รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ 
ในบทความของ New York Times ชื่อ The UK Is Still Counting the Cost of Brexit เขียนถึงต้นทุนที่เกิดขึ้น จากการถอนตัวของอังกฤษ จากการเป็นสมาชิกกลุ่ม EU แม้เวลาผ่านไปครบ 10 ปีแล้ว อังกฤษยังคงประมวลความเสียหายที่เกิดขึ้น ก่อนหน้าที่จะมีการลงประชามติ ในวันที่ 23 มิถุนายน 2016 รัฐบาลอังกฤษในเวลานั้นได้เตือนว่า การลงคะแนนถอนตัวจาก EU จะส่งผลกระทบทันทีและรุนแรงต่อเศรษฐกิจ การประกาศเตือนของรัฐบาลมีความผิดพลาด แต่เป็นความผิดพลาดในเรื่องของเวลา ที่ผลกระทบจะเกิดขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์มองว่า Brexit สร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจอังกฤษ ต้นทุนที่สะสมในเวลา 10 ปีที่ผ่านมามีน้ำหนักมากกว่าประโยชน์ที่ได้ สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ Brexit ก่อให้เกิดกระแสความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองของอังกฤษ นับจากวันลงคะแนนประชามติเรื่อง Brexit เมื่อ 10 ปีที่แล้วเป็นต้นมา อังกฤษมีนายกรัฐมนตรีแล้ว 6 กำลังจะมีคนที่ 7 เร็วๆ นี้ ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นทำให้ความเห็นคนอังกฤษต่อ Brexit เปลี่ยนไป จากการสำรวจความเห็นล่าสุด เกือบครึ่งหนึ่งคนอังกฤษมองว่า Brexit ให้ผลร้ายมากกว่าที่คิดไว้ และกว่าครึ่งหนึ่งสนับสนุนให้เข้าร่วมใหม่กับ EU
Brexit ทำให้ GDP อังกฤษเล็กลง 6-8%
บทความของ New York Times กล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะกล่าวชัดเจนว่า เรื่องต้นทุนแท้จริงของ Brexit ที่มีต่อเศรษฐกิจอังกฤษ เพราะนับจากการลงประชามติเป็นต้นมา อังกฤษยังประสบปัญหาโควิด-19 ภาษีทรัมป์ ผลกระทบจากสงครามยูเครนกับสงครามอิหร่าน
วันที่ 23 มิถุนายน 2016 คนอังกฤษลงประชามติ 51.9% ถอนตัวจาก EU และ 48.1% ยังคงอยู่ใน EU แต่การเจรจาและช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำให้อังกฤษออกจาก EU เป็นทางการเมื่อสิ้นเดือนมกราคม 2020 จากรายงาน The Economic Impact of Brexit ของ Niclolas Bloom มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่ได้รับการยอมรับ ระบุว่า Brexit ให้เศรษฐกิจอังกฤษเล็กลงถึง 6-8% แต่นักนักเศรษฐศาสตร์อีกส่วนมองว่าเล็กลง 4-6% เมื่อเทียบกับยังอยู่ใน EU
รายงานของ Niclolas Bloom กล่าวว่า เมื่อถึงปี 2025 นอกจาก GDP มีขนาดลดลง 6-8% การลงทุนของอังกฤษลดลง 12-18% การจ้างงานลดลง 3-4% และผลิตภาพการผลิตลดลง 3-4% เพราะ Brexit มีผลกระทบสำคัญ 4 ด้านคือ (1) ทำให้เกิดความไม่แน่นอนต่อการลงทุน (2) การขยายตัวของการลงทุนและการจ้างงานมีปัญหา เพราะความต้องการสินค้าและบริการลดลง (3) ผลิตภาพของบริษัทได้รับผลกระทบ เพราะองค์กรธุรกิจต้องไปรับมือกับ Brexit แทน และ (4) ผลิตภาพของบริษัทที่ทำธุรกิจระหว่างประเทศสูง จะได้รับผลกระทบมาก

ต้นทุนล้วนเกิดจากอุปสรรคการค้ากับ EU
ต้นทุนเศรษฐกิจที่ทำให้อังกฤษสูญเสีย ส่วนใหญ่มาจากปัญหาอุปสรรคการค้าที่มีกับผู้บริโภค 450 ล้านคนของ EU อังกฤษเป็นฝ่ายเสียหายมากกว่าฝ่าย EU ที่เป็นเช่นนี้ เพราะสมัยที่อังกฤษเป็นสมาชิก EU สภาพตลาดเดียว (single market) ของ EU ทำให้บริษัทอังกฤษเข้าถึงผู้บริโภค 450 ล้านคนโดยไม่มีอุปสรรคการค้า นอกจากนี้ อังกฤษยังเป็นจุดดึงดูดการลงทุนต่างประเทศ ที่จะใช้เป็นฐานเข้าสู่ตลาด EU
ระเบียบของ EU อนุญาตให้บริษัท EU สามารถทำธุรกิจได้ทุกแห่งภายกลุ่ม ทำให้ในทางพฤตินัย City of London หรือศูนย์กลางการเงินอังกฤษ กลายเป็นศูนย์กลางการเงินของทวีปยุโรป อังกฤษยังมีส่วนกำหนดมาตฐานต่างๆ ของ EU โดยที่อังกฤษไม่ต้องยกเลิกความเป็นอิสระในการรักษาการมีเงินปอนด์ ธนาคารกลาง หรือนโยบายการคลังของตัวเอง
