ASEAN Roundup สงครามพลังงานบีบอาเซียน ‘รีเซ็ต’ ยุทธศาสตร์: สกัดวิกฤติค่าครองชีพ หลังน้ำมันเขย่าความมั่นคงอาหาร

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 15-21 มีนาคม 2569

  • สงครามพลังงานบีบอาเซียน ‘รีเซ็ต’ ยุทธศาสตร์: สกัดวิกฤติค่าครองชีพ หลังน้ำมันเขย่าความมั่นคงอาหาร
  • อาเซียนเร่งปกป้องความมั่นคงทางอาหาร
  • เวียดนามสั่งดูแลการผลิตส่งออกข้าวพร้อมทำแผนสำรองข้าว
  • เวียดนามเตรียมใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E10 เมษายนนี้
  • มาเลเซียเร่งกระจายแหล่งพลังงาน-เสริมความมั่นคงทางอาหาร
  • สิงคโปร์เน้นวางโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว
  • รัฐบาลลาวสั่งลดวันเรียนเหลือ 3 วันต่อสัปดาห์ รับมือภาวะวิกฤติเชื้อเพลิง
  • สปป.ลาว เร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ EV ลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียน 30%
  • สว.ฟิลิปปินส์จี้รัฐบาลเร่งเปลี่ยนรถสาธารณะเป็น EV ชูทางรอดจากวิกฤติราคาน้ำมันโลก
  • เมียนมาเตรียมใช้ระบบจ่ายไฟฟ้าแบบสลับเวลา ความต้องการใช้ไฟพุ่ง
  • กระทรวงพลังงานเมียนมาประกาศอัตราค่าไฟฟ้าในเขตนิคมอุตสาหกรรม-เขตเศรษฐกิจพิเศษ

สงครามพลังงานบีบอาเซียน ‘รีเซ็ต’ ยุทธศาสตร์: สกัดวิกฤติค่าครองชีพ หลังน้ำมันเขย่าความมั่นคงอาหาร

AI Generated

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เข้าสู่สัปดาห์ที่สี่ ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านราคาพลังงาน ระบบโลจิสติกส์การค้า และความมั่นคงทางอาหาร รัฐบาลทั่วอาเซียนนอกจากกำลังพยายามปกป้องผู้บริโภคจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการปกป้องความมั่นคงทางอาหาร สะท้อนว่าอาเซียนกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ความมั่นคงทางอาหาร” และ “ความมั่นคงทางพลังงาน” คือเรื่องเดียวกัน

ภูมิภาคนี้ไม่ได้มอง EV หรือรถเมล์ไฟฟ้าเป็นแค่ทางเลือกสีเขียวอีกต่อไป แต่เป็น “ยุทธศาสตร์ความมั่นคง” เพื่อตัดวงจรการถูกจับเป็นตัวประกันโดยราคาพลังงานโลก

แต่ละประเทศใช้ยุทธศาสตร์ที่ต่างกัน โดยเวียดนามใช้ อำนาจรัฐ สั่งรัฐวิสาหกิจเร่งผลิตเพื่อเป้าหมาย GDP 10% ขณะที่ลาวลดวันเรียน 3 วัน และขึ้นภาษีรถน้ำมัน 30% เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ EV เพื่อความอยู่รอดในภาวะขาดแคลนเงินตรา เช่นเดียวกับ ฟิลิปปินส์ที่เร่งเปลี่ยนรถสาธารณะเป็น EV เพื่อหนีราคาน้ำมัน ส่วนเมียนมาเลือกจ่ายไฟสลับเวลา ด้วยความเปราะบาง จึงต้องบริหารทรัพยากรที่จำกัดเพื่อประคองระบบ มาเลเซียใช้แนวทางการอุดหนุนราคาน้ำมัน และสิงคโปร์ ที่มีความแข็งแกร่งใช้เทคโนโลยีสู้กับธรรมชาติและค่าครองชีพ

ขณะเดียวกันวิกฤตินี้ลามไปถึง “ความมั่นคงทางอาหาร” เพราะพลังงานคือต้นทุนแฝงในทุกขั้นตอนของอาหาร ทำให้อาเซียนตระหนักว่า “ความมั่นคง” คือการมีพลังงานและอาหารที่ควบคุมได้เอง การสร้างคลังสำรองน้ำมันยุทธศาสตร์ระยะยาว กับการมีปริมาณข้างสำรอง อาจกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกประเทศต้องลงมือทำ

อาเซียนเร่งปกป้องความมั่นคงทางอาหาร

ที่มาภาพ: https://asean2026.gov.ph/photo-categories/?album=69b4df2791871f935bce390b

รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ให้ความสำคัญเร่งด่วนกับความมั่นคงทางอาหารและห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 25689 รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Ministers – AEM) ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปกป้องความมั่นคงทางอาหาร โดยเตือนว่าต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องในตะวันออกกลาง กำลังคุกคามเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานอาหารในภูมิภาค

ในแถลงการณ์ร่วมที่ออกระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 32 ณ เมืองตากิก (Taguig City) ประเทศฟิลิปปินส์ บรรดารัฐมนตรีระบุว่า ความผันผวนของต้นทุนพลังงานและการขนส่งอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตทางการเกษตร การจัดหาปุ๋ย และระบบการกระจายอาหารทั่วทั้งภูมิภาค

“เรามุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามข้อตกลงทางเศรษฐกิจของอาเซียนที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดการหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทานอาหารระดับภูมิภาคให้เหลือน้อยที่สุด สร้างความมั่นใจว่าตลาดจะยังคงเปิดกว้าง และพยายามลดความผันผวนของราคาที่รุนแรงเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาวะราคาพุ่งสูงฉับพลัน” แถลงการณ์ของ AEM ระบุ

ที่ประชุม AEM ได้ย้ำถึงความสำคัญของการเพิ่มผลิตผลทางการเกษตรและการกระจายแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์และปัจจัยการผลิตอาหาร เพื่อเสริมสร้างความเข็งแกร่งให้กับระบบอาหารของภูมิภาค

แถลงการณ์ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการส่งเสริมแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่ยั่งยืน มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ และเป็นการเกษตรแบบฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ควบคู่ไปกับการยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาคในด้านห่วงโซ่อุปทานอาหารและการเกษตร

นอกจากนี้ AEM ยังได้ยืนยันความสามัคคีและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียนในการตอบสนองต่อผลกระทบจากภายนอก (External Shocks) รวมถึงความพยายามที่จะอำนวยความสะดวกทางการค้าและเสริมสร้างความเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ เพื่อสนับสนุนการค้าและการลงทุนในภูมิภาค

“เราได้รับทราบถึงพัฒนาการล่าสุดของนโยบายการค้าระดับโลก และกำลังเฝ้าติดตามผลกระทบอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นสำหรับภาคธุรกิจ บรรยากาศการลงทุนที่ซบเซาลง และโอกาสที่จะเกิดการหยุดชะงักของเครือข่ายการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ท้าทาย” แถลงการณ์ AEM ระบุ

แถลงการณ์ของ AEM ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบการค้าพหุภาคีที่ยึดถือกฎระเบียบ ไม่เลือกปฏิบัติ และมีความเปิดกว้าง โดยมีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นแกนกลาง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประเทศสมาชิก “ละเว้นจากการใช้มาตรการปกป้องทางการค้า และการจำกัดทางการค้าที่ไม่จำเป็น”

“เราสนับสนุนการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สมดุลในการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกครั้งที่ 14 (MC14) ซึ่งรวมถึงการปฏิรูปที่จำเป็นของ WTO เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานในทุกด้านให้ดียิ่งขึ้น” AEM ระบุในแถลงการณ์

แถลงการณ์ของ AEM ให้คำมั่นที่จะยืนหยัดผลักดันข้อริเริ่มสำคัญระดับภูมิภาค รวมถึงการให้สัตยาบันและการบังคับใช้พิธีสารฉบับที่สองอย่างทันท่วงที เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement :ATIGA) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างการอำนวยความสะดวกทางการค้า ความโปร่งใส ความร่วมมือด้านกฎระเบียบ และการลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers)

นอกจากนี้ AEM ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาให้ได้ข้อสรุปและการลงนามในกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (Digital Economy Framework Agreement :DEFA) เพื่อสนับสนุนการรวมกลุ่มทางดิจิทัลที่ลึกยิ่งขึ้น การไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดนที่เชื่อถือได้ และการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคมากขึ้น

“เราตกลงที่จะเสริมสร้างและขยายความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับพันธมิตรภายนอกของอาเซียน ซึ่งรวมถึงประเทศคู่เจรจา (Dialogue Partners) และแสวงหาโอกาสในความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับพันธมิตรใหม่ๆ” แถลงการณ์ระบุ

นายกรัฐมนตรีเวียดนาม สั่ง’ห้ามพลังงานขาดแคลน’

นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ของเวียดนาม ที่มาภาพ:https://www.vietnam.vn/en/thu-tuong-dap-ung-du-nhu-cau-nang-luong-xang-dau-cho-san-xuat-kinh-doanh-va-tieu-dung

ในช่วงบ่ายของวันที่ 21 มีนาคม 2569 นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ (Pham Minh Chinh) ได้เป็นประธานในการประชุมด่วนเพื่อกำหนดมาตรการรับมือต่อวิกฤตการณ์พลังงาน ซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการประจำรัฐบาล เพื่อทบทวนการทำงานของรัฐบาลตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์จนถึงปัจจุบัน ในการรับมือต่อวิกฤติพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการปฏิบัติตามมติของกรมการเมือง (Politburo) ฉบับที่ 14 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2569 เรื่องการสร้างเสถียรภาพด้านอุปทานและราคาน้ำมันในสถานการณ์ใหม่

ที่ประชุมประเมินว่า แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะซับซ้อนและตลาดพลังงานโลกจะเผชิญความยากลำบาก แต่รัฐบาลสามารถดำเนินมาตรการตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น จนปัจจุบันสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เป็นอย่างดีและประกันความมั่นคงทางพลังงานได้สำเร็จ

รัฐบาลได้ออกคำสั่ง 1 ฉบับ มติ 2 ฉบับ และคำสั่งนายกรัฐมนตรี 1 ฉบับ รวมถึงเอกสารสั่งการด่วนอีกจำนวนมากในวันเดียวกัน นอกจากนี้นายกฯ ยังได้ต่อสายตรง และส่งจดหมายถึงผู้นำหลายประเทศ รวมถึงหารือกับเอกอัครราชทูตและบริษัทน้ำมันข้ามชาติในเวียดนามเพื่อร่วมมือกันกู้พิบัติภัยพลังงาน

