รังสิมา กุลพัฒน์
การที่จะกล่าวว่าสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีศักยภาพในด้านการศึกษา และงานวิจัยดีที่สุดในโลก อาจจะไม่เกินจริงนัก โดยสามารถอ้างอิงได้จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำ 100 อันดับแรกของโลก จากการประเมินของ สำนักการประเมินหลัก 3 แห่งคือ QS, Times Higer Educationและ Shanghai Jiao Tong ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นนำมาใช้ในการอนุมัติ ในการจัดสรรสิทธิวีซ่าเข้าเมือง แบบพิเศษ คือ J-Find วีซ่า มีเงื่อนไขคือผู้ที่จบการศึกษาจาก 100 มหาวิทยาลัยดังกล่าวภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี สามารถอยู่หางานในญี่ปุ่นได้ 6 เดือน ถึง 2 ปี ใน 100 มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกนี้ และประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเพียงประเทศที่เดียวมีมหาวิทยาลัยชั้นนำได้รับการคัดเลือกถึง 28 แห่ง เรียกว่ามากที่สุดในโลก
แต่หากผู้อ่านได้มีโอกาสย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 1 ที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงปัญหาต่างๆในปัจจุบัน อาจจะเกิดคำถามว่าอีกไม่กี่ปีมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา จะเหลือสักกี่แห่ง ที่ยังคงถูกจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำใน 100 อันดับแรกของโลกแบบนี้ ถ้ารัฐบาลยังคงคว่ำบาตรการวิจัยพื้นฐาน เลือกปฏิบัติในการสนับสนุนนักวิจัยบางสาขา เมื่อเงินอุดหนุนของรัฐแปรเปลี่ยนไปในทางอื่น มาตรการกีดกันทางการขอทุนผลักดันให้นักวิจัยต้องอาศัยภาคเอกชน แล้วเสรีภาพทางวิชาการจะยังคงอยู่หรือไม่ เมื่อภาครัฐเข้าไปล้วงลึกถึงเงินทุนสะสมของมหาวิทยาลัยชั้นนำ จะเกิดอะไรขึ้นกับวงการศึกษาของสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ เส้นทางการศึกษาในอนาคตของนักศึกษาและนักวิจัยทั่วโลก จะยังคงมุ่งไปยังสหรัฐอเมริกาอีกหรือไม่
CHIPS and Science Act เส้นทางอนาคตของสหรัฐ
ในปีพ.ศ 2565 สหรัฐได้ออกกฏหมายที่เรียกว่า CHIPS and Science ซึ่งเป็นกฏหมายเพื่ออัดฉีดเงิน 280,000 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 9 ล้านล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ เพื่อลดการใช้สินค้าจากต่างประเทศ สร้างให้เทคโนโลยีของสหรัฐแข่งขันกับจีน แต่หากวิเคราะห์ไปที่ความพยายามกอบกู้สถานการณ์โดยผ่านกฏหมายนี้ เราก็จะเห็นภาพความย้อนแย้งที่น่าสนใจระหว่าง”ความคาดหวัง”และ”ความเป็นจริง” ถึงแม้กฏหมายฉบับนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “อัศวินขี่ม้าขาว” แต่สถานการณ์หน้างานกลับเต็มไปด้วยอุปสรรค ดังนี้
