อินเซล ผลิตผลจากสังคมชายเป็นใหญ่ ADOLESCENCE

1721955

Adolescence (2025) เป็นมินิซีรีส์ที่มีแค่ 4 ตอนจบ และเป็นที่ฮือฮาอย่างมากเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว ซึ่งเราขอสารภาพว่าเพิ่งมาเก็บตกดูเมื่อช่วงปีใหม่นี้เอง แล้วเราพบว่ามีประเด็นใหญ่อันเป็นตัวต้นเรื่องของทั้งหมด แต่ซีรีส์ไม่ได้อธิบายอะไรเอาไว้เลย ทั้งที่มันเป็นประเด็นใหญ่ขนาดส.ส.อังกฤษต้องเรียกร้องให้มีการฉายซีรีส์นี้ให้ได้ดูทั่วกันทั้งรัฐสภา ก่อนที่ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรี (และผู้นำพรรคแรงงาน) จะสนับสนุนข้อเรียกร้องนี้ด้วยการโพสต์ทวิตว่า “ในฐานะพ่อ การดู Adolescence กับลูกชายและลูกสาววัยรุ่นของผมทำให้รู้สึกสะเทือนใจมาก เราทุกคนจำเป็นต้องคุยกันในประเด็นเหล่านี้ให้มากขึ้น ผมสนับสนุนแผนของเน็ตฟลิกซ์ที่จะฉายซรีส์เรื่องนี้ฟรีในโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อให้เยาวชนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ได้ชม”

Adolescence เล่าเหตุการณ์ภายในเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้กับดอนคาสเตอร์(เขตปกครองเซาท์ยอร์กเชียร์) โดยทั้งหมดนี้ถูกเล่าด้วยการถ่ายเพียงเทคเดียวด้วยเทคนิคที่เรียกว่า ลองเทค ทำให้ผู้ชมเหมือนติดตามเข้าไปในเหตุการณ์จริง และเวลาจะดำเนินไปในแบบเรียลไทม์ คือแทบจะไม่มีการตัดต่อแต่อย่างใด

อีพี 1: ตำรวจติดอาวุธบุกเข้าบ้านของครอบครัวหนึ่งแล้วจับกุมเด็กชายเจมี่ มิลเลอร์ วัย 13 ปี ในข้อหาต้องสงสัยว่าฆาตกรรม เคที เลียวนาร์ด เพื่อนร่วมชั้นหญิง ซีรีส์พาผู้ชมไปเห็นตั้งแต่ขั้นตอนการถล่มบ้านบุกจับ เจมี่ ก่อนจะควบคุมตัวเขาไปสถานีตำรวจเพื่อสอบปากคำ โดยผ่านขั้นตอนต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือการแก้ผ้าตรวจค้นทั้งร่างกายของเจมี่ ไปจนถึงการเตี๊ยมกับทนายความของรัฐ และภาพจากกล้องวงจรปิดที่ระบุการกระทำของเจมี่

อีพี 2: เจ้าหน้าที่เข้าไปสืบสวนภายในโรงเรียน แล้วพบว่าโรงเรียนเป็นสถานที่โสโครกเกินคาด ครูแทบไม่ได้ทำหน้าที่ครู ทั้งตวาด ข่มขู่ หรือไม่เข้าสอน ส่วนนักเรียนก็อิเหละเขละขละมาก ความตายของเคทีถูกลือกันไปทั่วโรงเรียนอย่างสนุกปาก และแทบไม่มีใครเสียใจต่อการจากไปของเธอ ก่อนจะพบว่า จริง ๆ แล้ว เจมี่ เป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ โดยเคทีระบุว่า “เจมี่ เป็นพวกอินเซล”

อีพี 3: เล่าเหตุการณ์หลังจากนั้นอีก 6 เดือนเมื่อเจมี่ถูกส่งตัวไปควบคุมตัวที่ศูนย์ฝึกอบรมที่มีความปลอดภัยสูงเขาให้สัมภาษณ์กับนักจิตวิทยาด้านนิติวิทยาศาสตร์ก่อนที่ผู้ชมจะได้รับรู้ถึงทัศนคติของ เจมี่ ที่อาจได้รับอิทธิพลมาจากครอบครัว และการเยาะเย้ยที่เขาได้รับจากเคทีบนโซเชียลมีเดียมีผลอย่างไรต่อพฤติกรรมของเขา

