
รัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (G20) เห็นพ้องกันเมื่อวันพฤหัสบดี( 16 เมษายน 2569) ถึงความจำเป็นในการให้การสนับสนุนทั้งด้านการเงินและมนุษยธรรมแก่ประเทศยากจนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากผลกระทบต่อเนื่องของสงครามในตะวันออกกลาง
ภายหลังการประชุมที่กรุงวอชิงตัน ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น กล่าวในการแถลงข่าวว่า รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางมี “ความเข้าใจร่วมกัน” ในประเด็นดังกล่าว โดยที่ประชุมยังได้หารือถึงความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลกด้วย
โดยในปีนี้ สหรัฐอเมริกา ดำรงตำแหน่งประธาน G20 และ สก็อตต์ เบสเซนต์ เป็นประธานการประชุม ซึ่งจัดขึ้นนอกรอบการประชุมฤดูใบไม้ผลิของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ ธนาคารโลก
คาตายามะระบุว่า เบสเซนต์ได้กล่าวถึงความเสี่ยงที่ประเทศเปราะบางต้องเผชิญจากผลกระทบของความขัดแย้ง โดยเฉพาะปัญหาความไม่มั่นคงด้านอาหาร ควบคู่กับความเสี่ยงของการขาดแคลนปุ๋ย
นอกจากนี้ คาตายามะยังกล่าวว่า เบสเซนต์ได้อธิบายจุดยืนของสหรัฐต่อสงครามกับอิหร่าน รวมถึงเรียกร้องให้ประเทศสมาชิก G20 ร่วมมือกันในการใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อเตหะราน
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีคลัง G20 ไม่ได้ออกแถลงการณ์ร่วมภายหลังการหารือครั้งนี้

นายกฯ ญี่ปุ่นอัดฉีดเงินช่วยเหลือเอเชีย 1 หมื่นล้านดอลลาร์ รับมือขาดแคลนน้ำมัน
ก่อนหน้านี้ในวันที่ 15 เมษายน รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศ จะจัดสรรเงินสนับสนุนทางการเงินรวม 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ประเทศในเอเชีย เพื่อช่วยให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบได้ท่ามกลางราคาที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากประเทศเหล่านั้นยังคงไหลเข้าสู่ญี่ปุ่นได้อย่างต่อเนื่อง
ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นประกาศแผนความช่วยเหลือ ภายหลังการประชุมออนไลน์กับผู้นำประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะจาก สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) มีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานพลังงานในภูมิภาค ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การปล่อยกู้เพื่อจัดหาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมถึงการขยายคลังสำรองน้ำมัน
“ญี่ปุ่นมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับประเทศในเอเชียผ่านห่วงโซ่อุปทาน และพึ่งพาซึ่งกันและกัน” ทาคาอิจิกล่าวกับผู้สื่อข่าว พร้อมเตือนว่าการขาดแคลนน้ำมันหรือการหยุดชะงักของอุปทานในเอเชียอาจส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมของญี่ปุ่น
ทาคาอิจิระบุว่า วงเงินสนับสนุนดังกล่าวเทียบเท่ากับน้ำมันดิบสูงสุดราว 1.2 พันล้านบาร์เรล ซึ่งคิดเป็นปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 1 ปีของประเทศอาเซียน
ญี่ปุ่นนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงสินค้าที่ใช้ในสถานพยาบาล ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคมีปริมาณสำรองน้ำมันจำกัด ทำให้เกิดความกังวลว่าการขาดแคลนอุปทานอาจกระทบต่อการส่งออกมายังญี่ปุ่นในที่สุด
ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสงคราม ซึ่งนำไปสู่การปิดกั้น ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางสำคัญของการขนส่งพลังงานโลก ได้เพิ่มความกังวลให้กับบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกี่ยวกับความสามารถในการชำระค่านำเข้า
แหล่งข่าวรัฐบาลระบุว่า ญี่ปุ่นมีเป้าหมายรับมือความเสี่ยงดังกล่าวผ่านการสนับสนุนทางการเงิน รวมถึงการปล่อยกู้ผ่าน ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan Bank for International Cooperation:JBIC)
นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นยังเน้นย้ำว่า มาตรการช่วยเหลือครั้งนี้ไม่รวมถึงการจัดส่งน้ำมันดิบโดยตรงจากคลังสำรองของญี่ปุ่น จึงจะไม่ส่งผลกระทบต่ออุปทานภายในประเทศ
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง ได้มีการสำรองน้ำมันไว้ในประเทศในระดับมาก
ประเทศที่เข้าร่วมการประชุมผู้นำผ่านระบบออนไลน์ภายใต้การนำของญี่ปุ่น ได้แก่ ออสเตรเลีย บังกลาเทศ บรูไน กัมพูชา ติมอร์-เลสเต อินเดีย อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ศรีลังกา ไทย และเวียดนาม
ภายหลังการประชุม รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกแถลงการณ์ในฐานะประธาน โดยระบุว่า ผู้เข้าร่วม “ยอมรับร่วมกันว่าเอเชียเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” และเห็นพ้องถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยของเส้นทางดังกล่าว
รมว.คลัง–ผู้ว่าฯ ธนาคารกลาง G7 เตือนเร่งจำกัดต้นทุนเศรษฐกิจโลกจากสงครามตะวันออกกลาง
รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) ออกโรงเตือนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจำกัดผลกระทบทางเศรษฐกิจโลกจากสงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ
ในแถลงการณ์ภายหลังการประชุมที่กรุงวอชิงตัน บรรดารัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลาง G7 พร้อมด้วยผู้บริหารของ ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency:IEA) ระบุว่า “มีความจำเป็นเร่งด่วนในการจำกัดต้นทุนต่อเศรษฐกิจโลกจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ” ในตะวันออกกลาง
การประชุม G7 ครั้งนี้มี สก็อตต์ เบสเซนต์ เข้าร่วม พร้อมด้วยรัฐมนตรีจากเยอรมนี ญี่ปุ่น แคนาดา อิตาลี สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป โดยเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก่อนข้อตกลงหยุดยิงระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน จะสิ้นสุดลง
แถลงการณ์ยังเน้นย้ำว่า “ยิ่งกว่าช่วงเวลาใด ๆ ความร่วมมือและการประสานงานระหว่างประเทศสมาชิก G7 ยังคงเป็นประเด็นสำคัญในการรับมือผลกระทบด้านเศรษฐกิจและพลังงานจากวิกฤติครั้งนี้”
ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ผู้บริหาร สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ ได้ออกมาเตือนว่า ยุโรปอาจมีเชื้อเพลิงเครื่องบิน (jet fuel) เหลือใช้อีกเพียง “ประมาณ 6 สัปดาห์” เท่านั้น สะท้อนความตึงตัวของอุปทานพลังงานที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้ง



