ตลท.เร่งปฏิรูปโครงสร้างตลาดทุน ฟื้น “ความเชื่อมั่น” ดัน JUMP+ ปลดล็อกข้อจำกัดต่างชาติ เสริมการแข่งขัน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand:SET) หรือ ตลท. เปิดแผนปฏิรูปตลาดทุนรอบใหญ่ เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่เร่งแก้กฎหมายแบบแพ็กเกจ (Omnibus) เพื่อฟื้น “ความเชื่อมั่น” และดึงเงินลงทุนระยะยาวจากต่างชาติ ด้วยโครงการ JUMP+ พร้อมปลดล็อกข้อจำกัดการถือหุ้นต่างชาติ เสริมการแข่งขันกับต่างประเทศ

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand:SET) โดย ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานการตลาด ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน และ นายอำนวย จิรมหาโภคา ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานผู้ออกหลักทรัพย์ 1 และ ดูแลสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ร่วมกันให้ข้อมูลทิศทางการดำเนินงานในปี 2569

เตรียมเสนอ “Omnibus Law” ปลดล็อกกฎหมายตลาดทุนชุดใหญ่ ย้ำ “Trust & Confidence” สำคัญสุด

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ได้เตรียม “แพ็กเกจกฎหมาย” ซึ่งเป็นการทำงานที่ต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้ว พร้อมเสนอต่อรัฐบาลใหม่ทันทีที่มีการจัดตั้งเสร็จสิ้น โดยสาระสำคัญคือการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ(Omnibus Law)ในคราวเดียวเพื่อความรวดเร็ว ครอบคลุมทั้งการเพิ่มอำนาจการฟ้องคดีของ สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ตลอดจนการให้สิทธิภาษีกับบริษัทจดทะเบียนที่เข้าโครงการ JUMP+

“แผนที่เราเสนอไม่มีอะไรใหม่เพียงอาจจะปรับบ้าง แต่มีความสําคัญ ไม่ว่าเรื่องของ Trust and Confidence เรื่องการฟ้องคดีเอง ของก.ล.ต ทุกอย่างมีกรอบการทำงานอยู่แล้ว เหลือเพียงรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้า โดยอาจใช้แนวทางแก้กฎหมายหลายฉบับพร้อมกัน เพื่อให้ตลาดทุนแข่งขันกับต่างประเทศได้” ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ กล่าว

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อธิบายว่า ในประเด็นการเร่งรัดการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์นั้น เดิมในรัฐบาลชุดก่อนที่มีนายพิชัย ชุณหวชิรเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีความพยายามผลักดันผ่าน “พระราชกำหนด” แต่กระบวนการไปติดอยู่ที่กฤษฎีกา ซึ่งเห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องเร่งด่วน จึงทำให้กฎหมายไม่สามารถออกได้รวดเร็วอย่างที่คาดไว้ ซึ่งหากรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาและไม่ถอนเรื่องออก ก็อาจเดินหน้าต่อได้ แต่มีความเป็นไปได้ว่าจะเปลี่ยนไปใช้รูปแบบ “พระราชบัญญัติ” แทน ซึ่งต้องผ่านกระบวนการรัฐสภาเต็มรูปแบบ อาจใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง

“แนวคิดที่อยากเห็นมากกว่าคือการแก้กฎหมายแบบแพ็กเกจ (Omnibus Law) แก้หลายฉบับพร้อมกัน ทั้งเรื่องอำนาจกำกับ หุ้น และคริปโทเคอร์เรนซี โดยโครงสร้างเตรียมไว้แล้ว หากรัฐบาลเห็นชอบก็สามารถปรับปรุงกฎหมายตลาดทุนทั้งระบบได้ในคราวเดียว” ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ กล่าวและว่า “ประเด็นสำคัญที่สุดคือ “ความเชื่อมั่น” (Trust and Confidence) ของตลาดทุน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าความล่าช้าในการบังคับใช้กฎหมายเป็นปัญหาหลัก”

