The Beauty มาตรฐานความงามยุคใหม่ (3)

1721955

บทความนี้ต่อเนื่องจาก

จัดได้ว่าเป็นตอนจบที่เหนือความคาดหมายจริง ๆ สำหรับซีรีส์ The Beauty ที่ทำท่าว่าน่าจะมีซีซั่นสองอย่างแน่นอน แม้ว่าจนถึงบัดนี้ยังไม่มีการยืนยัน แต่แว่วข่าวความเป็นไปได้ว่าหากช่อง Fx ไม่ให้ไปต่อ ไรอัน เมอร์ฟี่ ก็น่าจะหาทางไปทำซีซั่นสองกับช่องอื่นได้อยู่ดี ด้วยตอนจบที่นอกจากจะค้างคาใจคนดูแล้ว ส่อแว่วว่าซีซั่นต่อไปจะวินาศสันตะโรยิ่งกว่าเดิม

เมอร์ฟี่ ใช้ภาพคลาสสิกหลากหลายภาพในซีรีส์เรื่องนี้เพื่อสื่อให้เรื่องมีมิติลึกและซับซ้อนขึ้น หากดูเผิน ๆ ก็แค่ของประกอบฉาก แต่การจงใจวางตำแหน่งภาพ จงใจให้ผู้ชมเห็น และจงใจเลือกภาพในแต่ละช่วงตอน ไปจนถึงบางอีพีก็ถึงขั้นมีการใช้ภาพหรือผลงานศิลปะชั้นนั้น ๆ มาทำอะไรบางอย่างในซีน หากคุณรู้เกี่ยวกับที่มาของภาพนั้น ๆ รับรองว่าคุณจะยิ่งเห็นความซับซ้อนอันชาญฉลาดในการบอกเล่าประเด็นความงามในซีรีส์เรื่องนี้อย่างแน่นอน

Danaë โดย เรมแบรนด์

Danaë เป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเยี่ยมของศิลปินชั้นนครูชาวดัตช์ แรมแบรนด์ ฮาร์เมนซูน ฟาน ไรจ์น ในบทความชิ้นที่แล้วเราปิดท้ายด้วยผลงานของ คาราวัจโจ ซึ่งในซีรีส์ภาพของคาราวัจโจถูกทำอะไรบางอย่างจนต้องนำภาพของเรมแบรนด์มาตั้งแทน คำถามคือ สองภาพนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร

ทั้งคู่คือปรมาจารย์แห่งยุคบาโร้ก เนื่องจากยุคนี้กว้างมากและกินเวลาเป็นร้อยปี คือราวค.ศ. 1600-1750 ขณะที่คาราวัจโจเสียชีวิตเมื่อ 18 กรกฎาคม 1610 ปีนั้นเรมแบรนต์เพิ่งจะ 4 ขวบ เพราะเขาเกิดในวันที่ 15 กรกฎาคม 1606 คาราวัจโจเป็นศิลปินอิตาลีที่ทรงอิทธิพลในกรุงโรม ส่วนเรมแบรนด์เป็นชาวดัตช์ที่ได้รับอิทธิพลจากสไตล์ของคาราวัจโจผ่านกลุ่มศิลปินที่เรียกว่า Utrecht Caravaggisti (กลุ่มจิตรกรชาวดัตช์ที่ไปร่ำเรียนที่อิตาลีแล้วหอบเอาสไตล์ของคาราวัจโจกลับมาเผยแพร่ในสาธารณรัฐดัตช์)”

หากคาราวัจโจคือปรมาจารย์แห่งความมืด เรมแบรนด์ก็เป็นจอมเวทย์แห่งแสง งานของเรมแบรนด์มีความละมุนละไม แสงของเขาไม่กระโชกโฮกฮากอย่างคาราวัจโจ แต่เป็นแสงอุ่น ๆ มีมวลของจิตวิญญาณ ราวกับแสงส่องออกมาจากตัวคนจริง ๆ คาราวัจโจอยู่ทางตอนใต้เน้นผลงานอลังการรับใช้ศาสนจักร ส่วนดัตช์อยู่ทางเหนือเน้นความสมจริงเพื่อขายพวกพ่อค้าเศรษฐีใหม่ ทั้งคู่คือสุดยอดแห่งการใช้แสงตัดกับความมืดเพื่อสร้างมิติและอารมณ์ดราม่า และแม้คาราวัจโจจะเน้นเรื่องราวในศาสนา แต่เขาก็นิยมใช้คนธรรมดาจริง ๆ มาเป็นแบบ ส่วนเรมแบรนด์ก็มักจะเลือกใช้ใบหน้าที่มีริ้วรอยหรือความเศร้าตามจริงไม่เน้นเติมแต่งให้กลายเป็นเทพนิยาย ทั้งคู่กระชากอารมณ์ผู้ชมไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด หรือความศรัทธา

ดานาเอ ในตำนานกรีกเป็นเจ้าหญิงเลอโฉมและหนึ่งในเมียของเทพซูส เธอเป็นธิดากษัตริย์อะคริสิอุสแห่งเมืองอาร์กอส พ่อของเธอได้รับคำพยากรณ์ว่า “หลานชายที่เกิดจากดานาเอจะเป็นคนฆ่าเขาตาย” ด้วยความหวาดกลัว กษัตริย์จึงสั่งขังดานาเอไว้ในหอคอยทองแดงใต้ดิน (บางตำราว่าหอคอยสูง) เพื่อให้เธอไม่มีวันพบชายใด ทว่าขึ้นชื่อว่าซูส ผัวทุกสถาบัน มหาเทพจอมเล่นชู้ ต่อให้ขังแน่นหนาแค่ไหน ถ้าซูสได้กลิ่นหญิงงาม (บางทีหงส์ วัว อินทรี ชาเทอร์ หรือเจ้าชาย ซูสก็เคยเล่นมาแล้ว) อะไรก็ขวางซูสไม่ได้

ซูสจำแลงกายเป็นห่าฝนสีทองแทรกซึมผ่านรอยแตกของหลังคาหอคอยลงไปสัมผัสตัวดานาเอจนตั้งท้องในที่สุด (ว่ากันว่าภาพวาดของเรมแบรนด์นี้ ถ้าคุณพิศดูใกล้ ๆ คุณจะเห็นแสงสีทองสาดส่อง รด หยด ลงตัวเธอ และนั่นคือภาพแทนเทพซูสในร่างฝนทองคำ) และลูกของดานาเอก็คือเพอร์ซิอุส วีรบุรุษผู้ตัดหัวนางเมดูซ่า (ซึ่งต่อมาจะมีเหลนชื่อ “เฮอร์คิวลิส”) พอพ่อของดานาเอรู้ก็โกรธมากแต่ไม่กล้าฆ่าเพราะกลัวเทพเจ้าลงโทษจึงจับดานาเอกับลูกน้อยยัดหีบแล้วโยนทะเลไป สุดท้ายเป็นไปตามคำพยากรณ์เมื่อทั้งคู่รอดตาย แล้ววันหนึ่งเพอร์ซิอุสก็เผลอขว้างจักรไปฆ่าตาตัวเองในงานแข่งกีฬา

ผลงาน Danaë ของเรมแบรนด์วาดในปี 1636 ก่อนจะมีการแก้ไขครั้งใหญ่ในปี 1643 ซึ่งนักประวัติศาสตร์ศิลป์วิเคราะห์เอาไว้ว่า มีการเปลี่ยนตัวนางแบบ เนื่องจากความรักที่แปรเปลี่ยนไป ในเวอร์ชั่นปี 1636 เรมแบรนด์ใช้ภรรยาตัวเอง ซาสเกีย เป็นต้นแบบใบหน้าของดานิเอ แต่หลังจากซาสเกียเสียชีวิตในปี 1642 เขาเริ่มสัมพันธ์ใหม่กับ เคียร์ตเยอ ดิกส์ พยาบาลของลูกชายเขา เรมแบรนด์จึงแก้ไขภาพนี้ในปี 1643 ให้มีลักษณะผสมผสานระหว่างซาสเกีบกับเคียร์ตเยอ เพื่อแสดงถึงรักใหม่

