ยุคถดถอยด้านงานวิจัยของอเมริกัน จากผู้นำสู่ผู้ตาม อนาคตที่แขวนบนเส้นด้าย (ตอนที่ 1)

ดร.รังสิมา กุลพัฒน์

ภาพนักวิจัยที่อยู่ในแลปของสถาบันเทคโนโลยีชีวภาพ The Indiana Biosciences Research Institute (IBRI)ที่ยังคงมีงานทำ ในขณะที่ทีมงานของเธอได้กระจัดกระจายตัวจากการถูกเลิกจ้าง บางคนได้ทำที่สถาบันเดิม อีกหลายคนต้องไปหาที่ทำงานใหม่ ในภาพเป็นการเก็บเครื่องมือทางการวิจัยของหัวหน้าทีม เพื่อย้ายทุนไปอยู่กับสถาบันอื่น

สถานการณ์ของ งานวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ไม่มีเป้าหมายเชิงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนที่สำคัญ แม้ว่าสหรัฐฯ จะเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของโลกมาอย่างยาวนาน แต่ปัจจุบัน “รากฐาน” ของนวัตกรรมเหล่านั้นกำลังสั่นคลอนจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติงบประมาณ เกิดงานวิจัยเชิงประยุกต์มากกว่ารากฐานความรู้ เน้นงานตีพิมพ์จำนวนมาก และปัญหาการเมืองที่กดทับเสรีภาพทางการวิจัย ทำให้จีนกำลังเร่งแซงในการลงทุนด้านงานวิจัยพื้นฐานอย่างก้าวกระโดด

ในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกิดปรากฏการณ์จัดตั้ง หน่วยงานพิเศษหน่วยงานที่ทรัมป์ ประกาศให้ อีลอน มัสก์ เข้ามาดูแลคือ กระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล (Department of Government Efficiency) หรือเรียกย่อๆ ว่า “DOGE” มีจุดประสงค์เพื่อลดความซับซ้อนของโครงสร้างรัฐบาล ตัดลดค่าใช้จ่าย ปฏิรูปหน่วยงาน และลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นของรัฐบาลกลางสหรัฐ เพื่อมาทุบงานวิจัยพื้นฐานตามความเชื่อของอีลอน มัสก์โดยเฉพาะ จากข่าวที่ปรากฏเริ่มจากการลดจำนวนข้าราชการ รวมทั้งยุบหน่วยงานและในที่สุดก็ลดทอนจำนวนนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยด้วยการลดจำนวนเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง (Federal Government) เมื่อไม่มีเงินอุดหนุนโครงการต่างๆก็อยู่ไม่ได้ต้องปิดตัวไปในที่สุด โดยเฉพาะโครงการฯที่คิดว่า จะนำ AI มาทดแทนได้

ปัจจุบันนี้ภาคเอกชน หรือแม้แต่สถาบันวิจัยของรัฐในอเมริกา กำลังหันมาเน้นเรื่อง งานวิจัยประยุกต์ (Applied Research) อันเนื่องมาจากวัฒนธรรมผลลัพธ์แบ่งแร่งด่วน (Short-termism) แลปเก่งๆในตำนานกำลังจะหายไปเช่น Bell Labs หรือ Xerox PARC ที่เคยทำวิจัยจนค้นพบ เลเซอร์ หรือทรานซิสเตอร์ แต่ปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ มักจะเน้นปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิมมากกว่าที่จะตั้งแลปเพื่อคิดค้นทฤษฏีใหม่ๆ แตกต่างจากการถูกทำลายของบริษัทโนเกีย หรือโกดักในอดีตที่ไม่เชื่อว่านวัตกรรมใหม่จำให้งานอันแสนวิเศษของตนถูกทำลายลงไปได้

