630,000 ล้านบาท : หนี้เกษตรกรไทย และทางแยกสำคัญ

รัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์

แผนยุทธศาสตร์ 20 ปีของไทย (พ.ศ. 2561-2580) ระบุเป้าหมาย “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว” โดยประชากรมีรายได้ต่อหัว 500,000 บาทต่อปี

ผ่านมาแล้ว 8 ปี รายได้ต่อหัว 56,400 บาทต่อปี

เกษตรกรไทยมีหนี้รวมกัน 630,000 ล้านบาท หรือประมาณ 50,000 บาทต่อครัวเรือน

40 ปีที่แล้ว นิวซีแลนด์เผชิญปัญหาเดียวกัน แต่พวกเขาเลือกทางที่ตรงข้ามโดยสิ้นเชิง — ยกเลิกเงินอุดหนุนทั้งหมด ภายใน 12 เดือน

เมื่อนิวซีแลนด์ต้องเลือก: ล้มละลาย หรือปฏิรูป

ปี 1984 นิวซีแลนด์เผชิญวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ GDP ลดลง 5% งบประมาณหมด เกษตรกรผลิตเกินจนรัฐบาลต้องฆ่าแกะหลายพันตันทำเป็นปุ๋ยเพราะขายไม่ออก

รัฐบาล Labour ตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีประเทศไหนกล้าทำ — ยกเลิกเงินอุดหนุนเกษตรกรทั้งหมดทันที แม้จะรู้ว่าจะเจ็บปวดหนัก นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเกษตรกรจำนวนมากจะต้องล้มละลายและออกจากอาชีพ แต่ความจริงกลับน่าประหลาดใจ

เกษตรกรไม่ได้หายไป — พวกเขาปรับตัว

จอห์น เมิร์ฟี เกษตรกรแกะจากภาคใต้ เล่าในสัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่า “ช่วงแรกมันเป็นฝันร้าย ราคาที่ดินตกไป 60% ภายใน 1 ปี เราคิดว่าชีวิตจบแล้ว” แต่ 10 ปีต่อมา ฟาร์มของเขาทำกำไรเป็นประวัติการณ์โดยไม่ต้องพึ่งเงินอุดหนุนแม้แต่บาทเดียว

การที่รัฐบาลบังคับให้เราต้องแข็งแกร่งขึ้น กลายเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่พวกเขาเคยให้เรา

มีเกษตรกรออกจากอาชีพเพียง 5% เท่านั้น — น้อยกว่าที่ทุกคนคาดการณ์ไว้มาก และปัจจุบันจำนวนคนทำงานในภาคเกษตรยังคงเท่ากับก่อนการปฏิรูปที่ประมาณ 143,000 คน

เคล็ดลับคือ พวกเขาไม่ได้พยายามต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลง แต่ embrace มัน ภรรยาเกษตรกร 57% เข้าสู่ตลาดแรงงานเพื่อหารายได้เสริม ครึ่งหนึ่งของฟาร์มหารายได้จากนอกฟาร์มด้วยงานพิเศษและการขายของออนไลน์ สตรีเข้ามาบริหารฟาร์มคิดเป็น 30% ของเกษตรกรทั้งหมดภายในปี 1994 ลูกหลานหลายคนเรียนต่อแล้วหางานในเมืองแต่ส่งเงินกลับมาช่วยครอบครัว และฟาร์มปรับให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ใช้คนน้อยลงแต่ผลิตได้มากขึ้นด้วยเทคโนโลยี

หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก 7 ปี ผลลัพธ์กลับน่าทึ่ง: Productivity เพิ่มขึ้น 4 เท่า GDP เติบโต 2 เท่า อุตสาหกรรมไวน์ขยายตัว 94 เท่า และกลายเป็นผู้ส่งออกนมอันดับ 1 ของโลกโดยไม่มีเงินอุดหนุน และที่สำคัญ — เกษตรกรนิวซีแลนด์ไม่อยากให้เงินอุดหนุนกลับมา เพราะค้นพบว่าพวกเขาทำได้ดีกว่าที่คิด

5 บทเรียนที่ไทยต้องเรียนรู้

จากประสบการณ์ของนิวซีแลนด์ เราสามารถสกัด 5 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปเกษตรกรรมสำเร็จได้

1. วิกฤติที่บังคับให้เปลี่ยน

นิวซีแลนด์ทำเพราะเศรษฐกิจใกล้ล้มละลายและไม่มีทางเลือก ไม่ใช่เพราะมีวิสัยทัศน์ ขณะที่ประเทศไทยยังไม่ถึงจุดวิกฤติที่รุนแรงพอ ทำให้ขาดแรงผลักดัน คำถามคือ: เราจะมองเห็นความจำเป็นตั้งแต่ตอนนี้ได้หรือไม่?

2. ปฏิรูปทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การเกษตร

นิวซีแลนด์ปฏิรูปทั้งระบบเศรษฐกิจ — การเงิน การค้า ภาษี และตลาดแรงงาน การปฏิรูปเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียวจะไม่ประสบความสำเร็จหากระบบเศรษฐกิจโดยรวมยังคงมีปัญหา สำหรับประเทศไทย นี่หมายความว่าเราต้องปฏิรูปทั้งการเกษตร ระบบการเงิน และการค้าไปพร้อมกัน

3. ความมุ่งมั่นทางการเมือง 12 ปี

นิวซีแลนด์มี 2 รัฐบาลติดต่อกันดำเนินนโยบายต่อเนื่อง 12 ปีโดยไม่มีการย้อนกลับและเริ่มใหม่ ขณะที่ประเทศไทยใน 3 ปีที่ผ่านมามีนายกรัฐมนตรี 3 คน การปฏิรูปต้องอาศัยฉันทามติข้ามพรรค

4. จัดการหนี้ก่อน ไม่ใช่แค่ตัดหนี้

นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับไทย นิวซีแลนด์มีโปรแกรม loan restructuring ที่ช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้เกษตรกรสามารถจ่ายได้ — ไม่ใช่การตัดหนี้แบบไม่มีเงื่อนไข และมีระบบสวัสดิการสังคมที่พร้อมรองรับในช่วงเปลี่ยนผ่าน

5. ให้เวลา 7-15 ปี พร้อม Roadmap ชัดเจน

นิวซีแลนด์ให้เวลาเต็ม 7 ปีในการปรับตัว และประกาศ roadmap ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ประเทศไทยต้องมี roadmap ที่ชัดเจน 10-15 ปี และที่สำคัญคือต้องไม่เปลี่ยนกลางคัน ความไม่แน่นอนทางนโยบายคือศัตรูที่ใหญ่ที่สุดของการปฏิรูป

ทำไมไทยต้องทำแตกต่างจาก NZ?

ทั้ง 5 ปัจจัยนี้ฟังดูท้าทายมาก แต่สิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับไทยคือปัญหาหนี้ 630,000 ล้านบาท หากไม่แก้ปัญหานี้ การปฏิรูปใดๆ จะล้มเหลว เพราะเกษตรกรที่มีหนี้ท่วมหัวไม่มีทางจะปรับตัวได้

นั่นคือเหตุผลที่แผนสำหรับไทยต้องแตกต่างจาก NZ โดยสิ้นเชิง

NZ vs ไทย: ความแตกต่างที่สำคัญ

จำนวนเกษตรกร: NZ: 143,000 คน (5.9% ของแรงงาน)  ไทย: 13 ล้านคน (40% ของแรงงาน)

→ มากกว่า 90 เท่า

รายได้เฉลี่ย/เดือน: NZ: ~125,000 บาท ไทย: ~4,700 บาท→ ต่ำกว่า 26 เท่า

ขนาดฟาร์ม:  NZ: ขนาดใหญ่-กลาง ไทย: 43% มีขนาด < 10 ไร่ → กระจายตัวมาก ยากต่อการเพิ่ม scale

ความแตกต่างเหล่านี้หมายความว่าผลกระทบทางสังคมจากการปฏิรูปในไทยจะรุนแรงกว่านิวซีแลนด์มาก ดังนั้นเราไม่สามารถทำแบบ “big bang” เหมือนนิวซีแลนด์ได้

ยิ่งไปกว่านั้น โลกแห่งความเป็นจริงของประเทศไทย— ประเทศไทยยังไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง นั่นแปลว่าเรายังไม่สามารถมี political will ที่มองไปข้างหน้าและทำได้อย่างต่อเนื่อง

ใน 3 ปีที่ผ่านมา เรามีนายกรัฐมนตรี 3 คน ใน 20 ปีที่ผ่านมา เรามีรัฐประหาร 2 ครั้ง และมีรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ นี่คือความเป็นจริงที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

เมื่อนิวซีแลนด์มี 2 รัฐบาลดำเนินนโยบายต่อเนื่อง 12 ปี ประเทศไทยจะทำได้อย่างไร?

คำถามสำหรับการเลือกตั้ง 2569

การเลือกตั้ง 2569 ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกพรรคการเมือง แต่เป็นการเลือกกำหนดทิศทางประเทศไทย

จะจัดการหนี้ 630,000 ล้านบาทอย่างไร? แบบเป็นระบบ?

ไม่ใช่แค่ “ตัดหนี้” แล้วจบ แต่มีแผน restructure ที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถจ่ายหนี้ได้ พร้อมพัฒนาทักษะและเข้าถึงเทคโนโลยีหรือไม่?

เกษตรกรจะแข็งแกร่งขึ้น หรือพึ่งพาระบบมากขึ้น?

นโยบายต่าง ๆ จะทำให้เกษตรกรสามารถตัดสินใจเองได้ มีเครื่องมือในการแข่งขัน หรือจะทำให้พึ่งพารัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ?

บทบาทสำคัญของพรรคการเมืองนอกเหนือจากการทำนโยบายเพื่อประชาชน ยังต้องมีส่วนสำคัญในการชักนำให้ประชาชนคิดและเปลี่ยนไปด้วยกันเพื่ออนาคต

โอกาสใหญ่ที่รอให้คว้า…

“นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป (TFPA) ของไทย มีเป้าหมายดันไทยเป็นศูนย์กลางอาหารแปรรูป (ฮับ) ในอาเซียน พร้อมตั้งเป้าหมาย ส่งออกอาหารแปรรูปให้แตะ 2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2570 (ค.ศ. 2027) โดยเน้นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) เพื่อรับมือวิกฤตการณ์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก”

ที่มาข้อมูล:

OECD Agricultural Policy Monitoring and Evaluation (2022-2025)

New Zealand Ministry for Primary Industries

Australian Bureau of Agricultural and Resource Economics (ABARES)

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

World Bank Development Indicators

งานวิจัยจาก GeoJournal, Food Policy, Nature Communications

Bloomberg Television Why New Zealand Abolished Farm Subsidies

https://www.matichon.co.th/economy/news_5184889