อีกทั้งในช่วงปี 1640 สไตล์ของเรมแบรนด์เริ่มเปลี่ยนไป เขาต้องการให้ภาพดูนุ่มนวลและมีมิติของแสงที่ซับซ้อนขึ้น จึงทำการแก้ไขสัดส่วนร่างกายของดานาเอให้ดูเป็นมนุษย์และนุ่มนวลขึ้น ลดความกระด้างแบบแสงของช่วงต้นบาโร้ก (ที่ได้รับอิทธิพลจากคาราวัจโจ) ให้กลายเป็นแสงอุ่นและดูมีจิตวิญญาณตามแบบของเขาในยุคต่อมา

มีการแก้ไขตำแหน่งมือและท่าทางเพื่อให้เธอดูเหมือนรอคอยหรือเชื้อเชิญการมาถึงของซูส (ในร่างฝนทอง) ให้ชัดเจนขึ้นและดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

ภาพนี้ถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ เมืองเลนินกราด(หรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในปัจจุบัน) ประเทศรัสเซีย ทว่าเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 1985 โบรนิอุส ไมกิส ชายชาวลิทัวเนียมีอาการทางจิต (บ้างว่าเป็นเหตุผลทางการเมืองเนื่องจากตอนนั้นลิทัวเนียต้องการแยกตัวเป็นเอกราชออกจากสหภาพโซเวียต) ไมกิสใช้มีดพกกรีดลงบริเวณสะโพกและขาของดานาเอ 2 ครั้ง แล้วราดกรดซัลฟิวริกลงไปบนภาพจนสีละลายกลายเป็นฟองฟู่บนผืนผ้าใบ

เจ้าหน้าที่มิวเซียมรีบเอาน้ำฉีดล้างกรดออกทันทีแต่การซ่อมแซมก็ใช้เวลานานถึง 12 ปี คือตั้งแต่ 1985-1997 โดยทีมผู้เชี่ยวชาญระดับโลก แม้จะซ่อมจนกลับมาสวยงามดังเดิม แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายบอกว่า “วิญญาณของภาพ” ได้หายไปแล้ว เพราะชั้นสีดั้งเดิมของเรมแบรนด์ตรงช่วงกลางภาพถูกกรดทำลายไปเยอะมาก ส่วนที่เห็นในปัจจุบันคือการเติมสีใหม่ที่อิงจากภาพถ่ายสำเนา ปัจจุบันมันถูกจัดแสดงโดยใช้กระจกกันกระสุนและสารเคมีอย่างแน่นหนา

Bacchus โดย รูเบนส์

ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ ปรมาจารย์แห่งยุคมาโร้กในฝั่งเบลเยี่ยม รูเบนส์วาดภาพ Bacchus ในช่วงปี 1635-1640 บัคคัส หรือ ไดโอนีซัส คือเทพเจ้าแห่งไวน์ การเฉลิมฉลอง และความบ้าคลั่ง เขาไม่ได้วาดเทพเจ้าองค์นี้ให้หล่อล่ำกล้ามแน่นแบบกรีกโบราณ แต่เป็นลุงขี้เมา อ้วนตุ้ยนุ้ย ผิวเผือดซีด และราวกับทรงตัวแทบไม่อยู่ รูเบนส์มีลายเซ็นเฉพาะตัวคือชอบวาดผู้คนที่มีเนื้อหนังมังสาเยอะ ๆ (อันเป็นที่มาของคำว่า -อวบอัดอิ่มเอิบ) บัคคัสเวอร์ชั่นนี้เลยดูพุงพลุ้ย นั่งบนถังไวน์ยักษ์ มีเสือดาวนอนหมอบแทบเท้า พาหนะของบัคคัสสื่อถึงสัญชาตญาณดิบแบบสัตว์ป่าและดุร้าย มีกามเทพมาช่วยรินไวน์ที่ดูเมาพอ ๆ กัน แถมยังมีผู้หญิงรินไวน์ มีตาแก่กรอกไวน์เข้าปากเมาเละ

