
ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ อาร์. มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติ เพื่อรับมือกับการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นของอุปทานเชื้อเพลิงอันเนื่องจากความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง และสร้างเสถียรภาพให้กับภาคพลังงานของประเทศ
ภายใต้คำสั่งบริหารฉบับที่ 110 ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ประธานาธิบดีมาร์กอสระบุว่าความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยสำคัญที่คุกคามการผลิตและการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อฟิลิปปินส์ในฐานะประเทศผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสุทธิ
ข้อมูลจากคำสั่งบริหารที่ 110 ระบุว่า การหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงช่องแคบฮอร์มุซ อาจทำให้ข้อจำกัดด้านอุปทานเชื้อเพลิงทั่วโลกตึงตัวขึ้น และกระตุ้นให้ราคาเกิดความผันผวน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
ประธานาธิบดีมาร์กอสเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติ เพื่อให้รัฐบาล โดยผ่านกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สามารถดำเนินมาตรการที่สอดประสานกัน เพื่อเป็นหลักว่าอุปทานพลังงานมีความมั่นคงและเพียงพอ ในขณะเดียวกันก็ช่วยบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ
“ในฐานะผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสุทธิ ฟิลิปปินส์ยังคงต้องพึ่งพาแหล่งเชื้อเพลิงจากภายนอกอย่างสูง และด้วยเหตุนี้จึงมีความเปราะบางต่อการหยุดชะงักของการผลิตและการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความพร้อมใช้งานและการจัดส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมให้ทันท่วงที ซึ่งจำเป็นต่อการรักษาความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ” ข้อความในคำสั่งระบุ
การประกาศดังกล่าวอิงตามการวินิจฉัยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ว่า การสู้รบที่ไม่นานมานี้ในตะวันออกกลางที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ได้ทำให้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคนี้ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งภูมิภาคดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการผลิตและการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาดพลังงานโลก การหยุดชะงักอย่างรุนแรงในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความผันผวนอย่างมากและแรงกดดันต่อราคาน้ำมันระหว่างประเทศที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นการคุกคามต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
คำสั่งบริหารยังระบุเพิ่มเติมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานที่สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ว่าเป็นการขัดขวางการไหลเวียนของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสู่ตลาดต่างประเทศและจำกัดอุปทานเชื้อเพลิงทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเสถียรและความเพียงพอของอุปทานพลังงานภายในประเทศ ในฐานะผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสุทธิ ฟิลิปปินส์ยังคงต้องพึ่งพาแหล่งเชื้อเพลิงภายนอกอย่างสูง จึงมีความเปราะบางต่อการหยุดชะงักของการผลิตและการขนส่งน้ำมันทั่วโลก
คำสั่งบริหารฉบับนี้ออกตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติสาธารณรัฐเลขที่ 7638 (Republic Act No. 7638) หรือที่รู้จักกันในชื่อ พระราชบัญญัติกระทรวงพลังงาน ปี พ.ศ. 2535 (Department of Energy Act of 1992) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดี ภายใต้การวินิจฉัยและคำแนะนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในการประกาศภาวะอุปทานพลังงานต่ำในระดับวิกฤตหรืออันตรายที่จวนตัว และอนุมัติให้ดำเนินการตามแผนการจัดสรรเชื้อเพลิงและพลังงาน รวมถึงมาตรการอนุรักษ์พลังงานอื่นๆ
เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติโดยการสร้างหลักประกันว่าอุปทานพลังงานในประเทศจะมีเสถียรภาพ การบริการที่จำเป็นจะดำเนินไปอย่างไม่หยุดชะงัก กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง และเพื่อสวัสดิภาพของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มที่เปราะบาง ตลอดจนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คำสั่งบริหารฉบับนี้จึงได้นำแนวทาง “มาตรการรวมเพื่อการดำรงชีพ อุตสาหกรรม อาหาร และการขนส่ง” หรือ UPLIFT (Unified Package for Livelihoods, Industry, Food, and Transport) มาใช้เป็นกรอบการดำเนินงานที่ประสานงานกันของทุกภาคส่วนในรัฐบาล
พร้อมกับการจัดตั้งคณะกรรมการ UPLIFT เพื่อกำกับดูแลและประสานงานการดำเนินงานตามมาตรการ UPLIFT โดยมีประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์เป็นประธานคณะกรรมการ พร้อมด้วยเลขาธิการฝ่ายบริหาร และรัฐมนตรีจากกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงเกษตร กระทรวงการคลัง กระทรวงการวางแผนเศรษฐกิจและการพัฒนา และกระทรวงงบประมาณและการจัดการ ร่วมเป็นกรรมการ โดยให้กระทรวงการวางแผนเศรษฐกิจและการพัฒนาทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ
ภายใต้คำสั่งบริหารฉบับนี้ กระทรวงพลังงานได้รับมอบหมายและได้รับอำนาจในการดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่อปกป้องความเสถียรและความเพียงพอของอุปทานพลังงานของประเทศ
มาตรการเหล่านี้รวมถึง การดำเนินงานตามแผนเพิ่มประสิทธิภาพด้านเชื้อเพลิงและพลังงาน การนำมาตรการอนุรักษ์พลังงานมาใช้และบังคับใช้ การดำเนินการกับกลุ่มที่กักตุนเก็งกำไรและปั่นส่วนแบ่งตลาด รวมถึงการสั่งการให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติฟิลิปปินส์ (Philippine National Oil Company:PNOC) และบริษัท PNOC Exploration Corporation ( PNOC-EC) ร่วมสนับสนุนเพื่อให้แน่ใจว่าอุปทานเชื้อเพลิงและพลังงานภายในประเทศจะมีความเสถียรและเพียงพอ
กระทรวงพลังงาน PNOC และ PNOC-EC ได้รับมอบหมายและได้รับอำนาจในการจัดซื้อเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่จำเป็น และเมื่อเห็นว่าจำเป็นตามการรับรองของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สามารถชำระเงินล่วงหน้าในจำนวนที่เกินกว่าร้อยละ 15 ของยอดสัญญาได้
นอกจากนี้ คำสั่งบริหารยังสั่งการให้กระทรวง หน่วยงาน สำนักงาน และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาตรการรับมือที่จำเป็นด้วย
กระทรวงคมนาคมจะต้องดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคการขนส่งและประชาชนที่เดินทางด้วยบริการสาธารณะ ซึ่งรวมถึงการจัดสรรเงินอุดหนุนค่าน้ำมัน การอุดหนุนค่าโดยสาร การขยายและปรับปรุงบริการขนส่งสาธารณะผ่านโครงการ “ขึ้นรถฟรี” (Libreng Sakay Program), การขยายเวลาให้บริการของระบบรถไฟรางเบา (Light Rail Transit:LRT) และรถไฟใต้ดิน (Metro Rail Transit :MRT) รวมถึงการทบทวนมาตรการที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง เช่น การลด ชะลอ หรือระงับการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง ค่าธรรมเนียมการบิน ค่าธรรมเนียมการลงจอด และการเรียกเก็บอื่นๆ ในลักษณะเดียวกันเป็นการชั่วคราว
กระทรวงการพัฒนาสังคมและสวัสดิการจะต้องเร่งรัดการจ่ายเงินช่วยเหลือภายใต้โครงการช่วยเหลือบุคคลในสภาวะวิกฤติ (Assistance to Individuals in Crisis Situations :AICS) และให้การสนับสนุนด้านสวัสดิการสังคมและการดำรงชีพที่เหมาะสมแก่ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งรวมถึงพนักงานขนส่ง เกษตรกร ชาวประมง แรงงานที่ถูกเลิกจ้าง แรงงานฟิลิปปินส์ที่ถูกส่งกลับจากต่างประเทศ (Overseas Filipino Workers:OFW) และกลุ่มเปราะบางอื่นๆ ผ่านโครงการส่งเสริมอาชีพเพื่อการดำรงชีพที่ยั่งยืน
กระทรวงเกษตรได้รับคำสั่งให้เฝ้าระวังและประกันว่าจะมีอุปทานปัจจัยการผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารที่เพียงพอ ดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้สินค้าเหล่านี้มีความพร้อมจำหน่ายในราคาที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรและชาวประมง ซึ่งรวมถึงการเบิกจ่ายเงินทุนภายใต้โครงการความช่วยเหลือจากประธานาธิบดีเพื่อเกษตรกรและชาวประมง (Presidential Assistance for Farmers and Fisherfolk :PAFF) และการใช้เงินทุนช่วยเหลือฉุกเฉิน (Quick Response Fund)
กระทรวงแรงงานข้ามชาติได้รับคำสั่งให้ระดมกลไกในการเฝ้าระวัง การกู้ภัย การอพยพ และการส่งกลับแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ (OFW) ที่ประสบภัยเมื่อมีความจำเป็น และให้เร่งรัดการเบิกจ่ายเงินกองทุน AKSYON (การดูแลและช่วยเหลือแรงงานในต่างประเทศที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน) รวมถึงความช่วยเหลือทางการเงินที่เกี่ยวข้องสำหรับแรงงานฟิลิปปินส์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและผู้อยู่ในอุปการะของแรงงาน
กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมได้รับคำสั่งให้เฝ้าระวัง และหากมีความจำเป็น ให้ดำเนินมาตรการเยียวยาเพื่อจัดการกับการขึ้นราคาสินค้าที่เกินควรหรือไม่เป็นธรรม สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นและสินค้าหลัก รวมถึงดำเนินโครงการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs)
หน่วยงานการปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการร้องขออย่างจริงจังให้สนับสนุนรัฐบาลส่วนกลางอย่างแข็งขัน โดยการดำเนินมาตรการภายในเขตปกครองเพื่อสนับสนุน อำนวยความสะดวก และเสริมนโยบายระดับชาติและคำสั่งของหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็น รวมถึงงบประมาณและบุคลากร เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทานเชื้อเพลิงทั่วโลก
การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาตินี้ ให้มีผลบังคับใช้เป็นเวลาหนึ่งปีนับจากการออกประกาศ เว้นแต่จะมีการขยายเวลาหรือยกเลิกโดยประธานาธิบดี ทั้งนี้ คำสั่งบริหารจะมีผลบังคับใช้ทันทีเมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลายทั่วไป



