SET เปิดเฮียริ่งมาตรการกำกับการซื้อขายใหม่ คงเกณฑ์ 18 เดือน มุ่งสร้างสมดุล ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ (Stock Exchange of Thailand:SET) อยู่ระหว่างทบทวนมาตรการกำกับดูแลการซื้อขาย เพื่อให้การใช้บังคับตามมาตรการดังกล่าวสามารถยกระดับความเชื่อมั่นของผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องตามแผนกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”  ดังนั้น เพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีข้อมูลประกอบการพิจารณาทบทวนอย่างรอบด้าน

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม Press Briefing ให้ความรู้แนวทางการปรับปรุงมาตรการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่น โดย นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และนายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมายและบริหารความเสี่ยงองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ออกมาตรการจำนวนมาก ซึ่งได้รับเสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วนทั้งในแง่ดี และบางภาคส่วนเห็นว่ามากเกินไป และมีการปรับเปลี่ยนค่อนข้างถี่ จึงต้องการที่จะสร้างบริบทที่มีความมั่นคงให้กับนักลงทุนมากขึ้น โดยได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล การซื้อขาย หารือกับบริษัทสมาชิก บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทจัดการกองทุน นักลงทุนสถาบันต่างประเทศ นักลงทุนรายย่อยในประเทศ รวมไปถึง ผู้เชี่ยวชาญในหลายภาคส่วน เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงมาตรการต่างๆ ในภาวะตลาดปัจจุบัน

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“มาตรการใหม่ที่อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น ถูกออกแบบโดยพยายามสร้าง “ความสมดุล” ระหว่างมาตรฐานสากล ความต้องการของผู้ลงทุน และบริบทของตลาดทุนไทยในปัจจุบัน และไม่น่าจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อความสนใจของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อตลาดทุนไทย” นายอัสสเดชกล่าว

นายอัสสเดชกล่าวว่า ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้น แต่กฎเกณฑ์และมาตรการกำกับดูแลมีบทบาทในอีกระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในมิติของมาตรฐานสากลที่นักลงทุนต่างชาติใช้พิจารณาเปรียบเทียบระหว่างตลาดทุนต่างๆ

“เราอยู่ในกลุ่ม Emerging Market ภายใต้ดัชนี MSCI เพราะฉะนั้นเราต้องรักษามาตรฐานตรงนี้ไว้” นายอัสสเดชกล่าวและว่า การคงสถานะในดัชนีและมาตรฐานสากลมีความสำคัญต่อการรักษากระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ

นายอัสสเดชยกตัวอย่างกรณีของอินโดนีเซีย ซึ่งเคยเผชิญความเสี่ยงถูกปรับลดสถานะตลาด (downgrade) จนส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนและตลาดหุ้น “เราไม่ต้องการเห็นสิ่งนั้นเกิดขึ้น” และถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ตลาดหลักทรัพย์ฯคำนึงถึงทุกครั้งในการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์

นายอัสสเดชกล่าวว่า การฟื้นตัวของมูลค่าการซื้อขายและดัชนีตลาดหุ้นไทยส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยพื้นฐาน โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 20% นับจากต้นปี ขณะที่เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยช่วงต้นปีมีมูลค่าเกือบ 60,000 ล้านบาท แม้ภายหลังจะชะลอลงจากปัจจัยสงคราม

นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมายและบริหารความเสี่ยงองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ติดตามผลของ 10 มาตรการใน 2 กลุ่ม คือ มาตรการด้านราคา กับมาตรการที่ควบคุมพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสมที่ปรับใช้เมื่อราว 12 เดือนก่อน ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ลงทุน บริษัทสมาชิก และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาทบทวนและปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมกับสภาพตลาดในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

“เรื่องที่เราให้ความสำคัญมาก คือ การยกระดับคุณภาพตลาดและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน trust and confidence ตามที่ได้เน้นมาตลอด” นายรองรักษ์กล่าว

นายรองรักษ์กล่าวว่า การปรับปรุงมาตรการครั้งนี้ แบ่งมาตรการเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ซึ่งสาระสำคัญของมาตรการที่ทบทวนในครั้งนี้สามารถสรุปได้ดังนี้