รองนายกรัฐมนตรีได้กำกับดูแลกระทรวง หน่วยงาน และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ให้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่โดยทันที ได้มีการนำมาตรการสนับสนุนราคาน้ำมันหลายด้านมาใช้ เช่น การดึงเงินจากกองทุนเพื่อการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน (Price Stabilization Fund) และการปรับลดภาษีรวมถึงค่าธรรมเนียมต่าง ๆ สำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

ในช่วงท้ายของการประชุม นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมความร่วมมืออย่างเร่งด่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า กระทรวงการคลัง กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน โดยนายกฯ เห็นพ้องว่าวิกฤติน้ำมันโลกครั้งนี้มีความซับซ้อนและยากจะคาดเดา จึงจำเป็นต้องมีแนวทางแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดำเนินการไปทีละขั้น โดยยึดหลัก “เยือกเย็น อดทน มั่นคงในหลักการ แต่ยืดหยุ่นในการปฏิบัติ”

นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึง 4 เป้าหมายหลัก ประกอบด้วย

  1. ห้ามขาดแคลนพลังงานเด็ดขาด: โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับการผลิต ธุรกิจ และการบริโภคในทุกกรณี
  2. รักษาเสถียรภาพรอบด้าน: ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ ความสงบเรียบร้อยทางสังคม ความมั่นคงทางการเมือง และคุณภาพชีวิตของประชาชน
  3. ผลักดันการเติบโตเลขสองหลัก (Double-digit growth): พลังงานต้องเพียงพอเพื่อรองรับการเติบโตของ GDP ที่ตั้งเป้าไว้สูงกว่า 10% ในปี 2026 และปีต่อ ๆ ไป
  4. การบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก

นายกรัฐมนตรียังขอให้กระทรวง ภาคส่วน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการโปลิตบูโรในข้อสรุปหมายเลข 14 อย่างเคร่งครัด รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ในระยะต่อไป ในเรื่องการรับประกันความมั่นคงของอุปทานและราคาวัตถุดิบ

นอกจากนี้ยังมอบหมายภารกิจให้แก่กระทรวง หน่วยงาน และภาคธุรกิจต่างๆ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ต้องเฝ้าระวังและคาดการณ์สถานการณ์ตลาดโลกและตลาดในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อวางสถานการณ์จำลอง (Scenarios) ในการรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินมาตรการบริหารจัดการที่เหมาะสมภายใต้อำนาจและข้อกฎหมายที่มีอยู่ แก้ไขปัญหาเชิงรุก และรายงานต่อผู้มีอำนาจเหนือกว่าทันทีในกรณีที่ปัญหาเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่

อีกทั้งต้องมีการกำกับดูแลผู้ผลิตและผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ให้จัดทำแผนการจัดหาเชื้อเพลิง เพื่อให้มั่นใจว่าระบบการกระจายน้ำมันมีสินค้าเพียงพอ ต้องเปิดจุดจำหน่ายอย่างสม่ำเสมอและขายตามราคาที่ประกาศไว้ เร่งบริหารจัดการการกระจายน้ำมันระหว่างภูมิภาคและท้องถิ่นให้สมดุล เพื่อป้องกันเหตุการณ์ขาดแคลนหรือการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งภาคเศรษฐกิจและการบริโภคของภาคสังคม

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ร่วมกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อประกันความมั่นคงทางพลังงาน ความโปร่งใส และประสิทธิภาพ อีกทั้งต้องจัดการกับการทุจริต การกระทำที่เป็นผลลบ และการใช้นโยบายในทางที่ผิด โดยต้องสร้างความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของ “รัฐ-ประชาชน-ภาคธุรกิจ”

นอกจากนี้ กระทรวงฯ จะประสานงานเพื่อเร่งการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าสู่คลังสำรองแห่งชาติ และปรับปรุงกลไกการระบายหรือกระจายน้ำมันจากคลังสำรองในสถานการณ์ฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพ ตามกฎหมายว่าด้วยการสำรองแห่งชาติ ส่วนในระยะยาว จะต้องมีการวางแผนและก่อสร้างระบบคลังจัดเก็บน้ำมัน (Storage Facilities) ทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ

นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายภารกิจเพิ่มเติมให้กระทรวงการคลังเร่งศึกษาและนำเครื่องมือทางนโยบายการคลังมาใช้ทันที (ทั้งภาษีประเภทต่างๆ, ค่าธรรมเนียม, รวมถึงการสำรองและเบิกจ่ายงบประมาณล่วงหน้า)และนโยบายบริหารจัดการราคาน้ำมัน รวมทั้งติดตามสถานการณ์และประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงอุตสาหกรรมฯ เพื่อบริหารราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยมีเป้าหมายคือ “สร้างเสถียรภาพตลาด ควบคุมเงินเฟ้อ และสนับสนุนภาคการผลิตและธุรกิจ”

นอกจากนี้ต้องเข้มงวดในการตรวจสอบและกำกับดูแลการจัดตั้ง การบริหาร และการใช้ กองทุนเพื่อการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน ของบรรดาผู้ค้ารายใหญ่ให้โปร่งใสตามกฎหมาย และเร่งจัดทำยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการจัดหาและสำรองวัตถุดิบและเชื้อเพลิงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ด้านภารกิจของธนาคารกลางเวียดนาม ต้องสั่งการให้สถาบันการเงินอำนวยความสะดวกด้านอัตราดอกเบี้ย การปล่อยสินเชื่อ และความต้องการเงินตราต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ผลิตและผู้ค้าน้ำมันมีเงินทุนเพียงพอในการ “นำเข้าและสำรอง” น้ำมันตามกฎหมาย

มอบหมายให้กระทรวงก่อสร้าง และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เร่งจัดการข้อเสนอของกลุ่มปิโตรเลียมแห่งชาติเวียดนาม (Petrolimex) ภายใต้อำนาจหน้าที่ เพื่อทลายข้อจำกัดในการดำเนินงาน

นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมฯ และกระทรวงการคลัง สั่งการไปยังหน่วยงานในสังกัด ให้ “รุกคืบและทำข้อตกลงเชิงรุก” กับพันธมิตรต่างชาติ เพื่อสร้างสภาวะที่เอื้ออำนวยให้ธุรกิจในเวียดนามสามารถจัดซื้อวัตถุดิบและเชื้อเพลิงได้โดยสะดวก เพื่อประกันอุปทานน้ำมันของประเทศ

กระทรวงอุตสาหกรรมฯ กระทรวงการคลัง กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ กระทรวงกลาโหม, คณะกรรมการตรวจสอบรัฐบาล และคณะกรรมการ 389 รวมถึงคณะกรรมการประชาชนทุกจังหวัด ยกระดับการตรวจสอบและสืบสวนเพื่อ “ต่อต้านการลักลอบนำเข้า” และควบคุมผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่อย่างใกล้ชิด และจัดการขั้นเด็ดขาดกับการ “กักตุนสินค้า, การปั่นราคา, การฉวยโอกาสเก็งกำไร, การฉ้อโกงทางการค้า และการลักลอบขนส่งน้ำมันเถื่อน” รวมถึงการละเมิดกฎหมายควบคุมราคาทุกรูปแบ

นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ร่วมกับประธานคณะกรรมการประชาชนประจำจังหวัดและนครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อนำมาตรการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมาใช้ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและภาคธุรกิจร่วมกันประหยัดการบริโภคพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนให้หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะเป็นอันดับต้นๆ และผลักดันการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) เพื่อมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition) อย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีได้เรียกร้องไปยังทุกภาคส่วนในระบบการเมือง ประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ร่วมกันใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ โดยถือว่าวิกฤติครั้งนี้เป็น “โอกาส” ในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ตามมติของการประชุมใหญ่พรรคสมัยที่ 14

นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ภายใต้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการโฆษณาชวนเชื่อและมวลชนสัมพันธ์กลาง กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า และกระทรวงการเงิน เพื่อกำกับดูแลสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูล โดยต้องนำเสนอข้อมูลที่ “ถูกต้องตรงไปตรงมา และเป็นกลาง”สะท้อนสถานการณ์ที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทั้งในประเทศและต่างประเทศท่ามกลางสภาวะวิกฤติ การสื่อสารต้องมุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความปลอดภัยในสังคม และมุ่งสร้างเสถียรภาพทางจิตใจของประชาชนและการบริโภค เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกจนส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม

นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายภารกิจ รัฐวิสาหกิจพลังงานยักษ์ใหญ่ คือ Vietnam National Energy and Industry Corporation และ Vietnam National Petroleum Corporation ให้รักษากระบวนการผลิตและการดำเนินงานของโรงกลั่นน้ำมันและก๊าซให้มีความปลอดภัย เสถียร และต่อเนื่อง ปรับการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้เงื่อนไขทางเทคนิคที่อนุญาต เพื่อเพิ่มปริมาณอุปทานผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเข้าสู่ตลาดในประเทศ ในช่วงที่ตลาดโลกกำลังผันผวนรุนแรง

ตลอดจนกำชับให้ทุกกระทรวง ทุกภาคส่วน และทุกท้องถิ่น ปฏิบัติตามแนวทางของคณะกรรมการกลางและกรมการเมือง ทั้งในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ควบคู่ไปกับความมั่นคงและป้องกันประเทศ ร่วมมือกันฟันฝ่าอุปสรรค โดยยึดมั่นอย่างแน่วแน่ในการผลักดัน “อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเลขสองหลัก “ ในปี 2026 และปีต่อ ๆ ไป เพื่อมุ่งสู่การบรรลุ “เป้าหมายสองร้อยปี” (Two Centenary Goals) ของเวียดนาม

เวียดนามเตรียมใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E10 เมษายนนี้

ที่มาภาพ: https://e.vnexpress.net/news/business/markets/vietnam-mulls-making-e10-the-only-fuel-for-gas-vehicles-starting-2026-4931065.html

ในด้านการเตรียมความพร้อมพลังงาน เวียดนามจะเริ่มบังคับใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E10 อย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนเมษายนนี้ ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิมถึง 2 เดือน เพื่อลดการใช้เบนซินจากฟอสซิลลง 10% และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า ท่ามกลางภาวะตลาดพลังงานโลกที่ผันผวน

การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งนายกรัฐมนตรี เลขที่ 09/CT-TTg ว่าด้วยการยกระดับการอนุรักษ์พลังงาน การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการพัฒนาระบบขนส่งพลังงานไฟฟ้า ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2026

นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ เรียกร้องให้ยกระดับความพยายามในการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน โดยเน้นย้ำว่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) คือแนวทางแก้ไขปัญหาสำคัญในการบรรเทาแรงกดดันด้านอุปทาน ท่ามกลางสภาวะตลาดพลังงานโลกที่ผันผวน

นายกรัฐมนตรีได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ และการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเบนซินและน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ คำสั่งดังกล่าวยังเรียกร้องให้เพิ่มการลงทุนในนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพระบบการผลิต การยกระดับการฟื้นฟูและนำความร้อนที่สูญเสียกลับมาใช้ใหม่ (Waste heat recovery) รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการพลังงาน โดยอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ เหล็ก, ซีเมนต์, เคมีภัณฑ์, กระดาษและเยื่อกระดาษ, เบียร์และเครื่องดื่ม, พลาสติก, สิ่งทอ และการแปรรูปอาหาร

นายกรัฐมนตรียังได้เร่งรัดให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า การนำนโยบายต่าง ๆ มาใช้เพื่อส่งเสริมการผลิตและการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการเปลี่ยนผ่านรถโดยสารสาธารณะและรถบริการต่าง ๆ ไปสู่ระบบไฟฟ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการสรุปกลไก นโยบาย มาตรฐาน และระเบียบทางเทคนิคว่าด้วยประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รวมถึงขยายรายชื่อยานพาหนะและอุปกรณ์ที่ต้องติดฉลากประหยัดพลังงาน (Energy labeling) และบังคับใช้มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานขั้นต่ำ

นอกจากนี้ การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะในกลุ่มวิสาหกิจที่ใช้พลังงานสูง (Major energy-consuming enterprises) และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขุดเจาะ การแปรรูป และการขนส่งเชื้อเพลิง จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026

ในขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเวียดนาม มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดทำระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการจัดการ การฟื้นฟู และการรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV batteries) รวมถึงขยะที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2026

คณะกรรมการประชาชนประจำจังหวัดและเมืองต่าง ๆ ได้รับมอบหมายให้ประกาศใช้นโยบายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Rooftop Solar) โดยปรับให้เหมาะสมกับเงื่อนไขของแต่ละท้องถิ่น ภายในเดือนกันยายน 2026

ในส่วนของผู้จัดจำหน่ายเชื้อเพลิง ยังถูกกำหนดให้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมเกณฑ์การใช้เชื้อเพลิงในระบบการขนส่ง การจัดเก็บ และการกระจายสินค้า พร้อมทั้งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

สำหรับ E10 ซึ่งเป็นน้ำมันเบนซินผสมเอทานอล 10% และเบนซินพื้นฐาน 90% ถือเป็นการอัปเกรดที่ใช้งานได้จริงจากน้ำมัน E5 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและความเป็นไปได้ทางเทคนิค เพราะรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินส่วนใหญ่สามารถใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์

เวียดนามเริ่มการประกาศใช้น้ำมันเบนซิน E5 ทั่วประเทศในช่วงปี 2014–2015 ซึ่งตามแผนงานเดิม น้ำมัน E10 มีกำหนดการที่จะเริ่มใช้ระหว่างปี 2020 ถึง 2022 อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าในการดำเนินงาน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากขาดการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้องเลื่อนการใช้ออกไป

ด้วยการใช้สัดส่วนการผสมเชื้อเพลิง เช่น E5, E10, B5 และ B10 เวียดนามจะสามารถค่อย ๆ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลลงได้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับระบบเศรษฐกิจที่มีภาคการเกษตรขนาดใหญ่ เนื่องจากโครงการเชื้อเพลิงชีวภาพจะช่วยสร้างอุปสงค์ สำหรับพืชผลทางการเกษตร เช่น มันสำปะหลังและข้าวโพด ในขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมการแปรรูปให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ปัจจุบันเวียดนามมีการบริโภคผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมประมาณ 26–26.5 ล้านลูกบาศก์เมตร/ตันต่อปี ซึ่งการใช้สัดส่วนผสมเอทานอลที่ 10% (E10) จะสามารถทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ในปริมาณมหาศาล และหากมีการบังคับใช้ระเบียบนี้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งขยายสัดส่วนการผสมให้สูงขึ้นเป็น E15, E20, B15 หรือ B20 ซึ่งมีการใช้งานแล้วในบางประเทศ การลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงก็จะยิ่งเห็นผลชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ในปัจจุบัน การผลิตภายในประเทศสามารถรองรับความต้องการใช้เชื้อเพลิงของเวียดนามได้เพียงประมาณ 70% เท่านั้น ส่วนอีก 30% ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้า ดังนั้น ความริเริ่มต่าง ๆ เช่น โครงการ E10 จึงมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์อย่างยิ่งในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน

เวียดนามสั่งดูแลการผลิตส่งออกข้าวพร้อมทำแผนสำรอง

ที่มาภาพ: https://en.baochinhphu.vn/rice-export-prices-reach-10-year-high-111230801102556193.htm

เวียดนามได้ออกคำสั่งเร่งด่วน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการผลิตและการส่งออกข้าว พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจในเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำล่าสุดของนายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์  ได้สั่งการให้กระทรวง ภาคส่วนต่าง ๆ และท้องถิ่นต่าง ๆ ดำเนินการบริหารจัดการการผลิต การจัดซื้อ และการส่งออกข้าวอย่างเชิงรุก ท่ามกลางภาวะตลาดโลกที่ผันผวน และแนวโน้มราคาการจัดซื้อข้าวที่ลดลงในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta)

นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เลขที่ 21/CD-TTg ว่าด้วยการบริหารจัดการการผลิตและการบริโภคข้าวภายใต้สถานการณ์ใหม่

คำสั่งดังกล่าวระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา การผลิต การดำเนินธุรกิจ และการส่งออกข้าวของเวียดนามยังคงบรรลุผลสำเร็จในเชิงบวกหลายประการ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในระดับโลกและภูมิภาคกำลังทวีความซับซ้อนและยากจะคาดเดามากขึ้น ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในบางภูมิภาค ความผันผวนของราคาพลังงาน ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการขนส่งทางเรือที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนการปรับเปลี่ยนนโยบายการค้าและคลังสำรองอาหารของบางประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุปทาน อุปสงค์ และราคาข้าวในตลาดโลก

ในด้านสถานการณ์ภายในประเทศ จังหวัดต่าง ๆ ในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta) กำลังอยู่ในช่วงกลางของการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปรัง ซึ่งส่งผลให้ราคาจัดซื้อข้าวจากเกษตรกรปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2025

เพื่อให้การบริหารจัดการการผลิตและการบริโภคข้าวใน “สถานการณ์ใหม่” จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นายกรัฐมนตรีได้ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้ท้องถิ่นต่าง ๆ เฝ้าระวัง พยากรณ์ และติดตามการผลิตอย่างใกล้ชิด เสริมสร้างการควบคุมศัตรูพืช และตอบสนองต่อสภาวะอากาศที่เลวร้ายอย่างเชิงรุก เพื่อปกป้องผลผลิตและรับประกันปริมาณผลผลิตตามเป้าหมายด้วยต้นทุนที่ต่ำ ในขณะเดียวกัน รัฐมนตรีควรเป็นเจ้าภาพในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและท้องถิ่น เพื่อแก้ไขอุปสรรคทางเทคนิค (Technical barriers) โดยเร็ว เพื่อรับประกันการเพิ่มปริมาณการส่งออกและขยายตลาดต่างประเทศสำหรับข้าวเวียดนาม

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมยังได้รับมอบหมายให้ประสานงานกับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สมาคมอาหารเวียดนาม สมาคมอุตสาหกรรมข้าวเวียดนาม รวมถึงสมาคมและธุรกิจอื่น ๆ ในภาคการค้าข้าว เพื่อเชื่อมโยงให้ภาคธุรกิจดำเนินการจัดซื้อ แปรรูป และส่งออกข้าวอย่างเชิงรุก เพื่อรับประกันการระบายข้าวเชิงพาณิชย์ให้แก่เกษตรกร พร้อมทั้งประสานงานกับกระทรวง ภาคส่วน และท้องถิ่นต่าง ๆ ในการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดข้าวโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อจัดหาและอัปเดตข้อมูลให้แก่ท้องถิ่นและธุรกิจต่าง ๆ ให้สามารถปรับแผนการผลิตและการส่งออกได้อย่างทันท่วงทีเพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการของตลาด

นายกรัฐมนตรียังได้ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า เฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์การนำเข้า-ส่งออก ความต้องการบริโภค และราคาอาหารในภูมิภาคและในตลาดโลกให้ถูกต้อง เพื่อที่จะสามารถกำกับดูแลธุรกิจและการนำเข้า-ส่งออกข้าวได้ในเชิงรุกและยืดหยุ่น เพื่อสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพการส่งออกที่ดียิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน รัฐมนตรีควรเป็นผู้นำในการประสานงานกับกระทรวงเกษตรฯ และคณะกรรมการประชาชนในท้องถิ่น เพื่อจัดตั้งทีมตรวจสอบร่วมระหว่างกระทรวง ในการเข้าตรวจสอบการดำเนินการจัดซื้อข้าวและกิจกรรมนำเข้า-ส่งออก เพื่อส่งเสริมให้ตลาดมีความโปร่งใส โดยเฉพาะในเรื่องของความสามารถในการสำรองข้าวภาคบังคับ ตามที่ระบุไว้ในคำสั่งเลขที่ 107/2018/ND-CP และกฤษฎีกาหมายเลข 01/2025/ND-CP

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ผู้นำการดำเนินการในการเสริมสร้างการส่งเสริมการค้าและกระตุ้นการส่งออกไปยังตลาดหลักและตลาดที่มีศักยภาพซึ่งมีโอกาสเติบโตสูง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระจายตลาด (Market Diversification) และค่อย ๆ ลดการพึ่งพาประเทศผู้นำเข้าแบบเดิม พร้อมทั้งให้ข้อมูลและคำแนะนำแก่ภาคธุรกิจเกี่ยวกับช่วงเวลาการส่งออกที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ได้ราคาสูงสุดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดสากล รวมถึงเสริมสร้างมาตรการส่งเสริมการบริโภคข้าวภายในประเทศและเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวทั้งเพื่อการบริโภคในประเทศและการส่งออก

