สมุดปกขาว “น้ำท่วมหาดใหญ่” ถอดความล้มเหลวเชิงระบบ สู่ ‘โมเดลเมืองฟองน้ำ’ – ชงการบ้าน 8 หน่วยงาน

เดือนพฤศจิกายน 2568 “อุทกภัยหาดใหญ่” นอกจากจะสร้างความเสียหายต่อต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของเมืองที่หยุดชะงัก ความสูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนราคาแพงที่สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดและความล้มเหลวเชิงระบบ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการรับมือภัยพิบัติ การประสานงานของหน่วยงานรัฐ การเตือนภัย ฯลฯ

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดตั้งคณะกรรมการดำเนินการศึกษาและวางแนวทางการแก้ปัญหาอุทกภัยหาดใหญ่อย่างยั่งยืน

ไทยพับลิก้า เปิดข้อมูลสมุดปกขาว แนวทางแก้ปัญหาอุทกภัยหาดใหญ่อย่างยั่งยืน เพื่อศึกษาและถอดบทเรียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมสรุปผลการดำเนินงานแนวทางการเตือนภัย สู้ภัย ฟื้นฟูเยียวยา การช่วยเหลือ และจัดการระบบข้อมูล ตลอดจนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการจัดการภัยพิบัติด้านน้ำของหาดใหญ่

เทียบแนวคิดจัดการภัยพิบัติ “ไทย-ญี่ปุ่น-มาเลเซีย”

สมุดปกขาวฯ ระบุถึงความจำเป็นของการศึกษาว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ปีพ.ศ. 2568 ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินเป็นวงกว้าง กระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน แม้ว่าหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้มีการจัดการภัยพิบัติน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาอย่างเต็มความสามารถแล้วก็ตาม แต่การจัดการภัยพิบัติน้ำท่วมยังมีช่องว่างที่ส่งผลทำให้การจัดการภัยพิบัติยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพยากรณ์ฝนที่คาดเคลื่อน การแจ้งเตือนประชาชนอพยพไม่ทันต่อสถานการณ์ และข้อความเตือนภัยไม่ชัดเจนส่งผลให้ประชาชนติดค้างในพื้นที่น้ำท่วม การไม่มีศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (Emergency Operations Center : EOC) ที่ชัดเจน ไฟฟ้าดับทั่วทั้งพื้นที่ทำให้ระบบการสื่อสารขัดข้อง การฟื้นฟูเยียวยาที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ระบบรับสิทธิความช่วยเหลือของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยใช้เวลานาน และขาดการบูรณาการข้อมูลสำหรับจัดการภัยพิบัติ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยกระดับขีดความสามารถ และความทนทาน (Resilient) ของเมืองหาดใหญ่ในการรับมือต่ออุทกภัย จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแนวทางการจัดการภัยพิบัติทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเตือนภัย ด้านสู้ภัย ด้านฟื้นฟูเยียวยา ด้านมาตรการช่วยเหลือ และด้านระบบข้อมูล เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการแก้ไขอุทกภัยหาดใหญ่อย่างยั่งยืนต่อไป

คณะผู้ศึกษาได้ยกแนวคิดการจัดการภัยพิบัติ เปรียบเทียบของญี่ปุ่น มาเลเซีย และไทย ข้อมูล ดังนี้

คณะผู้ศึกษาสำรวจตัวอย่างเครื่องมือใหม่ที่นำมาใช้ในต่างประเทศในการจัดการภัยพิบัติด้านน้ำ รายละเอียดสำคัญ ดังนี้

  • การวางผังเมืองเคร่งครัด: หน่วยงานท้องถิ่นในหลายประเทศไม่อนุมัติการก่อสร้างใหม่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก และบังคับให้โครงการใหม่ต้องมีพื้นที่กักเก็บน้ำฉุกเฉินในตัวโครงการ
  • ระบบประกันภัยน้ำท่วม: ยุโรปใช้ระบบประกันภัยมาเป็นกลไกกระตุ้นให้ประชาชนปรับปรุงบ้านให้พร้อมรับน้ำท่วม เช่น การยกสูงปลั๊กไฟหรือการมีผนังกั้นน้ำส่วนตัว
  • National Flood Insurance Program (NFIP): สหรัฐฯ ใช้ระบบประกันภัยน้ำท่วมควบคู่กับการออกกฎหมายผังเมืองที่เข้มงวด ห้ามก่อสร้างในพื้นที่รับน้ำ
  • Nature-Based Solutions (NbS): มีการลงทุนเพิ่มขึ้นในการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำและป่าชายเลนเพื่อเป็นปราการธรรมชาติช่วยชะลอน้ำและลดพลังงานคลื่น
  • บทเรียนสำคัญ: ต่างประเทศเน้นการใช้ “Gray Infrastructure” (เขื่อน, อุโมงค์) ร่วมกับ “Green Infrastructure” (พื้นที่ชุ่มน้ำ, สวนสาธารณะ) และระบบข้อมูลแม่นยำเพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวได้ทันท่วงที และต่างประเทศเปลี่ยนจากการใช้เขื่อนคอนกรีตเพียงอย่างเดียว (Gray Infrastructure) มาเป็นการผสานเทคโนโลยีดิจิทัลและพื้นที่สีเขียว (Green Infrastructure) เพื่อสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นและล่มสลายยากขึ้นจากภัยพิบัติ รวมทั้งการพัฒนาระบบพยากรณ์น้ำท่วมเรียลไทม์ในยุโรปเติบโตอย่างมากโดยใช้ IoT Sensors ติดตามระดับน้ำ ปริมาณฝน และความชื้นในดิน เพื่อสร้างแผนที่ความเสี่ยงแบบความละเอียดสูงล่วงหน้า 2 ชั่วโมง เป็นต้น

เมืองฟองน้ำ แบบ Single Command เชื่อม “ดาต้า-เตือนภัย”

สำหรับประเทศไทย ต้องเน้นย้ำเรื่องการทำงานร่วมกันของหน่วยงานระดับชาติและท้องถิ่น ดังนี้

  • การปรับแผนระบายน้ำเขื่อน: ประสานงานเขื่อนหลัก (ภูมิพล, สิริกิติ์, เจ้าพระยา) ปรับการระบายน้ำเป็นรายวันตามสถานการณ์ฝนจริง เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน
  • ใช้ฐานข้อมูลเดียว (Single Command): ใช้ระบบ Thai Water Plan เป็นฐานข้อมูลกลางให้ทุกหน่วยงานเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน เพื่อการสั่งการที่แม่นยำและลดความซ้ำซ้อน
  • มีความพยายามในการจัดการเมืองแบบ”Sponge City”: เริ่มมีการนำแนวคิดเมืองฟองน้ำมาใช้ โดยเพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะที่ซับน้ำได้และพื้นผิวถนนที่น้ำซึมผ่านได้ (Permeable Pavement) เพิ่มช่องทางรับข้อมูลและขอความช่วยเหลือที่ประชาชนสามารถใช้ระบบดิจิทัลเหล่านี้เพื่อเฝ้าระวังภัย
  • สามารถตรวจสอบจุดน้ำท่วม ผ่านแอปฯ BMA Traffic (สำหรับกรุงเทพฯ) หรือ GISTDA Disaster Platform และแจ้งเหตุฉุกเฉินผ่าน Line @1784DDPM หรือสายด่วน 1784 ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้
  • การจัดการพิบัติภัยด้านน้ำ เน้นการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและกำหนดเกณฑ์การเกิดอุทกภัยเพื่อช่วยตัดสินใจในการอพยพ ระหว่างหน่วยงานและประชาชนไปในทางเดียวกัน มีปรับปรุงบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน และออกแบบปรับปรุงระบบระบายน้ำอย่างเป็นระบบ พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในระดับต่างๆ
  • การสู้ภัย จัดทำแผนเผชิญเหตุละเอียด พัฒนาระบบอพยพที่มีประสิทธิภาพ และเตรียมความพร้อมทรัพยากรฉุกเฉิน รวมถึงการเตรียมปัจจัยที่จำเป็นในการใช้ชีวิตของชุมชน และปัจเจกบุคคล ล่วงหน้าเพื่อดำรงชีวิตได้ในช่วงแรกของเหตุการณ์
  • การฟื้นฟูเยียวยา พัฒนาระบบประเมินความเสียหายรวดเร็ว จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือ และฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานอย่างมีคุณภาพ
  • มาตรการช่วยเหลือ กระจายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านชดเชย ฟื้นฟู (ครอบคลุม คน บ้านและธุรกิจ) ส่งเสริมระบบประกันภัยโดยเฉพาะในพื้นที่ความเสี่ยงสูง และพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมสนับสนุน ยกระดับความสามารถในการจัดการภัยพิบัติและการจัดการน้ำทั้งในหน่วยงานของรัฐ ท้องถิ่น ชุมชน และประชาชน

คณะผู้ศึกษายังมีข้อเสนอแนะว่า การบูรณาการระหว่างหน่วยงานระดับต่างๆ การพัฒนามาตรฐานการจัดการภัยพิบัติและคู่มือปฏิบัติงานที่ตอบโจทย์ในแต่ละพื้นที่ และเน้นการป้องกันมากกว่าการรับมือ บนฐานข้อมูลสนับสนุนที่เชื่อมโยงกัน เป็นหนึ่งในการดำเนินงานร่วมของหน่วยงาน อาสาสมัคร และประชาชน รวมทั้งการตรวจประเมินระบบ และซ้อมเผชิญเหตุก่อนช่วงภัยพิบัติ ตามระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ และเปิดเผยต่อสาธารณะชนให้ทราบเพื่อกระตุ้นเตรียมความพร้อมเป็นประจำ

ความล้มเหลว: ‘เตือนภัย’ ไม่ชัดเจน – พยากรณ์คลาดเคลื่อน

ปัญหาหลักและการดำเนินการจัดการภัยพิบัติสำหรับอุทกภัยหาดใหญ่ในด้านการเตือนภัย พบปัญหาหลัก 4 ด้าน ดังนี้

  1. ระบบพยากรณ์มีความคลาดเคลื่อน: ส่งผลต่อการแจ้งเตือนและการอพยพที่ล่าช้า ขาดเครื่องมือ/ระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่ทันสถานการณ์ ขาดระบบประเมินสถานการณ์น้ำในฉากทัศน์ต่างๆ
  2. บัญชาการเหตุการณ์ หรือ EOC ยังไม่พร้อม: ไม่มีระบบตรวจสอบติดตามความพร้อมของ EOC ที่เชื่อมกับระบบประเมินสถานการณ์น้ำในจังหวัดภาคใต้
  3. ขาดเกณฑ์มาตรฐาน: ไม่มีเกณฑ์การตัดสินใจแจ้งเตือนภัยที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการประเมินสถานการณ์น้ำจากส่วนกลางและคณะของพื้นที่
  4. ข้อความเตือนภัยไม่ชัดเจน: ไม่ละเอียด ไม่เด็ดขาด ไม่ระบุความรุนแรงที่ผิดปกติและพื้นที่เสี่ยงภัยระดับตำบล ไม่บอกระยะเวลาเคลื่อนย้าย เส้นทางอพยพ และสถานที่ศูนย์พักพิง ทำให้ประชาชนประเมินความจำเป็นในการอพยพไม่ได้