กลุ่มที่ 1 มาตรการเพิ่มเติมเพื่อยกระดับคุณภาพตลาด เสริมสร้างความเท่าเทียม (Fairness) และประสิทธิภาพของตลาดในเชิงโครงสร้างและต้นทุน

1. ปรับลดช่วงราคาซื้อขาย (Tick Size) สำหรับหลักทรัพย์ที่มีราคาตั้งแต่ 5-50 บาทต่อหุ้นให้แคบลง ช่วยลดส่วนต่างราคา เพิ่มโอกาสจับคู่คำสั่งซื้อขาย ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการซื้อขายของผู้ลงทุนทุกกลุ่มลดลง และเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด

“วัตถุประสงค์มาตรการนี้เพื่อให้ tick sizeมีช่วงระดับราคาที่เหมาะสม และสนับสนุนให้ต้นทุนในการซื้อขายของผู้ลงทุนแคบลง สเปรดที่จะซื้อขายก็จะแคบลง ซึ่งผลที่ตามมาที่เราคาดหวังก็คือสภาพคล่องจะมีเพิ่มขึ้น” นายรองรักษ์กล่าว

นายรองรักษ์อธิบายว่า “Tick Size” หรือช่วงราคาเสนอซื้อขายขั้นต่ำของหุ้น โดยมองว่าช่วงราคาหุ้น 10-25 บาทในปัจจุบันมี Tick Size ที่ “กว้างเกินไป” เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นต่างประเทศ และเป็นข้อจำกัดต่อการซื้อขาย ขณะที่สัดส่วนผู้ลงทุนที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจาก Tick Size เดิมในช่วงราคาดังกล่าวก็ไม่ได้มีจำนวนสูงมากนัก จึงเห็นว่าควรมีการทบทวนให้เหมาะสมมากขึ้นกับสภาพตลาดปัจจุบัน

การปรับเฉพาะช่วงราคา 10-25 บาทเพียงช่วงเดียวไม่สามารถทำได้ เนื่องจากต้องคำนึงถึงความต่อเนื่องและความราบรื่น ของโครงสร้างราคาโดยรวม จึงจำเป็นต้องปรับช่วงราคาใกล้เคียงควบคู่กันไป ส่งผลให้การทบทวน Tick Size ครั้งนี้ครอบคลุมหุ้นในช่วงราคา 2-50 บาท

นายรองรักษ์เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีหลักทรัพย์ที่อยู่ในช่วงราคา 10-25 บาทจำนวน 128 หลักทรัพย์ โดยสัดส่วนการซื้อขายในกลุ่มดังกล่าวแบ่งเป็นนักลงทุนรายย่อยประเภท Day Trade ราว 15% นักลงทุนรายย่อยที่ไม่ใช่ Day Trade 27% นักลงทุนต่างชาติ 4.3% และกลุ่มอื่นๆ อีกประมาณ 15% ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูล ตลท.เห็นว่าช่วงราคานี้เหมาะสมที่จะนำมาทบทวนมากที่สุด

ภายใต้โครงสร้างใหม่ หุ้นในช่วงราคา 2-10 บาท จะใช้ Tick Size ใหม่ที่ 0.02 บาท ส่วนหุ้นราคา 10-25 บาท จะลด Tick Size เหลือ 0.05 บาท ขณะที่หุ้นราคา 25-50 บาท จะใช้ Tick Size 0.10 บาท และหุ้นราคา 50-100 บาท จะใช้ Tick Size 0.25 บาท

นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมายและบริหารความเสี่ยงองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“หากพิจารณาสัดส่วน Tick Size ต่อราคาสูงสุด (max price) จะพบว่าโครงสร้างใหม่มีความใกล้เคียงกับตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยอยู่ในระดับประมาณ 0.20-0.25% ขณะที่สัดส่วน Tick Size ต่อราคาต่ำสุด (minimum price) จะอยู่ในช่วงประมาณ 0.4-1% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมและ “in line” กับ peer market มากขึ้น” นายรองรักษ์กล่าว