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ เสริมว่า ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.ล.ต. มีการทำงานที่เร็วขึ้น เห็นได้จากงานที่เสนอไปแล้วค้าง (backlog) ลดลง และพฤติกรรมที่ต้องส่งตรวจสอบก็น้อยลง ส่วนหนึ่งมาจากแรงกดดันของสังคมที่ให้ความสำคัญกับ Trust and Confidence อย่างไรก็ตาม ยังต้องการให้กระบวนการเร็วขึ้น โดยกำลังประสานการเชื่อมต่อข้อมูลและการส่งต่อคดีกับสำนักงานก.ล.ต.ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อีกเรื่องสำคัญคือการสร้างความเข้าใจแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนอกเหนือจาก ก.ล.ต. ได้แก่ ตำรวจ อัยการ และศาล ให้เข้าใจลักษณะความผิดในตลาดทุนมากขึ้น ผ่านโครงการศึกษาคดีตัวอย่างเพื่อใช้เป็นฐานความรู้ทางวิชาการ

ในระยะยาว มีข้อเสนอให้แต่ละหน่วยงานจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะทางด้านคดีตลาดทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายต่อไปในอนาคต

นายอัสสเดชกล่าวต่อว่า ในส่วนของมาตรการที่ตลาดหลักทรัพย์สามารถดำเนินการเอง ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงเกณฑ์การกำกับดูแลภายในตลาด ซึ่งเริ่มหารือตั้งแต่ต้นปี และกำลังกลั่นกรองให้เป็นรูปธรรม โดยบางมาตรการอาจเดินหน้าได้ก่อนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หรือดำเนินคู่ขนานไป เนื่องจากกระบวนการทางการเมืองอาจใช้เวลากว่าจะมีรัฐมนตรีและทีมงานครบถ้วน

มาตรการดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวกับการแก้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ แต่เป็นกฎเกณฑ์เชิงโครงสร้างการซื้อขาย เช่น กลไกการทำงานของระบบซื้อขาย ช่วงเวลาพักการซื้อขาย (Resting Time) และโครงสร้างตลาดโดยรวม ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษารายละเอียดเชิงลึกและหารือกับผู้ประกอบการตลาดทุน

นายอัสสเดชย้ำว่า การตัดสินใจจะอิงข้อมูลและพฤติกรรมการซื้อขายจริง เพื่อหาจุดสมดุลที่เหมาะสม เพราะตลาดมีผู้เล่นหลากหลาย ทั้งนักลงทุนต่างชาติ โปรแกรมเทรด และนักลงทุนรายบุคคล สิ่งสำคัญคือไม่ต้องการเปลี่ยนกฎบ่อย เนื่องจากความไม่แน่นอนเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นมากที่สุด โดยกฎชุดใหม่ควรมีเสถียรภาพอย่างน้อยประมาณ 1 ปี เพื่อให้นักลงทุนวางแผนได้

“นักลงทุนต้องการความมั่นใจว่ากรอบในการทํากิจการหรือการลงทุนของเขา มีความมั่นคง แน่นอน เป็นเรื่องที่สําคัญที่สุด” นายอัสสเดชกล่าว

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เตรียมโรดโชว์ต่างประเทศ ดึงกองทุน Long-only

สำหรับแผนการดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) ตลท. มีแผนทำ Roadshow ครั้งใหญ่ในช่วงเดือนพฤษภาคม ภายหลังการตั้งรัฐบาลและการแถลงนโยบายที่ชัดเจน โดยจะเน้นกลุ่มนักลงทุน Long Only ที่เน้นถือครองสินทรัพย์ระยะยาว

นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานการตลาด กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯมีการประสานกับโบรกเกอร์ต่างประเทศหลายรายที่สนใจพาบริษัทไทยไปพบผู้ลงทุนระยะยาว (Long Only Fund) ซึ่งปัจจุบันเริ่มกลับมาสนใจตลาดไทยมากขึ้น โดยคาดว่ากิจกรรมต่างประเทศจะเริ่มชัดเจนหลังเดือนพฤษภาคม เมื่อมีความชัดเจนนโยบายภาครัฐ

