
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เตือนถึง ‘ความไม่สมดุลทางภูมิอากาศ’ ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศโลกที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง กำลังเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการทำลายสถิติความร้อนทั้งบนบกและในมหาสมุทร ซึ่งจะส่งผลกระทบที่ยืนยาวต่อมนุษยชาติ
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) หน่วยงานด้านสภาพอากาศแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า ภูมิอากาศของโลกในขณะนี้ขาดสมดุลมากยิ่งกว่าช่วงเวลาใดๆ ในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกมา เนื่องจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกได้ผลักดันให้ชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงทำให้น้ำแข็งละลายด้วย การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและเกิดขึ้นในวงกว้างเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา แต่จะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อไปอีกเป็นเวลาหลายร้อยปี หรืออาจยาวนานถึงหลายพันปี
- รายงานสถานการณ์สภาพภูมิอากาศของ WMO ยืนยันว่าช่วงปี 2015-2025 เป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์
- ความไม่สมดุลของพลังงานบนโลกสูงที่สุดในรอบ 65 ปี
- มหาสมุทรดูดซับพลังงานประมาณ 18 เท่าของการใช้พลังงานของมนุษย์ในแต่ละปีตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา
- สภาพอากาศสุดขั้วส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านและสร้างความเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์
รายงานสภาวะภูมิอากาศโลกประจำปี 2025 (State of the Global Climate 2025) ของ WMO ยืนยันว่า ช่วงปี 2015–2025 เป็นช่วงเวลา 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ และปี 2025 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสองหรือสาม โดยมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยของช่วงปี 1850–1900 อยู่ที่ประมาณ 1.43 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก ทั้งคลื่นความร้อนที่รุนแรง ฝนตกหนัก และพายุหมุนเขตร้อน ต่างสร้างความปั่นป่วนและความเสียหายอย่างหนัก อีกทั้งยังตอกย้ำให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจและสังคมที่เชื่อมโยงถึงกัน
มหาสมุทรยังคงอุ่นขึ้นและดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา มหาสมุทรได้ดูดซับพลังงานเทียบเท่ากับประมาณ 18 เท่า ของพลังงานที่มนุษย์ใช้ในแต่ละปี รายงานระบุว่า ขอบเขตของน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกรายปีลดลงจนเกือบแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนน้ำแข็งในทะเลแอนตาร์กติกต่ำสุดเป็นอันดับสาม และธารน้ำแข็งยังคงละลายต่อไปอย่างไม่หยุด
“สภาวะภูมิอากาศโลกกำลังอยู่ในสภาวะฉุกเฉิน โลกของเรากำลังถูกผลักดันให้เกินขีดจำกัด และดัชนีชี้วัดสภาพภูมิอากาศที่สำคัญทุกตัวกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยในระดับสีแดง” นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติกล่าว
“มนุษยชาติเพิ่งเผชิญช่วงเวลา 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ และเมื่อประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมถึง 11 ครั้ง มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป แต่นี่คือเสียงเตือนให้เราต้องลงมือทำ” นายกูเตอร์เรสกล่าว

รายงานสภาวะภูมิอากาศโลก (State of the Global Climate) ซึ่งเป็นรายงานฉบับสำคัญของ WMO เผยแพร่เนื่องใน วันอุตุนิยมวิทยาโลก (23 มีนาคม) โดยในปีนี้จัดทำขึ้นภายใต้หัวข้อ “เฝ้าสังเกตวันนี้ เพื่อปกป้องวันพรุ่งนี้” (Observing Today, Protecting Tomorrow)
นับเป็นครั้งแรกที่รายงานฉบับนี้ได้บรรจุเรื่อง ‘ความไม่สมดุลทางพลังงานของโลก’ (Earth’s energy imbalance) ให้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญทางภูมิอากาศ
สมดุลพลังงานของโลกคือการวัดอัตราส่วนระหว่างพลังงานที่ไหลเข้าและไหลออกจากระบบของโลก ภายใต้สภาวะภูมิอากาศที่คงที่ พลังงานที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ควรจะมีปริมาณใกล้เคียงกับพลังงานที่โลกคายออกไป
