ดร.สุทธิ สุนทรานุรักษ์
ฟุตบอลเคยเป็นเรื่องของเมือง ของชุมชน ของสนามเล็กๆ และของเสียงเชียร์ที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น แต่ในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ฟุตบอลค่อยๆ เปลี่ยนไปจากเกมของชุมชนสู่ธุรกิจบันเทิงระดับโลก
วันนี้สโมสรฟุตบอลไม่ได้ขายแค่ตั๋วเข้าชม แต่ขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ขายเสื้อแข่ง ขายสปอนเซอร์ ขายภาพลักษณ์ และขายความฝันให้แฟนบอลทั่วโลก
ความฝันนี้มีพลังมากเพราะแฟนบอลไม่ได้รักสโมสรเหมือนรักสินค้า แต่รักเหมือนรักบ้าน รักเมืองและรักความทรงจำของตัวเอง
นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนเรียกฟุตบอลสมัยใหม่ว่าเป็น The Capital Market of Hope หรือ “ตลาดทุนของความหวัง” เพราะในโลกฟุตบอล ความหวังไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึก แต่มันถูกแปลงเป็นการลงทุน เป็นค่าเหนื่อย เป็นค่าตัวนักเตะ เป็นหนี้ และเป็นรายได้ในอนาคตที่สโมสรเชื่อว่าจะมาถึงปัญหาเริ่มต้นขึ้นเมื่อสโมสรใช้เงินวันนี้โดยหวังว่าความสำเร็จวันหน้าจะจ่ายคืนให้ทั้งหมด
เลสเตอร์ซิตี คือ ภาพสะท้อนที่เจ็บปวดจากแชมป์พรีเมียร์ลีกปี 2016 สู่การตกต่ำจนหล่นไป League One ในเวลาเพียงสิบปี เทพนิยายของเลสเตอร์เคยงดงามมาก ทีมเล็กที่เอาชนะทีมใหญ่ด้วยการค้นหานักเตะที่ตลาดมองข้าม เล่นกันด้วยทีมเวิร์กและด้วยหัวใจของไก่รองบ่อน แต่หลังความสำเร็จ ความคาดหวังสูงขึ้น ค่าเหนื่อยสูงขึ้น ค่าตัวนักเตะสูงขึ้น และแรงกดดันให้รักษาสถานะก็สูงขึ้นตาม
นี่คือ “กับดัก” ของฟุตบอลสมัยใหม่ บางครั้งความสำเร็จไม่ได้จบลงแค่ถ้วยรางวัล แต่มันสร้างต้นทุนใหม่ที่สโมสรต้องแบกต่อไปอีกหลายปี
งานวิจัยด้าน Football Economics อธิบายเรื่องนี้ไว้ชัดเจน เช่น งานของ Storm และ Nielsen เรียกปรากฏการณ์หนึ่งว่า Soft Budget Constraint หมายถึง สโมสรฟุตบอลจำนวนมากใช้เงินเหมือนเชื่อว่าหากล้มจริง คงมีใครสักคนมาช่วยเพราะฟุตบอลไม่ใช่ธุรกิจทั่วไป มีเจ้าของ มีแฟนบอล มีเมือง มีประวัติศาสตร์ และมีแรงกดดันทางสังคม ที่ไม่อยากเห็นสโมสรตาย
แต่ความรักของแฟนบอลไม่ใช่เงินสด เสียงเชียร์ไม่สามารถจ่ายค่าเหนื่อย และประวัติศาสตร์ไม่สามารถชำระหนี้แทนสโมสรได้
ลีดส์ยูไนเต็ด คือ คำเตือนคลาสสิกจนเกิดคำว่า “Doing a Leeds” ในวงการฟุตบอล คำว่า Doing a Leeds หมายถึง การใช้จ่ายเกินตัว โดยหวังว่ารายได้จากอนาคตจะมาช่วยพยุงปัจจุบัน
