กกพ.เตรียมเคาะค่าไฟ แนะ 7 มาตรการรับมือวิกฤติพลังงาน 25 มี.ค.

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) (คนกลาง) พร้อมด้วย ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ กกพ. (ขวามือ) และ นายกัลย์ แสงเรือง รองเลขาธิการ กกพ. แถลงข่าวสื่อมวลชนเรื่องสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และแนวโน้มอัตราค่าไฟฟ้าในงวดที่ 2 ของปี 2569 ณ โรงแรมอมารี บางแสน จ.ชลบุรี

กกพ.ชงบอร์ดไฟเขียวสูตรค่าไฟงวด 2 ของปี’69 ต่ำสุด 3.95 บาท 25 มี.ค.นี้ – ดึงเงิน “Claw Back” การไฟฟ้า 9,400 ล้านบาท ช่วยพยุง – พักคืนหนี้ กฟผ.-ปตท. 48,000 ล้านบาทต่อไป พร้อมเพิ่มสัดส่วนถ่านหิน – ก๊าซอ่าวไทย – รับซื้อไฟลาวไม่อั้น – แนะรัฐบาลชุดใหม่รื้อค่า Addder – FiT ลดค่าไฟเพิ่มได้อีก 14 สตางค์

จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง หลังจากที่อิหร่านยิงขีปนาวุธโรงงานผลิตก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LNG) ในนิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน ประเทศกาตาร์ ส่งผลทำให้ปริมาณการผลิต LNG ที่ส่งออกwxขายทั่วโลก 17% หายไปทันที ส่งผลทำให้ราคา LNG Spot ปรับราคาสูงขึ้น จากราคา 11 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เพิ่มขึ้นเป็น  25 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ส่งผลกระทบมาถึงต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าของไทย โดยเฉพาะอัตราค่าไฟฟ้างวดที่ 2 ของปี 2569 (งวดเดือน พ.ค.-ส.ค 2569) ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยใช้ ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 57% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด และในจำนวนนี้มี LNG ที่นำเข้าจากต่างประเทศ 50% ส่วนที่เหลือเป็นก๊าซจากอ่าวไทย และก๊าซจากเมียนมา

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า การคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่เรียกเก็บจากประชาชนในงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 ที่ กกพ.คำนวณได้ต่ำที่สุดอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจากงวดปัจจุบัน (เดือนมกราคม – เมษายน 2569) ประมาณ 0.07 บาทต่อหน่วย ซึ่งถือว่าไม่แพงมาก ยกตัวอย่าง บางบ้านใช้ไฟฟ้าเดือนละ 500 หน่วย เอาส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นมา 7 สตางค์/หน่วย คูณเข้าไป ค่าไฟจะเพิ่มขึ้นมา 35 บาทเท่านั้น ส่วนสูตรที่ กกพ.ใช้ในการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้างวดที่ 2 ของปีนี้ หลักๆจะมี 2 แนวทาง คือ

  • สูตรแรก หลังจากที่เกิดเหตุการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านที่ทำให้ราคา LNG ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้าน BTU ทาง กกพ.ได้มีการปรับสูตรการคำนวณต้นทุนค่าเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้าที่ซื้อมาจากเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ (Fuel Adjustment Cost : FAC) บวกกับค่า AF สะสม (Accumulated Factor) ซึ่งมีหนี้ที่ยังค้างจ่าย กฟผ.อยู่ประมาณ 36,000 ล้านบาท และติดค้างหนี้ค่าก๊าซธรรมชาติ ปตท.อีก 12,000 ล้านบาท หากมีการทยอยชำระคืนหนี้ AF ให้ กฟผ.ทั้งหมด ราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชน งวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 จะอยู่ที่ 4.59 บาท/หน่วย
  • สูตรที่ 2 หลังจากคำนวณปรับเพิ่มต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าแล้ว เอาค่า AF ออก คือ ไม่ต้องใช้หนี้คืน กฟผ. และ ปตท. แนวทางนี้จะเหลือค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับประชาชนในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมนี้จะอยู่ที่ 4.08 บาท/หน่วย และถ้านำเงินผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw Back) ของ 3 การไฟฟ้า (กฟผ. , กฟน. และกฟภ.) ในส่วนที่ไม่ได้มีการลงทุนตามแผนงาน 9,400 ล้านบาท มาช่วย จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงได้อีก 0.13 บาท/หน่วย  คงเหลืออัตราค่าไฟฟ้าที่จะเรียกเก็บจากประชาชน 3.95 บาท/หน่วย แต่สูตรนี้มีข้อเสีย คือ กฟผ.ไม่ได้รับชำระหนี้คืน