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อน ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) มีเทน (CH₄) และ ไนตรัสออกไซด์ (N₂O) ซึ่งพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบอย่างน้อย 800,000 ปี ได้ทำลายสภาวะสมดุลนี้ลง
ความไม่สมดุลทางพลังงานของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติในปี 1960 โดยเฉพาะในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และได้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ในปี 2025
“ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้เราเข้าใจถึงความไม่สมดุลทางพลังงานของโลก รวมถึงความจริงที่โลกและภูมิอากาศของเรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ได้ดียิ่งขึ้น” เซเลสเต เซาโล เลขาธิการ WMO กล่าว “กิจกรรมของมนุษย์กำลังเข้าไปกวนสมดุลตามธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ และเราจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลกระทบเหล่านี้ไปอีกหลายร้อยหรือหลายพันปี”
“ในชีวิตประจำวันของเรา สภาพอากาศได้ทวีความรุนแรงสุดขั้วมากขึ้น โดยในปี 2025 คลื่นความร้อน ไฟป่า ภัยแล้ง พายุหมุนเขตร้อน พายุฝน และน้ำท่วม ได้คร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันราย ส่งผลกระทบต่อประชากรหลายล้านคน และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลนับหลายพันล้านดอลลาร์” เซาโล กล่าว
อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศรวมถึงบริเวณใกล้พื้นผิวโลกที่สูงขึ้น (อุณหภูมิที่มนุษย์รู้สึกได้) นั้น คิดเป็นเพียง 1% ของพลังงานส่วนเกินทั้งหมดเท่านั้น ในขณะที่อีกประมาณ 5% ถูกกักเก็บไว้ในมวลภาคพื้นทวีป
ความร้อนส่วนเกินมากกว่า 91% ถูกกักเก็บไว้ในมหาสมุทร ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ตัวกันชน” (Buffer) หลักที่ช่วยรั้งไม่ให้อุณหภูมิบนบกพุ่งสูงไปมากกว่านี้ ทั้งนี้ ปริมาณความร้อนในมหาสมุทรพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของความร้อนในมหาสมุทรได้เร่งตัวขึ้นกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบระหว่างช่วงปี 1960–2005 กับช่วงปี 2005–2025
นอกจากนี้ พลังงานส่วนเกินอีก 3% ถูกใช้ไปกับการทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและละลายน้ำแข็ง แผ่นน้ำแข็งทั้งในแอนตาร์กติกาและกรีนแลนด์ต่างสูญเสียมวลอย่างมีนัยสำคัญ โดยขอบเขตน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกเฉลี่ยรายปีของปี 2025 ต่ำสุดเป็นอันดับหนึ่งหรือสองเท่าที่มีการบันทึกมาในยุคดาวเทียม ยิ่งไปกว่านั้น ยังเกิดการสูญเสียมวลธารน้ำแข็งอย่างรุนแรงในไอซ์แลนด์และตามชายฝั่งแปซิฟิกของอเมริกาเหนือในปี 2025 อีกด้วย
การที่มหาสมุทรอุ่นขึ้นและการละลายของน้ำแข็งกำลังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้นในระยะยาว ซึ่งอัตราการเพิ่มขึ้นนี้ได้เร่งตัวเร็วขึ้นนับตั้งแต่เริ่มมีการตรวจวัดด้วยดาวเทียมในปี 1993
คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ( Intergovernmental Panel on Climate Change :IPCC) คาดการณ์ว่า การอุ่นขึ้นของมหาสมุทรและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจะยังคงต่อเนื่องไปอีกหลายศตวรรษ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมหาสมุทร รวมถึงค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ในมหาสมุทรลึก ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ ไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้ ในช่วงเวลาหลักร้อยถึงหลักพันปี
รายงานฉบับนี้ยังมาพร้อมกับ แผนที่เรื่องราวแบบโต้ตอบ (Interactive Story Map) และมีภาคผนวกพิเศษที่เน้นย้ำเรื่องเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว โดยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นทอดๆ (Cascading Impacts) ซึ่งรวมถึงปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารและการพลัดถิ่นของประชากร
รายงานฉบับนี้มีบทเฉพาะที่ว่าด้วย “ภูมิอากาศและสุขภาพ” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้น รูปแบบของฝนที่เปลี่ยนแปลงไป และสภาวะสุดขั้วต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่และช่วงเวลาที่ความเสี่ยงด้านสุขภาพจะปรากฏขึ้น รวมถึงความรุนแรงของโรค และกลุ่มประชากรที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากที่สุด