ลีดส์เคยไปไกลถึงรอบรองชนะเลิศ Champions League แต่เมื่อรายได้จากยุโรปไม่มาตามคาด หนี้ก็ยังอยู่ ค่าเหนื่อยก็ยังอยู่ และความจริงทางการเงินก็เริ่มทำงาน
ผู้สนใจโปรดอ่านบทความของ Chris Burton ใน Goal [https://www.goal.com/en/news/what-does-doing-a-leeds-mean-yorkshire-relegation-woes-explained/blt75f2c69f101fe358]
พอร์ตสมัธมีบทเรียนคล้ายกัน แชมป์ FA Cup ปี 2008 คือ ความทรงจำที่งดงาม แต่หลังม่านแห่งชัยชนะ คือ ภาระค่าเหนื่อและการเงินที่หนักเกินฐานรายได้
ปาร์มาในลีกกัลโช่อิตาลี คือ อดีตทีมที่เคยรุ่งเรืองในยุคทศวรรษ 1990 แต่ต้องพึ่งพาบริษัทแม่อย่าง Parmalat เมื่อบริษัทแม่ล้ม สโมสรก็สั่นคลอนตามไปด้วย
เดปอร์ติโบ เดลา โกรุญญา เคยเป็น Super Depor เคยท้าทาย Real Madrid และ Barcelona เคยยืนอยู่บนเวที Champions League แต่เมื่อรายได้ลด หนี้สะสมและต้นทุนยังสูง ความยิ่งใหญ่ก็กลายเป็นความทรงจำ
งานของ Alaminos และคณะ เรื่อง Why do football clubs fail financially? ชี้ว่า สโมสรที่เสี่ยงทางการเงิน มักมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าเสมอ กล่าวคือ
สภาพคล่องต่ำ หนี้สูง ผลงานตก รายได้ไม่พอต้นทุนและค่าเหนื่อยที่สูงเกินกว่าจะปรับลดทัน ถ้ามองแบบผู้ตรวจสอบนี่คือธงแดงทั้งหมด เพียงแต่ในโลกฟุตบอล หลายครั้งธงแดงถูกกลบด้วยเสียงเชียร์ ความหวัง และความทรงจำของวันชนะ
ฟุตบอลสมัยใหม่จึงสะท้อนด้านหนึ่งของทุนนิยม อย่างน่าสนใจมากเงินช่วยขยายความฝัน แต่เงินก็ขยายความเสี่ยงไปพร้อมกัน สโมสรที่อยากไล่ตามทีมใหญ่ต้องกล้าลงทุน แต่ถ้าลงทุนผิดจังหวะ ผิดขนาด หรือผิดฐานะ ความฝันอาจกลายเป็นหนี้ได้อย่างรวดเร็ว เลสเตอร์ ลีดส์ พอร์ตสมัท ปาร์มา และเดปอร์ติโบ จึงเป็นบทเรียนของฟุตบอลยุคใหม่ที่เติบโตเร็ว ใช้เงินมากและเสี่ยงสูงกว่าเดิม
ฟุตบอลยังควรมีความฝันเพราะถ้าไม่มีความฝัน เลสเตอร์คงไม่มีวันเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก และทีมเล็กคงไม่มีวันที่จะเชื่อว่าปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้จริง
แต่ความฝันที่ดีต้องมีวินัยทางการเงิน มีความกล้าพอที่จะไม่ใช้เงินเกินตัว แม้แฟนบอลจะอยากเห็นทีมบินสูงกว่านี้
สุดท้าย สโมสรฟุตบอลไม่ใช่เพียงสินทรัพย์ของเจ้าของ แต่เป็นความทรงจำของเมือง เป็นบ้านของแฟนบอล และเป็นสถาบันทางสังคมที่มีชีวิต
คำถามสำคัญของฟุตบอลยุคใหม่จึงไม่ใช่เพียงว่า “ฤดูกาลหน้าเราจะชนะได้อย่างไร” แต่คือ “เราจะรักษาสโมสรนี้ให้ยังมีชีวิตอยู่ในอีกยี่สิบปีข้างหน้าได้อย่างไร”
ผู้สนใจเรื่องราวของเลสเตอร์โปรดดู