จากข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ พบว่า

  • 22 พ.ย. 2568 เวลา 08:00 น. ที่สถานี X.90 น้ำล้นตลิ่ง น้ำเริ่มควบคุมไม่ได้ มีการแจ้งเตือนให้อพยพตั้งแต่ 21 พ.ย. 2568 เวลา 20.11 น. ระดับ Extreme แต่การสั่งอพยพเป็นอำนาจของท้องถิ่น
  • 23 พ.ย. 2568 เวลา 16:00 น. ที่สถานี X.173A ล้น น้ำหลากต้นน้ำกำลังลงมา → ยังไม่มีการเตือนอพยพ
  • คืนวันที่ 22-23 พ.ย. 2568 ฝนสะสม 700 มม. ใกล้จุดวิกฤตทั้งลุ่มน้ำ → เตือนเฝ้าระวังทั่วไป
  • 24 พ.ย. 2568 เวลา 01:00-06:00 น. ที่สถานี X.44 น้ำล้นตลิ่งตัวเมืองหาดใหญ่ น้ำไหลเข้าบ้านเรือน → เริ่มเตือน “เตรียมอพยพ”
  • 24 พ.ย. 2568 เวลา 08:00-12:00 น. ที่สถานี X.44 ระดับน้ำเร่งตัวสูงขึ้น ถนนและชุมชนเริ่มถูกตัดขาด → แจ้งเตือน “ให้อพยพด่วน”

คณะผู้ศึกษาวิเคราะห์ช่องว่างด้านการเตือนภัย โดยเน้นที่การพยากรณ์ที่คลาดเคลื่อน โดยเฉพาะกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำคลาดเคลื่อนสูง ทั้งปริมาณและเวลา ส่งผลต่อการแจ้งเตือนความรุนแรงไม่ตรงจริง การอพยพล่าช้า อีกทั้งไม่มีการประเมินความรุนแรงของภัยน้ำท่วมตามฉากทัศน์ต่างๆ และการแจ้งเตือนจากส่วนกลาง (T-alert) ไม่กระชับ เป็นภาพกว้าง ไม่ชี้ชัดวิธีปฏิบัติ

ความล้มเหลว: ‘จัดการน้ำ’ ไร้ประสิทธิภาพ หน่วยงานไม่เชื่อมกัน

ด้านการจัดการน้ำ พบปัญหาหลัก 4 ด้าน ดังนี้

  1. โครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ: ระบบระบายน้ำไม่รองรับปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น ท่อระบายน้ำตื้นเขิน คลองอุดตัน มีสิ่งกีดขวางทางน้ำ
  2. สถานีสูบน้ำทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ: บางสถานีชำรุด ขาดการบำรุงรักษา ไม่สามารถสูบน้ำได้ทันกับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  3. ขาดการบูรณาการ: การจัดการน้ำระหว่างหน่วยงาน (ชลประทาน เทศบาล ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)) ยังไม่เชื่อมโยงกัน ขาดแผนการจัดการน้ำแบบบูรณาการในระดับลุ่มน้ำ
  4. การพยากรณ์น้ำไม่แม่นยำ: ไม่สามารถคาดการณ์ปริมาณน้ำท่าและระยะเวลาน้ำท่วมได้อย่างแม่นยำส่งผลต่อการวางแผนระบายน้ำ

ทั้งนี้ ข้อมูลจากการดำเนินการที่ผ่านมา คือ

  • สำนักงานชลประทานที่ 16: ตรวจสอบและซ่อมบำรุงระบบระบายน้ำ คลอง ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ เตรียมเครื่องจักรกล เร่งขุดลอกคลอง (อู่ตะเภา พะวง แห) กำจัดสิ่งกีดขวาง วัชพืช และพร่องน้ำ
  • เทศบาลนครหาดใหญ่: ตรวจสอบสถานีสูบน้ำ 27 สถานี เตรียมวัสดุอุปกรณ์ รถ เรือ จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตามจุดเสี่ยง
  • ประปาส่วนภูมิภาค: เตรียมระบบผลิตน้ำ 24 ชม. สำรองน้ำดิบ เฝ้าระวังคุณภาพน้ำ สำรวจอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วม

คณะผู้ศึกษาวิเคราะห์ช่องว่างด้านการจัดการน้ำ พบว่า ผังเมืองไม่สอดคล้องกับผังน้ำ ไม่มีพื้นที่ให้น้ำหลากไหลผ่าน ระบบป้องกันน้ำท่วมในเขตเมืองไม่สามารถรองรับอุทกภัยขนาดใหญ่ คลองระบายน้ำและคันกั้นน้ำไม่พร้อมใช้งาน และเมื่อลงลึงถึงโครงสร้างพื้นฐานขวางกั้นการระบายน้ำ เห็นได้ว่าถนนด้านทิศเหนือของตัวเมืองหาดใหญ่ เป็นคันทางสูงขวางกั้นน้ำ ทางรถไฟเป็นคันดินยกระดับขาดช่องระบายน้ำ คันกั้นน้ำริมคลอง ร.1 เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำในบางสถานการณ์