แต่ข้อตกลงการค้าใหม่ๆไม่สามารถชดเชยการเสียจาก Brexit ข้อตกลงการค้ากับ EU ปี 2021 กำหนดอัตราภาษีเกือบเท่ากับศูนย์ แต่ก็มีข้อกีดกันการค้าอื่นๆ ขึ้นมาแทน ทำให้มีงานเอกสารมากขึ้น การตรวจสินค้าที่ด่านพรมแดน และกฎระเบียบใหม่ๆ Brexit ทำให้การส่งออกสินค้าและบริการของอังกฤษไป EU ลดลง 12% การนำเข้าจาก EU ลดลง 16% การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของอังกฤษได้รับผลกระทบมาก ลดลงถึง 30%
Brexit ทำให้อังกฤษมีอิสระ ที่ตัวเองจะทำข้อตกลงการค้ากับประเทศต่างๆทั่วโลก มาทดแทนข้อตกลงการค้าที่ EU มีข้อตกลงกับประเทศต่างๆ หลังจาก Brexit อังกฤษทำข้อตกลงการค้า 39 ฉบับ ครอบคลุม 72 ประเทศ แต่ไม่สามารถชดเชยการค้าที่ลดลงกับ EU
อังกฤษจนลงเหมือนรัฐมิสซิสซิปปี
ส่วนนิตยสาร The Atlantic ในสหรัฐฯ ก็เสนอบทความเรื่อง How Britain Became as Poor as Mississippi โดยรายงานว่า ก่อนวิกฤติการเงินโลกปี 2008 อังกฤษก้าวขึ้นมาถึงจุดสูงสุด ในยุคหลังอาณานิคม รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยสูงกว่าเยอรมัน เงินปอนด์มีค่ามากกว่า 2 ดอลลาร์ และลอนดอนกลายเป็นศูนย์กลางการเงินโลก
แต่นับจากนั้นเป็นต้นมา อังกฤษถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง รายได้ต่อคนหรือผลผลิตเฉลี่ยต่อคน (output per person) แค่สูงกว่ารัฐมิสซิสซิปปี รัฐที่ยากจนที่สุดของสหรัฐฯ แต่หากออกไปนอกกรุงลอนดอน มาตรฐานการครองชีพคนอังกฤษต่ำมิสซิสซิปปี คนอังกฤษเดินทางมาสหรัฐฯ พบว่าค่าเงินปอนด์ตกต่ำ ซื้อของได้มูลค่าแค่ 1.35 ดอลลาร์ ค่าจ้างในอังกฤษตามหลังสหรัฐฯ เยอรมัน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และเดนมาร์ก ในอีก 10 ปีข้างหน้า คนโปแลนด์จะมีมาตรฐานการครองชีพเท่าคนอังกฤษ
เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว อังกฤษเป็นประเทศสำคัญของโลก ทุกวันนี้ เป็นประเทศอำนาจระดับกลาง ประสบโรคเรื้อรังที่ยังรักษาให้หายขาดไม่ได้ บริการสาธารณสุขแห่งชาติ (NHS) สัญลักษณ์รัฐสวัสดิการของอังกฤษ มีคนไข้รอการรักษาสะสมถึง 6 ล้านคน หรือ 1 ใน 10 ของประชากร รายได้ของคนทำงานอาชีพต่างๆก็ต่ำ แพทย์รุ่นใหม่เงินเดือนเริ่มต้น 38,800 ปอนด์ต่อปี (1.7 ล้านบาท) ส่วนเงินเดือนข้าราชการเฉลี่ยระดับกลาง ปีหนึ่ง 35,680 ปอนด์ (1.5 ล้านบาท)
คนอังกฤษส่วนหนึ่งมองว่า การตกต่ำมีสาเหตุจากวิกฤติการเงินโลกปี 2008 การระบาดของโควิ-19 และวิกฤติพลังงาน จากรัสเซียบุกยูเครน แต่ประเทศต่างๆ ก็ประสบปัญหานี้เหมือนกัน และสามารถเอาชนะการท้าทายนี้ แต่สิ่งที่อังกฤษแตกต่างจากชาติอื่นคือ ท่าทีแก้ปัญหาแบบผลัดวันไม่กล้าลงมือทำ Brexit คือตัวอย่าง ประชาชนทั่วไปเกิดความผิดหวัง ผู้นำการเมืองเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จนนโยบายที่มีการริเริ่มแต่ละครั้งสิ้นสุดตามไปด้วย
อังกฤษได้บทเรียนจาก Brexit แล้วว่า การมีอำนาจอธิปไตยอิสระ มีต้นทุนแพงสำหรับประเทศขนาดเล็ก ท่ามกลางกลุ่มประเทศที่รวมตัวทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งเดียว คนอังกฤษมองเห็นว่า Brexit เป็นความผิดพลาด แม้การเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนอังกฤษยังไม่กลายมาเป็นนโยบายรัฐบาล แต่โอกาสนั้นมีอยู่ เศรษฐกิจอังกฤษต้องการเข้าถึงตลาด EU ขณะเดียวกัน ยุโรปก็ต้องการอาศัยอำนาจทางทหารของอังกฤษ สิ่งที่จำเป็นมีแค่ความมุ่งมั่นทางการเมือง (political will)
เอกสารประกอบ
The UK Is Still Counting the Cost of Brexit, 10 Years After the Vote, June 23, 2026, nytimes.com
How Britain Became as Poor as Mississippi, July 2026, theatlantic.com