แต่หากสังเกตดี ๆ บัคคัสดูเหนื่อยล้าตาปรือ สื่อถึงอาการเสพสุขจนเกินพอดี รูเบนส์วาดภาพนี้ในช่วงท้ายของชีวิต เขาวาดภาพนี้เสร็จก่อนจะตายได้ไม่นาน นักวิจารณ์มองว่ามันสะท้อนกิเลสมนุษย์และเป็นคำเตือนถึงความตายที่คืบคลานเข้ามา งานของรูเบนส์ต่างจากสองศิลปินก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด เขาวาดเนื้อนุ่มนิ่ม สีฉูดฉาด ดูวุ่นวายตามสไตล์บาโร้กสายเหนือ

Pietro Banchieri, il “Bambino Rospigliosi โดยทีมงานในสตูดิโอของ คาร์โล มารัตตา

นี่ไม่ใช่ภาพเทพเด็กในตำนาน (Putto หรือ putti เด็กมีปีกที่บ้านเราเรียกเด็กเหล่านี้เหมารวมว่าเป็น คิวปิด) แต่มันคือภาพเหมือนของเด็กชายในตระกูลขุนนางอิตาลี ตระกูล Banchieri (บันคีเอรี) หรือ Rospigliosi (รอสพิลิโอซี) ที่ถูกจับมาแต่งคอสเพลย์ ซึ่งแสดงความเยอะในแบบบาโร้ก

แต่อีกความน่าสนใจของภาพนี้คือมันได้รับอิทธิพลมาจากสำนักศิลปะที่เกิดขึ้นในเมืองกุสโก เรียกว่า Cusco School ประเทศเปรู ในช่วงศตวรรษที่ 16-18 ซึ่งผสมผสนระหว่างบาโร้กสเปน มีองค์ประกอบแบบศาสนา และศิลปะพื้นเมืองอินคาของศิลปินท้องถิ่นชาวแอนดีส สำนักกุสโกขึ้นชื่อเรื่องการใช้ทองคำปิดลงบนเสื้อผ้าของตัวละครจนดูระยิบระยับ และหากสังเกตดี ๆ ภาพนี้แต่งตัวแบบขุนนางยุโรป และในมือที่สะพายบ่าอยู่นั้นถือปืนคาบศิลา มันปนเปไปหมดทั้งความน่ารัก ศักดิ์สิทธิ์ และความรุนแรง

สำนักกุสโก

นิยมใช้เทคนิคปิดทองล้น ๆ เรียกว่า “Brocateado” ปิดประดับบนเสื้อผ้าเป็นลายดอกบ้าง ลายปักบ้าง เพราะทองคำสำหรับชาวอินคาเป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ พอพวกเขาต้องวาดรูปนักบุญตามสังของสเปน พวกเขาจึงประโคมทองเพื่อบ่งบอกถึงออร่า รัศมี จนดูแบน แข็ง

และเทวดาของพวกเขานิยมถือปืน มันคือไอคอนนิกของสำนักกุสโกที่เทวดาจะแต่งตัวจัดเต็มแบบขุนนางสเปน ขนนกโต ๆ บ้าง ในมือไม่ถือพิณแบบสำนักอื่น แต่มักจะเป็นปืนคาบศิลา (Harquebus) แสดงอำนาจของศาสนจักรที่มาพร้อมกองทัพ และการขู่ขวัญชนพื้นเมืองไปในตัวว่า “บนสวรรค์ก็มีปืนนะจ๊ะ”

ใบหน้าอุดมคติที่นิ่งสนิท ไม่แสดงอารมณ์แบบพวกบาโร้กอิตาลี สงบเหมือนตุีกตา สีสันจัดจ้าน และในยุคบาโร้ก ศาสนจักรคาทอลิกกำลังต่อสู้กับโปรเตสแตนต์ และแผ่อำนาจไปทั่วรวมถึงเปรู พวกเขาไม่ได้มองว่าเทวดาเป็นแค่ผู้นำสาร แต่คือกองกำลังของพระเจ้า ทำหน้าที่ปราบความชั่วร้ายปกป้องศรัทธา ปืนคาบศิลาเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและประดิษฐกรรมที่เหนือชั้นในเวลานั้น

นี่คือกลยุทธในการกลืนวัฒนธรรมของชาวสเปน เพราะชาวอินคาแต่เดิมนับถือเทพเจ้าสายฟ้า อียาปา พอชาวสเปนเอาปืนมายิง เสียงปังประกายไฟ ชาวอินคามองว่ามันคือพลังสายฟ้า ศิลปินจึงวาดเทวดาถือปืน คือร่างใหม่ของเทพเจ้าสายฟ้าที่ชาวอินคาเคยนับถือ อย่างไรก็ตามดอกไม้ก็มีอยู่บ้างในบางภาพที่ต้องการแสดงถึงข่าวประเสริฐ การประกาศศาสนา สื่อถืงความบริสุทธิ์นิรมล เมตตา

ตระกูล บันคีเอรี หรือ รอสพิลิโอซี

สองตระกูลนี้คือนิยามของคำว่าอีลีท ขนาดแท้ในยุคบาโร้กอิตาลี พวกเขาไม่ได้แค่รวย แต่อำนาจล้นฟ้าทั้งในโลกธุรกิจและการเมืองศาสนา ตระกูลเหล่านี้มีรากฐานมาจากเมืองปิสโตยา ในแคว้นทัสคานี ก่อนจะขยายสู่กรุงโรม บันคีอารี เป็นตระกูลสายธุรกิจร่ำรวยมหาศาลจากการเป็นเจ้าของธนาคารและค้าขาย ส่วนรอสพิลิโอซี มีจุดพีคตรงที่มีสมาชิกในตระกูลอย่าง กุยลิโอ รอสพิลิโอซี ได้ขึ้นเป็น สมเด็จพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 9 (Pope Clement IX) ในปี 1667 ซึ่งในยุคนั้นการมีพระสันตปาปาอยู่ในตระกูลหมายถึงการได้กุมอำนาจสูงสุดในยุโรป

สองตระกูลนี้ดองกันผ่านการแต่งงานเพื่อควบรวมความร่ำรวยบารี และภาพเด็กนี้คือผลผลิตของความมั่งคั่งจากการดองสองตระกูล เขาคือหลานชายของพระสันตปาปาเคลเมนต์ที่ 9 อีกทั้งตระกูลเหล่านี้ยังเป็นสปอนเซอร์ศิลปะให้กับศิลปินชื่อดัง พวกเขามีรสนิยมแบบบาโร้กชื่นชอบความหรูหรา อลังการ และความซับซ้อนเชิงสัญลักษณ์เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นชนชั้นสูงเหนือกว่าคนธรรมดา

Mars and Venus โดย ปอมเปโอ บาโตนี

นี่คือผลงานของจิตรกรชาวอิตาลีผู้โด่งดังในศตวรรษที่ 18 วาดขึ้นในปี 1747 ขณะที่ผลงานก่อนหน้านี้เกือบทั้งหมดเป็นบาโร้ก แต่อีพีสุดท้ายเลือกจะใช้ภาพนี้ที่เป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่าง โรโกโก (Rococo) ไปสู่ นีโอคลาสสิก (Neoclassic) แสงของยุคนี้นวลตาไม่ตัดกันจัด ๆ แบบบาโร้ก ผิวของวีนัสดูเรียบเนียน สว่างไสวไปทั้งภาพ ละทิ้งความลึกลับน่าหวั่นเกรงแบบสมัยบาโร้ก ภาพเทพเจ้ามาร์ส (ตัวแทนเพศชาย-เทพสงคราม) กับวีนัส (ตัวแทนเพศหญิง-เทพีแห่งรัก) จึงไม่ใช่เทพเจ้าทรงอำนาจน่าเกรงขาม แต่เหมือนคู่รักไฮโซในสตูถ่ายภาพ

บาโตนี เป็นจิตรกรที่ดังที่สุดในโรมสำหรับพวกเศรษฐีอังกฤษที่มาทัวร์ท่องเที่ยว งานของเขาสะอาดเนี๊ยบตัดขอบชัดเจน จัดวางตัวละครสงบนิ่งและสมมาตร อันเป็นจุดเด่นของนีโอคลาสสิกที่ต้องการื้อฟื้นความเป๊ะแบบกรีก-โรมันกลับมา แต่ตัดความดราม่าเลอะเทอะแบบบาโร้กออกไป

ภาพนี้คือการปะทะระหว่างความรักและสงคราม วีนัสสามารถสยบความเกรี้ยวรกาดของเทพแห่งสงครามได้ด้วยความเสน่หา มาร์สยอมวางอาวุธและไม่ละสายตาไปจากวีนัสด้วยความหลงใหล บนหมวกเหล็กของเขามีสฟิงซ์เป็นตัวแทนของสติปัญญา วีนัสถือช่อมะกอกตัวแทนสันติภาพและชัยชนะ สื่อว่าความรักชนะเหนือความขัดแย้ง

The Deposition Of Atala โดย อาน-ลูอี ฌีโรเด

ผลงานปี 1808 โดยศิลปินชาวฝรั่งเศส ยุคโรแมนติก สร้างจากนิยายเรื่องดัง Atala: A Tale of Passion and Redemption in the New World (1801) ของ ฟรองซัวส์-เรอเน่ เดอ ชาโตบรียองด์ เล่ารักรันทดในอเมริกาเหนือระหว่าง อาตาลา สาวลูกครึ่งอินเดียแดง กับ ชาคตัส ชายหนุ่มชนพื้นเมือง ซึ่งอาตาลาตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อรักษาคำปฏิญาณที่จะครองตนเป็นพรหมจรรย์ตามความต้องการของแม่

ฌีโรเด เป็นศิษย์เอกของ ฌาคส์-หลุยส์ ดาวิด (ปรมาจารย์นีโอคลาสสิก) แต่เขากลับใส่อารมณ์และแสงเงาที่ดูดราม่าและนุ่มนวลกว่าแบบของอาจารย์ตัวเอง จนกลายเป็นสะพานเชื่อมเข้าสู่ยุคโรแมนติก ดังจะสังเกตเห็นแสงที่ส่องลงบนร่างอาตาลานั้นดูศักดิ์สิทธิ์และเศร้าสร้อย

อีสเตอร์เอ้ก

ในอีพีฟินาเล่ ตัวละครของ อิซาเบล รอสเซลลินี (ภาพขวาดสุดชุดแดง) ถูกลูกชายตัวเองจับฉีดยาให้กลายเป็นสาวอีกครั้ง (ภาพซ้ายสุด) เธอมาในชุดประดับอัญมณีแบบจัดเต็ม ชุดนี้อิงมาจากตัวละครของ รอสเซลินี เอง ใน Death Becomes Her (1992-ภาพกลาง) ในเรื่องนั้นเธอเป็นแม่มดชื่อว่า ไลล์ ฟอน รูแมน ที่อ้างว่าตนเองอายุ 71 ปี แต่รูปลักษณ์ภายนอกสวยสะพรั่ง เธอเป็นเจ้าของน้ำยาสีม่วงที่ไม่ใช่แค่ทำให้สาวสวยขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นอมตะอีกด้วย ที่ตลกร้ายคือ ต่อให้หัวขาด ไส้แตก คอหัก ร่างกายก็ยังจะมีชีวิตอยู่ เมอร์ฟี่เลือกชุดนี้สำหรับตัวละครนี้เพื่อเป็นการคารวะทั้งหนังเรื่องนั้นเองที่พูดถึงความงามอมตะแต่แฝงความตลกร้ายและชั่วร้าย รวมถึงคารวะรอสเซลลินีผู้รับบทนี้ด้วย

เหตุผลที่ ไรอัน เมอร์ฟี เลือกเน้น ศิลปะบาโร้ก (Baroque) ในซีรีส์ The Beauty ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามฉาบฉวย แต่มันคือการวาง “สัญลักษณ์” ที่เชื่อมโยงกับเนื้อหาของเรื่องได้อย่างลึกซึ้ง

ด้วยแนวคิด “Chiaroscuro (แสงและเงา) ” กับความงามที่มีด้านมืดของบาโร้ก โดยเฉพาะงานของ คาราวัจโจ เน้นการตัดกันอย่างรุนแรงระหว่างความสว่างจ้าและความมืดมิด เปรียบได้กับ “The Beauty” ที่มอบรูปลักษณ์ภายนอกที่สว่างไสว สวยงามดุจเทพสร้าง แต่เบื้องหลังความงามนั้นกลับซ่อนความมืดมน การหลอกลวง และผลลัพธ์ที่น่ากลัว (เหมือนเงาดำในภาพวาด)

บาโร้กสร้างความสมจริงที่เจ็บปวด ปฏิเสธความสวยงามแบบเพ้อฝัน แต่เน้นความเรียล ซึ่งขัดแย้งกับตัวละครในเรื่องที่พยายามลบ “ความเป็นมนุษย์” ออกไปเพื่อความสมบูรณ์แบบ ยุคบาโร้กคือยุคแห่งความ “เยอะ” ความอลังการ และการแสดงออกที่รุนแรง (Dramatic) มันแสดงความหมกมุ่น และมนุษย์ในซีรีส์เรื่องนี้หมกมุ่นกับความงามจนเกินขอบเขต เหมือนกับสถาปัตยกรรมและภาพวาดบาโร้กที่พยายามดึงดูดสายตาคนดูด้วยความอลังการจนแทบหายใจไม่ออก

ความเสื่อมโทรม (Decadence) ศิลปะยุคนี้มักแฝงเรื่องความตายและความร่วงโรย (Vanitas) เช่น ภาพหัวกะโหลกหรือผลไม้เน่า เพื่อเตือนว่าความสวยงามและกิเลสเป็นของชั่วคราว ซึ่งตรงกับปมหลักของเรื่องที่ร่างกายของตัวละครเริ่มเน่าเฟะจากภายใน การล้อเลียนปกรณัม (Mythological Parallels) เมอร์ฟี่ ใช้ภาพเหล่านี้เป็นพิมพ์เขียวในการเล่าเรื่อง เช่น ฉากจบที่ชื่อ “Death Becomes Her” มีการจัดองค์ประกอบภาพเหมือนงานศิลปะคลาสสิก เพื่อยกระดับความสยองขวัญให้ดู “สูงส่ง” และ “เป็นอมตะ” การที่ตัวละครถูกบังคับให้รับความงามจนตาย ก็เปรียบได้กับการที่มนุษย์ในตำนานกรีกพยายามจะทัดเทียมเทพเจ้าจนถูกลงทัณฑ์นั่นเอง

เมอร์ฟี ขึ้นชื่อเรื่องความละเมียดละไมในการจัดองค์ประกอบภาพ เขาชอบความดราม่าที่รุนแรงและความวิจิตรบรรจง ศิลปะบาโร้กจึงเป็น “ภาษาภาพ” ที่ดีที่สุดในการถ่ายทอดความบ้าคลั่งและความหรูหราของโลกใน The Beauty ที่ใช้บาโร้กเพื่อบอกว่า “ยิ่งสวยสว่างเท่าไหร่ เงามืดที่ตามมาก็ยิ่งดำมืดเท่านั้น” และความงามที่สมบูรณ์แบบเกินไป… มันคือความวิปริตอย่างหนึ่ง

ครั้งหนึ่งเมอร์ฟีเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์ในงานสร้างของเขาว่า “ผมสนใจในแนวคิด ‘ความงามที่วิปริต’ มันคือการมองไปยังสิ่งที่ควรจะสมบูรณ์แบบ แล้วไปขุดเจอความเน่าเฟะที่ซ่อนอยู่ข้างใต้นั้น”