วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์
1.บทนำ
เป็นที่ทราบกันดีว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมประมงทะเลของไทยได้ล่มสลายลง อันเนื่องมาจากการแก้ไขปัญหา IUU fishing ที่ผิดพลาดจากความไม่รู้ ขาดการรับฟังเสียงจากประชาชนที่เกี่ยวข้อง และเร่งรีบมุ่งเน้นที่จะปลดใบเหลือง เพียงหวังจะให้สหภาพยุโรปที่นำประเด็น IUU fishing มาใช้เป็นเครื่องมือในการกีดกันทางการค้าสินค้าประมงของประเทศไทย ให้การยอมรับสถานะของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 ซึ่งเป็นการ “กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด” จนทำให้ชาวประมงต้องจอดเรือ หยุดทำการประมง อุตสาหกรรมต่อเนื่องขาดแคลนวัตถุดิบ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องขาดรายได้ ธนาคารไม่ได้ดอกเบี้ย คนตกงาน ครอบครัวขาดรายได้ หนี้สินเพิ่มพูน/ล้นพ้นตัว ผู้บริโภคขาดแคลนสัตว์น้ำที่เป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ จนต้องมีการนำเข้าสัตว์น้ำถึงปีละกว่า 600,000 ตัน อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เกิดผลกระทบทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม และชุมชน รายได้รวมของประเทศ (GDP) ลดลง สูญเสียเงินตราต่างประเทศ และการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง
จากข้อมูลการคคาดการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทย ของสถาบันการเงินทั้งในภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ล้วนระบุตรงกันว่าในปี พ.ศ. 2569 นี้ รายได้รวมของประเทศ (GDP) จะเติบโตลดลงกว่าปีที่ผ่านมา เหลือเพียง 1.5-2% ในขณะที่ “กิจการประมงทะเล” ที่เคยรุ่งเรืองและเป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่สำคัญในการนำรายได้เข้าสู่ประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายทะเลกว่า 22 จังหวัดตลอด 2 ฝั่งของทะเลไทยยังไม่ได้รับการแก้ไขและพัฒนา ทั้ง ๆ ที่ยังมีความเป็นไปได้ในการฟื้นฟูให้กลับมารุ่งเรืองได้ดังเช่นในอดีต หากมีการกำหนด “นโยบายและยุทธศาสตร์” ที่ดี ซึ่งหากสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้องได้ “กิจการประมงทะเล” ก็จะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้เศรษฐกิจของชาติที่คาดว่าจะซบเซาลงสามารถฟื้นตัวให้ดีขึ้นได้ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ
ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง เพื่อคัดสรรฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลชุดใหม่ พรรคการเมืองต่างออกมาเสนอนโยบายด้านต่าง ๆ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนสนับสนุนพรรคของตนให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งเท่าที่ได้รับทราบมายังไม่มีพรรคการเมืองใดที่มีนโยบายหรือให้ความสำคัญในประเด็นเกี่ยวกับการประมงทะเล จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะนำเสนอแนวนโยบายและยุทธศาสตร์ภายใต้วิสัยทัศน์ “คืนชีวิตทะเลไทย คืนกำไรให้ชาวประมง” เพื่อให้พรรคการเมือง และรัฐบาลชุดใหม่ในที่จะเกิดขึ้นอนาคตอันใกล้ จะนำไปพิจารณา โดยคาดหวังว่า “แนวนโยบายและยุทธศาสตร์” นี้ นอกจากจะช่วยฟื้นฟูกิจการประมงทะเลของไทยที่กำลังอยู่ในภาวะล่มสลาย ให้กลับมา รุ่งเรือง เพิ่มพูนรายได้ให้แก่ประชาชนและช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศพลิกฟื้นให้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในทะเล ตลอดจนการใช้ทะเลไทยอย่างยั่งยืนในอนาคตอีกด้วย