ที่สำคัญ ศักยภาพระบายน้ำจำกัด: พื้นที่น้ำท่วม 120 ตร.กม. ปริมาณน้ำ 381 ล้าน ลบ.ม. ศักยภาพระบายน้ำ 170 ล้าน ลบ.ม./วัน ใช้เวลา 3 วันในการระบายน้ำ แม้เพิ่มเครื่องสูบน้ำ 81 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ 24 ชุด

ความล้มเหลว: ‘สู้ภัย’ ขาดความพร้อม น้ำไม่ไหล-ไฟดับ เข้าไม่ถึงพื้นที่

ด้านสู้ภัย พบปัญหาหลัก 5 ด้าน ดังนี้

  1. การบัญชาการไม่ชัดเจน: ขาดระบบ Unified Command ที่ชัดเจน หน่วยงานต่างๆ ทำงานแยกกัน ไม่มีแผนเผชิญเหตุเดียว (One Incident Action Plan)
  2. การอพยพไม่มีประสิทธิภาพ: จุดอพยพไม่เพียงพอ การประสานงานล่าช้า ประชาชนไม่รู้จุดอพยพและเส้นทางอพยพที่ปลอดภัย บางพื้นที่น้ำท่วมสูงและเข้าถึงยาก
  3. การกระจายความช่วยเหลือไม่ทั่วถึง: การส่งอาหาร น้ำดื่ม ถุงยังชีพล่าช้าและไม่ครบทุกพื้นที่ บางพื้นที่เข้าถึงยากเนื่องจากน้ำท่วมสูง
  4. ทรัพยากรไม่เพียงพอ: ไฟฟ้าดับทั่วพื้นที่ น้ำประปาไม่ไหล ไม่มีฐานข้อมูลทรัพยากร (Jet ski เรือ รถยกสูง) รถจอดขวางทางกู้ภัย
  5. ระบบสื่อสารขัดข้อง: ไฟฟ้าดับทำให้สถานีฐานโทรคมนาคมใช้งานไม่ได้ ขาดน้ำมันสำรองสำหรับเครื่องปั่นไฟ เข้าไปเติมน้ำมันไม่ได้ ข้อมูลร้องขอความช่วยเหลือไม่ถูกส่งต่อไปยังหน่วยกู้ภัย

ทั้งนี้ ข้อมูลจากการดำเนินการที่ผ่านมา คือ

  • การบัญชาการ: เทศบาลนครหาดใหญ่จัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย ร่วมมือกับศูนย์อุตุนิยมวิทยา ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 ชลประทาน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • จุดอพยพ: สำรองจุดอพยพ 10 แห่ง รองรับ 15,170 คน บ้านพี่เลี้ยง 80 หลัง 4 เขต รองรับ 1,728 คน สถานที่จอดรถฉุกเฉิน 21 แห่ง รองรับ 6,742 คัน
  • ทรัพยากร: เตรียมกระสอบทราย 24 ชม. (2 จุดบริการ) จัดทำฐานข้อมูลผู้ป่วยติดเตียง 230 ราย จัดหน่วยบริการสาธารณสุขเคลื่อนที่
  • สื่อสาร: ผู้ให้บริการโทรคมนาคมของไทย (NT, True, AIS) จัดสถานีฐานเคลื่อนที่บนรถ (Cell on Wheels (COW) Smart Site) เฝ้าระดับน้ำแบบเรียลไทม์ สำรองพลังงาน เตรียมอุปกรณ์ความปลอดภัย
  • การช่วยเหลือ: รับแจ้งมากกว่า 20,000 เคส ระหว่าง 23-29 พ.ย. 68 ส่วนใหญ่เป็นการอพยพ อาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค และดูแลรักษาพยาบาล

คณะผู้ศึกษาพบช่องว่างที่เป็นปัญหาคือ ระบบบัญชาการไม่มีประสิทธิผล ไม่เป็นเอกภาพ สถานที่ตั้งศูนย์ของเทศบาลเป็นที่ต่ำ มีกฎหมายหลายฉบับทับซ้อน ยิ่งกว่านั้นขาด Unified Command Center จุดอพยพไม่เพียงพอ ไม่มีการซ้อมแผน แบบฟอร์มรับแจ้งไม่ครบถ้วน สับสน ไม่มีข้อมูลติดต่อกลับ ไม่มีพิกัด กู้ภัยจากภายนอกไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

ส่วนการแจกอาหารและถุงยังชีพ: ทีมไม่เพียงพอ ไม่ชำนาญเดินทางในน้ำท่วม ไม่มีระบบติดตามว่าแจกที่ไหนแล้ว ยังขาดที่ไหน และไม่มีฐานข้อมูลทรัพยากรสู้ภัย ขาดการกำหนดพื้นที่ห้ามจอดรถ ระบบไฟฟ้า ประปา แม้มีแผน Business Continuity Plan (BCP) แต่ไม่ครอบคลุมภัยในระดับรุนแรง

ความล้มเหลว: ‘เยียวยา’