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานประสานงานกับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเฝ้าติดตามพัฒนาการของราคาในตลาด ดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพตลาดตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ และเป็นผู้นำในการวิจัยหาแนวทางลดต้นทุนโลจิสติกส์และการส่งออกให้แก่ภาคธุรกิจ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้นทุนการขนส่งระหว่างประเทศพุ่งสูงขึ้น ทั้งนี้ ให้พิจารณาและดำเนินมาตรการสนับสนุนธุรกิจส่งออกข้าว โดยอำนวยความสะดวกในเรื่องการคืนภาษี (Tax refunds) และการพิธีการศุลกากร ยิ่งไปกว่านั้น ให้จัดทำแผนการจัดซื้อข้าวสำรองแห่งชาติที่เหมาะสม เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาข้าวภายในประเทศ

ผู้นำรัฐบาลยังได้ขอให้ผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) สั่งการให้สถาบันการเงินต่าง ๆ จัดสรรวงเงินสินเชื่อด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการจัดซื้อข้าว โดยเฉพาะในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่ชุก (Peak harvest) นอกจากนี้ ยังขอให้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการจัดตั้งกลไกสินเชื่อสิทธิประโยชน์ (Preferential credit) สำหรับธุรกิจที่มีคลังจัดเก็บสินค้าขนาดใหญ่และมีศักยภาพในการรับซื้อ เพื่อส่งเสริมการเพิ่มการรับซื้อชั่วคราวและการจัดเก็บข้าวจากเกษตรกร

สำหรับ ประธานคณะกรรมการประชาชนประจำจังหวัดและเมืองต่าง ๆ นายกรัฐมนตรีขอให้รับผิดชอบในการสั่งการหน่วยงานเฉพาะทางเพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์การผลิตข้าวในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด บริหารจัดการการผลิตข้าวอย่างเชิงรุกและยืดหยุ่นเพื่อให้มั่นใจว่าผลผลิตและเป้าหมายจะเป็นไปตามแผนหรือสูงกว่าแผนที่วางไว้ โดยยึดถือระเบียบทางเทคนิคและมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารของเวียดนามและประเทศผู้นำเข้าอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประสานงานกับธุรกิจและสหกรณ์เพื่อจัดระบบการจัดซื้อข้าวให้ทันท่วงที เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่ข้าวสุกแล้วแต่ไม่มีผู้รับซื้อ และควรดำเนินมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจในการจัดซื้อและขนส่งข้าวไปยังคลังสินค้าของตนเอง

นอกจากนี้ ประธานคณะกรรมการประชาชนในท้องถิ่นยังต้องเสริมสร้างการบริหารจัดการตลาด ยกระดับการตรวจสอบ การเช็ก และการกำกับดูแลกิจกรรมการซื้อขายของวิสาหกิจหลักและพ่อค้าคนกลาง เพื่อป้องกันการอาศัยสถานการณ์ในการปั่นราคาและแสวงหาผลกำไรโดยมิชอบ รวมถึงต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมระหว่างภาคธุรกิจด้วยกันเอง

นายกรัฐมนตรีได้สั่งการไปยังประธานสมาคมอาหารเวียดนาม ประธานสมาคมอุตสาหกรรมข้าวเวียดนาม ประธานและผู้อำนวยการใหญ่ของบรรษัทอาหารภาคเหนือ บรรษัทอาหารภาคใต้ รวมถึงธุรกิจส่งออกข้าวต่าง ๆ ให้เร่งเสริมสร้างการจัดซื้อข้าวจากเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ผลิตหลักบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta)

นอกจากนี้ ยังขอให้ภาคส่วนต่าง ๆ ใช้ระบบคลังจัดเก็บและขีดความสามารถในการแปรรูปอย่างเชิงรุก เพื่อรับซื้อและจัดเก็บข้าวเป็นการชั่วคราว ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาด พร้อมทั้งเสริมสร้างการอัปเดตข้อมูล การเฝ้าติดตาม การพยากรณ์ และการจัดหาข้อมูลด้านการผลิตข้าวและพัฒนาการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้สามารถปรับแผนธุรกิจได้อย่างทันท่วงทีสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด

ต่อมากระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ออก คำสั่งฉบับลงวันที่ 19 มีนาคม 2569 เรียกร้องให้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงต่างๆ หน่วยงานท้องถิ่น และภาคธุรกิจ เพื่อประกันความมั่นคงทางอาหาร รักษาความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน และบริหารจัดการการส่งออกข้าวให้สอดคล้องกับเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืนของภาคส่วนนี้

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้รับคำสั่งให้ขยายตลาดส่งออก ลดการพึ่งพาผู้ซื้อรายเดิม และใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีต่างๆ รวมถึงข้อตกลงการค้าเสรีสหภาพยุโรป–เวียดนาม (EVFTA) และข้อตกลงการค้าเสรีสหราชอาณาจักร–เวียดนาม (UKVFTA)

คำสั่งดังกล่าวได้มอบหมายให้กรมนโยบายการค้าพหุภาคี ดำเนินการผลักดันการผนวกเรื่องข้าวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมสนับสนุนภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และเร่งการเจรจากับสหภาพยุโรป (EU) และสหราชอาณาจักร (UK) เพื่อขยายโควตาภาษี (Tariff Quotas) สำหรับการส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าสูงเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ยังได้รับมอบหมายให้เฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของประเทศผู้นำเข้าอย่างใกล้ชิด และรายงานข้อมูลล่าสุดให้ผู้ส่งออกทราบอย่างทันท่วงที รวมถึงต้องให้การสนับสนุนภาคธุรกิจในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการหยุดชะงักของระบบโลจิสติกส์

กรมส่งเสริมการค้าเวียดนามจะเร่งขยายการตลาดข้าวเวียดนามในต่างประเทศ ในขณะที่กรมการค้าต่างประเทศจะรับหน้าที่ขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การส่งออกปี 2030 และติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการการส่งออกให้สอดคล้องกับความต้องการภายในประเทศ

สำหรับมาตรการภายในประเทศ หน่วยงานกำกับดูแลต้องยกระดับการตรวจสอบตลาดเพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร การปั่นราคา และการค้าที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ยังต้องมีมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศและรับประกันว่าระบบการกระจายสินค้าจะเป็นไปอย่างราบรื่น

ในส่วนของผู้ส่งออกข้าว ได้รับการสนับสนุนให้ปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพิ่มความหลากหลายของกลุ่มสินค้า และสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าสูง (High-value segments) พร้อมทั้งได้รับคำแนะนำให้หันมาใช้เครื่องมือบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินและโลจิสติกส์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกที่เพิ่มสูงขึ้น

สำนักงานเยียวยาทางการค้าแห่งเวียดนาม (Trade Remedies Authority of Vietnam) และ คณะกรรมการการแข่งขันแห่งชาติ จะดำเนินการติดตามและจัดการกับคดีที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันและการเยียวยาทางการค้า เพื่อรักษาบรรยากาศทางธุรกิจที่เป็นธรรมและโปร่งใสสำหรับผู้ผลิตและผู้ส่งออกข้าว

นอกจากนี้ หน่วยงานท้องถิ่นยังได้รับคำสั่งให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการหันมาปลูกข้าวพันธุ์ที่มีคุณภาพสูง และสนับสนุนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมทั้งปรับปรุงระบบการจัดเก็บ การขนส่ง และระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ผู้ส่งออกได้รับคำแนะนำให้เพิ่มความเข้มงวดในเงื่อนไขสัญญา โดยการระบุข้อกำหนดเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ครอบคลุมความเสี่ยงจากความขัดแย้งและการขนส่งทางเรือ รวมถึงจัดเตรียมแผนโลจิสติกส์สำรอง ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือผ่านแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) หรือการขนส่งทางอากาศสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าสูง

กระทรวงฯระบุว่า มาตรการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพและความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกข้าวของเวียดนาม ในขณะเดียวกันก็ต้องปกป้องอุปทานภายในประเทศและผลประโยชน์ของผู้บริโภคด้วย

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ การส่งออกข้าวในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ มีปริมาณสูงถึง 1.281 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 594 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.1% ในเชิงปริมาณ แต่ลดลง 11.9% ในเชิงมูลค่า เนื่องจากราคาตลาดที่ปรับตัวลดลง

มาเลเซียเร่งกระจายแหล่งพลังงาน-เสริมความมั่นคงทางอาหาร

ที่มาภาพ: https://thesun.my/news/malaysia-news/msia-must-boost-food-security-strategy-amid-west-asia-conflict/

มาเลเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีความเชื่อมโยงอย่างลึกกับเครือข่ายการค้าโลก กำลังเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยนายอักมัล นาสรุลเลาะห์ โมฮัมหมัด นาซีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ กล่าวในเวทีเสวนาเมื่อเร็วๆ นี้ว่า แม้ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจช่วยเพิ่มเงินปันผลให้กับบริษัท ปิโตรนาส (Petronas) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของมาเลเซีย แต่กำไรที่เพิ่มขึ้นนั้นก็น่าจะถูกหักล้างด้วยต้นทุนการนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปที่สูงขึ้นเช่นกัน

นายอักมัล นาสรุลเลาะห์ กล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบันตอกย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความหลากหลายของแหล่งพลังงาน การเสริมสร้างขีดความสามารถในการผลิตพลังงานภายในประเทศ รวมถึงการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและพลังงานเปลี่ยนผ่าน เพื่อจัดการกับความเสี่ยงดังกล่าว

นายอักมัล นาสรุลเลาะห์ กล่าวอีกว่า “พัฒนาการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความมั่นคงทางพลังงานนั้นแยกไม่ออกจากความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ หัวใจสำคัญคือการเตรียมระบบที่สามารถรักษาการจัดหาพลังงานให้มีความน่าเชื่อถือ ในราคาที่เข้าถึงได้ และมีความเสถียร แม้อยู่ท่ามกลางความผันผวนของโลกและสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงก็ตาม”

ราคาเชื้อเพลิงในมาเลเซียพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยน้ำมันเบนซินเกรดพรีเมียม (RON97) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 3.85 ริงกิต (ประมาณ 0.97 ดอลลาร์สหรัฐ) เป็น 4.55 ริงกิตต่อลิตร ในขณะที่น้ำมันดีเซลในคาบสมุทรมลายูขยับขึ้นจาก 3.92 ริงกิต เป็น 4.72 ริงกิตต่อลิตร ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมัน RON95 ซึ่งเป็นเกรดที่ใช้กันแพร่หลายไว้ที่ 1.99 ริงกิตต่อลิตร ส่วนผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์รับสิทธิ์อุดหนุนจะต้องจ่ายในราคา 3.27 ริงกิตต่อลิตร