นายอัสสเดชกล่าวว่า การทำ Roadshow จะเชื่อมโยงกับโครงการ JUMP+ โดยต้องการนำเสนอ “เรื่องราวการเติบโต” ของบริษัทจดทะเบียนไทยสู่ต่างประเทศ แม้หากมีนโยบายรัฐบาลที่ชัดเจนจะช่วยขายได้ง่ายขึ้น แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯไม่ได้รอปัจจัยการเมือง และเริ่มเตรียมเนื้อหาเพื่อนำบริษัทไปพบนักลงทุนแล้ว โดยเฉพาะโครงการJUMP+ ที่มีหลายบริษัทส่งแผนการขยายธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโมาให้พิจารณาแล้ว

นายอัสสเดชกล่าวว่า การทำ Roadshow ไม่ได้เป็นการทำงานของตลาดหลักทรัพย์ฯเพียงฝ่ายเดียว โบรกเกอร์ยังจัดกิจกรรมต่อเนื่อง เช่น งานสัมมนานักลงทุนที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 รายในเดือนที่ผ่านมา และการประชุม ASEAN Conference ในเดือนมีนาคม ตลอดจนยังมีตาราง การทํา Roadshow การจัดสัมมนาในช่วงถัดไป

นายอัสสเดชกล่าวว่า สัญญานที่แสดงถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อตลาดทุนไทยของนักลงทุนต่างชาติ คือ กระแสเงินที่ไหลเข้าตลาดหุ้นในเดือนมกราคม ดันดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯให้สูงขึ้น

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีหลายๆ ตัวเลขที่ดีขึ้น โดยดัชนีปรับเพิ่มขึ้น 7% ตั้งแต่ต้นปี ด้วยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท โดยผู้ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2 เดือนติดต่อกัน (รวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี

จํานวนบริษัทที่มี Return on Earning(RoE) สูงกว่า 15% มี 128 บริษัท มี 370 บจ. ที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดย 242 บจ. มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมากว่า 10% เทียบรายปี (ณ ไตรมาส 3/2568) ขณะที่ Forward PE อยู่ที่ 14.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 15.9 เท่า และมี 611 บจ. ซื้อขายที่ P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า (ณ 3 ก.พ. 2569)

ตลาดหลักทรัพย์ไทยมี Dividend yield ประมาณ 4% สูงกว่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 2.8% (ณ สิ้นปี 2568) โดยบจ. ในตลาดหลักทรัพย์จ่ายปันผลรวม 6.51 แสนล้านบาทในปี 2568 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้น 9.71% จากปี 2567 ซึ่ง 3 หมวดธุรกิจที่จ่ายปันผลสูงสุดได้แก่ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดธนาคาร และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ในปี 2568 ดร.ศรพลกล่าวว่า SETHD Total Return Index ให้ผลตอบแทนรวม 11.32% สูงกว่า SET Index (SET TRI -6) รวมทั้งมีบจ. ซื้อหุ้นคืนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.75 หมื่นล้านบาท สูงกว่าการซื้อหุ้นคืนเฉลี่ยในรอบ 5 ปีที่ 7 พันล้าน หลังการปรับกฎการซื้อหุ้นคืนสามารถทำได้ต่อเนื่อง

นอกจากนี้มี 299 บจ. เข้าใช้งาน SETCarbon Platform ในปี 2568 สูงกว่าเป้าหมายเบื้องต้นที่ 100 บจ. อีกทั้งมี 264 บจ. ได้รับการประกาศผลประเมิน SET ESG Ratings ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 219 บจ. ในปีก่อนหน้า

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้ร่วมกับ ก.ล.ต. พัฒนาระบบเพื่อสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน สอดคล้องกับ ISSB Standards

“ในระดับบริษัทเรามี “story” พร้อมอยู่แล้ว และเมื่อโครงสร้างนโยบายภาครัฐมีความชัดเจน ก็จะนำเรื่องราวเหล่านี้ไปนำเสนอควบคู่กับบริษัทในโครงการ JUMP+ ซึ่งขณะนี้มีบริษัทเข้าร่วมประมาณ 114 บริษัท” ดร.ศรพลกล่าว

ดร.ศรพลกล่าวว่า เมื่อไปทำ Roadshow ต่างประเทศ จุดขายสำคัญที่จะนำเสนอคือภาพรวมภาวะตลาดโลกปัจจุบัน นักลงทุนกังวลเรื่องความมั่นคง (security) มากขึ้น ทั้งความเสี่ยงจากฟองสบู่ AI สินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin และสินทรัพย์เก็งกำไรอื่น ๆ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีลักษณะแตกต่าง คือปัจจัยพื้นฐานค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ระดับราคายังไม่สูง ค่า P/E อยู่ราว 14 เท่า ต่ำกว่าระดับที่เคยประเมินไว้ประมาณ 15–16 เท่า ทำให้ตลาดไทยเป็น “ที่พักเงิน” หรือ Safe Haven ได้ในภาวะที่ตลาดโลกมีความผันผวน

“หากมีนโยบายภาครัฐเข้ามาเสริม ก็จะช่วยให้การเติบโตเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงฟองสบู่แบบตลาดที่ร้อนแรงเกินไป” ดร.ศรพลกล่าวและว่า นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งในกลุ่มธุรกิจสุขภาพ ความยั่งยืน (Sustainability) และบริษัทที่มีศักยภาพด้านเงินปันผล ซึ่งทั้งหมดจะเป็นองค์ประกอบหลักของการนำเสนอแก่นักลงทุนต่างชาติ

ดัน JUMP+ ปลุกบริษัทไทยเติบโต

สำหรับแนวทางการดึงหุ้นอื่น ๆ ให้เข้าสู่ความสนใจของนักลงทุนต่างชาติ นอกเหนือจากโครงการ JUMP+ นายอัสสเดชกล่าวว่า “มีความตั้งใจอยากเห็นรายชื่อบริษัทในกลุ่ม Top 50 ของตลาดเปลี่ยนแปลงบ้าง เพราะต้องยอมรับว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา องค์ประกอบของ SET50 เปลี่ยนค่อนข้างน้อย ต่างจากสหรัฐที่รายชื่อบริษัทหมุนเวียนไปแล้วเกือบ 90% ตามการเติบโตของธุรกิจใหม่”

นายอัสสเดชกล่าวว่า JUMP+ เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือเพื่อผลักดันให้บริษัทกลับมาลงทุน ขยายธุรกิจ สร้างรายได้ กำไรใหม่ ๆ และเติบโต แต่ตลาดหลักทรัพย์ไม่สามารถบังคับให้บริษัทลงทุนในธุรกิจใหม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือพาบริษัทไปพบผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและแรงผลักดันให้กล้าลงทุนมากขึ้น

นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานการตลาด(ซ้าย) ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เล็งปลดล็อกข้อจำกัดต่างชาติ เสริมการแข่งขัน

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ กล่าวเสริมว่า ในตลาดทุนต่างประเทศ กลไกสำคัญที่ช่วยให้โครงสร้างตลาดเปลี่ยนเร็วขึ้น คือ กิจกรรมควบรวมกิจการ (M&A) แม้ไทยจะมีบริษัทขนาดใหญ่แล้ว เช่น กลุ่มสื่อสารและพลังงาน แต่ยังมีโอกาสใช้ M&A เป็นเครื่องมือสร้างบริษัทเติบโตใหม่ และแนวคิดหนึ่งคือบริษัทที่มีศักยภาพสูงอาจเข้าตลาดผ่านการ Backdoor หรือ Spin-off จากบริษัทเดิม

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่สองคือเรื่อง Partnerships และข้อจำกัดการถือหุ้นของต่างชาติ ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาศึกษาตลาดไทยมักติดเงื่อนไข “ต่างด้าว” ทำให้หลายธุรกิจซื้อหุ้นได้ไม่เต็มที่ หรือไม่สามารถลงทุนได้เลย

หนึ่งในแนวคิดคือการใช้โครงสร้างหุ้นแบบ Dual Class Share ปลดล็อกหุ้นบุริมสิทธิเพื่อแก้ปัญหา โดยเปิดให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนได้ไม่จำกัดในเชิงเศรษฐกิจ แต่สิทธิในการควบคุมกิจการยังอยู่กับผู้ถือหุ้นไทย เบื้องต้นมีข้อเสนอว่าให้ใช้ได้เฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อลดความกังวลเรื่องการตั้งนอมินีหรือโครงสร้างบริษัทซ้อน