“ทั้งนี้ กกพ.ได้สอบถามนายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. หากงวดนี้ยังไม่ชำระหนี้คืน กฟผ.รับภาระไหวหรือไม่ ผู้ว่าการ กฟผ. ตอบว่า พอไหว เพราะก่อนหน้านี้ในช่วงเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน กฟผ.ก็เคยเข้าไปรับภาระค่าไฟแทนประชาชน 150,000 ล้านบาท ตอนนั้นเกือบจะถูกบริษัทเครดิตเรตติ้งปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ แต่ก็รอดมาได้ ตอนนี้เหลือหนี้ค้างชำระ กฟผ. 36,000 ล้านบาท แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามีภาระดอกเบี้ยที่ กฟผ.ต้องจ่ายให้กับสถาบันการเงินด้วย ซึ่งท้ายสุดแล้วต้องมารวมอยู่ในค่าไฟที่จะต้องเรียกเก็บกับประชาชน และต้องยอมรับว่าขณะนี้เครื่องมือที่เคยใช้แก้ปัญหาค่าไฟแพง แทบจะไม่มีเหลือแล้ว ส่วนอัตราค่าไฟฟ้าในงวดที่ 2 ของปีนี้ที่ กกพ.คำนวณได้คือ 3.95 บาทต่อหน่วย แต่จะให้ค่าไฟต่ำกว่านี้ หรือตรึงราคาไว้เท่ากับงวดแรก 3.88 บาทต่อหน่วย ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่” นายวรวิทย์ กล่าว

นายวรวิทย์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2565 คณะกรรมการ กกพ.เคยทำเรื่องเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขอให้พิจารณาทบทวน และปรับปรุงเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในอดีตที่ได้รับเงินส่วนเพิ่มจากราคารับซื้อไฟฟ้าทั้งในรูปแบบ Adder และ Feed in Tariff (FiT) เพื่อให้การรับซื้อไฟฟ้าจากกลุ่มนี้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเป็นไปตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มาตรา 65(1) ยกตัวอย่าง การรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ บางโครงการต้องซื้อไฟในราคาขายส่งหน่วยละ 3.16 บาทต่อหน่วยแล้ว ยังต้องบวกค่า Adder อีก 8 บาทต่อหน่วย (เป็นเวลา 10 ปี) รวมเป็น 11.16 บาทต่อหน่วย ซึ่งแพงกว่าอัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงงานหมุนเวียนในรูปแบบ Fit ในปี 2565-2573 หากมีการปรับการรับซื้อไฟฟ้ากลุ่มนี้ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามกฎหมาย ก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงทันที 0.17 บาทต่อหน่วย แต่ถ้ารัฐบาลชุดใหม่จะนำมาทำตอนนี้จะช่วยลดค่าไฟได้ 0.13 – 0.14 บาทต่อหน่อย เนื่องจากสัญญาการรับซื้อไฟฟ้ากลุ่มนี้มีบางส่วนได้หมดอายุสัญญาไปแล้ว

“หลายคนอาจไม่ทราบ กกพ.มีหน้าที่ประกาศอัตราค่าไฟที่เรียกเก็บจากประชาชน เราอยู่ปลายทาง ตอนขาออก แต่เวลาประกาศค่าไฟออกมาเมื่อไหร่ ถูกชาวบ้านด่าทุกที ถามว่าต้นทุนที่รับซื้อไฟมาแพงแล้ว จะให้ กกพ.คิดค่าไฟในราคาถูกกว่าต้นทุนที่รับมาได้อย่างไร ค่าไฟที่แพงทุกวันนี้เป็นกรรมเก่าที่มีบางคนทำเอาไว้ แต่ประชาชนรับกรรม ส่วนคนที่อยู่ต้นทางเป็นใครที่ไปรับซื้อไฟมาแพง หรือใครเป็นคนอนุมัติ ตรงเป็นหน้าที่นักข่าวที่จะต้องไปสืบค้นเพื่อนำมาเสนอเป็นข่าว แต่ไม่ใช่ กกพ. เราอยู่ปลายทาง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ กกพ.เคยเสนอรัฐบาลไปแล้ว ส่วนจะดำเนินการต่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมือง” นายวรวิทย์ กล่าว