กระทรวงการคลังระบุในแถลงการณ์ว่า กลยุทธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค่อยๆ ปรับราคาให้สอดคล้องกับกลไกตลาด ควบคู่ไปกับการรักษาโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคม (Social Safety Net) สำหรับผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับการอุดหนุนแบบเฉพาะเจาะจง โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ค่าครองชีพของครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและปานกลางพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน

อย่าวไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดพลังงานโลกส่งผลให้มาเลเซีย ซึ่งเคยเป็นที่รู้จักในฐานะประเทศผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซมาอย่างยาวนาน กลายเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของราคาโลก โดยเฉพาะท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

นายอัซรูล ออสมัน รานี (Azrul Osman Rani) กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Petronas Dagangan Bhd ระบุว่า ในปัจจุบัน มาเลเซียมีสถานะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบสุทธิอย่างเป็นทางการแล้ว

นายอัซรูลให้สัมภาษณ์พิเศษหลังจากเกิดความเข้าใจผิดอย่างแพร่หลายในหมู่สาธารณชนที่ว่า มาเลเซียน่าจะรอดพ้นจากผลกระทบของราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้น

นายอัซรูลระบุว่า แม้ประเทศจะยังคงมีสถานะเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซ แต่ด้วยโครงสร้างของตลาดพลังงานในปัจจุบัน หมายความว่าผู้บริโภคยังคงต้องผูกติดโดยตรงกับความผันผวนของราคาในตลาดโลก นอกจากนี้ตลาดได้รับอิทธิพลอย่างมากจากแนวโน้มการผลิตน้ำมันดิบภายในประเทศที่ลดน้อยลง นับตั้งแต่เริ่มมีการขุดเจาะน้ำมันครั้งแรกในประเทศเป็นต้นมา

“กำลังการผลิตน้ำมันดิบลดลงอย่างต่อเนื่องหลังเวลาผ่านไป จากเดิมที่เคยผลิตได้ประมาณ 700,000 บาร์เรลต่อวัน ในช่วงทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 เหลือเพียงประมาณ 350,000 บาร์เรลต่อวัน ในปัจจุบัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางธรณีวิทยา ปริมาณน้ำมันสำรองที่ลดน้อยลง และการขาดการค้นพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งใหม่ ๆ ในมาเลเซีย”

“อย่างไรก็ตาม ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ความต้องการใช้พลังงานโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้แตกต่างจากการผลิตก๊าซธรรมชาติของมาเลเซีย ซึ่งยังคงมีเสถียรภาพและยังสามารถส่งออกในรูปแบบก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้” นายอัซรูลกล่าว

นายอัซรูลระบุว่า กำลังการผลิตส่วนหนึ่งของโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศถูกออกแบบมาเพื่อแปรรูปน้ำมันดิบชนิดหนัก (Heavy Crude Oil) ที่นำเข้าจากตะวันออกกลางโดยเฉพาะ นอกเหนือจากการจัดการน้ำมันดิบที่ผลิตได้เองในท้องถิ่น

“ตัวเลขการนำเข้าในปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้าจากแหล่งในตะวันออกกลางนั้นสูงกว่าปริมาณน้ำมันดิบของมาเลเซียที่ส่งออกไปต่างประเทศ” อัซรูลกล่าวและว่า การพุ่งสูงขึ้นและความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในปัจจุบัน มาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ตามแนวระเบียงการเดินเรือสำคัญ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ

“ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ตามแนวเส้นทางยุทธศาสตร์ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ เพิ่มความไม่แน่นอนให้แก่ห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนโลจิสติกส์” นายอัซรูลกล่าว

ผลที่ตามมาคือ เมื่อความเสี่ยงด้านความมั่นคงในน่านน้ำเหล่านั้นเพิ่มสูงขึ้น โรงกลั่นในท้องถิ่นที่ต้องการน้ำมันดิบชนิด ‘Medium Sour’ (น้ำมันดิบกำมะถันปานกลาง) ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการดำเนินงาน เนื่องจากทางเลือกของผู้จัดจำหน่าย (Suppliers) มีอยู่อย่างจำกัด

สถานการณ์นี้บีบให้โรงกลั่นต้องแสวงหาแหล่งซัพพลายทางเลือกในภูมิภาคที่ห่างไกลออกไป รวมถึงแอฟริกาตะวันตกและละตินอเมริกา การเปลี่ยนไปใช้เส้นทางเดินเรือที่ไกลขึ้นส่งผลให้ระยะเวลาการเดินทางนานขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น และทำให้สินค้าต้องเผชิญกับค่าเบี้ยประกันภัย (Insurance Premiums) ที่สูงขึ้นตามความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ตลาดโลกจึงได้เห็นราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งสูงขึ้นจากประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ไปแตะระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงเดือนที่ผ่านมา การพุ่งขึ้นของราคานี้ส่งผลกระทบต่อเนื่อง (Knock-on effect) ไปยังต้นทุนการนำเข้าน้ำมันปิโตรเลียมในเอเชีย และสร้างความกดดันอย่างต่อเนื่องต่อโครงสร้างต้นทุนของการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศของมาเลเซีย

นอกเหนือจากราคาพลังงานแล้ว ความขัดแย้งดังกล่าวยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของธุรกิจในมาเลเซีย โดยผลสำรวจจากบรรษัทพัฒนาการค้าภายนอกแห่งมาเลเซีย (Malaysia External Trade Development Corporation :MATRADE) ระบุว่า ผู้ส่งออกชาวมาเลเซียมากกว่า 60% คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ซึ่งภาคธุรกิจต่างรายงานถึงการคาดการณ์ว่ายอดขายจะตกลง การยกเลิกคำสั่งซื้อ และต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น

ผู้ตอบแบบสำรวจประมาณ 39% มีการส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังพิจารณาที่จะกระจายตลาดไปยังภูมิภาคอื่นแทน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม การผลิต เกษตรกรรม และการบิน นอกจากนี้ ทางหน่วยงานยังได้แนะนำให้ผู้ส่งออกเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือในภูมิภาคที่ปลอดภัยกว่า เนื่องจากความตึงเครียดที่เกิดขึ้นได้ปิดกั้นเส้นทางเดินเรือหลัก ซึ่งรวมถึงช่องแคบฮอร์มุซด้วย

แม้มาเลเซียนำเข้าอาหารโดยตรงจากตะวันออกกลางไม่มาก แต่ผลกระทบทางอ้อมจากความขัดแย้งนี้ถือเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมันโลกนำไปสู่ต้นทุนที่สูงขึ้นของปุ๋ย บรรจุภัณฑ์ และค่าระวางเรือ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในห่วงโซ่อุปทานอาหารทั้งสิ้น

ข้าวถือเป็นอาหารหลักที่สำคัญไม่เพียงแต่ในมาเลเซียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทั่วทั้งภูมิภาคด้วย นายโมฮาหมัด ซาบู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ระบุว่า ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ มาเลเซียมีปริมาณข้าวสำรองประมาณ 1.09 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวสำรองทางยุทธศาสตร์ (Buffer stock) 200,000 ตัน และข้าวเพื่อการค้า (Trade stocks) 889,285 ตัน ซึ่งคาดว่าจะเพียงพอใช้ได้นานถึง 6 เดือน

กระทรวงฯ กำลังร่วมมือกับกระทรวงการคลังและกระทรวงเศรษฐกิจเพื่อวางกลยุทธ์เฉพาะในการรับมือกับผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นต่อภาคอาหารของประเทศ พร้อมยืนยันว่าปัจจุบันปริมาณอาหารพื้นฐาน เช่น ข้าว ไก่ และผัก ยังคงมีเพียงพออย่างน้อยจนถึงเดือนพฤษภาคม และได้แนะนำให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกจนกว้านซื้อสินค้า (Panic buying)

แม้เจ้าหน้าที่ของมาเลเซียจะเน้นย้ำว่า อุปทานอาหารและเศรษฐกิจยังคงมีเสถียรภาพ แต่ความขัดแย้งในอิหร่านที่ขยายวงกว้างขึ้นกำลังสร้างแรงกดดันให้ผู้กำหนดนโยบายต้องเร่งประเมินความเสี่ยงต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานในหลายมิติ ตั้งแต่สินค้าพื้นฐานในครัวเรือนอย่าง หัวหอมและพริก ไปจนถึงปุ๋ยเคมีและอาหารสัตว์ ซึ่งสถานการณ์นี้กำลังส่งผลให้ต้นทุนตลอดทั้งห่วงโซ่อาหารพุ่งสูงขึ้น

ปัจจุบัน ปุ๋ยไนโตรเจนขนาดมาตรฐานกระสอบละ 25 กิโลกรัม (ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานประมาณหนึ่งเดือน) มีราคาอยู่ที่ 305 ริงกิต และมีการคาดการณ์ว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้นแตะ 350 ริงกิต ภายหลังจากสิ้นสุดเทศกาลฮารีรายอ (Hari Raya)

การประชุม ณ ปุตราจายา เมืองศูนย์กลางการบริหารของมาเลเซีย มีความเข้มข้นขึ้นอย่างมากเมื่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีถึง 7 กระทรวง ได้ร่วมประชุมกันทุกวันในช่วงสัปดาห์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม เพื่อประเมินสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกับวิกฤตและปรับแนวทางการตอบโต้ของประเทศให้สอดคล้องกัน

ตั้งแต่นั้นมา หน้าที่การกำกับดูแลได้ถูกส่งต่อให้กับ สภาดำเนินการเศรษฐกิจแห่งชาติ (National Economic Action Council :NEAC) โดยเมื่อวันที่ 16 มีนาคม นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ระบุว่าสภาจะจัดการหารือเป็นประจำทุกสัปดาห์ และจะดึงภาคอุตสาหกรรม (Industry players) เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

“ในภาพรวม สถานการณ์ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม” นายกรัฐมนตรีกล่าวภายหลังการบรรยายสรุปของสภาเศรษฐกิจเกี่ยวกับดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ

ในอีกด้านหนึ่ง แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าภายในและค่าครองชีพ อาร์มิซัน โมฮัมหมัด อาลี จะพยายามสร้างความมั่นใจให้กับชาวมาเลเซียว่ายังไม่มีความกังวลในทันทีเกี่ยวกับอุปทานข้าว แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร โมฮัมหมัด ซาบู กลับรณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ในกระทรวงที่มีบ้านพร้อมที่ดิน เริ่มปลูกพืชผักที่ให้ผลผลิตเร็ว เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับอุปสรรคด้านอุปทานที่อาจเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของแผนเผชิญเหตุระดับชาติ (National Contingency Plans) ยังมีไม่มาก และยังขาดความชัดเจนต่อสาธารณะเกี่ยวกับแหล่งพลังงานสำรองและห่วงโซ่อุปทานทางเลือก หากช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลกในการขนส่งน้ำมัน ยังคงตกอยู่ในภาวะตึงเครียดที่ยืดเยื้อ