“หากปลดล็อกเรื่องเพดานการถือหุ้น (Foreign Limit) ได้ จะทำให้หลายบริษัทที่ติดเพดานสามารถมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น นักลงทุนต่างชาติซื้อขายได้มากขึ้น และช่วยกระตุ้นตลาดทุน และในความเป็นจริงธุรกิจยังอยู่ในประเทศไทย เพียงเปิดโอกาสให้เงินทุนเข้ามาสนับสนุน ส่งผลดีทั้งต่อตลาดทุน ภาคอุตสาหกรรม การควบรวมกิจการ และสร้างโอกาสให้บริษัทไทยขนาดเล็กเติบโต” ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์กล่าว

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งซบเซาส่วนหนึ่งเพราะข้อจำกัดการถือครองของต่างชาติ หากมีการผ่อนคลาย จะช่วยให้ธุรกิจฟื้นตัวและลดปัญหาทุนสีเทาได้ด้วย

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติยังสะท้อนปัญหาเชิงปฏิบัติ เช่น การมอบฉันทะ (Proxy Voting) เพื่อเข้าประชุมผู้ถือหุ้นที่ยังต้องใช้เอกสารกระดาษ และบางกรณีต้องดำเนินการผ่านสถานที่ราชการทำให้รู้สึกว่ากระบวนการไม่เอื้อต่อการลงทุน

ล่าสุดตลาดหลักทรัพย์ฯได้หารือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว โดยจะเปิดให้การทำ Proxy เป็น “ทางเลือก” (Choice) ของนักลงทุนในรูปแบบที่สะดวกขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดอุปสรรคและเพิ่มแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามามากขึ้น

ดร.ศรพล กล่าวต่อว่า ปัจจุบันหุ้นไทยที่นักวิเคราะห์ต่างชาติครอบคลุมมีเพียง 30-40 บริษัท ทำให้เงินลงทุนจากต่างประเทศกระจุกตัว ไม่ครอบคลุมตลาดทั้งหมด ในปีหน้า มีแผนใช้ดัชนีของ FTSE Russell เพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้จำนวนบริษัทที่อยู่ในเรดาร์นักลงทุนเพิ่มเป็นประมาณ 400–500 บริษัท ส่งผลให้หุ้นขนาดกลางและเล็กมีโอกาสได้รับความสนใจมากขึ้น

นายอัสสเดชกล่าวว่า ผู้จัดทำดัชนีระดับโลกอย่าง MSCI มีความอ่อนไหวต่อข้อจำกัดการถือหุ้นของต่างชาติ (Foreign Shareholding Limit) เพราะหน้าที่คือ สะท้อนความเห็นของนักลงทุนทั่วโลก นักลงทุนยุคใหม่ไม่ต้องการใช้ NVDR ((Non-Voting Depository Receipt หรือใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย) ปัจจุบันบางอุตสาหกรรมในไทย เช่น กลุ่มธนาคาร ยังมีเพดานการถือหุ้นอยู่ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

ดังนั้นจึงต้องหารือร่วมกันว่ากฎเกณฑ์ใดสามารถปรับให้ยืดหยุ่นขึ้นได้ เพื่อเพิ่มความสามารถแข่งขันของตลาดทุนไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ” นายอัสสเดชกล่าว

นายอัสสเดช อธิบายเพิ่มเติมเรื่อง MSCI ว่า จากการหารือกับ MSCI ไม่ได้มองว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของไทยต่ำหรือสูงเกินไป เมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ ถือว่าอยู่ในมาตรฐานสากลและยอมรับได้

สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติสะท้อนจริง ๆ คือข้อจำกัดเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร แม้จะเป็น sector ที่ต่างชาติชื่นชอบ แต่ติดเพดานถือหุ้น 25% ตามกฎเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ลงทุนเพิ่มไม่ได้ เมื่อชนเพดานก็ต้องไปซื้อ NVDR ซึ่งไม่สามารถใช้สิทธิออกเสียงในบริษัทได้