ในระบบงบประมาณสหรัฐฯ จะมีการ Authorize (อนุมัติกรอบวงเงิน) และ Appropriate (จัดสรรเงินงบประมาณจริง) โดยมีความคาดหวังจากนักวิจัยทั้งหลายว่า กฎหมายนั้นตั้งเป้าจะเพิ่มงบให้ National Science Foundation (NSF) เป็น 2 เท่าภายใน 5 ปี (แตะ 18,900 ล้านเหรียญ หรือ 6 แสนล้านบาท ในปีพ.ศ 2570 แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือ ในปีพ.ศ 2569 งบประมาณที่ได้รับจริงกลับต่ำกว่าเป้าหมายอย่างมาก ข้อมูลล่าสุดระบุว่าในปีงบประมาณปีพ.ศ 2569 รัฐบาลเสนอตัดงบประมาณ NSF ลงกว่า 50% เหลือเพียงราว 3,900ล้านเหรียญ หรือ 1.2 แสนล้านบาท แม้สภาคองเกรสจะพยายามดึงกลับมาให้ใกล้เคียงระดับเดิมที่ 8,700 – 9,000 ล้านเหรียญ หรือ 2.8 แสนล้านบาทแต่นั่นก็ยังห่างไกลจากตัวเลข 17,800 ล้านเหรียญ หรือ 5.6 ล้านบาท ที่กฎหมาย CHIPS Act เคยสัญญาไว้
อีกประการหนึ่งคือ การเทงบให้ “เทคโนโลยี” จนลืม “วิทยาศาสตร์” ภายใต้ CHIPS Act มีการตั้งหน่วยงานใหม่ชื่อว่า TIP Directorate (Technology, Innovation, and Partnerships) มีเป้าหมายเพื่อเร่งให้นำงานวิจัยไปใช้จริง (Applied Research) ในด้าน AI, Quantum และ Semiconductors เมื่อเงินงบประมาณมีจำกัด เงินส่วนใหญ่จึงถูกดูดไปที่ TIP เพื่อทำสงครามเทคโนโลยีกับจีน ทำให้งบสำหรับงานวิจัยพื้นฐานที่ “ยังมองไม่เห็นกำไร” ในมหาวิทยาลัย (เช่น ฟิสิกส์ทฤษฎี หรือ ชีววิทยาพื้นฐาน) ถูกเบียดบังจนแทบไม่มีที่ว่าง แน่นอนทุนเหล่านี้โดนหั่นออกไปจนแทบจะไม่เหลือ ทำให้บางหน่วยงานต้องปิดตัว นักวิจัยถูกลอยแพ เพราะโครงการไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ
นอกจากนั้น “ความมั่นคง” กลายเป็นกำแพงกั้นนวัตกรรม เพื่อป้องกันนักวิจัยชาวจีนเข้าถึงเทคโนโลยี กฎหมายนี้มาพร้อมกับระเบียบที่เข้มงวด กล่าวคือ มหาวิทยาลัยที่รับเงินจาก CHIPS Act ต้องตรวจสอบที่มาของนักวิจัยและเงินทุนอย่างหนัก ผลกระทบก็คือ ทำให้นักวิจัยต่างชาติเก่งๆ (Talents) เริ่มรู้สึกไม่ได้รับความสะดวกในการทำงานในสหรัฐฯ และเกิดภาวะ Brain Drain หรือสมองไหลกลับประเทศต้นทาง ซึ่งขัดกับหลักการของงานวิจัยพื้นฐานที่ต้องการการแลกเปลี่ยนความรู้ข้ามพรมแดน (Interdisciplinary Sciences) แต่ก็ดูเหมือว่าจะสอดคล้องกับนโยบายกีดกันแรงงานต่างชาติของสหรัฐในขณะนี้อยู่เหมือนกัน
ทุนวิจัยจากภาคเอกชนแบบไม่ง้อภาครัฐ: ข้อดี-ข้อเสีย