นายรองรักษ์กล่าวว่า การปรับ Tick Size อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มนักลงทุน Day Trade บางส่วน ที่เดิมอาศัยกำไรจากการเคลื่อนไหวเพียง “หนึ่งช่องราคา” หรือหนึ่งสเต็ปในการทำกำไร ซึ่งอาจไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมต้นทุนหลัง Tick Size แคบลง แต่เมื่อชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียแล้ว ตลท.เชื่อว่าการปรับครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนส่วนใหญ่ และช่วยยกระดับประสิทธิภาพตลาดทุนไทยในระยะยาว

2. เก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม (Extra Charge) จากบัญชีที่มีการส่งคำสั่งซื้อขาย (Order) ในปริมาณมากแต่เกิดการจับคู่การซื้อขาย (Deal) น้อย (High Order-to-Trade Ratio: OTR)  โดยในกรณีที่บัญชีใดมี OTR มากกว่า 100 เท่า และมีการส่งคำสั่งมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที (Active Minute) บัญชีดังกล่าวจะถูกจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในอัตรา 0.15 บาทต่อรายการ (15 สตางค์) เฉพาะส่วนที่เกิน 30,000 รายการ/วัน

“วัตถุประสงค์ของมาตรการนี้จะสะท้อนต้นทุนการใช้งานเชิงระบบ และป้องกันการส่งคําสั่งโดยที่ไม่ได้มีเจตนาที่จะซื้อขายจริง” นายรองรักษ์กล่าว

สำหรับมาตรการที่สอง นายรองรักษ์กล่าวว่า ตลท.เตรียมเรียกเก็บ “ค่าบริการการใช้ระบบเพิ่มเติม” สำหรับผู้ส่งคำสั่งซื้อขายในลักษณะที่มี Order to Trade Ratio (OTR) สูง หรือมีการส่งคำสั่งจำนวนมาก แต่มีการจับคู่ซื้อขายจริงในสัดส่วนต่ำ โดยมองว่าเป็นการใช้ทรัพยากรระบบซื้อขายในระดับสูงเกินความจำเป็น

นายรองรักษ์อธิบายว่า OTR คืออัตราส่วนระหว่างจำนวนคำสั่งซื้อขาย (Order) ที่ส่งเข้าระบบ เทียบกับจำนวนรายการที่ได้รับการจับคู่ซื้อขายจริง (Trade) เช่น หากส่งคำสั่ง 100 รายการ และมีการจับคู่ได้ 1 รายการ จะถือว่า OTR อยู่ที่ 100 เท่า แต่หากส่งคำสั่ง 200 รายการ และจับคู่ได้เพียง 1 รายการ จะถือว่า OTR เพิ่มเป็น 200 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงการใช้ capacity ของระบบสูงกว่าปกติ

นายรองรักษ์กล่าวว่า แนวทางนี้อิงจากมาตรฐานตลาดทุนต่างประเทศ ทั้งอินเดีย อังกฤษ และเยอรมนี ซึ่งมีการใช้มาตรการลักษณะเดียวกันในการบริหารจัดการภาระของระบบซื้อขาย

สำหรับเกณฑ์ใหม่จะพิจารณาจากผู้ที่มีการส่งคำสั่งมากกว่า 50 ครั้งต่อ active minute และมี OTR สูงกว่า 100 เท่า โดยส่วนที่เกินจากเกณฑ์นี้จะถูกเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มในอัตรา 0.15 บาท หรือ 15 สตางค์ต่อรายการ

นายรองรักษ์กล่าวว่า ตลท.คำนวณค่าบริการจากชั่วโมงการซื้อขายปกติของตลาดหุ้นไทย ซึ่งเปิดทำการวันละ 5 ชั่วโมง หรือคิดเป็น 300 นาทีต่อวัน ดังนั้นเมื่อใช้เกณฑ์ OTR ที่ 100 เท่าเป็นฐาน จะเท่ากับ 30,000 รายการต่อวัน หากผู้ลงทุนรายใดมีการส่งคำสั่งเกินระดับดังกล่าว และเข้าเงื่อนไข OTR สูงเกินเกณฑ์ ส่วนที่เกินจะถูกคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมทันที โดยจะคำนวณเป็น รายวัน

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้จะไม่ใช้กับกลุ่ม Market Maker หรือ Digital Market Maker เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการวางคำสั่งซื้อขายเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ตลาด ซึ่งลักษณะการส่งคำสั่งจำนวนมากถือเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ในการดูแลสภาพคล่องของระบบ

กลุ่มที่ 2 มาตรการลดความผันผวนที่ผิดปกติของราคาหลักทรัพย์

3. ปรับปรุง Uptick Rule สำหรับการขายชอร์ต ในกรณีที่หลักทรัพย์ใดมีราคาลดลงตั้งแต่ 10% จากราคาปิดของวันก่อนหน้า จะใช้เกณฑ์ Uptick เป็นรายหลักทรัพย์สำหรับหลักทรัพย์นั้นในวันทำการถัดไป เพื่อช่วยชะลอแรงขายในช่วงที่ตลาดผันผวน และรักษาสมดุลควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสภาพคล่อง และต้นทุนการซื้อขาย ทั้งนี้ หากเป็นสภาวะปกติจะใช้เกณฑ์ Zero-Plus Tick

ภายใต้เกณฑ์ใหม่ นักลงทุนจะสามารถทำ Short Sell ได้ตามปกติ เว้นแต่ในกรณีที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงตั้งแต่ 10% เมื่อเทียบกับราคาปิดวันก่อนหน้า (close-to-close) ซึ่งในวันถัดไป หุ้นตัวดังกล่าวจะกลับมาใช้ Uptick Rule ชั่วคราวเป็นเวลา 1 วัน

ทั้งนี้ เกณฑ์ Uptick Rule ที่กลับมาใช้ในกรณีหุ้นปรับลงเกิน 10% จะได้รับการยกเว้นสำหรับ Market Maker เช่นเดียวกัน เนื่องจากยังคงต้องทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่องของตลาดอย่างต่อเนื่อง

4. ทบทวนหลักทรัพย์ที่ขายชอร์ตได้ โดยจำกัดให้ขายชอร์ตได้เฉพาะในหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น ได้แก่หลักทรัพย์ในกลุ่ม SET100, หลักทรัพย์ประเภท ETF และ DR และหลักทรัพย์อ้างอิงของ Single Stock Futures เท่านั้น โดยจะห้ามขายชอร์ตในหลักทรัพย์อ้างอิงของ ETF และ DW

นายรองรักษ์กล่าวว่า อีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่ ตลท.เตรียมปรับปรุง คือการ “จำกัดขอบเขตหุ้นที่สามารถทำ Short Sell ได้” ให้แคบลง เพื่อลดผลกระทบต่อหุ้นขนาดเล็กและเพิ่มความเหมาะสมของโครงสร้างตลาด

ปัจจุบัน หุ้นที่สามารถทำ Short Sell ได้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะหุ้นในกลุ่ม SET100 เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมหุ้นที่เป็นสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying) ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้ง Single Stock Futures, ETF, DW และ DR ด้วย

อย่างไรก็ตาม ภายใต้เกณฑ์ใหม่ ตลท.จะตัดหุ้นที่เป็น Underlying ของ ETF และ DW ออกจากรายชื่อหลักทรัพย์ที่สามารถทำ Short Sell ได้ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 12 หลักทรัพย์ ส่งผลให้หุ้น 12 ตัวนี้จะไม่สามารถถูกทำ Short Sell ได้อีกต่อไป

หลังการปรับเกณฑ์ จำนวนหุ้นที่สามารถทำ Short Sell ได้จริงจะเหลือประมาณ 136 บริษัท ประกอบด้วยหุ้นในกลุ่ม SET100 และหุ้นที่เป็น Underlying ของ Single Stock Futures เท่านั้น

การปรับ Universe ของหุ้นสำหรับ Short Sell ให้แคบลงครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อจำกัดผลกระทบต่อหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กบางส่วนที่ก่อนหน้านี้ถูกนำเข้าไปอยู่ในกลุ่มที่สามารถทำ Short Sell ได้จากการเป็น Underlying ของ ETF หรือ DW

5. ยกเลิกกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band (DPB) รายหลักทรัพย์ เพื่อลดอุปสรรคในการซื้อขายโดยเฉพาะในหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ

นายรองรักษ์อธิบายนว่า Dynamic Price Band คือ กลไกที่กำหนดขอบเขตราคาแบบ real-time หากมี order เข้ามาแล้วราคาอยู่นอก band ที่กำหนด ระบบจะหยุดพักการซื้อขายชั่วคราว

ผลของการใช้มาตรการนี้สร้างปัญหาให้หุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำเป็นหลัก เมื่อมี order เข้ามาแม้เพียงเล็กน้อย ราคาก็ขยับออกนอก band ได้ง่าย ส่งผลให้ระบบ trigger และหยุดพักการซื้อขายบ่อยครั้ง เมื่อเกิดการหยุดพัก นักลงทุนที่ส่งคำสั่งไปแล้วมักไม่ได้กลับมาติดตาม ทำให้การซื้อขายไม่เกิดขึ้นตามที่ควรจะเป็น ยิ่งซ้ำเติมสภาพคล่องที่มีอยู่น้อยให้แย่ลงไปอีก

“มาตรการ Dynamic Price Band ไม่ได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น และกลายเป็นอุปสรรคต่อการซื้อขายแทน จึงมีมติยกเลิกมาตรการนี้” นายรองรักษ์กล่าว

กลุ่มที่ 3 มาตรการกำกับพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม

6. ขึ้นทะเบียน (Register) ผู้ซื้อขายความเร็วสูง (HFT) โดยจะเปลี่ยนไปใช้แนวทางการพิจารณาจากพฤติกรรมการซื้อขายในลักษณะ Post-Audit เช่น ความถี่/ความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขาย สถานะสิ้นวัน มูลค่าการซื้อขายรายวัน เป็นต้น หรือมีช่องทางการส่งคำสั่งซื้อขายสำหรับผู้ลงทุนเฉพาะราย (Dedicated API) เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปตามข้อเท็จจริงและสามารถติดตามพฤติกรรมการซื้อขายได้อย่างเหมาะสม

สำหรับมาตรการนี้นายรองรักษ์กล่าวว่า เป็นการปรับเกณฑ์การกำกับดูแลผู้ลงทุนประเภท TSFT หรือ Transactional / High Frequency Trading ใหม่ โดยเปลี่ยนแนวทางจากเดิมที่พิจารณาจาก “โครงสร้างระบบ” มาเป็นการพิจารณาจาก “พฤติกรรมการซื้อขาย” มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลและลักษณะการซื้อขายจริงในตลาด

นายรองรักษ์อธิบายว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การกำหนดว่าใครเข้าข่ายเป็น TSFT นั้น ใช้หลักเกณฑ์แบบ pre-trade กล่าวคือ หากผู้ลงทุนมีการใช้ระบบอัลกอริทึมหรือสมองกลในการส่งคำสั่งซื้อขาย และมีการตั้งเซิร์ฟเวอร์ในระบบ Co-location ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็จะถูกจัดเป็น TSFT ทันที พร้อมต้องลงนามใน undertaking letter เพื่อปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของตลาด

อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เนื่องจากตลาดต่างประเทศและงานวิจัยส่วนใหญ่จะพิจารณาจาก “พฤติกรรมการซื้อขาย” เป็นหลัก มากกว่าการดูว่าผู้ลงทุนใช้เซิร์ฟเวอร์หรือระบบประเภทใด

เกณฑ์ใหม่จะเปลี่ยนมาใช้ระบบ post-audit หรือการพิจารณาย้อนหลังจากพฤติกรรมการซื้อขายจริงแทน โดยกลุ่มแรกที่จะถูกจัดเป็น TSFT โดยอัตโนมัติ คือผู้ที่ใช้ Dedicated API ซึ่งเป็น API เฉพาะที่ตลาดจัดสรรให้เพื่อรองรับการส่งคำสั่งด้วยความเร็วสูง

กลุ่มที่สองจะพิจารณาจาก “พฤติกรรมการซื้อขาย” ผ่าน 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