แรงกดดันจากตลาดทุน สร้างพลังในการเปลี่ยนแปลง พวกเขาไม่สามารถรอคอยงานวิจัยอันบริสุทธิ์ที่ต้องใช้เวลาสิบหรือยี่สิบปีได้อีกต่อไป เขาต้องการเห็นผลตอบแทนในแต่ละไตรมาสทันที ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเช่น เมื่อเร็วๆนี้แลปต่างๆขององค์กรใหญ่ๆ เช่น บริษัทยาEli Lilly ปลดพนักงานในแลปมะเร็งกว่า1,000 คน เนื่องจากไม่สนใจที่จะวิจัยเรื่องนี้ต่อไปแล้ว มหาวิทยาลัยคอร์แนลมีแนวโน้มว่าจะยุบสาขาRadiology แล้วเปลี่ยนมาใช้การเรียนการสอนด้วย AI แทนในอีกไม่กี่เดือนนี้  และยังมีอีกหลายมหาวิทยาลัยที่ยกเลิกคณะที่ไม่สามารถทำเงินให้แก่องค์กร หรือมีนักศึกษาไม่พอเพียง สถาบันวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวะภาพแห่งเมืองIndianapolis ยุติแลปด้านเบาหวานที่กำลังค้นคว้าเรื่องยีนที่ก่อให้เกิดเบาหวาน พนักงานเหล่านี้ถูกบอกเลิกจ้างแบบไม่มีสิทธิประท้วงใดๆ เพราะส่วนใหญ่เป็นสัญญาที่เรียกว่า At Will เป็นสัญญาที่ทั้งผู้จ้างและผู้เลิกจ้างสามารถยุติสัญญาต่อกันเมื่อไหร่ก็ได้  

เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นต่อเนื่องกันเป็นโดมิโนอย่างไม่น่าเชื่อว่า ครั้งหนึ่งอาชีพนักวิทยาศาสตร์เป็นอาชีพที่มั่นคง เงินเดือนสูง เป็นที่ต้องการของค์องค์กรรัฐและเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำหรือเคยทำงานในองค์กรที่มีชื่อเสียงต่างๆ เมื่อตกงานแล้ว บางคนก็ได้รับโอกาสให้กลับเข้าทำงานในองค์กรเดิม แต่เปลี่ยนแผนก บางคนต้องถูกลดเงินเดือนลง บางคนที่ไม่ได้รับเลือกเมื่อฟังเหตุผลแล้วหลายท่านอาจจะประหลาดใจ เช่น ไม่มีตำแหน่งที่เหมาะสม ถึงแม้ว่าตำแหน่งว่างจะมีอยู่แต่ฝ่ายบุคคลกล่าวว่าไม่สามารถจะเชื่อได้ว่า คนที่จะปริญญาเอกและตำแหน่งงานในขณะนี้อยู่ในขึ้นของ นักวิจัยระดับ4 จะมายอมรับเงินเดือนและทำงานในตำแหน่งของนักวิจัยระดับ 2

นักวิจัยรุ่นใหม่ในสหรัฐกำลังเผชิญหน้ากับความกดดันอย่างมหาศาล ซึ่งดูเหมือนว่าจะได้รับการวางแผนมาอย่างเป็นขั้นตอน นับตั้งแต่ มีความล่าช้าในการได้รับทุน ขั้นตอนการเขียนขอทุนก็มีความยุ่งยาก จึงทำให้ใช้เวลาในการทำงานธุรการมากกว่าทำวิจัย อีกทั้งอายุเฉลี่ยของนักวิจัยที่ได้รับทุนใหญ่ครั้งแรกจาก National Institutes of Health (NIH) สูงขึ้นเกือบแตะ 45 ปี  ทุกคนต้องตีพิมพ์ผลงานจำนวนมากอย่างบ้าคลั่งเพื่อความก้าวหน้า เป็นเหตุให้นักวิจัยเลือกที่จะทำโครงการที่ “ปลอดภัย” มีโอกาสได้รับทุนสูง มากกว่าที่จะทำโครงการที่เสี่ยง แต่สามารถเปลี่ยนโลกได้ เหตุการณ์นี้นักวิจัยไทยอาจจะคุ้นเคย เพราะหน่วยงานผู้ให้ทุนมักจะเป็นคนกำหนดหัวข้อ แม้แต่วัตถุประสงค์ หรือในบางครั้งอาจจะบังคับผลงานวิจัยที่ควรจะออกมาไว้ล่วงหน้าเลยก็เป็นไปได้