อีพี 4: อีก 13 เดือนถัดไป ที่บ้านครอบครัวของเจมี่กำลังเตรียมฉลองวันเกิดพ่อผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว แต่วันดีดีต้องพังลงเมื่อพวกเขาต้องรับมือกระแสต่อต้านจากชุมชน อันเนื่องมาจากสิ่งที่เจมี่ทำลงไป แม้จะผ่านไปนานปีกว่า ผู้คนก็ยังคงวนเวียนกลับมากลั่นแกล้งครอบครัวนี้ อันเป็นฝีมือของเด็กมือบอนเพศชายสองคน

วัยลน คนอันตราย (Adolescence) | ตัวอย่างอย่างเป็นทางการ | Netflix

ขออนุญาตเล่าเรื่องย่อแบบนี้ เพราะคิดว่าผู้คนน่าจะได้ดูกันทั่วไปอยู่แล้ว และเราคงไม่ไปเน้นประเด็นความดีเด่นของการแสดงที่แต่ละคนแสดงฝีมือได้อย่างยอดเยี่ยมจนถึงขนาดคว้ารางวัลไปบานเบอะ ไม่ว่าจะเป็น โอเวน คูเปอร์ นักแสดงหน้าใหม่ในบทเจมี่, สตีเฟน เกรแฮมผู้รับบทพ่อและเป็นหนึ่งในทีมเขียนบทรวมถึงเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับซีรีส์นี้ด้วย ไปจนถึง เอริน โดเฮอร์ตี้ ในบทนักจิตวิทยา ทำให้ซีรีส์นี้กวาด 9 สาขารางวัลเอมมี่ที่ถือเป็นสุดยอดเวทีสำหรับแวดวงซีรีส์ รวมถึงถูกเสนอชื่อเข้าชิง 5 ลูกโลกทองคำที่กำลังจะประกาศผลในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคมนี้ หรือเราคงไม่เอ่ยอวยไปถึงการถ่ายทำในแบบลองเทคที่มีบทความมากมายเขียนถึงสิ่งเหล่านี้ไปหมดแล้ว

แต่เรากลับพบว่าประเด็นสำคัญที่แทบไม่มีใครเอ่ยถึง อันเป็นรากฐานสำคัญของเรื่องทั้งหมด ทว่าซีรีส์เล่าสิ่งนี้ออกมาในแบบที่แทบจะไม่อธิบายบริบทใดใดให้คนไทยเข้าใจได้เลย เพราะคำคำนี้เป็นคำที่คนฝั่งยุโรปเข้าใจตรงกันอยู่แล้วว่ามันอันตรายร้ายแรงอย่างไร อันทำให้เราตัดสินใจที่จะไม่ข้ามซีรีส์นี้ไป และขอมาเก็บตกเอาช่วงต้นปีนี้ เพราะมันสำคัญถึงขั้นมีผลกระทบต่อแวดวงการเมืองนั่นก็คือคำว่า “อินเซล”

จากต้นบทความที่เราได้เล่าว่านายกอังกฤษฉายซีรีส์นี้ให้ดูฟรีทั่วทุกโรงเรียน ไม่กี่วันต่อมา อีลอน มัสก์ นักธุรกิจที่ขณะนั้นยังคงเป็นที่ปรึกษารัฐบาลทรัมป์ (ล่าสุดมัสก์ลาออกแหล่ว) ได้กล่าวโต้ว่า “นี่คือซีรีส์โฆษณาชวนเชื่อต่อต้านคนขาว” เนื่องจากเลือกนักแสดงคนขาวมารับบทเจมี่ โดยมัสก์อ้างว่าซีรีส์นี้น่าจะได้ไอเดียมาจากเหตุการณ์กระหน่ำแทงที่เซาท์พอร์ตเมื่อปี 2024 (ซึ่งคนร้ายเป็นคนดำ) และการเลือกให้ เจมี่ ผู้รับบทผู้ต้องหา คือเจตนาทำให้คนขาวกลายเป็นคนเลวทราม ขณะที่ แจ็ค ธอร์น ผู้ร่วมเขียนบทและผู้กำกับซีรีส์นี้แย้งว่า “ใช่ เราได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริง แต่ไม่ได้อิงจากเหตุการณ์ที่ มัสก์ เอ่ยมา เพราะอันที่จริงผมเขียนบทเสร็จไปหลายเดือนแล้วก่อนเหตุการณ์ที่เซาท์พอร์ตจะเกิดขึ้นซะอีก”