นายวรวิทย์ กล่าวต่อว่า ค่าไฟในงวดที่ 2 ของปีนี้ ตามที่  กกพ.คำนวณได้จากต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงจะอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย หากจะทำให้ราคาถูกกว่านี้ หรือ ตรึงราคาค่าไฟให้อยู่ที่ 3.88 บาท/หน่วย เท่าเดิม ตรงนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ ค่าไฟในงวดที่ 3 ของปี 2569 (กันยายน-ธันวาคม 2569) หลังจากอิหร่านส่งขีปนาวุธไปโจมตีกาตาร์ ทำให้โรงงานผลิต LNG ที่ส่งออกไปทั่วโลกเสียหาย กว่าจะซ่อมแซมแล้วกลับมาใช้งานได้ตามปกติเหมือนเดิม คาดว่าจะใช้เวลา 3-5 ปี ทำให้ทุกประเทศทั่วโลกมาแย่งกันซื้อ LNG ในตลาด โดยเฉพาะยุโรปซื้อเยอะมาก เพราะต้องเตรียมไว้ใช้ในช่วงฤดูหนาวปลายปีนี้ และก็ยังไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นมาอีก ทำให้ กกพ.ต้องปรับแผนการผลิตไฟฟ้า โดยเพิ่มสัดส่วนของเชื้อเพลิงถ่านหินที่มีต้นทุนแค่ 70 สตางค์ต่อหน่วย ถูกกว่าการผลิตไฟฟ้าที่ใช้พลังงานน้ำทั้งในประเทศและที่ไปรับซื้อมาจากต่างประเทศ รวมทั้งก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดีเซลด้วย แต่ก็มาเกิดปัญหาดินสไลด์ที่เหมืองแม่เมาะในช่วงเดือนพฤษจิกายน 2568 ทำให้ระบบสายพานลำเลียงดินเสียหาย ส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน จากกำลังการผลิตสูงสุด 2,700 เมกะวัตต์ ตอนนี้ลดลงเหลือ 700 เมกะวัตต์  ขณะนี้ กฟผ.กำลังเร่งซ่อมแซม คาดว่าจะกลับมาใช้งานได้บางส่วนในเดือนกรกฎาคม 2569 และกลับสู่สภาวะปกติภายในเดือนพฤศจิกายน 2569

“สมมติว่าถ้ารอบนี้ (เดือน พ.ค.-ส.ค.2569) เราผ่านไปได้ แต่รอบหน้า (ก.ย.-ธ.ค.2569) เราอั้นไม่ไหว ค่าไฟกระโดดจาก 3.88 บาทต่อหน่วยขึ้นเป็น 4.50 บาทต่อหน่วย โรงงานผลิตสินค้าที่ส่งไปขายต่างประเทศตกลงราคาไปแล้ว อยู่ดีๆต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นจนปรับตัวไม่ทัน ก็อาจจะขาดทุนได้ ดังนั้น กกพ.จึงจำเป็นต้องส่งสัญญาณไปถึงประกอบการและประชาชน โดยบอกความจริงให้ประชาชนทุกคนเตรียมพร้อมรับมือกับค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น”นายวรวิทย์ กล่าว

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ สำนักงาน กกพ. กล่าวว่า ขณะนี้ กกพ.ได้ติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางในการบรรเทาผลกระทบกับค่าไฟฟ้าที่จะเรียกเก็บจากประชาชนในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 นอกจากการนำเงิน Claw Back ของ 3 การไฟฟ้าจำนวน 9,400 ล้านบาท มาใช้ในการปรับลดค่าไฟ 0.13 บาทต่อหน่วยแล้ว กกพ.ยังปรับแผนการผลิตไฟฟ้า โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน และให้ กฟผ.เร่งปรับปรุงโรงไฟฟ้าที่ 9 และโรงไฟฟ้าที่ 10 ที่เพิ่งปลดระวางไปแล้วในช่วงต้นปีที่ผ่านมาให้กลับมาเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้อีก รวมทั้งเร่งรัดให้ผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยอีก 150 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน , เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ โดยเฉพาะการรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาวผลิตได้เท่าไหร่รับซื้อทั้งหมด และเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทั้งชีวมวล หรือ พลังงานแสงอาทิตย์ในกลุ่ม Non-Firm โดย กกพ.จะนำเสนอทางเลือกในการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) และอัตราค่าไฟที่จะเรียกเก็บจากประชาชนในงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 ให้ที่ประชุมบอร์ด กกพ.พิจารณาอนุมัติในวันพุธที่ 25 มีนาคม 2569 และจะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในวันเดียวกันนี้