รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ
นับจากต้นศตวรรษ 21 เป็นต้นมา ความสัมพันธ์จีนกับชิลีแข็งแกร่งมากขึ้น สาเหตุสำคัญมาจากการค้าทวิภาคีที่ขยายตัวมากขึ้น ชิลีเป็นสมาชิกกลุ่ม APEC ในปี 1991 ส่วนจีนในปี 1994 ชิลีเป็นสมาชิกองคารค้าโลก (WTO) ปี 1995 และสนับสนุนจีนเข้าเป็นสมาชิกปี 2001
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดดังกล่าว ทำให้ในปี 2005 ชิลีเป็นชาติแรกในลาตินอเมริกา ที่ลงนามข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับจีน ในปี 2015 จีนยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรจากชิลี กลายเป็นชนวนที่ทำให้เกิด “ยุคทองการส่งออกเชอร์รี่” ที่มีความหมายสำคัญต่อเศรษฐกิจชิลี
จุดได้เปรียบของเชอร์รี่จากชิลี
หนังสือ Latin American Exports to China (2025) กล่าวว่า ในบรรดาประเทศผู้ผลิตผลไม้เชอร์รี่ชั้นนำของโลก ชิลีมีความได้เปรียบมากที่สุด เพราะการเก็บผลเชอร์รี่ที่ตรงกับช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่เป็นงานเทศกาลการฉลองที่ใหญ่สุดในจีน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เชอร์รี่สามารถเจาะตลาดผู้บริโภคในจีน จนกลายเป็นสัญลักษณ์การดำรงชีวิตของคนชั้นกลางของจีน ที่มองว่า เชอร์รี่คือสัญลักษณ์ความมั่งคั่ง และการมีรสนิยมการบริโภค ที่สะท้อนฐานะทางสังคม
ปรากฎการณ์ดังกล่าวสร้างโอกาสทองแก่อุตสาหกรรมผลไม้ของชิลี ที่ทุ่มเททรัพยากรให้กับการผลิตเชอร์รี่และการทำการตลาด แต่อุตสาหกรรมเชอรี่ของชิลีก็มีจุดอ่อน ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก เช่นการขาดแรงงานภาคเกษตร การขาดแคลนน้ำ ที่มาจากภาวะโลกร้อน ดังนั้น การพัฒนาสิ่งที่เป็นอนาคตจึงต้องเป็นการลดความเสี่ยง และการรักษาความได้เปรียบ ที่ยั่งยืนของเชอร์รี่ชิลี
เสียงวิจารณ์ที่มีต่อการค้าที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างชิลีกับจีน ก็คือสิ่งที่ยังคงเกิดขึ้นซ้ำซากแบบเดิมของกระบวนการค้าสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นปฐม (recommodification) ระหว่างประเทศชายขอบกับประเทศศูนย์กลางเศรษฐกิจ โดยประเทศส่งออกยังคงส่งออกสิ่งที่เป็นวัตถุดิบ โดยไม่มีมูลค่าเพิ่มเลย ทำให้เกิดลักษณะความสัมพันธ์แบบพึ่งพา
ความสัมพันธ์ของชิลีกับจีนเป็นตัวอย่างของประเทศ ที่ส่งออกไปจีน โดยมีสินค้าหลักคือวัตถุดิบและสินค้าเกษตร เพราะมีการลดการผลิตภาคอุตสาหกรรมลง ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลา (deindustrialization) และเศรษฐกิจขาดความหลากหลาย ดังนั้น ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ จึงมีทั้งความได้เปรียบและผลด้านลบ แต่ หากมีการจัดการอย่างดี ประเทศที่ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ สามารถหลีกเลี่ยง “กับดักการพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์” (commodity dependence trap)

“โมเดล” การส่งออกเชอร์รี่
การส่งออกเชอร์รี่ไปจีนทำให้เห็นถึง “โมเดลการส่งออกของชิลี” ที่มีพื้นฐานจากหลักการเรียกว่า “ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ” (comparative advantage) ตั้งแต่การเลือกตัวสินค้า การใช้ประโยชน์จากข้อตกลง FTA และการสร้างความสามารถการแข่งขันในตลาดที่เติบโตแบบจีน ทำให้เชอร์รี่กลายเป็นสินค้าส่งออก ที่ไม่ใช่สินแร่ รายใหญ่อันดับ 3 ของชิลี มูลค่าปีหนึ่ง 2.3 พันล้านดอลลาร์