  1. ความถี่ในการส่งคำสั่งซื้อขาย ต้องมีการส่งคำสั่งมากกว่า 50 orders ต่อ active minute ต่อบัญชีซื้อขาย
  2. ลักษณะการถือครองสถานะ (Flash Activity) บัญชีดังกล่าวต้องมีสถานะคงค้าง ณ สิ้นวันต่ำกว่า 50% สะท้อนลักษณะการซื้อขายระยะสั้นและไม่ถือสถานะข้ามวัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบได้ทั่วไปในกลุ่ม High Frequency Trading
  3. ระดับความ active ของการซื้อขาย ต้องมีการซื้อขายมากกว่า 80% ของแต่ละบัญชีของช่วงเวลาเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน และมีมูลค่าการซื้อขายเกิน 30 ล้านบาทต่อวัน

หากบัญชีใดเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ด้าน จะถูกจัดให้เป็น TSFT ทันที และต้องลงนาม undertaking letter กับตลาดหลักทรัพย์ เพื่อปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดเฉพาะของผู้ลงทุนกลุ่มดังกล่าว

7. ยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT ซื้อขายได้ เนื่องจากมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ของหลักทรัพย์ที่สามารถขายชอร์ตได้ให้ครอบคลุมเฉพาะหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น ประกอบกับจะมีการกำกับดูแล HFT ตามพฤติกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงแล้ว

นายรองรักษ์อธิบายว่า เดิมแนวคิดของมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดใช้วิธีระบุ TSFT จากลักษณะโครงสร้างระบบหรือการใช้เทคโนโลยีล่วงหน้า (pre-trade) แต่เมื่อแนวทางใหม่เปลี่ยนมาเป็นการพิจารณาจาก “พฤติกรรมการซื้อขายจริง” แบบ post-audit แล้ว การจำกัด universe ของหุ้นที่ TSFT สามารถซื้อขายได้ อาจไม่สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลใหม่อีกต่อไป

ประกอบกับตลาดหลักทรัพย์ฯ จำกัดขอบเขตหุ้นที่สามารถทำ Short Sell ได้ให้แคบลง มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่มี Order to Trade Ratio (OTR) สูง รวมถึงมาตรการกำกับดูแลพฤติกรรมซื้อขายอื่นๆ จึงไม่มีความจำเป็นต้องคงมาตรการนี้ไว้

8. ยกเลิก Minimum Resting Time (MRT) เนื่องจากพบว่าธุรกรรมที่ Trigger ตามมาตรการนี้มีจำนวนน้อยมากซึ่งไม่ได้ส่งผลในเชิงการกำกับพฤติกรรมการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะเป็นการช่วยลดภาระในเชิงระบบ รวมทั้งยังไม่สอดคล้องตามแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีกลไกการกำกับดูแลพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอื่น ๆ อยู่แล้ว เช่น การใช้ AI ช่วยในการวิเคราะห์และตรวจจับพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติ และมาตรการเก็บ Extra Charge กับบัญชีที่มีพฤติกรรม High OTR เป็นต้น

สำหรับมาตรการ Minimum Resting Time ซึ่งเป็นกฎที่กำหนดให้คำสั่งซื้อขายที่ส่งเข้าระบบต้องค้างอยู่ในระบบอย่างน้อย 250 มิลลิวินาที ก่อนจึงจะสามารถยกเลิกคำสั่งได้นั้น นายรองรักษ์กล่าวว่า เดิมมาตรการนี้ถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันพฤติกรรมการส่งคำสั่งลวง หรือ Spoofing ซึ่งเป็นลักษณะการส่งคำสั่งซื้อขายจำนวนมากเพื่อสร้างภาพหลอกในตลาด ก่อนยกเลิกคำสั่งอย่างรวดเร็ว

หลังจากมีการทบทวนมาตรการใหม่ทั้งหมด ทั้งการปรับ Tick Size ให้แคบลง การใช้มาตรการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ที่มี OTR สูง ตลอดจนการมีระบบ Surveillance ด้วย AI ในการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติแบบรายบัญชี ตลาดหลักทรัพย์ฯมองว่าไม่จำเป็นต้องใช้ Minimum Resting Time อีกต่อไป

นายรองรักษ์ยืนยันว่า ปัจจุบันระบบ Surveillance สามารถตรวจจับพฤติกรรมลักษณะ Spoofing ได้โดยตรงในระดับรายบัญชี อีกทั้งการคง Minimum Resting Time ไว้ ยังถือเป็นภาระด้านระบบทั้งต่อตลาดหลักทรัพย์และบริษัทสมาชิก จึงยกเลิกมาตรการนี้