ด้านการฟื้นฟูเยียวยา พบปัญหาหลัก 3 ด้าน ดังนี้

(1) ปัญหาหลักของภาคธุรกิจ

  • เศรษฐกิจเมืองหยุดชะงักในวงกว้าง: ศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวหยุดชะงักพร้อมกัน
  • ผลกระทบเกินความเสียหายทางกายภาพ: กระทบรายได้ ความต่อเนื่องของธุรกิจ และความมั่นคงในการดำรงชีพ
  • SMEs เปราะบางสูง: มีเงินสภาพคล่องจำกัด ต้องปิดกิจการนาน เสี่ยงต่อการปิดกิจการถาวร
  • เข้าถึงแหล่งทุนยาก: ติดเครดิตเดิม ดอกเบี้ยสูง กังวลภาระหนี้ระยะยาว
  • ต้นทุนซ่อมแซมสูง: ค่าซ่อมแซมอาคาร อุปกรณ์ และระบบงานเพิ่มสูง ฟื้นตัวล่าช้า
  • ความเชื่อมั่นลดลง: นักลงทุนชะลอการลงทุนใหม่ ขาดความมั่นใจในการจัดการภัย
  • ขาดสัญญาณนโยบายชัดเจน: การฟื้นฟูมุ่งเฉพาะเยียวยาระยะสั้น ไม่เชื่อมกับการลดความเสี่ยง

(2) ปัญหาหลักของภาคสาธารณสุข

  • การประสานงานและความต่อเนื่องระยะฟื้นฟูยังไม่เป็นระบบ
  • ข้อมูลผู้ประสบภัย/กลุ่มเปราะบางกระจัดกระจาย ใช้ร่วมกันได้จำกัด
  • ภาระงานบุคลากรสูง ขาดกำลังคนสำหรับติดตามเชิงลึกระยะยาว
  • การดูแลสุขภาพจิตและสังคมเน้นระยะฉุกเฉินมากกว่าระยะฟื้นฟู
  • บทบาทของชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สำคัญแต่ยังไม่ถูกบูรณาการเป็นกลไกหลัก

(3) ปัญหาหลักของภาคประชาชนและอาสาสมัคร

  • การเตรียมความพร้อมของชุมชนมีข้อจำกัด ประชาชนขาดความรู้พื้นฐาน (กระเป๋าฉุกเฉิน แผนอพยพ การช่วยเหลือตนเอง)
  • ความต้องการหลากหลาย: อาหาร สุขภาพ เครื่องใช้ การฟื้นฟูที่อยู่อาศัย อุปกรณ์การศึกษา สาธารณูปโภค
  • ระบบข้อมูลไม่สมบูรณ์: การนิยามกลุ่มเปราะบางไม่ชัดเจน การประเมินจำนวนครัวเรือนคลาดเคลื่อน ทำให้การจัดสรรความช่วยเหลือไม่ตรงความต้องการ

ทั้งนี้ ข้อมูลจากการดำเนินการที่ผ่านมา คือ

  • ศูนย์อพยพมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ : ผู้เข้าพักสะสม 10,732 คน (คนไทย 10,225 คน ชาวต่างชาติ 507 คน) เพศชาย 72% เพศหญิง 28% ส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงาน (20-35 ปี)
  • การร้องขอความช่วยเหลือ: มากกว่า 20,000 เคส (23-29 พ.ย. 2568) ส่วนใหญ่เร่งด่วนสูง เกี่ยวกับการอพยพและการแพทย์ฉุกเฉิน รองลงมาคือ อาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค
  • การกระจายตัว: หลายเขตในหาดใหญ่มีผู้ได้รับผลกระทบสูง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและความหนาแน่นประชากรสูง

การฟื้นฟูมุ่งแค่ “ซ่อมให้กลับมาเหมือนเดิม”

นอกจากนี้ แนวทางฟื้นฟูส่วนใหญ่ยังมุ่งเพียง “ซ่อมให้กลับมาเหมือนเดิม” มากกว่าการลดความเปราะบางเชิงโครงสร้างและเศรษฐกิจในระยะยาว ส่งผลให้หลายครัวเรือนและธุรกิจยังมีความเสี่ยงเผชิญความเสียหายซ้ำในอนาคต และอีกปัญหาสำคัญคือ การจัดการขยะหลังน้ำท่วมที่ล่าช้า โดยเฉพาะขยะจากเครื่องใช้ไฟฟ้าและเฟอร์นิเจอร์จำนวนมากที่สะสมในชุมชน เสี่ยงกระทบต่อสุขาภิบาลและคุณภาพชีวิตประชาชน ขณะเดียวกัน ชุมชนจำนวนมากยังขาดความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ ทั้งความรู้พื้นฐานเรื่องกระเป๋าฉุกเฉิน แผนอพยพ และการช่วยเหลือตนเองในช่วงวิกฤติ

นอกจากนี้ ระบบข้อมูลสำหรับการช่วยเหลือยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะการจำแนกกลุ่มเปราะบางและจำนวนครัวเรือนผู้ได้รับผลกระทบที่ยังคลาดเคลื่อน ส่งผลให้การจัดสรรความช่วยเหลือไม่ตรงกับความต้องการจริง รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตที่ยังขาดความต่อเนื่องในระยะยาว และยังไม่มีระบบติดตามดูแลในระดับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจผู้ประสบภัย พบว่า ประชาชนจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงระบบเตือนภัย โดย 15.29% ไม่ได้รับการแจ้งเตือนเลย และมากกว่าครึ่งไม่เคยเห็นธงเตือนภัย ขณะที่ช่องทางรับข้อมูลหลักของประชาชนกลับมาจาก Facebook (30.37%) และแอปพลิเคชัน (23.14%) มากกว่าระบบเตือนภัยภาครัฐโดยตรง

ด้านการอพยพ พบว่า 57.85% ของผู้ประสบภัยไม่ได้อพยพ ส่วนผู้ที่อพยพส่วนใหญ่ตัดสินใจจากการสังเกตระดับน้ำด้วยตนเอง มากกว่าการปฏิบัติตามคำสั่งอพยพอย่างเป็นทางการ สะท้อนปัญหาความเชื่อมั่นและประสิทธิภาพของระบบเตือนภัยในช่วงวิกฤติ