2.วิเคราะห์ SWOT ปัญหาการประมงทะเลไทย

3.ปัญหาการประมงทะเล
(1) ปัญหาและแนวทางแก้ไขการประมงทะเลในน่านน้ำไทย

(2)ปัญหาและแนวทางแก้ไขการประมงทะเลนอกน่านน้ำไทย
4.แนวทางแก้ไขเชิงยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ

5.ร่างแผนปฏิบัติการเพื่อการปฏิรูปการประมงทะเลไทย
(1)ระยะเร่งด่วน (ภายใน 3-6 เดือนแรก) : การลดอุปสรรค เยียวยา และคืนความเป็นธรรม
เน้นการหยุดยั้งความเสียหายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการที่กำลัง “ถอดใจ”
- ปรับปรุงกฎหมาย (Regulatory Guillotine ที่เกี่ยวกับประมงทั้งระบบ : ทบทวนและยกเลิกกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพทันที
- คืนความเป็นธรรม : แก้ไขบทบัญญัติกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรงเกินกว่าเหตุ (Over-regulated) และคืนความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
- มาตรการช่วยเหลือทางการเงิน : เร่งดำเนินการซื้อเรือคืนจากผู้ที่ต้องการเลิกอาชีพในราคาที่เป็นธรรม และจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Blue Loan) เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง
- ระบบแรงงาน : จัดทำ One-Stop Service สำหรับการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติให้ง่ายและไม่ซับซ้อน
(2)ระยะกลาง (6 เดือน – 2 ปี) : การวางรากฐานโครงสร้างใหม่
เน้นการสร้างหน่วยงานเฉพาะทางและการจัดการทรัพยากรด้วยข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน
- การปฏิรูปหน่วยงาน : จัดตั้ง “กรมประมงทะเล” เพื่อเป็นหน่วยงานเฉพาะทางที่มีบุคลากรและงบประมาณเพียงพอในการจัดการทรัพยากร
- จัดตั้งกองทุน : เร่งจัดตั้ง “กองทุนประมง” เพื่อใช้ในการปฏิรูป พัฒนาผู้ประกอบการ และเยียวยาชุมชนประมง
- ฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ : สำรวจและวิจัยทรัพยากรสัตว์น้ำใหม่ทั้งหมดเพื่อกำหนดค่า MSY (ปริมาณจับสูงสุดที่ยั่งยืน) ให้เป็นปัจจุบัน
- การจัดการเชิงพื้นที่ : ออกใบอนุญาตประมงพื้นบ้านให้ชัดเจนและคุ้มครองเขตพื้นที่ทำกินชายฝั่งอย่างเป็นระบบ
- เฝ้าระวัง/ศึกษาผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : เฝ้าระวัง/หาทางป้องกัน/ชะลอ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งจัดทำแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสำหรับชาวประมงในการรับมือกับปรากฏการณ์เช่น น้ำทะเลเปลี่ยนสี หรืออุณหภูมิน้ำที่ส่งผลต่อการย้ายถิ่นของปลา
- นำ “AI หรือ Blockchain” มาใช้ประโยชน์ : เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ตอบโจทย์ความเชื่อมั่นในตลาดโลกอย่างยั่งยืน
- ฟื้นฟูประมงนอกน่านน้ำ : จัดตั้ง “วิสาหกิจการประมงนอกน่านน้ำไทย” และเริ่มเจรจากับรัฐชายฝั่งเพื่อส่งเรือ 500 ลำกลับเข้าสู่แหล่งทำการประมง
- ฟื้นฟู “วิทยาลัยประมงทะเล” : เพื่อฝึกอบรมและพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีองค์ความรู้เฉพาะทางและดึงดูดให้เข้าสู่ระบบประมงมากขึ้น
(3)ระยะยาว (2 ปีขึ้นไป) : ความยั่งยืนและความมั่งคั่ง
เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสร้างความมั่นใจในมาตรฐานระดับสากล
- จัดทำประมวลกฎหมายประมง : รวบรวมกฎหมายที่กระจัดกระจายให้เป็นเอกภาพในรูปแบบ “ประมวลกฎหมาย” เพื่อความง่ายในการปฏิบัติตาม
- การศึกษาวิจัยและนวัตกรรม : ฟื้นฟู “วิทยาลัยประมงทะเล” เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้เทคโนโลยีและจิตสำนึกด้านความยั่งยืน
- ระบบรายงานเชิงเดี่ยว (Single Window) : รวมศูนย์การรายงานข้อมูล (PIPO, VMS) ให้เป็นจุดเดียวเพื่อลดภาระด้านเอกสารอย่างถาวร
- การสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน : นำเรือ 3,000 ลำที่ได้รับอนุญาตกลับมาใช้งานเพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 10,000 ล้านบาท และจ้างงานเพิ่ม 60,000 คน
(4) ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับ (Expected Results) ที่สำคัญ

6. บทสรุป
การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการ “กลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก” คือการยอมรับความจริงว่าการแก้ปัญหาในช่วงกว่า 11 ปีที่ผ่านมา ทำให้อุตสาหกรรมประมงทะเลของไทย “ล่มสลาย” และสร้างความ “Ship-หาย” ไปแล้วกว่า “2.2 ล้านล้านบาท” และยังคงสร้างความเสียหายอยู่อย่างต่อเนื่อง การ “กลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก” ด้วยการแก้ไขปัญหาบนฐานขององค์ความรู้เชิงประจักษ์ และข้อเท็จจริงที่เหมาะกับบริบทของสังคมและวิถีประมงของไทยที่สอดรับกับกติกาสากล และเป็นธรรม จะช่วยนำพาเศรษฐกิจไทยให้รุ่งเรือง สังคมมีคุณภาพ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลมี “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ได้โดยการ
(1) การปฏิรูปกฎหมาย ให้เป็นเครื่องมือในการจัดการทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนและเป็นธรรม ด้วยการรวบรวมกฎหมายที่มีอยู่นับสิบฉบับให้เป็นเอกภาพและสอดคล้องกัน และง่ายต่อภาคเอกชนในการทำความเข้าใจและปฏิบัติตาม ในรูปแบบของ “ประมวลกฎหมายประมง”
(2) การฟื้นฟูทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมให้เป็นปัจจุบัน ด้วยการสำรวจและวิจัยทรัพยากรสัตว์น้ำใหม่เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบันในการจัดการสัตว์น้ำเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืน
(3) จัดตั้ง “กรมประมงทะเล” และสร้าง “บุคคลากร” ที่มีความรู้และความสามารถเฉพาะทาง รวมทั้งจัดสรร “งบประมาณ” ที่เพียงพอ เข้ามาดำเนินการฟื้นฟูและการจัดการการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเล จะช่วยให้การประมงทะเลสร้างความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนได้
(4) จัดตั้ง “กองทุนประมง” เพื่อใช้ในการปฏิรูป จัดการ และพัฒนาการประมงทะเล รวมทั้งผู้ประกอบการ และชุมชน
(5) จัดตั้ง “วิสาหกิจการประมงนอกน่านน้ำไทย” เพื่อดำเนินการและฟื้นฟูการประมงนอกน่านน้ำไทย
(6) ฟื้นฟู “วิทยาลัยประมงทะเล” เพื่อให้สามารถพัฒนาผู้ประกอบการและบุคคลากรทางทะเลสำหรับภาคเอกชน ให้มีความรู้แความสามารถ และจิตสำนึกในการใช้ทรัพยากรเพื่อความยั่งยืน
(7) ดูแล “คุณภาพชีวิต” ชุมชนประมง และวิถีประมงไทย ให้กับผู้ประกอบการในทุกระดับ ทั้งประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ และประมงนอกน่านน้ำ
(8) ให้ความเป็นธรรมในการจ้างงาน ทั้งแก่ “นายจ้างและลูกจ้าง” และดูแล/คุ้มครองแรงงานให้ได้รับความเป็นธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี และ (9) เฝ้าระวัง “คุณภาพและราคาของสินค้าสัตว์น้ำ” ให้กับ “ผู้บริโภค”