ปรากฏการณ์ “การแปรรูปงานวิจัยพื้นฐาน” (Privatization of Basic Research) เมื่อความแน่นอนในการพึ่งพาทุนจากรัฐบาลส่วนกลางหมดไป แนวทางการหาทุนของนักวิจัยจึงเริ่มเปลี่ยนไป ภาคเอกชนกลายเป็นหลักในการอุปถัมภ์โครงการวิจัยต่างๆ หลายครั้งที่นักวิจัยต้องแปลงร่างเป็นนักการตลาด เชิญชวนให้เศรษฐีต่างๆเข้ามาช็อปปิ้งการบริจาคในโครงการต่างๆ บางครั้งนักวิจัยก็จะเห็นหัวหน้าทีม (PI) ของตนต้อนรับ “คนแปลกหน้า” ที่เข้ามาในแลป เพื่อมาเข้าชมการทำงานของพวกเขา และให้พวกเขานำเสนอว่าเขาทำอะไรกันบ้าง เพื่อช่วยในการตัดสินใจว่าพวกคนแปลกหน้าที่จะเข้ามาทำบทบาทแทนภาครัฐเหล่านี้จะนำเงินของพวกเขามาลงทุนกับโครงการอะไร
ดังนั้นหลากหลายโครงการในปัจจุบันจึงพึ่งพา “เงินบริจาค” (Philanthropy) เป็นสายป่านหลัก ในขณะที่งบจาก NSF หรือ NIH เริ่มไม่แน่นอน มหาวิทยาลัยอย่าง Harvard,Stanford และ MIT ได้หันมาพึ่งพาเงินจากมหาเศรษฐีและมูลนิธิเอกชนมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม มหาเศรษฐีเทคโนโลยีรุ่นใหม่( Venture Philanthropy) เหล่านี้ ไม่ใช่วิธีบริจาคแบบทิ้งเปล่า แต่ใช้โมเดล “การบริจาคแบบร่วมลงทุน” คือให้ทุนวิจัยพื้นฐานในสาขาที่ตนเองสนใจ (เช่น Climate Change หรือ Longevity) โดยหวังผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง (Measurable Impact) ซึ่งแนวทางนี้ก็ถูกใช้อย่างแพร่หลาย แม้แต่ในประเทศไทย ถึงแม้ว่าแนวทางนี้ดูเหมือนว่าเอกชนอาจจะไม่ได้ลงทุนจริง แต่เป็นการให้นักวิจัยไปหาผู้ร่วมลงทุนมาเติมคำในช่องว่า สำหรับข้อกำหนดในการขอทุน ซึ่งผู้ร่วมลงทุนในนามเหล่านี้สามารถนำแนวคิดงานวิจัยออกไปได้ ตามหลักการว่างานวิจัยไม่ควรอยู่บนหิ้ง พวกเขาเหล่านี้สามารถนำแนวทางออกไปผลิดและจำหน่ายได้จริงๆ
นอกจากนั้นทุนสนับสนุนนักวิจัยยังมาจาก กองทุนสะสม (Endowment Power) ตัวอย่างเช่นกองทุนสะสมของ มหาวิทยาลัยStanfordมียอดพุ่งสูงถึง 40,800 ล้านเหรียญ 1.3 ล้านล้านบาท (ข้อมูลปีพ.ศ 2568) ซึ่งในปีพ.ศ. 2569นี้ มีการคาดการณ์ว่า มหาวิทยาลัยจะต้องควักเงินจากกองทุนนี้ ออกมาใช้ในงบดำเนินงานถึง 2,000 ล้านเหรียญ หรือ 6.4 หมื่นล้านบาท เพื่อชดเชยงบรัฐที่หายไป
แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลสหรัฐก็ไม่ปล่อยให้มหาวิทยาลัยเหล่านี้ได้ใช้เงินอย่างสบายๆ เมื่อเร็วๆนี้ รัฐบาลสหรัฐกำลังสร้างปัญหาใหม่ โดยเริ่มใช้กฎหมายเก็บภาษีจากผลกำไรของการลงทุนในกองทุนสะสม (Endowment Tax) ในอัตราที่สูงขึ้น (บางข้อเสนอพุ่งไปถึง 21-35%)กับมหาวิทยาลัยระดับไอวี่ ลีคส์ ต่างๆ ทำให้เกิดภาวะวิกฤต “ภาษีเงินสะสม” (Endowment Tax) ซึ่งเป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะรีดภาษีจากมหาวิทยาลัยที่ “รวยเกินไป”
ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ มหาวิทยาลัยระดับโลกเหล่านี้เริ่มประกาศ “ระงับการจ้างงาน” (Hiring Freeze) และตัดงบทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาปริญญาเอก (PhD) ซึ่งเป็นกำลังพลหลักในการทำวิจัยพื้นฐาน (โครงการวิจัยใหม่ๆมักจะมาจากนักศึกษาปริญญาเอกภายใต้การควบคุมของอาจารย์ที่ปรึกษา) เพราะเงินที่เคยนำมาอุดหนุนส่วนนี้ต้องถูกนำไปจ่ายภาษีแทน
นอกจากนั้น การที่เงินทุนเปลี่ยนมือจาก “รัฐ” มาเป็น “เอกชน” ย่อมเกิดปัญหาตามมาอีกหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อิสรภาพทางวิชาการ” (The Price of Independence) ทิศทางงานวิจัยถูกกำหนดโดยผู้ให้ทุน: งานวิจัยพื้นฐานที่ “ไม่เซ็กซี่” หรือไม่ตรงกับรสนิยมของมหาเศรษฐี (เช่น ภาษาศาสตร์โบราณ หรือ ฟิสิกส์ทฤษฎีบางแขนง) จะหาทุนยากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้นยังมีประเด็นเรื่อง Conflict of Interest งานวิจัยในมหาวิทยาลัยเริ่มมีความเป็น “ความลับทางการค้า” มากขึ้น เพราะผู้บริจาคหรือบริษัทที่ร่วมลงทุนอาจมีเงื่อนไขในการเข้าถึงสิทธิบัตรก่อนใคร ทำให้ความเป็น “ความรู้สาธารณะ” ของงานวิจัยพื้นฐานลดน้อยลง
บทสรุป
CHIPS Act ช่วยได้จริงไหม? หากถามว่าช่วยไหม? คำตอบคือ “ช่วยในเชิงอุตสาหกรรม แต่ยังสอบตกในเชิงพื้นฐาน” ด้านความสำเร็จก็มีบ้าง เช่นการดึงโรงงานผลิตชิป (Intel, Samsung, TSMC) มาตั้งในอเมริกา และสร้างงานได้หลายหมื่นตำแหน่ง ส่วนภาคความล้มเหลว พบว่าการเติมเงินเข้าสู่ “รากแก้ว” ของระบบวิชาการ ของงบประมาณส่วน “Science” มักถูกปัดตกไปในขั้นตอนการเมืองเสมอ สถานการณ์ในปีพ.ศ. 2569 สหรัฐฯ กำลังเดิมพันครั้งใหญ่โดยการเน้น”ยอดภูเขาน้ำแข็ง” คือด้านที่เป็นManufacturing แต่กำลังปล่อยให้ “รากฐานที่เป็นดิน” (Fundamental Science) แห้งแล้งลงเรื่อยๆ เมื่อรัฐบาลเริ่ม “ถังแตก” หรือจัดลำดับความสำคัญไปที่สงครามชิป (Semiconductors) มากกว่าวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ มหาวิทยาลัยระดับท็อปของสหรัฐฯ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัวขนานใหญ่
สถานการณ์ในปี 2026 กำลังสร้างภาวะ “The Great Divide” มีระบบที่เหลื่อมล้ำยิ่งขึ้นในวงการวิชาการอเมริกา มหาวิทยาลัยชั้นนำ หรือ ไอวี่ลีคทั้งหลายที่ยังอยู่รอดได้ด้วยเงินบริจาคมหาศาล ก็อาจต้องแลกกับอิสรภาพทางด้านมหาวิทยาลัยรัฐ (Public Universities) กำลังเผชิญกับวิกฤตขั้นรุนแรง เพราะไม่มีกองทุนสะสมขนาดใหญ่และพึ่งพางบรัฐเป็นหลัก ทำให้งานวิจัยพื้นฐานในมหาวิทยาลัยเหล่านี้อาจต้องปิดตัวลง แสดงให้เห็นว่า “เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ ‘ความรู้พื้นฐาน’ กลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยสำหรับผู้ที่มีทุนทรัพย์เท่านั้น ไม่ใช่สวัสดิการทางปัญญาของสังคมอีกต่อไป”