ความเสียหายที่เกิดขึ้น เนื่องจากหลายพื้นที่มีระดับน้ำท่วมสูงเกิน 3 เมตร และน้ำท่วมขังนานประมาณ 1 สัปดาห์ ความเสียหายหลักเกิดกับเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะที่เกือบครึ่งของผู้ประสบภัยสูญเสียรายได้ทั้งหมด และต้องหยุดงานเฉลี่ย 20 วัน ส่วนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ต้องหยุดดำเนินกิจการเฉลี่ยเกือบ 1 เดือน ส่วนใหญ่ไม่มีระบบประกันภัยรองรับ และมีมูลค่าความเสียหายตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท

ด้านระบบข้อมูล คณะผู้ศึกษาพบปัญหาสำคัญคือ การขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา, GISTDA, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ, ปภ. มหาวิทยาลัย และหน่วยงานด้านความมั่นคง ทำให้รูปแบบข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน และนำไปใช้จริงในสถานการณ์น้ำท่วมได้ล่าช้า ขณะที่ช่องทางสื่อสารข้อมูลกับประชาชนยังไม่เป็นระบบ One-Stop Service

สรุปช่องว่างที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนา ดังนี้

  1. ระบบเตือนภัย: พัฒนาความแม่นยำของการพยากรณ์ ข้อความเตือนที่ชัดเจนเด็ดขาด ครอบคลุมหลายช่องทาง
  2. การจัดการน้ำ: ปรับผังเมืองให้สอดคล้องผังน้ำ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อไม่ขวางกั้นการระบายน้ำ
  3. การสู้ภัย: จัดตั้ง Unified Command Center ระบบข้อมูลทรัพยากรและผู้ขอความช่วยเหลือ แผน BCP สื่อสาร
  4. การฟื้นฟูเยียวยา: เร่งการฟื้นฟูระยะแรก ลดความเปราะบางระยะยาว จัดการขยะ ระบบดูแลสุขภาพจิตต่อเนื่อง
  5. การมาตรการช่วยเหลือ: จัดสรรงบประมาณเพียงพอ พัฒนาระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
  6. ระบบข้อมูล: เพิ่มสถานีวัดข้อมูล บูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยงาน สร้างช่องทางสื่อสารแบบ One-Stop
  7. การมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน (ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม) ในการจัดการภัยพิบัติ

ใช้แนวคิด IWRM กับน้ำท่วมหาดใหญ่

คณะผู้ศึกษายกแนวคิดการจัดการน้ำแบบบูรณาการ (Integrated Water Resources Management (IWRM)) เป็นกระบวนการที่ส่งเสริมการพัฒนาและจัดการน้ำ ที่ดิน และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องอย่างประสานสอดคล้องกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมสูงสุด โดยไม่ทำลายความยั่งยืนของระบบนิเวศที่สำคัญ โดยมีหลักการสำคัญ ได้แก่

  • การจัดการตามลุ่มน้ำ (River Basin Management): มองปัญหาน้ำท่วมในบริบทของลุ่มน้ำทั้งหมด ไม่ใช่เพียงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
  • การบูรณาการระหว่างต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ: เข้าใจว่าการจัดการในพื้นที่หนึ่งส่งผลต่ออีกพื้นที่
  • การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย: รวมทุกภาคส่วน ตั้งแต่หน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น เอกชน และประชาชน
  • ความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความเป็นธรรม: คำนึงถึงทั้งการป้องกันพื้นที่สำคัญและการดูแลกลุ่มเปราะบาง และ
  • ความยั่งยืน: มองระยะยาว ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

สำหรับหาดใหญ่ แนวคิด IWRM หมายถึงการจัดการน้ำที่ครอบคลุมทั้งลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาและทะเลสาบสงขลา โดยประสานงานระหว่างหน่วยงานชลประทาน เทศบาลนครหาดใหญ่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ และชุมชน กรอบวงจรการจัดการภัยพิบัติ (2P2R) เป็นกรอบการทำงานแบบวงจรที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนของการจัดการภัยพิบัติ ประกอบด้วย 4 ระยะที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่

  1. Prevention (การป้องกัน) ระยะการป้องกันมุ่งเน้นการลดความเสี่ยงและความเปราะบางก่อนเกิดภัยเป็นการลงทุนระยะยาวที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดความสูญเสีย
  2. Preparedness (การเตรียมพร้อม) ระยะการเตรียมพร้อมมุ่งสร้างศักยภาพในการรับมือเมื่อเกิดภัยทั้งในระดับหน่วยงาน ชุมชน และบุคคล เป็นการสร้างความพร้อมที่ทำให้สามารถลดความสูญเสียได้อย่างมีนัยสำคัญ
  3. Response (การตอบสนอง) ระยะการตอบสนองเป็นช่วงวิกฤตที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นระบบ เพื่อช่วยชีวิต ลดความเดือดร้อน และป้องกันความเสียหายที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น
  4. Recovery (การฟื้นฟู) ระยะการฟื้นฟูไม่ใช่แค่การนำทุกอย่างกลับสู่สภาพเดิม แต่เป็นโอกาสในการ ‘Build Back Better’ สร้างความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นให้กับชุมชนมากกว่าเดิม ลดความเปราะบาง เพื่อป้องกันความเสียหายซ้ำในอนาคต

กางแผนหาดใหญ่ ต้องทำอะไรต่อ ?

ข้อเสนอและแนวทางแก้ไขปัญหาอุทกภัยเมืองหาดใหญ่ คือมาตรการใช้โครงสร้าง มาตรการไม่ใช้โครงสร้าง และมาตรการด้านการจัดการมาผสมผสาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนและจัดสรรทรัพยากร เพราะแต่ละประเภทมีข้อดีข้อจำกัดที่ต่างกัน

  • มาตรการโครงสร้าง (Structural Measures) คือมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง การปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพ หรือการติดตั้งระบบต่างๆ
  • มาตรการไม่ใช้โครงสร้าง (Non-Structural Measures) คือ การสร้างที่พักน้ำ การจัดพื้นที่สีเขียว พื้นที่น้ำท่วมถึง
  • มาตรการด้านการจัดการ (water governance) เกี่ยวข้องกับนโยบาย กฎหมาย ระเบียบ กฎกติกา กฎการจัดการน้ำ ระบบข้อมูล ระบบประกันภัย การฝึกอบรม การสร้างความตระหนัก ฯลฯ

โดยเสนอเป็นแผนทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ดังนี้

แนวทางในระยะเร่งด่วน ภายใน 1 ปี เป้าหมายหลักคือ ลดความสูญเสียจากน้ำท่วมอย่างน้อย 50% ยกระดับประสิทธิภาพระบบเตือนภัย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันชุมชน ผ่านการบูรณาการมาตรการโครงสร้าง ไม่ใช้โครงสร้าง และการจัดการ

แนวทางระยะกลางในระยะ 4 ปี ดังนี้

แนวทางกรณีที่ 1: ปรับปรุงและรื้อถอนโครงสร้างเดิม

  • ปรับปรุงถนนลพบุรีราเมศวร์และเพชรเกษม เพิ่มช่องเปิด ท่อลอด หรือทางน้ำลอด
  • ปรับปรุงทางรถไฟกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ให้มีช่องเปิดหรือสร้างเป็นสะพาน
  • ถอนทางรถไฟหาดใหญ่-สงขลาที่ไม่ใช้งาน และรื้อคันกั้นน้ำริมคลอง ร.1 บางส่วน

แนวทางกรณีที่ 2: ปรับปรุง รื้อถอน และก่อสร้างคันกั้นน้ำคลองหวะ

  • ใช้มาตรการกรณีที่ 1 ทั้งหมด + เพิ่มคันกั้นน้ำป้องกันริมคลองหวะ สูง 1.5-2.0 ม. (ระดับ +6.5 ม. เมื่อเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง)

แนวทางกรณีที่ 3: มาตรการบูรณาการแบบเข้มข้น

  • ใช้มาตรการกรณีที่ 1 และ 2 + เพิ่มคันกั้นน้ำริมคลองอู่ตะเภา สูง 1.5-2.0 ม. (ระดับ +4.25 ถึง +6.5 ม. เมื่อเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง)

แนวทางในระยะยาว มากกว่า 5 ปี ด้านปรับปรุงโครงสร้าง

  • คลองคู่ขนาน ร.1: สร้างคลองด้านฝั่งซ้าย ระยะ 6 กม. (ระหว่างถนน 43-414) เพิ่มศักยภาพเป็น 2,000 – 2,400 ลบ.ม./วินาที
  • พื้นที่หน่วงน้ำ (Nature-based): สร้าง ปตร.คลองอู่ตะเภา บริเวณสถานีวัดน้ำท่า X.90 มีมาตรการยกระดับบ้านและชดเชยรายได้
  • ควบคุมการใช้ที่ดินตามผังเมือง/ผังน้ำ: สนับสนุนยกระดับบ้านเป็นใต้ถุนสูง ควบคุมการก่อสร้างในเขตน้ำหลาก
  • การจัดผังเมืองและผังน้ำให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาพี้นที่เมืองหาดใหญ่ (รวมทั้งโอกาส resettlement)

8 หน่วยงานรับโจทย์จัดการภัยพิบัติด้านน้ำ

คณะผู้ศึกษาชี้ให้เห็นถึงบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ที่จะต้องดำเนินการจัดการภัยพิบัติเรื่องน้ำ แบ่งเป็น 5 หน่วยงาน ดังนี้

(1) กระทรวงมหาดไทย

  • จัดระบบศูนย์ปฏิบัติการในภาวะฉุกเฉิน (EOC) ตาม พ.ร.บ.ป้องกันภัยฯ
  • ศูนย์ปฏิบัติการสำรองกรณีน้ำท่วมใหญ่
  • ระบบข้อมูลทรัพยากรและการแจกจ่ายปัจจัย
  • จัดระบบ Unified Control Center (ศูนย์สั่งการกลางของจังหวัด)
  • ระบบตรวจประเมิน และซักซ้อมแผนการจัดการน้ำท่วม ร่วมกับ สทนช. และ อว.

(2) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

  • เพิ่มสถานีตรวจวัดฝน ระดับน้ำตามลุ่มน้ำย่อย และศักยภาพของหน่วยวิชาการในพื้นที่เพื่อการประเมินสถานการณ์น้ำ
  • ปรับปรุงระบบระบายน้ำให้เต็มความสามารถ แบ่งโซนลุ่มน้ำ คลองร.3 คลองอู่ตะเภา คลอง ร.1
  • จัดทำงบปรับปรุงฉุกเฉินเพื่อซ่อมประตู เครื่องสูบน้ำ ซ่อมจุดอ่อน เชื่อมระบบระบายน้ำกับคลอง ร.3 ร.4 ร.5 ปรับการระบายน้ำคลอง ร.1 ขุดลอดปลายคลองระบายน้ำ ร.1 ร.3 และแก้มลิงคลองเรียนให้แล้วเสร็จก่อนฝนหน้า
  • จัดทำแผนแม่บทการจัดการแก้ไขน้ำท่วมหาดใหญ่
  • ฟื้นฟูศูนย์น้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center (SSWOC)) ที่สำนักชลประทานที่ 16 จ.สงขลา

(3) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

  • เชื่อมระบบการติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำกับการตัดสินใจด้วยเกณฑ์ฝน
  • เพิ่มประสิทธิภาพระบบแจ้งเตือนภัยระดับประเทศ (T-alert) และระดับท้องถิ่น (L-alert) พร้อมระบุแนวปฏิบัติ
  • พัฒนาระบบข้อมูลกลางด้านน้ำและอากาศของหาดใหญ่ และเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานเข้าสู่ One Flood Data System
  • พัฒนา Dashboard หรือแอปพลิเคชันข้อมูลน้ำท่วม รองรับการแจ้งเตือนภัย สั่งการ อพยพ ติดตามผล

(4) กระทรวงสาธารณสุข

  • จัดระบบศูนย์อพยพหลายระดับ เชื่อมโยงจังหวัด เทศบาล อบต. ชุมชน

(5) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

  • ระบบสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน
  • ปรับปรุงระบบสื่อสารที่มั่นคง พร้อมระบบสำรองอื่นๆ

(6) กระทรวงการคลัง

  • กลไกการช่วยเหลือ คน บ้าน ธุรกิจ เพื่อการฟื้นฟู (ยกเว้นดอกเบี้ยและดอกเบี้ยต่ำ) ให้เหมาะสมกับขนาดและประเภทธุรกิจ
  • การจัดตั้งกองทุนพัฒนาฟื้นฟูหาดใหญ่

(7) จังหวัดสงขลา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

  • จัดระบบการสู้ภัย Hatyai Flood Response – ระบบข้อมูล One Data
  • จัดทำคู่มือการทำงาน (SOP) การรับมือน้ำท่วมให้สอดคล้องกับบริบทเมืองหาดใหญ่

(8) กรมอุตุนิยมวิทยา

  • ปรับปรุงระบบทำนายสภาพอากาศให้มีความแม่นยำ โดยเฉพาะในระดับพื้นที่

ส่วนแผนระยะยาวมากกว่า 5 ปี คณะผู้ศึกษาเสนอแนะ 3 แนวทาง เช่น การสร้างกลไกการใช้พื้นที่ต่างๆ ที่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อรองรับภัยด้านน้ำ รวมถึงการจัดผังเมืองให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ที่สำคัญคือประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการภัยพิบัติด้านน้ำ

ทำแผนเร่งด่วนเสนอรัฐบาล

สุดท้าย คณะผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะต่อการดำเนินการจากนี้ไปทั้งหมด 3 ข้อ ดังนี้

  1. ทางจังหวัดสงขลาโดยผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นหัวหน้าคณะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเร่งรัดจัดทำแผนงานโครงการหรือมาตรการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว โดยใช้แนวทางจากหน่วยงานและรายงานสมุดปกขาว “แนวทางการแก้ปัญหา อุทกภัยหาดใหญ่อย่างยั่งยืน” จัดทำโดยคณะกรรมการดำเนินการศึกษาและวางแนวทางการแก้ปัญหาอุทกภัยหาดใหญ่อย่างยั่งยืน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อส่งให้ทางกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเสนอต่อรัฐบาลต่อไป เนื่องจากขณะนี้ ทางรัฐบาลมอบให้คณะทำงาน ที่มี สทนช. เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบด้านการเตรียมความพร้อม(การแจ้งเตือน การเฝ้าระวัง แผนเผชิญเหตุ แผนอพยพ) และด้านแผนงานฯ ป้องกันและลดผลกระทบ รวมทั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบด้านการจัดการในภาวะฉุกเฉิน (รับมือ เผชิญเหตุ อพยพ) และด้านการฟื้นฟู และเยียวยา ซึ่งทางจังหวัดสามารถส่งแผนงานโครงการดังกล่าวผ่านหน่วยงานทั้งสองได้คู่ขนาน ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อรวบรวมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาสนับสนุนต่อไป
  2. ในกรณีที่เป็นแผนงานหรือโครงการเร่งด่วน จังหวัดควรเตรียมข้อมูลพร้อมที่จะของบประมาณสนับสนุน เช่นแบบประมาณการราคา การยินยอมให้ใช้สถานที่ หน่วยงานรับผิดชอบหลัก ให้พร้อมนำเสนอไว้ โดยควรมีการสำรวจจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ จัดทำแบบ และประสานกับ สทนช.ภาค 4 และ ปภ. ในพื้นที่ไว้ด้วย
  3. หน่วยงานกลาง (สทนช. และ ปภ.) ควรรวบรวมข้อมูล แผนงาน โครงการจากหน่วยงานต่างๆ จัดกลุ่มเป็นงานเร่งด่วน และงานที่ต้องไปจัดทำแผนหลักแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ เพื่อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาสนับสนุนทั้งแบบเร่งด่วน และแผนหลักแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่เพื่อขออนุมัติเป็นกรอบในการดำเนินการต่อไป เพื่อสร้างความชัดเจนและความมั่นใจต่อประชาคม และหน่วยงานในการวางแผนดำเนินการต่อไป