สหรัฐ-อิหร่านบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แถลงต่อประชาชนครั้งแรก เพื่อรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับความสำเร็จของสหรัฐฯวันที่ 1 เม.ย. 2569 ที่มาภาพ:เพจ The White House

สหรัฐอเมริกาและอิหร่านแถลงว่า ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงที่จะมีผลบังคับใช้ในวันศุกร์นี้ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน และช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดอีกครั้งหลังจากที่มีการลงนามในข้อตกลง ทั้งนี้ ข้อความฉบับเต็มของข้อตกลงดังกล่าวยังไม่มีการเปิดเผยออกมา

เมื่อคืนวันอาทิตย์(14 มิถุนายน)ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า ข้อตกลงกับอิหร่านนั้น “เสร็จสมบูรณ์แล้ว” ข้อตกลงดังกล่าวรวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญ โดยช่องแคบฮอร์มุซจะ “เปิด” ในวันศุกร์(19 มิถุนายน)นี้ แม้ว่าจะไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมก็ตาม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศว่า จะมีการลงนามในข้อตกลงร่วมกับอิหร่านในวันศุกร์นี้ ซึ่งมีขึ้นหลังจากที่มีแถลงการณ์หลายฉบับในสัปดาห์นี้ที่บ่งชี้ถึงข้อตกลงหยุดยิง หลังจากที่เผชิญกับสงครามมายาวนานกว่า 100 วัน

จากนั้นมา ทางกรุงเตหะรานก็ได้ยืนยันการประกาศดังกล่าว โดยระบุว่าจะมีการประกาศยุติสงคราม ซึ่งเริ่มต้นขึ้นหลังจากการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ในช่วงเช้าตรู่ของวันจันทร์นี้ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT)

ทั้งนี้ ข้อความฉบับเต็มของข้อตกลงดังกล่าวยังไม่มีการเปิดเผยออกมา

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านกล่าวว่า การเจรจาเพิ่มเติมจะมีขึ้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์หลังจากพิธีลงนามอย่างเป็นทางการในวันศุกร์นี้ นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่า การเจรจานิวเคลียร์ที่มีกำหนดระยะเวลา 60 วันจะเริ่มต้นขึ้นก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ยอมปล่อยเงินทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัดไว้เท่านั้น

สำนักข่าว BBC รายงานว่า สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านได้ประกาศว่า อิหร่านและสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันแล้ว แต่อ้างอิงแหล่งที่มาของข่าวนี้จากแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีปากีสถาน

ในการประกาศของสถานีโทรทัศน์ของรัฐ ผู้ประกาศข่าวระบุว่า สหรัฐฯ “ถูกบีบให้ต้องลงนามในข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและแนวร่วมฝ่ายต่อต้าน (Resistance Front)”

บรรดาผู้นำโลกต่างออกมาแสดงความยินดีต่อข้อตกลงที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุร่วมกัน ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในวันศุกร์นี้

นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถาน กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายมีกำหนดจะลงนามในข้อตกลงดังกล่าวในวันศุกร์นี้ ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังสิ้นสุดการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) ประจำปี ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองเอวีย็อง-เล-แบ็ง ประเทศฝรั่งเศส ที่อยู่ใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านยังกล่าวด้วยว่า การเจรจาเพิ่มเติมจะมีขึ้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์หลังจากพิธีลงนามอย่างเป็นทางการในวันศุกร์นี้

ตามรายงานก่อนหน้านี้ของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) นายกรัฐมนตรี โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลราห์มาน บิน จัสซิม อัล-ทานี แห่งกาตาร์ ซึ่งได้ก้าวขึ้นมาเป็นนักการทูตและผู้ไกล่เกลี่ยที่มีความเชี่ยวชาญตลอดช่วงสงครามที่ผ่านมา ได้แสดงความหวังว่าทุกฝ่ายจะเข้าร่วมร่วมมือกัน “ด้วยสปิริตที่เป็นบวกและสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยต่อยอดและเสริมสร้างความคืบหน้าในครั้งนี้ให้มั่นคงยิ่งขึ้น” ขณะที่นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษ เรียกความคืบหน้านี้ว่าเป็น “ก้าวสำคัญ”

สำนักข่าว CNN รายงานปฏิกิริยาเพิ่มเติมจากทั่วโลก ดังนี้

อันโตนิอู กูแตร์รึช เลขาธิการสหประชาชาติ ได้แสดง “ความขอบคุณอย่างลึกซึ้ง” ต่อประเทศผู้ไกล่เกลี่ยหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงปากีสถาน ตุรกี และซาอุดีอาระเบีย โดยได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าข้อตกลงนี้ถือเป็น “ก้าวสำคัญสู่การแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติ”

ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ได้โพสต์ข้อความบน X เรียกร้องให้มีการ “บังคับใช้บันทึกความเข้าใจนี้อย่างรวดเร็วและเต็มรูปแบบ” พร้อมทั้งระบุเป็นพิเศษถึงการที่ฝรั่งเศสสนับสนุน “ความพยายามอย่างมุ่งมั่นของทางการเลบานอนในการฟื้นฟูอธิปไตยของรัฐ” เนื่องจากประเด็นการมีส่วนร่วมของเลบานอนในความขัดแย้งนี้ยังคงเป็นจุดยึดเยื้อสำคัญต่อข้อตกลงหยุดยิงใดๆ

ประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ของตุรกี แสดงความยินดีต่อกรอบข้อตกลงดังกล่าว แต่เน้นย้ำถึง “ความสำคัญของการละเว้นจากวาทกรรม การยั่วยุ และการกระทำใดๆ ที่อาจทำให้ความตึงเครียดบานปลาย รวมถึงการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องต่อการพยายามก่อวินาศกรรมที่อาจเกิดขึ้น จนกว่าจะถึงวันที่ได้มีการลงนามร่วมกัน” ตามรายงานของสำนักข่าวอานาโดลู (Anadolu) ของรัฐบาลตุรกี

นายกรัฐมนตรี แอนโทนี แอลบานีส และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพนนี วอง ของออสเตรเลีย ได้สนับสนุนให้ทุกฝ่าย “ใช้โอกาสนี้ในการแสวงหาสันติภาพที่ยั่งยืนและถาวรผ่านการเจรจาและการทูต” พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าอิหร่านควรคว้าโอกาสนี้ในบทสนทนาเพื่อ “จัดการกับข้อกังวลที่มีมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของตน รวมถึงภัยคุกคามที่โครงการดังกล่าวมีต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ”