระบบ PromptPay ของไทย เข้ากับ PayNow ของสิงคโปร์ ได้สำเร็จเป็นคู่แรก ก่อนจะขยายไปยังประเทศอื่นๆ

จุดเด่นของระบบนี้มี 2 มิติหลักๆ คือ หนึ่ง ด้านเทคโนโลยี ที่สะท้อนว่าระบบชำระเงินของอาเซียนมีความทันสมัยมาก และสอง ด้านเสถียรภาพเงินตรา เพราะเปิดโอกาสให้ใช้ Local Currency (สกุลเงินท้องถิ่น) ในการทำธุรกรรมข้ามประเทศได้โดยตรง สามารถสแกน QR Code จ่ายผ่าน Mobile Banking ของไทยได้เลย โดยระบบจะไปทำการ Settlement (หักกลบความต่าง) กันเอง ประชาชนไม่ต้องแบกความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน หรือเสียค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต

นอกจากนี้ระบบ ePayment และ Prompt Pay ของไทย ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Access) ได้ง่ายและสะดวกขึ้น ส่วนนวัตกรรมอื่นๆ เช่น Virtual Bank หรือการประยุกต์ใช้ AI ในภาคธนาคาร ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและกำลังพัฒนากฎหมายรองรับ ดังนั้น ในเสาหลักแรก ” Showcase ไทยเรา ระบบ PromptPay และ Cross-Border Payment เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด”

บทบาทไทยในฐานะ ‘สะพานเชื่อมเศรษฐกิจ’ ท่ามกลางภาวะโลกแยกขั้ว

สำหรับเสาหลักที่ 2 ซึ่งมุ่งเน้นเรื่อง Geopolitical Fragmentation หรือภาวะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกเริ่มแยกขั้วกระจายออกเป็นส่วนๆ นั้น ประเด็นเรื่อง ‘Middle Power’ หรือบทบาทของกลุ่มประเทศอำนาจปานกลาง กำลังเป็นหมุดหมายที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก

คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยควรจะขับเคลื่อนและนำเสนอตัวเองในเวทีนี้อย่างไร? ดร.วโรทัยกล่าวว่า ในมิติความมั่นคง ภูมิภาคยังคงมีความท้าทายเฉพาะตัวอยู่ แต่หากมองในมิติเชิงเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน ความเป็นจริงคือระบบเศรษฐกิจยังคงต้องพึ่งพาอาศัยกันอย่างตัดไม่ขาด ไม่ว่าจะเป็นการค้าชายแดน หรือการส่งผ่านทรัพยากรหลัก เช่น พลังงานไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ดังนั้น ทิศทางที่ควรนำเสนอ ซึ่งแน่นอนว่าสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศด้วยคือ “การวางตัวเป็นกลาง เราอาจไม่ได้เข้าไปชี้นำในฐานะมหาอำนาจ แต่เราสามารถทำหน้าที่เป็น ‘Safe Zone’ และเป็น ‘สะพานเชื่อมทางเศรษฐกิจ’ ที่สร้างประโยชน์ร่วมกันให้กับทุกฝ่าย”

ดร.วโรทัยอธิบายเพิ่มเติมว่า ในมิติของภาคการเงินและตลาดทุน ประเทศไทยมีความเข้มแข็งและมีศักยภาพในระดับแนวหน้า ปัจจุบันโครงสร้างตลาดทุนมีความพร้อมสูงมาก จนแม้กระทั่งศูนย์กลางทางการเงินอย่างสิงคโปร์ก็ยังให้ความสนใจในการทำ Dual Listing (การที่บริษัทนำหุ้นของตัวเองเข้าจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไปพร้อมๆ กัน) ร่วมกับไทย ทว่าในเชิงนโยบายและการกำกับดูแล ยังคงต้องดำเนินการอย่างรัดกุมเพื่อปกป้องและพัฒนาขีดความสามารถของสถาบันการเงินและโบรกเกอร์ไทยให้มีความพร้อมในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดยกำหนดให้ผู้เล่นต่างชาติเข้ามาปฏิบัติภายใต้กรอบกฎหมายของสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ จุดแข็งเชิงพื้นที่และระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ทำให้ไทยสามารถแสดงบทบาทนำในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงผ่านกรอบความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น GMS (กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง), BIMSTEC (กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจรอบอ่าวเบงกอล) รวมถึงการเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในกรอบ ACMECS (ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง) ซึ่งรัฐบาลมุ่งหวังที่จะจัดตั้ง ACMECS Development Fund เพื่อเป็นกลไกทางการเงินในการให้ความช่วยเหลือและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน

ก้าวสำคัญใน Climate Adaptation ผ่านนวัตกรรมการเงิน Two-Step Lending

ด้านเสาหลักที่ 3 ซึ่งเป็นประเด็นที่มักจะเกิดคำถามบ่อยๆ ว่า ในมิติ Climate Adaptation หรือการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยมีมาตรการอะไรที่โดดเด่นและจับต้องได้จริงบ้าง เพราะส่วนใหญ่มักจะเห็นแต่มาตรการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) เป็นหลัก

ดร.วโรทัยกล่าวว่า ในความจริงแล้ว ไทยมีโครงการระดับ Flagship ที่เป็นรูปธรรมและกำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ คือ โครงการเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City Program) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือในรูปแบบเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน (Soft Loan) ระหว่างรัฐบาลไทยกับธนาคารโลก (World Bank) มูลค่ารวมกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 7,000 ล้านบาท (ซึ่งกระบวนการนี้จะนับเป็นหนี้สาธารณะ โดยผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลหนี้สาธารณะ หรือ กบน.)

ความพิเศษของโครงการนี้คือ การใช้กลไกที่เรียกว่า Two-Step Lending โดยธนาคารโลกจะให้สินเชื่อผ่านกระทรวงการคลัง และส่งต่อมาบริหารจัดการโดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งในฐานะที่ ดร.วโรทัยเป็นกรรมการของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ EXIM Bank ก็ได้เร่งรัดและติดตามโครงการนี้อย่างใกล้ชิด จนปัจจุบันการเจรจาด้านมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสังคมได้ข้อยุติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะให้ข้อมูลอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

สำหรับเม็ดเงิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ จะถูกจัดสรรเพื่อนำไปขับเคลื่อนมาตรการ Climate Adaptation ผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ

  1. ช่องทางกรุงเทพมหานคร (กทม.): EXIM Bank จะร่วมมือกับ กทม. ในการสนับสนุนงบประมาณแก่โครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ทางน้ำ (Green & Blue Infrastructure) เพื่อปรับปรุงสิ่งแวดล้อม ลดมลพิษ และยกระดับความยั่งยืนในเขตเมือง
  2. ช่องทางการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.): มุ่งเน้นการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และระบบป้องกันอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออก

โครงการความร่วมมือ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ จะถูกบรรจุเป็นเนื้อหาหลักใน Thailand Pavilion

นอกจากความร่วมมือกับธนาคารโลกแล้ว EXIM Bank ยังมีการดำเนินงานภายในที่เข้มแข็งมากด้านความยั่งยืน โดยมีนวัตกรรมทางการเงินอย่าง Green Transformation Loan ที่เข้าไปสนับสนุนภาคเอกชนและผู้ประกอบการไทยในการปรับเปลี่ยนกิจกรรมไปสู่ระบบโลจิสติกส์และกระบวนการผลิตแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Activities) รวมถึงการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุล

ดร.วโรทัยกล่าวว่า อีกหนึ่งจุดขายสำคัญของประเทศไทยที่สอดคล้องกับแนวทางสากลคือ การประยุกต์ใช้ Nature-Based Solution (การแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน) ซึ่งในส่วนนี้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มีเครือข่ายผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและประสบความสำเร็จในด้านนี้อยู่เป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตามรายการจัดแสดงหรือ Showcase ทั้งหมดยังไม่ได้สรุป เพียงแต่จัดทำโครงร่างและรวบรวมรายชื่อโครงการที่มีศักยภาพไว้เรียบร้อยแล้ว แต่กระบวนการขัดเกลาเนื้อหา ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

โดยทีมงานสารัตถะได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.วิรไท สันติประภพ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เข้ามาช่วยให้คำปรึกษา แนะนำแนวทาง และร่วมระดมความคิดเพื่อกลั่นกรองเนื้อหาหลักที่จะนำเสนอสู่สายตาประชาคมโลก

ดร.วโรทัยอธิบายต่อว่า ทีมงานสารัตถะที่รับผิดชอบภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้มีการทำงานบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คุ้นเคยกับการร่วมประชุมและเตรียมข้อมูลหลังบ้านในเวทีอาเซียนร่วมกันมาโดยตลอด นอกจากทีมงานชุดนี้คือผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำข้อมูลเชิงลึกที่มีความเชี่ยวชาญในระดับสากล

ล่าสุดดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านสารัตถะเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569