มาเลเซียพึ่งพาการนำเข้าอาหารประมาณ 60% ของปริมาณการบริโภคทั้งหมด โดยข้อมูลการค้าชี้ให้เห็นว่า อาหารส่วนใหญ่นำเข้ามาจากไทย จีน และผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่อย่างบราซิลและอาร์เจนตินา ขณะที่อินเดียและผู้ผลิตในภูมิภาคมีบทบาทสำคัญในกลุ่มสินค้าพื้นฐานเฉพาะอย่าง

นายซาคาเรีย กามันตาชา (Zakaria Kamantasha) วัย 60 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางอาหารจาก Pertubuhan Lembah Organik (กลุ่มส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และความยั่งยืนในมาเลเซีย) ให้สัมภาษณ์กับ The Strait Times ว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องของการสื่อสารในภาวะวิกฤต แต่คือคำถามที่ว่า ระบบนิเวศทางอาหาร (Food Ecosystem) ของมาเลเซียมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะต้านทาน “แรงกระแทกจากภายนอก” (External Shocks) ได้หรือไม่

“การมองหาแหล่งซัพพลายทางเลือกเป็นเพียงยาแก้ปวดชั่วคราวเท่านั้น ทางออกที่แท้จริงคือการกลับคืนสู่การผลิตเอง” นายกามันตาชากล่าว

กลุ่มสินค้าพื้นฐานที่ต้องพึ่งพาการนำเข้ามากที่สุด ได้แก่ พริก หอมแดง เนื้อโค เนื้อแกะ ขิง และกะหล่ำปลี โดยข้อมูลการพึ่งพาตนเองของรัฐบาลระบุว่า ผลผลิตในท้องถิ่นสามารถตอบสนองความต้องการได้น้อยกว่าครึ่งหนึ่งเท่านั้น

โดยเฉพาะหอมหัวใหญ่และหอมแดงที่บริโภคในมาเลเซียเกือบทั้งหมดเป็นการนำเข้า โดยมีอินเดียเป็นผู้จัดจำหน่ายหลัก สินค้าเหล่านี้คือ “DNA พื้นฐาน” ของการทำอาหารมาเลเซียที่ใช้กันทุกวันในแทบทุกครัวเรือน

แม้จะมีความพยายามสร้างความแข็งแกร่งในท้องถิ่นผ่านโครงการเกษตรชุมชน 4,813 แห่งทั่วประเทศ แต่โครงการเหล่านี้ยังมีขนาดเล็กเกินไปที่จะชดเชยการหยุดชะงักของการขนส่งและค่าระวางเรือที่สูงขึ้นได้

ส่วนในกลุ่มเนื้อไก่ เนื้อเป็ด และไข่ไก่ แม้มาเลเซียจะมีอุปทานที่เพียงพอ แต่ราคาก็ยังอาจพุ่งสูงขึ้นได้ เนื่องจากอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีกพึ่งพาอาหารสัตว์นำเข้าที่ทำจากข้าวโพดและถั่วเหลืองอย่างหนัก ทำให้ภาคส่วนนี้มีความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาโลก

ค่าอาหารสัตว์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ถึง 70% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ตามรายงานของ CodeBlue สื่อด้านสาธารณสุข โดยอ้างอิงข้อมูลจาก น.สพ. สารวานากุมาร เอส. พิลไล (Dr Saravanakumar S. Pillai) อดีตรองผู้อำนวยการอาวุโส กรมบริการสัตวแพทย์

“มาเลเซียพึ่งพาการนำเข้าส่วนผสมอาหารสัตว์อย่างหนัก โดยเฉพาะข้าวโพดและกากถั่วเหลืองที่จัดหามาจากผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่อย่าง บราซิล อาร์เจนตินา และสหรัฐอเมริกา” เขากล่าวผ่านเว็บไซต์ CodeBlue เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา

“เมื่อราคาโภคภัณฑ์เหล่านี้ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์จะเพิ่มขึ้นเกือบจะทันทีสำหรับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ในท้องถิ่น และในที่สุดสิ่งนี้จะส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก

ผลกระทบดังกล่าวอาจลุกลามไปยัง สิงคโปร์ เนื่องจากมาเลเซียเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายสำคัญที่สุดของสิงคโปร์ โดยเฉพาะสินค้าสดและสินค้าที่เน่าเสียได้ง่าย เช่น สัตว์ปีก ไข่ไก่ และผักสด ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของการนำเข้าเนื้อไก่ในสิงคโปร์มาจากมาเลเซีย พร้อมด้วยส่วนแบ่งที่สำคัญของอุปทานไข่ไก่และผลิตผลสดอื่น ๆ

นายกามันตาชากล่าวว่า ประสบการณ์ในภาคเกษตรกรรมของเขาแสดงให้เห็นว่าความมั่นคงทางอาหารนั้นเชื่อมโยงกับความแข็งแกร่งของชาติอย่างใกล้ชิด

“เมื่อเรานำเข้าอาหารสูงถึง 60% เรากำลังตกอยู่ภายใต้การตัดสินใจที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา” นายกามันตาชากล่าวกล่าว พร้อมเสริมว่า การลดการพึ่งพาการนำเข้าควรเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก รวมถึงการสร้างระบบการทำฟาร์มที่พึ่งพาปัจจัยการผลิตนำเข้าน้อยลง

สิงคโปร์เน้นวางโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม เกรซ ฟู กล่าวแถลงการณ์ระดับชาติของสิงคโปร์ในการประชุม COP30 ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่มาภาพ: https://www.straitstimes.com/singapore/environment/with-climate-risks-outpacing-global-response-cop30-must-deliver-concrete-results-grace-fu?ref=inline-article

ราคาอาหารในสิงคโปร์อาจยังพุ่งสูงขึ้น แม้สิงคโปร์นำเข้าจากตะวันออกกลางไม่ถึง 1% จากความเห็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม เกรซ ฟู (Grace Fu)

ปริมาณอาหารที่สิงคโปร์นำเข้าจากตะวันออกกลางมีสัดส่วนน้อยกว่า 1% โดยการนำเข้าจากท่าเรือหลักในช่องแคบฮอร์มุซมีสัดส่วนไม่ถึง 0.5% ของอุปทานทั้งหมด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม นางเกรซ ฟู (Grace Fu) ระบุในการให้สัมภาษณ์กับ The Straits Times เมื่อวันที่ 18 มีนาคมว่า ราคาอาหารในประเทศอาจยังคงพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากสงคราม “ในแง่ของปริมาณนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่มีกลไกการส่งผ่านราคาผ่านระบบโลจิสติกส์

การนำเข้าจากตะวันออกกลางประกอบด้วย ส้มจากอียิปต์ เลมอนจากตุรกี รวมถึงอินทผลัมจากซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นางฟูกล่าวอีกว่า การที่อิหร่านยังคงปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือหลักของโลก อาจส่งผลกระทบต่อการขนส่งปุ๋ย ซึ่งตะวันออกกลางเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ การหยุดชะงักนี้อาจนำไปสู่ต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อเนื่อง (Trickle-down effect) ไปยังภาคเกษตรกรรมและการปศุสัตว์ เช่น ไก่และโคเนื้อ นอกจากนี้ พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ (Hawkers) อาจต้องจ่ายค่าก๊าซหุงต้มแพงขึ้นตามราคาน้ำมันและก๊าซที่สูงขึ้น “ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อราคาอาหารที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น”

รัฐมนตรีเกรซ ฟู ระบุว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การขาดแคลนน้ำ หรือสภาพอากาศสุดขั้ว ที่ส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร อาจกระทบต่อประชาชนในสิงคโปร์ในลักษณะเดียวกันกับวิกฤตสงคราม ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่สิงคโปร์ต้องสร้าง “ความยืดหยุ่น” (Resilience) ต่อการหยุดชะงักดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการป้องกันความเสี่ยงให้มากที่สุดและการฟื้นตัวให้ได้อย่างรวดเร็วเมื่อได้รับผลกระทบ

“เราไม่สามารถแยกตัวออกมาจากความเสี่ยงได้ทั้งหมด เพราะเราต้องพึ่งพาการนำเข้า” นางฟูกล่าว เนื่องจากสิงคโปร์นำเข้าอาหารมากกว่า 90% “ดังนั้น สิ่งที่ทำได้คือการกระจายแหล่งนำเข้า (Diversify) การสำรองสินค้า (Stockpile) หรือวิธีอื่นๆ ที่จะช่วยลดการพึ่งพาตลาดเดียว และเพิ่มอำนาจต่อรองเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีสินค้าส่งมาถึงเรา”

ในระหว่างการสัมภาษณ์ นางฟูได้กล่าวถึงเหตุผลที่กระทรวงฯ กำหนดให้ “การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ” เป็นลำดับความสำคัญระดับชาติในปี 2026 โดยกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม (MSE) ได้ประกาศชุดมาตรการใหม่เพื่อรับมือกับภัยคุกคาม ตั้งแต่ความร้อนที่ยากจะทนไหวไปจนถึงระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ในระหว่างการพิจารณางบประมาณเมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา

มาตรการเหล่านี้ครอบคลุมถึงการสร้างแนวป้องกันชายฝั่งเพื่อรับมือระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของสิงคโปร์ นอกจากนี้ จะมีการลงทุนเพิ่มเติมในงานวิจัยเพื่อทำความเข้าใจเชิงลึกว่าความร้อนส่งผลกระทบต่อมนุษย์อย่างไร และเพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมการทำความเย็น (Cooling Solutions) รูปแบบใหม่

งบประมาณรายจ่ายทั้งหมดของกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม (MSE) สำหรับปีงบประมาณ 2026 คาดการณ์ไว้ที่ 3,690 ล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 4,210 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2025