นายรองรักษ์กล่าวว่า ยังมีสามมาตรการที่จะ “คงไว้ตามเดิม” เพื่อรักษากลไกกำกับดูแลและเสถียรภาพของตลาด โดยหนึ่งในนั้นคือ Auction มาตรการเกี่ยวกับหุ้นที่ถูกกำกับการซื้อขายระดับ Level 2 และ Level 3 ซึ่งยังคงใช้เกณฑ์เดิมต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

อีกมาตรการที่ยังคงไว้คือ “Auto Pause” หรือระบบหยุดพักการซื้อขายชั่วคราวอัตโนมัติเป็นเวลา 60 นาที เมื่อพบว่ามีปริมาณคำสั่งซื้อหรือขายในหลักทรัพย์ใดสูงเกินเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อป้องกันความผิดปกติในการซื้อขายและลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพตลาด

นอกจากนี้ ตลท.ยังคงมาตรการเปิดเผยรายชื่อลูกค้าที่มีพฤติกรรมส่งคำสั่งซื้อขายไม่เหมาะสมให้บริษัทหลักทรัพย์รับทราบเช่นเดิม กล่าวคือ หากลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งมีพฤติกรรมเข้าข่ายไม่เหมาะสม ตลาดหลักทรัพย์จะสามารถเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้บริษัทหลักทรัพย์อื่นรับทราบ เพื่อใช้ประกอบการกำกับดูแลและบริหารความเสี่ยงร่วมกันในระบบ

อีกมาตรการที่ยังคงไว้คือ “Access Equalization” สร้างโอกาสและความเท่าเทียมเพื่อประโยชน์ผู้ลงทุนทุกกลุ่ม

นายรองรักษ์สรุปว่า เดิมตลาดมีมาตรการกำกับดูแลรวมทั้งหมด 12 มาตรการ แต่หลังการทบทวนครั้งนี้ จะเหลือมาตรการหลักที่ใช้อยู่รวม 9 มาตรการ โดยบางมาตรการถูกปรับปรุง บางมาตรการถูกยกเลิก และบางส่วนยังคงไว้ตามเดิม

นายรองรักษ์กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการปรับมาตรการครั้งนี้ คือการสร้าง “เสถียรภาพด้านกติกา” ให้กับตลาดทุนไทย หลังจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงมาตรการค่อนข้างบ่อย จนกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนจำนวนมากแสดงความกังวล

“หากมาตรการชุดใหม่มีผลบังคับใช้แล้ว เราตั้งใจที่จะคงมาตรการไว้อย่างน้อย 18 เดือน เพื่อให้ผู้ลงทุนมีความมั่นใจว่ากฎเกณฑ์ของตลาดจะไม่เปลี่ยนแปลงถี่จนเกินไป เว้นแต่มีเหตุการณ์สำคัญที่มีผลต่อตลาดก็จะทบทวน แต่หากไม่มีเหตุการณ์ก็จะคงไว้ พยายามไม่เปลี่ยนมาตรการบ่อย” นายรองรักษ์กล่าว

นายรองรักษ์กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น (hearing) ต่อชุดมาตรการใหม่อย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและจะเปิดรับฟังความคิดเห็นไปจนถึงวันที่ 29 พฤษภาคมนี้

หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อมาตรการชุดใหม่จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการรวบรวมผล hearing เพื่อนำมาปรับปรุงรายละเอียด ก่อนเสนอให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องพิจารณา รวมถึงส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ทำให้สำนักงาน ก.ล.ต.เข้าใจอย่างครบถ้วน

นายรองรักษ์ คาดว่าหากกระบวนการต่างๆ ดำเนินไปตามแผน ระยะเวลาที่เร็วที่สุดที่มาตรการชุดใหม่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ คือช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นพร้อมรายละเอียดบนเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ https://www.set.or.th/th/rules-regulations/market-consultation หัวข้อการปรับปรุงมาตรการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่น โดยผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ https://forms.microsoft.com/r/EFQF82bt4c ตั้งแต่วันที่ 13-29 พฤษภาคม 2569