รายงานได้ยกตัวอย่างที่สำคัญคือ โรคไข้เลือดออก (ซึ่งแพร่ระบาดโดยมียุงเป็นพาหะ) และ ภาวะเครียดจากความร้อน (Heat Stress) พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่าการใช้ข้อมูลภูมิอากาศ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และบริการด้านภูมิอากาศแบบบูรณาการเพื่อสุขภาพ จะสามารถช่วยปกป้องผู้คนในโลกที่กำลังร้อนขึ้นได้
“และในยุคแห่งสงครามนี้ วิกฤติภูมิอากาศยังได้เปิดเผยความจริงอีกประการหนึ่ง นั่นคือ การเสพติดเชื้อเพลิงฟอสซิลของเรากำลังบ่อนทำลายทั้งเสถียรภาพทางภูมิอากาศและความมั่นคงของโลก รายงานนี้ควรมาพร้อมกับฉลากเตือนว่า: ความโกลาหลทางภูมิอากาศกำลังเร่งตัวขึ้น และการผัดวันประกันพรุ่งคือความตาย” นายกูเตอร์เรส กล่าว
รายงานสภาวะภูมิอากาศโลกประจำปี 2025 (State of the Global Climate report 2025) จัดทำขึ้นโดยอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จากหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาแห่งชาติ ศูนย์ภูมิอากาศภูมิภาคของ WMO พันธมิตรจากสหประชาชาติ และผู้เชี่ยวชาญอีกหลายสิบคน
“รายงานสภาวะภูมิอากาศโลกของ WMO มีเป้าหมายเพื่อให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดหลักของวันอุตุนิยมวิทยาโลก เพราะเมื่อเราทำการตรวจวัดและเฝ้าสังเกตในวันนี้ เราไม่ได้เพียงแค่พยากรณ์อากาศเท่านั้น แต่เรากำลังปกป้องวันพรุ่งนี้ ปกป้องผู้คนในวันหน้า และปกป้องโลกในอนาคต” นายเซาโล กล่าว
ตัวชี้วัดสำคัญ
ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases)
ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดแต่ละแห่งแสดงให้เห็นว่า ระดับของก๊าซเรือนกระจกหลัก 3 ชนิด ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂), มีเทน (CH₄) และ ไนตรัสออกไซด์ (N₂O) ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2025
ในปี 2024 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่มีการรวบรวมข้อมูลสังเกตการณ์จากทั่วโลกอย่างสมบูรณ์ พบว่าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ล้านปี ส่วนก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบอย่างน้อย 800,000 ปี
การเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) รายปีในปี 2024 ถือเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีที่ สูงที่สุด นับตั้งแต่เริ่มมีการตรวจวัดยุคใหม่ในปี 1957 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับประสิทธิภาพของ “แหล่งกักเก็บคาร์บอน” (Carbon sinks) ทั้งบนบกและในมหาสมุทรที่ลดน้อยลง
อุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลก (Global Mean Near-Surface Temperature)
ช่วง 11 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 2015–2025) ถือเป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้
ในปี 2025 ถูกบันทึกว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสองหรือสาม (ขึ้นอยู่กับชุดข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์) ในรอบ 176 ปีของการเก็บสถิติ ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สภาวะ ลานีญา (La Niña) ที่ช่วยทำให้อุณหภูมิโลกเย็นลงชั่วคราว โดยอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกรายปีในปี 2025 สูงกว่าค่าเฉลี่ยยุคก่อนอุตสาหกรรม (ช่วงปี 1850–1900) อยู่ที่ประมาณ 1.43 บวกลบ 0.13 องศาเซลเซียส
สำหรับปี 2024 ซึ่งเริ่มต้นด้วยสภาวะ เอลนีโญ (El Niño) ที่รุนแรง ยังคงครองสถิติเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 1850–1900 อยู่ที่ประมาณ 1.55 องศาเซลเซียส
ปริมาณความร้อนในมหาสมุทร (Ocean Heat Content)
ในปี 2025 ปริมาณความร้อนในมหาสมุทร (วัดลงไปถึงระดับความลึก 2,000 เมตร) พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติในปี 1960 ซึ่งทำลายสถิติเดิมที่เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2024
ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ทุกๆ ปีปริมาณความร้อนในมหาสมุทรล้วนสร้างสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง
อัตราการอุ่นขึ้นของมหาสมุทรในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา (ค.ศ. 2005–2025) มีความเร็วมากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงปี 1960–2005 โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของความร้อนอยู่ที่ประมาณ 11.0–12.2 เซตตะจูล (Zetajoules) ต่อปี ซึ่งคิดเป็นประมาณ 18 เท่าของปริมาณพลังงานทั้งหมดที่มนุษย์ใช้ในแต่ละปี