รัฐมนตรีเกรซ ฟู ระบุว่า ความแตกแยกที่เพิ่มขึ้นในเวทีการเมืองด้านภูมิอากาศ เป็นปัจจัยเร่งให้สิงคโปร์ต้องมุ่งเน้นไปที่ “การปรับตัว” (Adaptation) ในตอนนี้ โดยได้ยกตัวอย่างกรณีที่ สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งส่งผลให้การเจรจาระหว่างประเทศยากลำบากยิ่งขึ้น “สหรัฐฯ ไม่ได้เพียงแค่ไม่อยู่ร่วมในข้อตกลงเท่านั้น แต่กำลังดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อขัดขวางการขับเคลื่อนด้านภูมิอากาศโลก

“พวกเขามองว่านี่คือการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์… และมองว่าผู้ชนะในเกมนี้คือประเทศที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมสีเขียว เมื่อพวกเขาไม่ได้อยู่ในจุดนั้นและมองว่าเป็นเกมที่ตนเองไม่สามารถชนะได้ พวกเขาจึงไม่อยากให้คู่แข่งเป็นฝ่ายชนะ”

อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ยังคงเดินหน้ามาตรการปรับตัวเพื่อปกป้องตนเองต่อไป “คงไม่มีใครแย้งได้ว่าทำไมแต่ละประเทศถึงต้องเตรียมพร้อมปกป้องตนเองจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศ” ทั้งนี้ สิงคโปร์กำลังจัดทำ แผนการปรับตัวระดับชาติ (National Adaptation Plan) ฉบับแรก ซึ่งเป็นแผนแม่บทเพื่อคุ้มครองประเทศจากภัยคุกคามทางภูมิอากาศ เพื่อเตรียมเสนอต่อองค์การสหประชาชาติต่อไป

รัฐมนตรีเกรซ ฟู ได้สรุปขอบข่ายสำคัญของแผนดังกล่าว ซึ่งครอบคลุมด้าน โครงสร้างพื้นฐาน อาหารและน้ำ สาธารณสุข และประเด็นด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยแต่ละด้านจะเน้นย้ำถึงมาตรการจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกัน “ส่วนหนึ่งของแผนนี้คือการประสานงานภายในรัฐบาล เพราะแต่ละหน่วยงานต่างก็มีองค์ประกอบของการปรับตัวอยู่แล้ว”

ตัวอย่างเช่น โครงสร้างพื้นฐาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องคิดทบทวนว่าจะก่อสร้างอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับโลกที่ร้อนขึ้นและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น สาธารณสุข เพิ่มงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของความร้อนที่มีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เศรษฐกิจและสังคม ศึกษาว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลต่อความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำในประเทศอย่างไร

รัฐมนตรีเกรซ ฟู กล่าวทิ้งท้ายว่า “วัตถุประสงค์ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผู้คนตระหนักว่า จำเป็นต้องมีการปรับตัวอย่างแท้จริง และทำความเข้าใจว่าการปรับตัวนั้นมีความหมายอย่างไรต่อชีวิตของพวกเขา”

รัฐบาลลาวสั่งลดวันเรียนเหลือ 3 วันต่อสัปดาห์ รับมือภาวะวิกฤติเชื้อเพลิง

ที่มาภาพ: https://www.vientianetimes.org.la/freefreenews/freecontent_55_Govtcuts_y26.php

รัฐบาลลาวได้ประกาศปรับลดจำนวนวันเรียนเหลือเพียง 3 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรับมือการขาดแคลนเชื้อเพลิงและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกประกาศด่วนเมื่อวันพฤหัสบดี (19 มีนาคม 2569) ที่ผ่านมา เพื่อบังคับใช้คำสั่งของนายกรัฐมนตรีโดยทันที โดยประกาศดังกล่าวมีขึ้นหลังจากกระทรวงศึกษาธิการและกีฬาได้ยื่นเรื่องต่อสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขออนุมัติลดการเข้าชั้นเรียน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียน ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษา

คำสั่งนายกรัฐมนตรีกำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการและกีฬา ออกแนวทางปฏิบัติและคำสั่งไปยังสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ดังนี้

  • โรงเรียนอนุบาลและสถานศึกษาทุกระดับ: ทั้งภาครัฐและเอกชน ถูกสั่งให้ลดวันเรียนจากปกติ 5 วัน เหลือเพียง 3 วันต่อสัปดาห์
  • การสอนตามหลักสูตร: โรงเรียนต้องจัดการเรียนการสอนให้ครบถ้วนตามหลักสูตร โดยอาจใช้วิธีขยายระยะเวลาปีการศึกษาตามความจำเป็น
  • ระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา: วิทยาลัยครู สถาบันอาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัย ต้องปรับตารางสอนเป็นรูปแบบเต็มเวลา (Full-time) ในขณะที่ลดวันเรียนในห้องเรียนเหลือ 3 วันต่อสัปดาห์เช่นกัน
  • การบริหารบุคลากร: แนะนำให้สถานศึกษาสลับเวียนครูที่ไม่มีชั่วโมงสอนให้มาปฏิบัติงานในบทบาทเต็มเวลาอื่น ๆ
  • มาตรการสำรอง (ออนไลน์): หากสถานการณ์เลวร้ายลงหรือยืดเยื้อ สถานศึกษาที่มีความพร้อมจะถูกปรับเปลี่ยนไปสู่ การเรียนออนไลน์ ทันที
  • การระงับการเรียนชั่วคราว: โรงเรียนที่ขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่จำเป็น จะได้รับอนุญาตให้ระงับการเรียนการสอนเป็นการชั่วคราว

นอกจากนี้ รัฐบาลจะมอบหมายให้กระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร ดำเนินการประเมินโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของการเรียนออนไลน์ในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ต่อไป

สปป.ลาว เร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ EV ลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียน 30%

ที่มาภาพ:https://jclao.com/ride-hailing-firms-ev-answer-to-inflation-in-laos/

รัฐบาลสปป.ลาวกำลังกระตุ้นให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น อันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

คำสั่งนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 13 มีนาคม 2569 ได้กำหนดมาตรการที่เข้มข้นขึ้นเพื่อจัดการกับแรงกดดันด้านราคาน้ำมัน และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งไฟฟ้าทั่วประเทศ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

มาตรการภาษีสรรพสามิต: กระทรวงการเงินได้รับมอบหมายให้ทบทวนและปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันในทุกประเภท เพื่อให้มีราคาสูงขึ้นและลดความน่าสนใจลง เมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นนโยบายที่ชัดเจนในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว

ภายใต้มาตรการฉุกเฉินเพื่อลดการบริโภคเชื้อเพลิงในช่วงวิกฤติพลังงานที่ทวีความรุนแรงขึ้น รัฐบาลลาวเตรียมปรับลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและค่าบริการสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ลง 30% ในขณะที่จะปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมสำหรับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันขึ้นในอัตรา 30% เช่นเดียวกัน

ภายใต้กฎหมายภาษีปี 2019 รถยนต์ใช้น้ำมันมีภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 25% ถึง 90% ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เสียภาษีเพียง 3% เท่านั้น และภายใต้นโยบายที่มีอยู่เดิม รถ EV ได้รับสิทธิประโยชน์หลายประการอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรนำเข้า

นอกจากนี้ รถ EV ยังได้รับส่วนลดภาษีทางหลวงรายปีประมาณ 30% เมื่อเทียบกับรถยนต์น้ำมันที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ในขณะที่ยังคงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตรามาตรฐานที่ 10%

ตามแผนนโยบายของรัฐบาล ได้มีการตั้งเป้าหมายระยะยาวเพื่อให้รถ EV มีสัดส่วนมากกว่า 30% ของยานพาหนะทั้งหมดบนท้องถนนภายในปี 2030

ความต้องการเริ่มเติบโตขึ้นจากฐานที่ยังต่ำ โดย สปป.ลาว มียอดจำหน่ายรถ EV ในปี 2023 มากกว่า 4,600 คัน (รวมทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า) เนื่องจากต้นทุนการใช้งานที่ต่ำกว่าและมาตรการจูงใจจากภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้งานจริง

คำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีตามที่โพสต์ในเพจ ສະຖານີວິທະຍຸ ແລະ ໂທລະພາບ ແຂວງອຸດົມໄຊ ยังกำหนดให้บริษัทขนส่งต้องเร่งปรับเปลี่ยนสัดส่วนยานพาหนะ โดยต้องมีรถยนต์ไฟฟ้าอย่างน้อย 10% ของจำนวนรถทั้งหมดภายในสิ้นปี 2026 นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกระบวนการนำเข้า EV ให้มีความเรียบง่ายและลดต้นทุนให้ต่ำลง

รัฐบาลจะลดขั้นตอนการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่ซับซ้อนและตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เพื่อแก้ปัญหาหน้างานที่เคยทำให้รถ EV มีราคาสูงและหาซื้อยากในลาว นโยบายนี้สืบเนื่องมาจากการประชุมสามัญของรัฐบาลในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งเรียกร้องให้มีการใช้พลังงานสะอาดในภาคการขนส่งอย่างกว้างขวางมากขึ้น

หน่วยงานรัฐได้รับการสั่งการให้เปลี่ยนรถประจำตำแหน่งและรถใช้งานจากน้ำมันมาเป็นระบบไฟฟ้า และจำกัดการซื้อรถยนต์น้ำมันคันใหม่ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ประชาชนและลดรายจ่ายด้านเชื้อเพลิงในระยะยาว

ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ในนครหลวงเวียงจันทน์ได้รับคำสั่งให้ ขยายโครงข่ายระบบรถเมล์ด่วนพิเศษ (BRT) ให้เชื่อมต่อครอบคลุมไปถึงสถานีรถไฟและสนามบิน

สั่งยกเลิกการเก็บภาษีแบบเหมาจ่ายและแนวปฏิบัติอื่นที่ไม่ได้รับอนุญาต และจะมีการกำหนดและบังคับใช้กฎระเบียบที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับภาษีศุลกากรและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ยกเลิกด่านตรวจที่ไม่ได้รับอนุญาตและลดต้นทุนส่วนเกินให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าจะช่วยยกระดับการไหลเวียนของสินค้าและลดค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ

นอกจากนี้ หน่วยงานในแต่ละภาคส่วนยังมีหน้าที่ประเมินว่า ผลกระทบจากความไม่เสถียรด้านพลังงานในระดับโลกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ ผลการประเมินจะสนับสนุนความพยายามในการรักษาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้เป็นไปตามเป้าหมาย

รัฐบาลมองว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้คือ “แรงจูงใจ” ในการสร้างความเข้มแข็งด้วยตนเอง (Self-reliance) และสร้างเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่น (Resilience) มากขึ้น

