
ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank:ADB) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากแรงกดดันภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงานและกระทบการค้าโลก แต่ยังมองว่าไทยและภูมิภาคเข้าสู่ช่วงดังกล่าวจาก “ฐานที่แข็งแกร่ง” และมีโอกาสฟื้นตัวได้ในปี 2570
วันที่ 21 เมษายน 2569 ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย จัดบรรยายสรุปแก่สื่อมวลชน เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกและข้อมูลอัปเดตที่สำคัญเกี่ยวกับข้อค้นพบหลักจากรายงานเศรษฐกิจหลักของ ADB หรือ Asian Development Outlook (ADO) ฉบับเดือนเมษายน 2569 ซึ่งได้เผยแพร่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา โดย แอรอน แบทเท็น ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย อันนา ฟิงค์ เศรษฐกรอาวุโส สุวิดา กิ่งเมืองเก่า หัวหน้าทีมปฏิบัติงานโครงการ ประจำประเทศไทย และชิดชนก อันโนนจารย์ เศรษฐกร

ต้องเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว
แอรอน แบทเท็น ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ปี 2569 ท่ามกลางแรงกดดันสำคัญหลายประการ และกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่ท้าทาย โดยเฉพาะการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันก็เกิดความปั่นป่วนต่อการค้าโลก ซึ่งเริ่มส่งผลต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อกระแสการท่องเที่ยวเริ่มชะลอตัวลง
ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีความท้าทายอย่างมาก และ ADB คาดว่าอัตราการเติบโตในปีนี้จะชะลอลงในระดับหนึ่งจากผลกระทบดังกล่าว
“อย่างไรก็ตาม ผมขอย้ำอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลานี้จาก “จุดแข็ง” ที่สำคัญ กล่าวคือ ประเทศไทยมีตลาดทุนที่ลึกและมีประสิทธิภาพ มีโครงสร้างการค้าในระดับโลกและภูมิภาคที่หลากหลาย และยังคงเป็นผู้นำในภูมิภาคด้านการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่และเทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีดิจิทัล” แอรอนกล่าวและว่า ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเปิดโอกาสสำคัญให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า
สาระสำคัญที่ต้องการสื่อในรายงาน ADO ปีนี้สำหรับประเทศไทย คือ เส้นทางสู่การเติบโตของรายได้อย่างยั่งยืนอยู่ที่ “ผลิตภาพ” ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทราบกันดี
ดังนั้น การเพิ่มรายได้ต่อหัวและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จำเป็นต้องอาศัยการยกระดับผลิตภาพของเศรษฐกิจไทย
“เรากำลังเริ่มเห็นสัญญาณของวาระการปฏิรูปที่มีการตั้งเป้าหมายให้สูงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) การส่งเสริมภาคเกษตรธุรกิจ และการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานหมุนเวียน” แอรอนกล่าวและว่า หากมาตรการเหล่านี้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยก็มีศักยภาพที่จะฟื้นตัวกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในปี 2570 และในระยะต่อไป

ภูมิภาคนี้ก้าวเข้าสู่ช่วงวิกฤติจาก “ฐานที่แข็งแกร่ง”
อันนา ฟิงค์ เศรษฐกรอาวุโสกล่าวว่า การคาดการณ์สำหรับช่วงสองปีข้างหน้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางถือเป็นปัจจัยหลักที่อยู่ศูนย์กลางของการประเมินของ ADB
“อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่า ภูมิภาคนี้กำลังก้าวเข้าสู่วิกฤติจาก “ฐานที่แข็งแกร่ง” โดยในปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจเติบโตที่ 5.4% และอัตราเงินเฟ้อลดลงมาอยู่ที่ 3% ในปี 2568
ADB ได้จัดทำประมาณการสำหรับปี 2569 และ 2570 ภายใต้สมมติฐาน “สถานการณ์การฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว” (early stabilization scenario) ซึ่งได้สรุปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยภายใต้สมมติฐานนี้ คาดว่าอัตราการเติบโตจะชะลอลงมาอยู่ที่ 5.1% ในปี 2569 และ 2570
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แนวโน้มได้ปรับตัวแย่ลง และกำลังเผชิญกับความเป็นไปได้ที่ผลกระทบจากความขัดแย้งจะยืดเยื้อกว่าที่คาด
ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากความปั่นป่วนยืดเยื้อเป็นเวลาหนึ่งปี คาดว่าอัตราการเติบโตของภูมิภาคจะลดลง 1.3 จุด และอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.2 จุด

อันนากล่าวว่า ความเสี่ยงด้านลบ (downside risk) ยังมีอยู่หลายประการ เช่น ความเป็นไปได้ของมาตรการภาษีใหม่ที่อาจกระทบการค้า และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการปรับฐานอย่างรวดเร็วของมูลค่าหุ้น ซึ่งอาจเกิดจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หรือจากการปรับมูลค่าหุ้นในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอีกความเสี่ยงหนึ่งคือ การชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังพัฒนา ภูมิภาคนี้ยังคงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียแปซิฟิก
ภายใต้สมมติฐานการฟื้นตัวเร็ว ADB คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 4.7% ในปี 2569 และเพิ่มเป็น 4.8% ในปี 2570 โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตมาจากอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาครัฐ
ในภาพรวมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นภูมิภาคที่มีพลวัตสูงและยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก และจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปี 2568 ที่อัตราเงินเฟ้อลดลง ก็ยิ่งช่วยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทำให้ภูมิภาคนี้เป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนสำคัญของโลก
อย่างไรก็ตาม ทุกประเทศยังคงเผชิญแรงกระแทกจากภายนอกที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งผลกระทบต่อแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับระดับการพึ่งพาการค้า ความอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน ความแข็งแกร่งของอุปสงค์ภายในประเทศ การพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โครงสร้างห่วงโซ่มูลค่าการค้า ตลอดจนระดับความเปราะบางของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ
ADB ได้จัดกลุ่มประเทศตามลักษณะการตอบสนองต่อปัจจัยดังกล่าว ออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1) Recovering ฟื้นตัว 2) Resilient แข็งแกร่ง 3) Softening /Moderating ชะลอตัว/โตปานกลาง และ 4) Fragile เปราะบาง
บรูไนเป็นประเทศเดียวที่อยู่ในกลุ่ม Recovering คาดว่าเศรษฐกิจจะค่อย ๆ ฟื้นตัวในปีนี้ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการผลิตไฮโดรคาร์บอนที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ
อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และติมอร์-เลสเต คาดว่าจะยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนภาครัฐ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สำหรับกัมพูชา มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม คาดว่าจะเห็นการเติบโตชะลอตัวลง ส่วนหนึ่งมาจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแอลง และต้นทุนจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ สปป.ลาว และเมียนมา ยังเผชิญความเปราะบางในระดับสูง โดยเมียนมามีความเสี่ยงจากความไม่มั่นคงทางการเมืองต่อเนื่อง ส่วนลาวเผชิญแรงกดดันด้านการคลังอย่างต่อเนื่อง

ในด้านเงินเฟ้ออันนากล่าวว่า หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชะลอลงในปีที่ผ่านมา ขณะนี้แรงกดดันด้านราคากำลังเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผ่านไปยังต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม คาดว่าแรงกดดันดังกล่าวจะเริ่มผ่อนคลายในปี 2027
ทั้งนี้ ยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้งในปัจจุบัน หากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนาน ผลกระทบก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น และการฟื้นตัวก็จะยิ่งลึกและใช้เวลานานมากขึ้นตามไปด้วย

ไทยยังมีจุดแข็งสำคัญ
ด้าน ชิดชนก อันโนนจารย์ เศรษฐกร กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยว่า ภายใต้สมมติฐาน “สถานการณ์การฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว” (early stabilization scenario) คาดว่าปี 2569 จะชะลอตัวลงก่อน และมีโอกาสกลับมาดีขึ้น ในปี 2570 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก มาจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นสำคัญ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่กระทบต้นทุนการผลิต (ปิโตรเคมี, ปุ๋ย) และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
“ในปีหน้าถ้าสถานการณ์สามารถคลี่คลายได้ ก็จะทําให้เศรษฐกิจสามารถขยับขึ้นได้ 2% ซึ่งจะได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นอกประเทศ ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และภาวะการค้าการลงทุนของโลก”
ด้านการท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) จากยุโรปเริ่มชะลอตัวเพราะค่าตั๋วแพงและการเปลี่ยนเส้นทางการบิน แต่ได้นักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มกลับมาช่วยพยุงไว้ ทำให้ภาพรวมการท่องเที่ยวยังอยู่ในระดับที่ประคองตัวได้ (Stable)
การส่งออก ชะลอตัวตามภาวะการค้าโลก ยกเว้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวกับ AI ที่ยังขยายตัวได้ดี


หนึ่งในข้อกังวลที่สำคัญคือ “แรงส่งจากนโยบายการคลัง” เนื่องจากปัจจุบันภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณค่อนข้างมาก โดยเฉพาะระดับหนี้สาธารณะที่ขยับขึ้นไปแตะ 66% ทำให้รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเข้มงวด
“ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในลักษณะของมาตรการรัฐ คือ เน้นการช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่ม (Well-targeted) นโยบายในช่วงนี้ไม่ได้เป็นแบบเหมาเข่งหรือเปิดกว้าง (Open-ended) เหมือนแต่ก่อน แต่จะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่เดือดร้อนจริงๆ นอกจากนี้ มีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนทุกมาตรการจะมีการระบุวันสิ้นสุดโครงการที่แน่นอน เช่น การเพิ่มเงินสวัสดิการจาก 300 เป็น 400 บาท หรือโครงการสินเชื่อต่างๆ ที่มีระยะเวลาจำกัด เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณในระยะยาว” ชิดชนกกล่าว


“ในมุมมองของ ADB เราเห็นว่าแนวทางนี้มีความสมเหตุสมผลและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน การออกมาตรการพยุงค่าครองชีพที่มีกรอบเวลาชัดเจนและมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลเองก็ยังสามารถทบทวนและปรับเปลี่ยนนโยบายได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป” ชิดชนกกล่าว
สำหรับประมาณการเศรษฐกิจไทย ชิดชนกกล่าวว่า คาดการณ์ไว้ที่ 1.8% ซึ่งค่อนข้างดีกว่าตัวเลขของหลายสถาบัน เนื่องจาก ADB สรุปประมาณการ ณ วันที่ 10 มีนาคม ซึ่งตอนนั้น ADB ประเมินสถานการณ์ ไว้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะสิ้นสุดได้ภายใน 1-2 เดือน แต่เผยแพร่รายงานคาดการณ์เศรษฐกิจวันที่ 10 เมษายน
ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อ หากพิจารณาจากปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จะเห็นว่าตัวเลขล่าสุดยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ -0.08% ซึ่งถือว่าอยู่ในแดนลบ สาเหตุหลักเป็นเพราะไทยเริ่มมาจากฐานที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ส่งผลให้เมื่อเทียบกับเงินเฟ้อโลกแล้ว เงินเฟ้อของไทยจึงยังดูไม่สูงนัก
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ฉากทัศน์ (Scenario) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ADB ได้จัดทำคาดการณ์โดยคำนึงถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในต่างประเทศไว้บางส่วนแล้ว โดยในปี 2569 คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.3% ส่วนปี 2570 คาดว่าจะค่อย ๆ ชะลอตัวลงไปอยู่ที่ระดับ 1%
ชิดชนกกล่าวว่า เสถียรภาพต่างประเทศ ยังเป็นจุดแข็งของประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเกินดุลมาค่อนข้างจะนาน แม้การเกินดุลลดลงในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา แต่ก็นับว่าสูงเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ อีกทั้งระดับเงินสํารองระหว่างประเทศก็ค่อนข้างสูง และเพียงพอที่จะจ่ายหนี้ต่างประเทศทั้งหนี้ระยะสั้นเอง รวมไปถึงค่าสินค้านําเข้า
ในด้านการลงทุน หากไม่มีปัจจัยลบจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาพรวมถือว่ามีแนวโน้มที่สดใสมาก แม้ที่ผ่านมาสัดส่วนการลงทุนในประเทศต่อ GDP จะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ แต่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยเฉพาะในส่วนของ FDI (เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ)


จุดที่น่าสนใจคือเม็ดเงินที่เข้ามาเริ่มเปลี่ยนจากเพียงแค่การอนุมัติโครงการ (BOI Approval) มาเป็น “เงินลงทุนที่ไหลเข้ามาจริง” (Actual Flows) ในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เราพยายามส่งเสริม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)
“หากไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันจากปัจจัยภายนอก เชื่อว่าเราจะเห็นเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากเรามีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่โดดเด่น และมีบรรยากาศการลงทุนที่มีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค
นอกจากนี้ ในยุคที่นักลงทุนมุ่งเน้นเทคโนโลยีขั้นสูงและ AI ปัจจัยเรื่อง “ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitical Tensions) ได้กลายเป็นประเด็นหลักที่นักลงทุนใช้ตัดสินใจ ซึ่งประเทศไทยได้รับอานิสงส์ในฐานะประเทศที่มีความสงบและมีความเสี่ยงต่อความขัดแย้งทางอาวุธต่ำ ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นที่จะเลือกเป็นฐานการลงทุนที่ปลอดภัยในระยะยาวครับ
แก้โจทย์โครงสร้าง: ผลิตภาพ–แรงงาน–R&D
แม้ในระยะสั้นจะเห็นสัญญาณบวกจากการลงทุน แต่ในระยะปานกลางถึงระยะยาว ประเทศไทยยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนี้
1. ภาวะตึงตัวของตลาดแรงงาน (Tight Labor Market) แม้ตัวเลขการว่างงานของไทยจะอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสะท้อนถึงเสถียรภาพในปัจจุบัน แต่ในทางกลับกัน ตลาดแรงงานที่ตึงตัวมากอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในอนาคต หากไม่มีบุคลากรที่มีทักษะเพียงพอที่จะเข้าไปรองรับใน Sectors ใหม่ๆ หรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้น
2. การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาต่ำ (R&D Gap) ข้อมูลจาก World Bank ระบุว่า การลงทุนด้าน R&D ของประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นยังอยู่ในระดับต่ำ และที่น่ากังวลกว่าคือมีแนวโน้มลดลง ซึ่งเป็นภาพที่ขัดแย้งกับนโยบายภาครัฐที่พยายามดึงดูดอุตสาหกรรมไฮเทค หากไม่มีการวิจัยและพัฒนาที่เข้มแข็ง การจะก้าวไปสู่การเป็นเศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีอย่างเต็มตัวก็จะเป็นไปได้ยาก
3. การยกระดับผลิตภาพ (Productivity Improvement) ปัจจัยชี้ขาดที่จะทำให้ไทยดึงดูดนักลงทุนได้ในระยะยาวคือการพัฒนา Productivity ซึ่งปัจจุบันพบประเด็นที่น่าสนใจ คือ อัตราการเติบโตต่ำ ผลิตภาพแรงงานไทยเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด ภาคการผลิตถดถอย แม้ภาคการผลิต (Manufacturing) จะเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย แต่ผลิตภาพในภาคส่วนนี้กลับลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งเทคโนโลยีที่เริ่มล้าสมัยและจำนวนแรงงานที่ลดลงตามโครงสร้างประชากร
“ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมใน 2 ด้านหลัก คือการแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพในทุกภาคส่วน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลก็ให้ความสําคัญ เช่น ที่มี BOI Fast Pass ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทําให้การลงทุนในประเทศไทยน่าดึงดูดมากขึ้น รวมไปถึงการที่พยายามจะทําให้ SME มีความเข้มแข็งมากขึ้นผ่านช่องทางต่างๆ ก็น่าจะช่วยส่งเสริมให้ภาวะแวดล้อมภาพรวมของการลงทุนในไทยได้ดี” ชิดชนกกล่าว


ในช่วงถามตอบ ได้มีคำถามจากสื่อว่า ADB มีมุมมองอย่างไรต่อการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75%
แอรอนตอบว่า โดยหลักแล้ว แต่ละประเทศย่อมมีกรอบวินัยการคลังของตนเอง ซึ่งมีความสำคัญในการเป็น “หลักยึด” สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐ
สำหรับประเทศไทย ขณะนี้กำลังเผชิญโจทย์สำคัญคือ ต้องเร่งการเติบโตและเพิ่มการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมี “พื้นที่ทางการคลัง” (fiscal space) เพื่อรองรับการดำเนินนโยบายดังกล่าว
การตัดสินใจปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจึงเป็นเรื่องของรัฐบาลไทยโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่อยากเน้นคือ หากทรัพยากรจากการกู้ยืมสามารถนำไปใช้ในโครงการลงทุนที่มี “ผลกระทบสูง” (high-impact investments) ก็จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงช่วยยกระดับผลิตภาพของประเทศ
และปัจจัยดังกล่าวจะเป็นหัวใจสำคัญต่อความยั่งยืนของฐานะการคลังในระยะยาว ดังนั้น เรื่องนี้จึงต้องอาศัยการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ แต่ในฐานะสถาบันพัฒนา พร้อมสนับสนุนกระบวนการตัดสินใจของภาครัฐในเรื่องนี้
คำถามต่อมา สิ่งที่ ADB กังวลคือ ประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐของไทยใช่หรือไม่
แอรอนกล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว ทุกประเทศต่างให้ความสำคัญกับ “ประสิทธิภาพของการลงทุนภาครัฐ” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะสามารถแปลงไปสู่การเพิ่มผลิตภาพและการเติบโตในระยะยาวได้มากน้อยเพียงใด
สำหรับประเทศไทย โดยภาพรวมถือว่าระบบภาครัฐมีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน
ในด้านรายได้ภาษี ระดับการจัดเก็บภาษีของไทยยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน ขนาดของการขาดดุลการคลังโดยรวมก็ไม่ได้อยู่ในระดับสูงมาก
ดังนั้น หากพิจารณาในภาพรวม ตัวชี้วัดด้านการคลังของไทยยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งก็เป็นประเด็นสำคัญที่ International Monetary Fund (IMF) ได้สะท้อนในรายงานประเมินล่าสุดเกี่ยวกับประเทศไทย โดยชี้ว่า ความเสี่ยงด้านปัญหาหนี้สาธารณะของไทยยังอยู่ในระดับต่ำมาก
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปข้างหน้า ยังมีพื้นที่สำหรับการปรับปรุงอีกมาก โดยเฉพาะการมุ่งเน้นไปที่วาระการปฏิรูปสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในทักษะแรงงาน การลงทุนด้านเทคโนโลยี และการยกระดับระบบการศึกษา เพื่อแก้ไขปัญหาช่องว่างด้านทักษะ (skills gap) ที่ยังคงมีอยู่ในหลายอุตสาหกรรมเกิดใหม่
รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยีให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้การใช้จ่ายภาครัฐสอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจในระยะยาว

คำถามต่อมา ระหว่าง “หนี้ครัวเรือน” และ “ผลิตภาพ (Productivity)” ที่รายงาน ADO ระบุว่าเป็นสองประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจไทยนั้น อะไรมีน้ำหนักต่อเศรษฐกิจมากกว่ากัน
ชิดชนกตอบว่า การพิจารณาความสำคัญระหว่างการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการเพิ่มผลิตภาพ ต้องแบ่งมุมมองตาม กรอบระยะเวลา (Time Frame) เนื่องจากทั้งสองเรื่องมีความสำคัญในมิติที่ต่างกัน โดยในระยะสั้นต้องประคองสภาพคล่องและแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะหนี้ครัวเรือน ของไทยอยู่ในระดับสูงและลดลงได้ยาก ปัญหานี้จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้อง “ช่วยที่ปลายเหตุ” ก่อน ด้วย การเติมสภาพคล่อง เพื่อให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจรายย่อยสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไปได้
ใน ระยะยาว คือ การสร้างรายได้ที่ยั่งยืนผ่านผลิตภาพ (Productivity) โดยหากจะแก้ปัญหาหนี้ให้จบอย่างถาวร หัวใจสำคัญคือ “รายได้” เพราะหากไม่มีรายได้ที่เพียงพอก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งรายได้ในระยะยาวจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อมีผลิตภาพที่สูงขึ้น โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือ
การปฏิรูประบบการศึกษา (Education Reform) ต้องปรับปรุงระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับเทรนด์การลงทุนในอนาคต (เช่น AI, Green Energy) เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะตรงตามที่ตลาดโลกต้องการ
การแก้ปัญหา Skill Mismatch (ทักษะไม่ตรงงาน) ปัญหาใหญ่ในตลาดแรงงานไทย เมื่อทักษะของแรงงานไม่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจใหม่ๆ ทำให้แรงงานไม่สามารถเรียกค่าตัวหรือขยับฐานรายได้ให้สูงขึ้นได้
“ในระยะยาว ถ้าจะให้เศรษฐกิจยั่งยืน คนอยู่ดีกินดี productivity ก็จะสําคัญกว่า ส่วนหนี้ครัวเรือนต้องแก้ต่อเนื่อง” ชิดชนกกล่าว
ชิดชนกกล่าวต่อวา่ การลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI หรือ Data Center มีลักษณะเป็น Capital Intensive (ใช้เงินทุนสูง) แต่ไม่ได้พึ่งพาการจ้างงานจำนวนมาก (Labor Intensive) เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม ประเด็นนี้จึงนำมาสู่ความท้าทายสำคัญของโครงสร้างแรงงานไทย
ปัจจุบันแรงงานไทยกระจายตัวอยู่ใน 2 กลุ่มหลัก คือ ภาคเกษตรกรรม มีสัดส่วนสูงถึงกว่า 30% ภาคบริการดั้งเดิม ซึ่งเน้นการใช้แรงงานทักษะทั่วไป
แม้จะมีการลงทุนใหม่ๆ เข้ามา แต่การจ้างงานมักกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม High Skill (แรงงานทักษะสูง) เท่านั้น ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศกับโอกาสในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
“ดังนั้นผู้ที่อยู่ในตลาดแรงงานปัจจุบัน ต้อง upskill เพื่อให้สอดคล้อง หรือผู้ประกอบการที่อยู่ในภาคบริการแบบเดิมหรือภาคเกษตร ก็ต้องยกระดับตัวเองเหมือนกัน รายได้จะไปได้สูงขึ้น” ชิดชนกกล่าว
อันนากล่าวเสริมว่า ในบทวิเคราะห์ของรายงาน ADO ให้ความสำคัญอย่างมากกับความจำเป็นในการยกระดับ “ผลิตภาพ” เนื่องจากเป็นปัจจัยหลักในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ขอย้ำว่า การเสริมสร้าง “ความยืดหยุ่นต่อแรงกระแทก” (resilience) ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน
ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจหลักของภูมิภาค และมีตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ภายในสมาคมอาเซียน ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ “เรามองว่านี่คือจุดแข็งที่ไทยสามารถใช้ต่อยอด เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจ ผ่านความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค”
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ การลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากน้ำท่วมและการบริหารจัดการน้ำ ดังนั้น จึงเสนอแนวทางเชิงยุทธศาสตร์แบบ “สองแกนหลัก” ด้านหนึ่ง คือ การส่งเสริมเครื่องยนต์การเติบโตของเศรษฐกิจ อีกด้านหนึ่ง คือ การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของประเทศไทยต่อความเสี่ยงและแรงกระแทกในรูปแบบต่าง ๆ