แม้จะอยู่ในสภาวะลานีญา (ซึ่งปกติจะช่วยให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำเย็นลง) แต่พื้นที่กว่า 90% ของพื้นผิวมหาสมุทรทั่วโลก กลับเผชิญกับปรากฏการณ์คลื่นความร้อนในทะเล (Marine Heatwave) อย่างน้อยหนึ่งครั้งในปี 2025
การอุ่นขึ้นของมหาสมุทรส่งผลกระทบในวงกว้าง เช่น ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเลและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ประสิทธิภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของมหาสมุทรลดลง อีกทั้งยังเร่งความรุนแรงของพายุหมุนเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน และซ้ำเติมการสูญเสียน้ำแข็งในทะเลบริเวณแถบขั้วโลกให้รุนแรงยิ่งขึ้น

ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลก (Global Mean Sea Level)
ในปี 2025 ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ตรวจวัดได้ในปี 2024
โดยตัวเลขนี้ สูงกว่าระดับในปี 1993 (ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการเริ่มบันทึกสถิติด้วยดาวเทียม) อยู่ประมาณ 11 เซนติเมตร
แม้ว่าการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจากปี 2024 ถึง 2025 จะมีอัตราที่น้อยกว่าช่วงปี 2023 ถึง 2024 แต่ก็สอดคล้องกับความผันผวนระยะสั้นที่เกิดจากสภาวะ ลานีญา อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม อัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมานั้น สูงกว่า อัตราการเพิ่มขึ้นในช่วงแรกของการบันทึกสถิติ (ปี 1993–2011) อย่างมีนัยสำคัญ
ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศชายฝั่ง ส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนของน้ำเค็มในแหล่งน้ำบาดาล (Groundwater salinization) และทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ
ค่าความเป็นกรด-ด่างของมหาสมุทร (Ocean pH)
ในช่วงปี 2015–2024 มหาสมุทรได้ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ไปประมาณ 29% ซึ่งส่งผลให้ค่า pH บริเวณพื้นผิวมหาสมุทรลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยค่าเฉลี่ยของ pH พื้นผิวมหาสมุทรทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงตลอดช่วง 41 ปีที่ผ่านมา
IPCC ระบุว่า มีความมั่นใจสูงมากว่า ค่า pH ของพื้นผิวมหาสมุทรในปัจจุบันนั้นต่ำเป็นประวัติการณ์อย่างน้อยในรอบ 26,000 ปี
การเปลี่ยนแปลงของค่า pH ในมหาสมุทรแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในแต่ละภูมิภาค โดยพบการลดลงของค่า pH บริเวณพื้นผิวมากที่สุดในพื้นที่ มหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรใต้ (Southern Ocean) มหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรตะวันออก มหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนเหนือ และบางส่วนของมหาสมุทรแอตแลนติก
สภาวะมหาสมุทรเป็นกรด (Ocean Acidification) ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศทางทะเล ส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประเภทมีเปลือก (เช่น หอย กุ้ง ปู) รวมถึงอุตสาหกรรมการประมงโดยรวม
สมดุลมวลธารน้ำแข็ง (Glacier mass balance)
ในปีอุทกวิทยา 2024/2025 การสูญเสียมวลของธารน้ำแข็งอ้างอิง (Reference glaciers) ติดอันดับ 1 ใน 5 ปีที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มการสูญเสียมวลธารน้ำแข็งที่เร่งตัวขึ้นนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติในปี 1950 โดยพบว่าในบรรดา 10 ปีที่มวลน้ำแข็งละลายมากที่สุดนั้น มีถึง 8 ปีที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา
ในปี 2025 เกิดการสูญเสียมวลธารน้ำแข็งในระดับที่รุนแรงผิดปกติ (Exceptional levels) ในพื้นที่ ไอซ์แลนด์ และ ตลอดแนวชายฝั่งแปซิฟิกของอเมริกาเหนือ
ขอบเขตน้ำแข็งในทะเล (Sea-ice extent)
ขอบเขตน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกเฉลี่ยรายปีของปี 2025 อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดเป็นอันดับหนึ่งหรือสองเท่าที่มีการบันทึกมาในยุคดาวเทียม (นับตั้งแต่ปี 1979) ขณะที่ขอบเขตน้ำแข็งในทะเลแอนตาร์กติกเฉลี่ยรายปีของปี 2025 ต่ำที่สุดเป็นอันดับสาม รองจากปี 2023 และ 2024
ขอบเขตน้ำแข็งสูงสุดรายวัน (หลังการเยือกแข็งในช่วงฤดูหนาว) อยู่ที่ประมาณ 14.19 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งถือเป็น ระดับสูงสุดรายปีที่ต่ำที่สุด เท่าที่เคยมีการบันทึกมาตั้งแต่ปี 1979
ขอบเขตน้ำแข็งต่ำสุดรายวัน (หลังการละลายในช่วงฤดูร้อน) ครองตำแหน่งต่ำสุดเป็นอันดับสองร่วมในประวัติศาสตร์ โดยที่ 4 ปีที่ผ่านมา (2022–2025) เป็นช่วงเวลาที่น้ำแข็งทะเลแอนตาร์กติกมีระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ทั้ง 4 ปี
เหตุการณ์สุดขั้วและผลกระทบ (Extreme Events and Impacts)
ภาคผนวกของรายงานฉบับนี้ให้ภาพรวมของเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว โดยอ้างอิงข้อมูลจากสมาชิก WMO และหน่วยงานพันธมิตรระดับโลก ทั้ง International Organization for Migration (IOM), Internal Displacement Monitoring Centre (IDMC), United Nations High Commissioner for Refugees (UNHCR), World Food Programme (WFP) and Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่มิติด้านอุตุนิยมวิทยาและผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการ พลัดถิ่นของประชากร และ ความมั่นคงทางอาหาร
สภาพอากาศสุดขั้วส่งผลกระทบเป็นทอดๆ ต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยในปัจจุบัน ความไม่มั่นคงทางอาหารที่มีสาเหตุจากภูมิอากาศ ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเสถียรภาพทางสังคม การอพยพย้ายถิ่นฐาน และความมั่นคงทางชีวภาพ (Biosecurity) ผ่านการแพร่ระบาดของศัตรูพืชและโรคระบาดในสัตว์
วิกฤติภูมิอากาศยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการพลัดถิ่นของผู้คนทั่วโลก ทั้งที่เป็นการพลัดถิ่นครั้งใหม่ การย้ายถิ่นต่อเนี่อง และการพลัดถิ่นที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่เปราะบางและได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง
นอกจากนี้ ผลกระทบแบบลูกโซ่และผลกระทบซ้ำซ้อน (Compounding impacts) จากภัยพิบัติหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่จำกัดความสามารถของชุมชนกลุ่มเปราะบางในการเตรียมตัว รับมือ ฟื้นฟู และปรับตัวต่อภาวะวิกฤติ
ผลกระทบจากภูมิอากาศและความร้อนต่อสุขภาพ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออัตราการเสียชีวิต การดำรงชีวิต ระบบนิเวศ และระบบสาธารณสุข ทั้งยังซ้ำเติมความเสี่ยงต่างๆ เช่น โรคที่มีแมลงเป็นพาหะและโรคทางน้ำ รวมถึงปัจจัยกดดันด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่เปราะบาง
โรคไข้เลือดออก เด่นชัดในฐานะโรคที่มียุงเป็นพาหะที่แพร่ระบาดรวดเร็วที่สุดในโลก ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประชากรราวครึ่งหนึ่งของโลกกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง และจำนวนผู้ป่วยที่มีการรายงานในปัจจุบันนั้นถือเป็นระดับที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา
ภาวะเครียดจากความร้อน กำลังกลายเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยพบว่า มากกว่า 1 ใน 3 ของแรงงานทั่วโลก (ประมาณ 1.2 พันล้านคน) ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความร้อนในที่ทำงานในช่วงใดช่วงหนึ่งของแต่ละปี โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานในภาคเกษตรกรรมและภาคการก่อสร้าง ซึ่งนอกจากผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรงแล้ว ภาวะนี้ยังนำไปสู่การสูญเสียผลิตภาพ (Productivity) และความสูญเสียรายได้ในการดำรงชีวิตอีกด้วย
ข้อมูล ณ ปี 2023 ระบุว่ามีเพียงประมาณ ครึ่งหนึ่งของประเทศทั่วโลก เท่านั้นที่มีการให้บริการ ระบบเตือนภัยล่วงหน้าด้านความร้อน (Heat Early Warning Services) ที่ออกแบบมาให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคสาธารณสุข และจำนวนประเทศที่มีการบูรณาการข้อมูลภูมิอากาศเข้ากับกระบวนการตัดสินใจด้านสุขภาพอย่างเต็มรูปแบบยิ่งน้อยลงไปอีก
การบูรณาการข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาและภูมิอากาศเข้ากับระบบข้อมูลด้านสุขภาพจึงมีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อช่วยให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจสามารถเปลี่ยนผ่านจากการ “ตอบโต้ตามสถานการณ์” (Reactive response) ไปสู่การ “ป้องกันเชิงรุก” (Proactive prevention) ซึ่งเป็นแนวทางที่จะช่วยรักษาชีวิตของผู้คนได้มากขึ้น