ในช่วงวันที่ 4 มีนาคม ถึง 10 มีนาคม ราคาดีเซลพุ่งสูงขึ้นเกือบ 50% โดยกระโดดจาก 21,930 กีบ (1.03 ดอลลาร์) เป็น 32,860 กีบ (1.53 ดอลลาร์) ต่อลิตร ขณะที่น้ำมันเบนซินพิเศษ (Special Gasoline) มีสถิติราคาพุ่งสูงขึ้นเป็นอันดับ 2 ของโลกในช่วงเวลาเดียวกัน ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามราคาน้ำมัน Global Petrol Prices

แม้จะมีการประกาศปรับลดราคาลงเล็กน้อยในวันที่ 13 มีนาคม ซึ่งทำให้ราคาดีเซลลดลงมาอยู่ที่ 31,560 กีบ (1.47 ดอลลาร์) ต่อลิตร แต่ราคาก็ยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤตอย่างมาก

คำสั่งล่าสุดยังสั่งการให้กระทรวงต่าง ๆ ระงับการเดินทางไปต่างจังหวัด เปลี่ยนการประชุมแบบเจอหน้าต้องเป็นการประชุมทางไกล (Remote Meetings) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และนำระบบสลับเวรการทำงาน (Rotating Work Shifts) มาใช้เพื่อลดปริมาณการเดินทางในแต่ละวัน

สปป.ลาว นำเข้าน้ำมันปิโตรเลียมกว่า 97%จากประเทศไทย ซึ่งทำให้ประเทศตกอยู่ในสภาวะที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน

สว.ฟิลิปปินส์จี้รัฐบาลเร่งเปลี่ยนรถสาธารณะเป็น EV ชูทางรอดจากวิกฤติราคาน้ำมันโลก

สมาชิกวุฒิสภา วิน กัตชาเลียน ฟิลิปปินส์ ที่มาภาพ:https://wingatchalian.com/news/gatchalian-pushes-faster-puv-shift-to-evs-amid-global-fuel-uncertainty/

สมาชิกวุฒิสภา วิน กัตชาเลียน ฟิลิปปินส์เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านรถโดยสารสาธารณะ (PUVs) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EVs) ผ่านโครงการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ (PUV Modernization Program)

เว็บไซต์สมาชิกวุฒิสภาของฟิลิปปินส์ เผยแพร่ข้อเรียกร้อง โดยระบุว่า แม้จะไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่อการหยุดชะงักของอุปทานโลก แต่สมาชิกวุฒิสภาระบุว่า การเร่งเปลี่ยนสู่ EV จะช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาวจากภาวะช็อกราคาน้ำมันโลก และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลจำเป็นต้อง “เพิ่มความช่วยเหลือทางการเงิน” แก่คนขับและผู้ประกอบการรถสาธารณะเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้รวดเร็วยิ่งขึ้น

“ความต้องการน้ำมันดิบจะลดลงอย่างมาก หากภาคขนส่งสาธารณะเปลี่ยนไปใช้ EV” กัตชาเลียน รองประธานคณะกรรมาธิการพลังงานวุฒิสภา กล่าว

สว.กัตซาเลียนยังอธิบายว่า คนขับและผู้ประกอบการรถ EV จะได้รับการปกป้องจากความผันผวนของราคาน้ำมัน ทำให้มีรายได้ที่มั่นคงขึ้น “ด้วยเครือข่ายสถานีชาร์จที่กำลังเติบโต พวกเขาจะมีต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำลง และไม่ต้องเสียเวลารอคิวในสถานีบริการน้ำมัน”

นอกจากนี้ ผู้ที่เลือกใช้รถ EV จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการยกเว้นภาษีสรรพสามิต ซึ่งช่วยให้ราคาซื้อรถถูกกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปทั่วไปอย่างมาก และการที่รถ EV ไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันจะช่วยจำกัดการขึ้นค่าโดยสารได้อีกด้วย

สิทธิประโยชน์อื่น ๆ ภายใต้กฎหมายพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle Industry Development Act :EVIDA) ที่ สว. กัตชาเลียน เป็นผู้ร่างเสนอ ได้แก่

  • สิทธิ์ในการจดทะเบียนและต่อทะเบียนรถก่อน (Priority Registration) กับกรมขนส่งทางบก
  • การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จสาธารณะ

เมียนมาเตรียมใช้ระบบจ่ายไฟฟ้าแบบสลับเวลา ความต้องการใช้ไฟพุ่ง

ที่มาภาพ: https://elevenmyanmar.com/news/yangon-to-implement-rotational-power-supply-system-amid-rising-demand

ประชาชนผู้อยู่อาศัยในนครย่างกุ้งจะต้องเผชิญกับการจัดสรรไฟฟ้าตามกำหนดเวลาภายใต้ระบบหมุนเวียน ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ถึง 21.00 น. ตามการระบุของทางการ

เขตพื้นที่ต่าง ๆ ใน 4 เขตหลักของภูมิภาคย่างกุ้งจะถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่ม A และกลุ่ม B โดยจะมีการจ่ายไฟฟ้าสลับกันทุก ๆ 4 ชั่วโมง มาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสมดุลให้กับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่า พื้นที่ที่ใช้ระบบไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะไม่ได้รับผลกระทบจากสลับการจ่ายไฟฟ้าในครั้งนี้

ผู้อยู่อาศัยในเขตทาเคตะ (Thaketa) รายงานว่าเริ่มเกิดไฟฟ้าดับตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 19 มีนาคม “เมื่อเช้านี้ไฟดับตั้งแต่ประมาณ 9 โมง ก่อนหน้านี้การจ่ายไฟค่อนข้างนิ่งมาสักพักแล้ว แต่ตอนนี้เริ่มกลับมาดับอีกครั้ง” ผู้อยู่อาศัยรายดังกล่าวระบุ

กระทรวงไฟฟ้า (Ministry of Electric Power) แถลงว่า เนื่องจากการบริโภคพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องกระจายไฟฟ้าในลักษณะ แบ่งภาระกำลังไฟฟ้า” (Load-sharing) ในบางพื้นที่และในช่วงเวลาที่กำหนด

กระทรวงไฟฟ้าเปิดเผยว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 4,660 เมกะวัตต์ และกำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการกระจายไฟฟ้าให้ทั่วถึง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสายส่งไฟฟ้าหลักบางส่วนถูกทำลาย ประกอบกับปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ลดลง จึงได้มีการวางแผนใช้โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มเติมอีก 500 เมกะวัตต์ เพื่อให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้รวม 3,600 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 77 ของกำลังการผลิตเป้าหมาย

เนื่องจากเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว จึงจำเป็นต้องกักเก็บน้ำจากคลองชลประทานเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าไปจนถึงเดือนมิถุนายน แต่ในช่วงเวลาของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย กระทรวงฯ ระบุว่าได้เพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีกระแสไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่องสำหรับนักเรียนและศูนย์สอบต่าง ๆ ในช่วงเวลากลางคืน

กระทรวงพลังงานประกาศว่า เพื่อให้มั่นใจว่าการจัดสรรไฟฟ้าจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสมดุล ตั้งแต่ช่วงสิ้นสุดการสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปจนถึงเดือนมิถุนายน และเพื่อควบคุมการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัดในปัจจุบัน จึงจะมีการเริ่มใช้โปรแกรมแบ่งภาระกำลังไฟฟ้า (Load Balancing Program) ในบางพื้นที่และบางเวลา โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม เป็นต้นไป ตามขีดความสามารถในการผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่

กระทรวงฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะยังคงถูกกระจายผ่านสายส่งที่เชื่อมต่อโดยตรงกับโครงข่ายไฟฟ้าหลัก (Grid) อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการตัดไฟสลับเวลา (Load Balancing) ในพื้นที่เหล่านั้น

ดังนั้น กระทรวงฯ จึงได้ออกแถลงการณ์ขอความร่วมมือให้ประชาชนเข้าใจถึงความจำเป็นในการแบ่งภาระกำลังไฟฟ้า ทั้งในด้านการผลิตและการกระจายไฟฟ้า และขอให้ช่วยกันใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด

กระทรวงพลังงานเมียนมาประกาศอัตราค่าไฟฟ้าในเขตนิคมอุตสาหกรรม-เขตเศรษฐกิจพิเศษ

ที่มาภาพ: https://bicmyanmar.thaiembassy.org/th/content/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงพลังงานไฟฟ้าเมียนมาออกประกาศที่ 89/2026 เกี่ยวกับอัตราค่าไฟฟ้า สาระสำคัญ ดังนี้

  1. ไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะถูกส่งผ่านสายส่งตรงไปยังผู้ใช้ไฟนอกที่อยู่อาศัย (non-domestic consumers) ที่ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยจะมีการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ตลอด 24 ชั่วโมงและไม่มีการตัดไฟ (load shedding) ยกเว้นในกรณีที่มีเหตุขัดข้องทางเทคนิคหรือระบบล่ม ทั้งนี้ ไฟฟ้าดังกล่าวจะมีค่าธรรมเนียมในอัตราคงที่ที่ 900 จั๊ตต่อหน่วย
  2. บริษัทและอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่นอกเขตนิคมอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจพิเศษสามารถยื่นคำขอรับไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงในอัตราคงที่ 900 จั๊ตต่อหน่วย
  3. ไฟฟ้าที่จ่ายตามระบบปกติให้แก่ประชาชนทั่วไปและสถานประกอบการจะยังคงคิดค่าไฟฟ้าตามอัตราเดิมตามอัตราค่าไฟฟ้าปัจจุบันไม่เปลี่ยนแปลง (ตามลำดับขั้นของประเภทที่อยู่อาศัยและนอกที่อยู่อาศัย)
  4. กำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบันและขีดความสามารถในการส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าของสายส่ง พลังงานไฟฟ้าที่จ่ายผ่านระบบจำหน่ายปกติให้แก่ประชาชนทั่วไป รวมถึงสถานประกอบการทางอุตสาหกรรมและธุรกิจ จะยังคงเรียกเก็บในอัตราค่าไฟฟ้าปัจจุบัน โดยจะไม่มีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง แต่อย่างใด
  5. การปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่นี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569

ประกาศฉบับใหม่นี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนและบุคคลทั่วไปจากประกาศฉบับก่อนหน้าที่ออกเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 โดยได้ระบุเพิ่มกรณีที่ผู้ประกอบการในเขตอุตสาหกรรม เขตเศรษฐกิจพิเศษ และอุตสาหกรรม/ธุรกิจที่ต้องการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีการตัดไฟ ซึ่งต้องชำระค่าไฟที่ 900 จั๊ตต่อ 1 หน่วย