ไทยพูดให้โลกฟังบนเวที Plenary Session

ดร.วโรทัยกล่าวว่า ขณะนี้รายละเอียดของเนื้อหาการประชุม (Substantive Program) ยังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับ IMF และ World Bank โดยเฉพาะรูปแบบการจัดสัมมนา การบรรยายพิเศษ (Keynote Address) และกิจกรรมคู่ขนานต่าง ๆ ซึ่งจะทยอยมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อใกล้ถึงวันประชุม

“วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือการวางสารัตถะของการประชุม ว่าจะมีเวทีสัมมนาอะไรบ้าง จะเชิญใครมาพูด จะเป็น Keynote Address หรือ Panel Discussion ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ยังไม่สรุป คาดว่าเมื่อใกล้วันประชุม โดยเฉพาะในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนเริ่มงาน ทุกอย่างจะมีความชัดเจนมากขึ้น” ดร.วโรทัยกล่าว

ดร.วโรทัยกล่าวต่อว่า กำหนดการบางส่วนจะขึ้นอยู่กับการจัดสรรของฝ่ายเลขานุการการประชุม (Secretariat) ของ IMF และ World Bank ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดกรอบเวลาเบื้องต้น ก่อนที่ฝ่ายไทยจะหารือเพื่อจัดสรรช่วงเวลาสำหรับการนำเสนอประเด็นที่ประเทศไทยต้องการผลักดัน

“เรากำลังหารือว่าจะได้ช่วงเวลาไหนบ้าง เพื่อสอดแทรกประเด็นสำคัญทั้ง 4 เสาหลักของไทย อาจอยู่ในรูปแบบ Panel Discussion หรือให้ผู้แทนระดับสูงของไทยขึ้นนำเสนอประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่เป็นตัวอย่าง ซึ่งทั้งหมดจะอยู่ภายใต้ธีมหลัก ‘Thailand: New Horizons – Empowering People, Building Resilience’” ดร.วโรทัยกล่าว

สำหรับวันสำคัญที่เป็นหมุดหมายหลักของงานคือวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ซึ่งจะมีกิจกรรมไฮไลต์อย่าง Gala Dinner และที่สำคัญที่สุดคือการประชุม Plenary Session ซึ่งเป็นเวทีประชุมใหญ่ที่รวมตัวระดับผู้นำ ทั้งรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากทั่วโลก คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานในเซสชันนี้ไม่ต่ำกว่า 3,000 ถึง 4,000 คน เพราะแต่ละประเทศจะเดินทางมาพร้อมกับคณะผู้แทน (Delegation)

ในส่วนของพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ (Opening Ceremony) ตามธรรมเนียมและรูปแบบของเวทีระดับโลกนี้ คาดว่าจะมีผู้นำระดับสูงของไทย เช่น นายกรัฐมนตรี มากล่าวเปิดงานร่วมกับผู้บริหารสูงสุดของสถาบันเจ้าภาพ ทั้งประธานธนาคารโลก และผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศนางคริสตาลินา กอร์เกียวา รวมถึงประธานในที่ประชุม

สำหรับบทสุนทรพจน์ (Speech) ของรัฐมนตรีคลังและผู้นำฝ่ายไทย เป็นความรับผิดชอบของทีมงานดร.วโรทัยโดยตรง แต่โดยดร.วโรทัยมองว่า สุนทรพจน์ที่ดีและมีน้ำหนักที่สุดควรจะถูกขัดเกลาในช่วงโค้งสุดท้ายประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนงานเริ่ม เนื่องจากบริบทและสถานการณ์เศรษฐกิจหรือตลาดเงินโลกในอีก 3-4 เดือนข้างหน้าอาจมีความเปลี่ยนแปลงหรือมีประเด็นใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งต้องหยิบยกสถานการณ์เวลานั้นมาวิเคราะห์และกำหนดทิศทางคำพูดให้แหลมคมและเกิดผลสูงสุด

“สิ่งที่บอกได้เลยคือ เวทีนี้จะเป็นเวทีที่ท่านรัฐมนตรีคลังของเราได้แสดงวิสัยทัศน์อย่างโดดเด่นแน่นอน รูปแบบการนำเสนอในครั้งนี้จะไม่ใช่แค่การยืนอ่านบนเวทีเหมือนงานทั่วไป เราเตรียมการนำเสนอที่แปลกใหม่เพื่อให้ภาพออกมาดูยิ่งใหญ่ ทรงพลัง และสมเกียรติในฐานะเจ้าภาพอย่างแท้จริง” ดร.วโรทัยกล่าว

ภายในงานยังมีโปรแกรมพิเศษที่ออกแบบมาตามเกณฑ์มาตรฐานของ World Bank นั่นคือ Youth Program เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นักศึกษา ได้เข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนและแสดงพลังสร้างสรรค์ร่วมกัน

นอกจากการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings ภายในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์แล้ว ประเทศไทยยังจัดให้มีกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อแสดงความให้เห็นพลังด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือการท่องเที่ยวของไทย ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสตงนิทรรศการศาลาไทย (Thailand Pavion)การจัดการแสตงศิลปวัฒนธรรม อาทิ ศิลปะมวยไทย การนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ไทย รวมถึงการจัดให้มีโปรแกรมท่องเที่ยวสำหรับผู้เข้าร่วมประชุมและผู้ติดตาม

ดร.วโรทัยกล่าวว่า อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ Social Program สำหรับต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมประชุมและคณะผู้แทนระดับ VIP ซึ่งจะนำไปสัมผัสความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทย ไม่ว่าจะเป็นพระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว รวมถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ซึ่งได้หารือกับกรมศิลปากรไว้แล้วว่าจะจัดแสดงชุดใหญ่ให้สมเกียรติ ทั้งการแสดงโขนและการละเล่นต่างๆ เรื่อง Soft Power และศิลปวัฒนธรรม อาหารการกินของประเทศไทยที่มีชื่อระดับโลกอยู่แล้ว

มากกว่างานประชุมคือมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ดร.วโรทัยกล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการแสดงศักยภาพและความพร้อมในการจัดการประชุมเศรษฐกิจการเงินระดับโลกที่มีมาตรฐานสากล โดยการประชุมดังกล่าวถือเป็น “เวทีเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก” ซึ่งมีประเทศสมาชิกกว่า189 ประเทศเข้าร่วม และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมในประเทศไทยประมาณ 15,000 คน ประกอบด้วยรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นักลงทุน สถาบันการเงินระหว่างประเทศ ภาคเอกชน นักวิชาการและสื่อมวลชนจากทั่วโลก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยทั้งในด้านเศรษฐกิจการเงิน การลงทุน และการท่องเที่ยวในระยะต่อไป

“อีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องพยายามสื่อสารและโปรโมทให้สังคมเห็นร่วมกัน คือ ‘ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม’ ของการเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมประจำปี ในครั้งนี้ เราประเมินในเบื้องต้นว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีคณะผู้แทนและผู้เข้าร่วมงานเดินทางเข้ามายังประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 15,000 คน ซึ่งกลุ่มนี้ไม่ใช่ตัวเลขนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นกลุ่มนักบริหาร นโยบาย และผู้นำระดับสูง ที่มีกำลังซื้อและการใช้จ่ายในระดับสูง” ดร.วโรทัยกล่าว

ดร.วโรทัยกล่าวว่า ความท้าทายในครั้งนี้จะใหญ่กว่าเดิมมาก ช่วงจัดงานประชุม APEC ไทยต้อนรับสมาชิกประมาณ 21 เขตเศรษฐกิจ แต่สำหรับงานประชุมร่วม IMF และ World Bank ในครั้งนี้ มีประเทศสมาชิกเข้าร่วมถึง 191 ประเทศ การบริหารจัดการทั้งในมิติของความปลอดภัย (Security) การอำนวยความสะดวก (Accommodation) และการปฏิบัติตามพิธีการทูตที่เข้มงวดของแต่ละประเทศ จึงเป็นโจทย์ที่ทีมงานเบื้องหลังต้องเตรียมความพร้อมอย่างดีที่สุด

นับตั้งแต่ประเทศไทยได้รับการคัดเลือกในปี 2566 ไทยได้เตรียมความพร้อมและหารือกับ IMF และWorld Bank มาโดยตลอด โดยกระทรวงการคลังได้มีการประสานงานและบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และการเตรียมการในภาพรวมมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในทุกด้านอาทิ การลงทะเบียน ท่าอากาศยาน การต้อนรับและรับรองผู้เข้าร่วมประชุม โรงแรม สถานที่จัดการประชุม สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เข้ารวมประชุมทั้งในและนอกสถานที่จัดการประชุม ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบโสตทัศน์ บริการด้านภาษา การสื่อสารประชาสัมพันธ์ และ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรักษาความปลอดภัย

ดร.วโรทัยกล่าวว่า รัฐบาลได้จัดสรรกรอบวงเงินงบประมาณเพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพครอบคลุมการพัฒนาสถานที่จัดประชุม ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การรักษาความปลอดภัย การบริหารจัดการงานประชุม การประชาสัมพันธ์ และระบบขนส่งต่าง ๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับมาตรฐานการจัดงานระดับโลกของประเทศไทยแล้ว ยังช่วยก่อให้เกิดการจ้างงานและการกระจายรายได้ไปยังภาคเอกชนและแรงงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธุรกิจโรงแรม การจัดประชุม เทคโนโลยีสารสนเทศ การขนส่ง และภาคบริการ ตลอดจนช่วยสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศผ่านรายได้ของแรงงานและผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้น

ในด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรง (Direct Economic Impact) หากประเมินค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 15,000 คน ที่พำนักเฉลี่ย 7-10 วัน และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 10,000-15,000 บาทต่อวัน จะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนโดยตรงในระบบเศรษฐกิจไทยประมาณ 1,050-2,250 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายด้านโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทางการท่องเที่ยว และบริการต่าง ๆ และเมื่อรวมการใช้จ่ายจากคณะติดตาม การจัด side events นักลงทุน สื่อมวลขน และก็จกรรม networking ทางธุรกิจ คาดว่าเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจโดยรวมจำนวนมาก

การประชุมครั้งนี้ยังจะช่วยยกระดับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการจัดประชุมและนิทรรศการนานาชาติ (Global MICE Destination) โดยภาคธุรกิจโรงแรม สายการบิน ร้านอาหารการท่องเที่ยว และ Wellness Tourism จะได้รับประโยชน์โดยตรง อีกทั้ง หากผู้เข้าร่วมประชุมเพียง 20-30% เดินทางท่องเที่ยวต่อหลังเสร็จสิ้นการประชุม ก็จะช่วยสร้างรายได้เพิ่มเดิมแก่ภาคการท่องเที่ยวอีกหลายพันล้านบาท พร้อมทั้งช่วยสร้างภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยความพร้อม และศักยภาพของประเทศไทยในการรองรับงานระดับโลก

ในด้านการลงทุน การประชุมดังกล่าวถือเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้นำเศรษฐกิจและนักลงทุนจากทั่วโลก จึงเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดการลงทุนระยะยาวเข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น AI, Digital Infrastructure, Data Centers, EV, Semiconductor, Clean Energy และ Wellness Economy

นอกจากนี้ การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์และบทบาทของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยประเทศไทยสามารถใช้เวทีนี้ในการ Showcase จุดแข็งของประเทศ อาทิ PromptPay, Cross-Border QR Payment Connectivity, Digital Public Infrastructure (DP), Universal HealthCoverage, Wellness & Longevity Economy รวมถึงบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางความเชื่อมโยงของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Connectivity Hub) ซึ่งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยจาก “ประเทศท่องเที่ยว” ไปสู่ “ประเทศผู้นำด้านนโยบาย การเงินดิจิทัล และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค”

การประชุมยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถผลักดันและแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญของโลก ตลอดจนขยายความร่วมมือกับประเทศสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชนจากทั่วโลก ซึ่งจะช่วยเสริมบทบาทของไทยในฐานะ TrustedMiddle Power และ ASEAN Connectivity Hub โดยเฉพาะในบริบทโลกที่กำลังเผชิญกับGeoeconomic Fragmentation, Climate Transition และ Al Transformation ซึ่งประเทศไทยจะมีบทบาทมากขึ้นในการร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ ในอนาคต

อีกทั้ง ผู้เข้าร่วมประชุมจากนานาประเทศจะได้สัมผัสอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และอัธยาศัยไมตรีของคนไทย ซึ่งถือเป็น Soft Power ที่สำคัญของประเทศ ช่วยสร้างภาพจำและความประทับใจที่ดีต่อประเทศไทย อันจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว ภาพลักษณ์ประเทศ และความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศในระยะยาว

ในระยะยาว ประโยชน์ที่สำคัญของการเป็นเจ้าภาพอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรายได้ระยะการจัดประชุม แต่รวมถึง “Legacy Impact” หรือผลประโยชน์เชิงโครงสร้างระยะยาว เช่น การยกระดับมาตรฐานการจัดงานระดับโลก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ การเพิ่มความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน และการยกระดับบทบาท ของประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก

ดังนั้น แม้ว่าการเตรียมการเป็นเจ้าภาพจะมีกรอบวงเงินงบประมาณประมาณ 1,162.27 ล้านบาทแต่เมื่อพิจารณาผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว Soft Power และผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยจะได้รับในระยะยาวแล้ว การเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Annual Meetings 2026 จึงถือเป็น “Strategic National Investment” หรือการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ระดับประเทศ มากกว่าจะเป็นเพียงค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมเพียงอย่างเดียว