ดังนั้น เมื่อเทียบกับกรณีอินโดนีเซีย ความเสี่ยงด้านเกณฑ์ของไทยยังไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะโดยภาพรวมเกณฑ์ไทยยังสมดุลและใกล้เคียงประเทศเพื่อนในกลุ่ม Emerging Markets

นายอัสสเดชกล่าวว่า MSCI เองไม่เปิดเผยวิธีคำนวณน้ำหนักโดยตรง แต่จากการวิเคราะห์ย้อนหลังพบว่า ปัจจัยหลักคือ สภาพคล่องการซื้อขาย (Liquidity) มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap)

ตัวอย่างเช่น อินเดียที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น เพราะบริษัทมี Market Cap และสภาพคล่องเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้สัดส่วนในดัชนีเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ

“ดังนั้น วิธีเพิ่มน้ำหนักไทยใน MSCI ที่ดีที่สุดคือทำให้บริษัทจดทะเบียนเติบโตจริง เพิ่มกำไร เพิ่มมูลค่าตลาด และเพิ่มความน่าสนใจของบริษัท ให้นักลงทุนเข้ามาซื้อ ดึง P2/E สูงขึ้น ให้มี Market Cap สูงขึ้น ก็จะเป็นการดึงเงินลงทุนเข้ามา” นายอัสสเดชกล่าว

สำหรับกรณีบริษัทไทยบางรายเลือกไปเข้าจดทะเบียนตลาดต่างประเทศ นายอำนวย จิรมหาโภคา ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานผู้ออกหลักทรัพย์ 1 และ ดูแลสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ กล่าวว่า สะท้อนการแข่งขันระหว่างตลาดทุนทั่วโลก เหตุผลที่ทําให้บริษัทอาจจะเลือกไปต่างประเทศ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเกณฑ์ แต่รวมถึงขนาดตลาด นักลงทุน มูลค่า(valuation) และสภาพคล่อง (Liquidity)

ในประเด็น valuation และ Liquidity ในอดีตดัชนีอยู่ระดับ 1,500–1,600 จุด มูลค่าการซื้อขายราว 5–6 หมื่นล้านบาทต่อวัน ทำให้บริษัทมั่นใจในราคาและสภาพคล่อง แต่ปัจจุบันไม่ใช่เช่นนั้น จึงต้องแก้ด้วยการเพิ่มกระแสเงินทุน (Fund Flow) เข้าตลาด ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น TISA รวมถึงการดึงธุรกิจใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างโครงการ BOI to IPO และ EEC to IPO เพื่อให้บริษัทเศรษฐกิจใหม่เข้ามาระดมทุน

ส่วนเรื่องกฎเกณฑ์ที่ยังเป็นปัญหาอุปสรรค นายอำนวยกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์และ ก.ล.ต. พยายามปรับแก้ไข ทั้งสองหน่วยงานมีแนวคิดตรงกัน คือ จากการกำกับเชิงอนุมัติ (approval-based) ไปสู่การเปิดเผยข้อมูล (disclosure-based) รวมถึงทำให้ขั้นตอนต่าง ๆ กระชับขึ้น เพื่อให้แข่งขันกับต่างประเทศได้ดีขึ้น

“สองเรื่องนี้ถ้าแก้ได้ การแข่งขันกับต่างประเทศอาจจะเบาลง สมัยก่อนเราอาจจะไม่ได้ห่วงเรื่องการแข่งขันกับต่างประเทศมาก เพราะว่า Liquidity เราดี Valuation เราดี กฎเกณฑ์กติกาเราอาจจะเข้มงวดกว่าเขาบ้าง แต่ว่าหลายๆ บริษัทก็ยอม เพื่อที่จะให้ ได้ Liquidity ที่ดี” นายอำนวยกล่าว

นายอำนวยกล่าวว่า แต่ละบริษัทมีเหตุผลตัดสินใจแตกต่างกันว่าจะเลือกเข้าตลาดใด แต่ตลาดหลักทรัพย์ยังคงเดินหน้าปรับปรุงต่อไป โดยหวังดึงดูดบริษัทคุณภาพ ทั้งไทยและต่างประเทศ ให้เลือกจดทะเบียนในประเทศไทยมากขึ้นในระยะยาว