วิเคราะห์เปรียบเทียบสหรัฐและจีน แบบวิ่งสู้ฟัด

ในการเปรียบเทียบระหว่างสหรัฐฯ และจีนในด้าน AI และ Quantum Computing มีกลยุทธ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิงสหรัฐฯ ยังคงครองความได้เปรียบในเชิงคุณภาพและระบบเอกชน แต่จีนกำลังรุกหนักด้วยงบประมาณมหาศาลจากรัฐบาล  ควอนตัมเป็นหลักการที่มีในเทคโนโลยีอันก้าวหน้าของโลกปัจจุบัน ในคอมพิวเตอร์และมือถือ พวกเลเซอร์ ที่เราสแกนบาร์โค้ด การผ่าตัดเลสิค หรือเครื่องMRI ก็ใช้หลักการนิวเคลียร์และควอนตัม

ประเด็นแหล่งทุน สหรัฐมีทุนส่วนใหญ่จากภาคเอกชน พวกที่เป็น Big Tech เช่น Microsoft, Google , NVIDIA ซึ่งลงทุนของตนเองปีละหลายแสนล้านเหรียญ ในขณะที่ทางจีนนั้นเป็นทุนจากรัฐบาลกลางและท้องถิ่น ซึ่งรัฐบาลมีแผน “New Generation AI Development Plan” ซึ่งจีนตั้งเป้าเป็นผู้นำโลกในปี 2030

จุดแข็งของสหรัฐก็คือ โมเดลพื้นฐานทั้งหลาย เช่น Chat GPT-4, Claude และชิปประมวลผลขึ้นสูง ส่วนทางจีนก็เป็น Data Ecosystem ซึ่งมีข้อมูลมหาศาลจากประชากรที่ร่วมกันพัฒนา และการพยายามปรับใช้ AI ในระบบเมืองและอุตสาหกรรม และผ่านกฏหมาย National Quantum Initiative Act ด้วยงบประมาณราว 1,200-3,000 ล้านเหรียญ

ส่วนจีนนั้นใช้ควอนตัมฟิสิกส์ (Quantum Computing&Communications) เป็นจุดแข็ง โดยทุ่มงบประมาณสุดตัว สมกับที่จีนมีงบประมาณภาครัฐที่สูงที่สุดในโลก โดยจีนประกาศการลงทุนด้านควอนตัวสูงถึง 15,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้านการคมนาคมจีนใช้เครือข่ายดาวเทียม Micius และสายส่งภาคพื้นดินที่ยาวที่สุดในโลก

หากสหรัฐฯ ยังคงละเลยงานวิจัยพื้นฐาน และเน้นเพียงการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาหากำไร (Optimization) ในที่สุดแล้ว “บ่อน้ำแห่งความรู้” จะแห้งขอดลง และเมื่อนั้นประเทศอื่นที่ลงทุนในรากฐานอย่างจริงจังจะกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางของมนุษยชาติต่อไป

ถึงแม้ว่าสหรัฐจะยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักวิจัยเก่งๆจากทั่วโลก รวมทั้งชาวจีน และอินเดีย แต่ปัจจุบันจีนเริ่มมีนโยบายดึงตัวนักวิจัยกลับประเทศ (Reverse Brain Drain) อย่างเข้มข้น ในขณะที่สหรัฐพยายามรักษาความโดดเด่นใน Basic Research แต่จีนก็เก่งกว่าในการนำทฤษฏีเหล่านั้นมาทำเป็นอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ส่วนเงินทุน Funding ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ภาครัฐของสหรัฐทุ่มเทงบประมาณไปยังด้านการทหารเพียงอย่างเดียว

ส่วนจีนนั้นกำลังเก็บส้มหล่นจากการจัดการบ้านเมืองอย่างสับสนอลหม่านของประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบัน ทั้งกำแพงภาษีที่เป็นเหตุให้คู่ค้าอย่างจีนสามารถนำสินค้าที่เคยเป็นแต่ผู้รับจ้างผลิต นำมาปรับปรุงจำหน่ายได้ในราคาถูกและดี เช่น แบรนด์ Bosideng แทบทำให้ Eddie Bauer หรือแม้แต่ Canada Goose ล้มทั้งยืนอยู่แล้ว หรือแม้กระทั่งการทุ่มเทนำเงินไปใช้กับการทำสงครามอิหร่าน แทนการส่งเสริมให้เกิดงานวิจัยใหม่ๆ