ชิลีปลูกเชอร์รี่ที่ส่งออก 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ prunus cerasus และ prunus avium ปี 2023 ชิลีส่งออกเชอร์รี่สองสายพันธุ์มาตลาดเอเชียมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ ชิลีถือเป็นประเทศผู้ผลิตเชอร์รี่ชั้นนำของโลก ในช่วงฤดูปี 2023-2024 ชิลีส่งออกเชอร์รี่ 413,979 ตัน 90% ส่งออกมาจีน สะท้อนว่าการส่งออกเชอร์รี่ของชิลี ต้องพึ่งพาตลาดจีนมาก
จุดแข็งจุดอ่อนห่วงโซ่คุณค่าเชอร์รี่ชิลี
คำว่า “ห่วงโซ่คุณค่า” หมายถึงขั้นตอนต่างๆของตัวผลิตภัณฑ์ ตั่งแต่การคิดค้น ไปจนถึงการส่งมอบสินค้าแก่ผู้บริโภค แนวคิดนี้ให้ความสนใจที่ว่า ผู้มีบบทบาททางเศรษฐกิจ ได้มีส่วนอย่างไรในการสร้างมูลค่า ในขั้นตอนต่างๆของตัวสินค้า ไม่ว่าบทบาทนั้นจะเป็นรัฐบาล บริษัท คนงาน และภูมิภาคต่างๆ การยกระดับห่วงโซ่คุณค่ามีความสำคัญ เพราะทำให้ประเทศและบริษัทธุรกิจ สามารถปรับปรุงความสามารถการแข่งขัน และรักษาความยั่งยืนของธุรกิจนั้น
ห่วงโซ่คุณค่าของเชอร์รี่มี 4 ขั้นตอนที่สำคัญ คือ
- การผลิต ตั้งแต่การปลูก การคัดเลือกสายพันธุ์ การจัดการพืชผลไม้ และการเก็บผลเชอร์รี่ตรงเวลาเพื่อรักษาคุณภาพ
- ขั้นตอนหลังการเก็บเชอร์รี่ เช่นการจัดแบ่งตามคุณภาพและขนาด การบรรจุภัณฑ์เพื่อจัดจำหน่าย
- โลจิสติกส์ เป็นขั้นตอนสำคัญในการรักษาความสดของเชอร์รี่ รวมถึงการจัดส่งไปยังศูนย์จำหน่าย
- การตลาดและการบริโภค ที่ประกอบด้วยกิจกรรมค้าส่งและค้าปลีก กลยุทธ์การตลาดสร้างการรับรู้ตราสินค้า และส่งเสริมการขาย

หนังสือ Latin American Exports to China กล่าวว่า ห่วงโซ่คุณค่าของเชอร์รี่ มีลักษณะแยกเป็นส่วนๆสูงมาก ในขั้นตอนการผลิต ความรุ่งเรืองจากการส่งออกไปจีน ทำให้เอกชนของชิลีมีการลงทุนด้านการขนส่ง การเก็บผลไม้ การเติบโตในการผลิตอย่างต่อเนื่อง และราคาที่แข่งขันได้ ช่วยพิศูจน์ความสำเร็จในห่วงโซ่ขั้นตอนนี้ของเชอร์รี่จากชิลี
ขั้นตอนโลจิสติกส์มีการยกระดับมูลค่ามากที่สุด ในห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด การลดระยะเวลาขนส่งทางทะเลจากชิลีไปท่าเรือจีน จาก 30 วันเหลือ 21 วัน มีการปรับปรุงระบบห้องเย็น ในการรักษาคุณภาพของเชอร์รี่
แต่ในมุมมองของชิลีเอง การตลาดและการบริโภค ยังเป็นขั้นตอนของห่วงโซ่ที่อ่อนที่สุด ต้องพึ่งพาผู้ให้บริการฝ่ายจีนทั้งหมด แม้ผู้ผลิตเชอร์รี่และเจ้าหน้าที่ของชิลี จะทำงานร่วมกันในการสร้างตราสินค้า “เชอร์รี่จากชิลี” และมีการจัดการเทศกาลเชอร์รี่ในแต่ละปี แต่บริษัทธุรกิจเกษตรชิลี ยังไม่สามารถเข้าร่วมในขั้นตอนการตลาดและการบริโภคในจีน ดังนั้น มูลค่าเพิ่มของเชอร์รี่จากผู้ผลิตชิลีสิ้นสุดลง เมื่อเชอร์รี่เดินทางมาถึงท่าเรือจีน
สิ่งที่เป็นความกังวลอีกอย่างของชิลีคือ การส่งออกเชอร์รี่ต้องพึ่งพาตลาดจีนถึง 91% การส่งออกทั้งหมด ทำให้มีความพยายามหาตลาดใหม่ในเอเชีย เช่นเวียดนามและอินโดนีเซีย ที่มีเทศกาลปีใหม่แบบเดียวกับจีน
แม้การส่งออกเชอร์รี่จะเป็นการส่งออกสินค้าเกษตรด้านผลไม้ แต่ก็มีห่วงโซ่คุณค่า ที่มีศักยภาพที่สามารถยกระดับทางเศรษฐกิจสูงขึ้น เช่นการลงทุนในขั้นตอนหลังการเก็บผลเชอร์รี่และการตลาด ที่เป็นขั้นคอนสำคัญที่จะทำให้ผลกำไรสูงขึ้น และการรักษาความต่อเนื่องของการผลิตเชอร์รี่ ที่จะเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
เอกสารประกอบ
Latin American Exports to China, Edited by Enrique Dussel Peters, Lynne Rienner Publisher, 2025