ในระหว่างนั้น The Guardian ได้ตีฟูให้เห็นถึงประเด็นสำคัญของซีรีส์นี้ที่ชี้ให้เห็นว่า “พวกแมนโนสเฟียร์ส่งผลกระทบต่อเด็กผู้ชายวัยรุ่น โดยในซีรีส์มีการเจาะจงถึง แอนดรูว์ เท็ต และชุมชนเรดพิลล์ โดยตรงว่าเป็นผู้มีอิทธิพลสำคัญต่อ เจมี่ และเด็กชายอื่น ๆ ในช่วงวัยเดียวกัน”

เอาล่ะ มาถึงบรรทัดนี้ยิ่งงงไปใหญ่ เราเจอคำใหม่ ๆ ตั้งแต่ “อินเซล” “แมนโนสเฟียร์” “แอนดรูว์ เท็ต (ใครวะ)” และ “ชุมชนเรดพิลล์ (อะไรเนี่ยะ)” ไปจนถึงเหตุการณ์ที่มัสก์เอ่ยถึง “กระหน่ำที่เซาท์พอร์ต” ซึ่งทั้งหมดนี้เกี่ยวพันกับซีรีส์ Adolescence อย่างยิ่งยวด และทั้งหมดนี้คือผลิตผลระยำตำบอนล่าสุดที่แตกแขนงมาจากรากเหง้าแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่

เกิดอะไรขึ้นที่เซาท์พอร์ต ปี 2024

https://thaipublica.org/2023/06/pride-month/ ลิงค์นี้คือบทความเก่าที่เราเคยเอ่ยถึงกรณีการสุ่มฆ่าโดยคนร้ายเป็นผู้ชายที่จงใจจะเลือกเหยื่อเพศหญิงโดยอคติทางเพศที่เรียกว่า hate crime เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกลางห้างดังในฮ่องกง แต่ไม่แค่นั้นเพราะเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2020 ที่เมกซิโก มีเหยื่อเพศหญิงวัย 25 ปีถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยโดยแฟนหนุ่มที่ต่อมาถูกตัดสินความผิดฐาน femicide (การฆ่าผู้หญิงเพราะเป็นผู้หญิง ด้วยความเกลียดชังเพศหญิง) โดยผู้ต้องหาถูกตัดสินจำคุก 70 ปี, 11 พฤศจิกายน 2023 ที่อิตาลี หญิงนักศึกษาอีกคนถูกแฟนหนุ่มอุ้มฆ่า, 1 เมษายน 2024 ที่กรีซ หญิงอีกคนถูกอดีตคนรักถูกฆ่าหน้าสถานีตำรวจ ไปจนถึงในช่วงปี 2024-2025 UN Women ระบุว่าโดยเฉลี่ยทุก 10 นาทีจะมีผู้หญิงถูกฆ่า อันเป็นรูปแบบหนึ่งของความรุนแรงที่สุดที่สะท้อนปัญหา “เฟมิไซด์” ในเชิงโครงสร้างทั่วโลก

ไปจนถึงบทความนี้ https://thaipublica.org/2024/09/series-society-agatha-all-along/ ที่เราเคยเล่าประวัติศาสตร์ล่าแม่มดที่เจาะจงว่าผู้หญิงเป็นแม่มด (เหมือนอย่างที่บ้านเรามีผีปอป หรือผีแม่ม่าย ซึ่งล้วนเป็นเพศหญิง) แต่เหตุการณ์ที่เซาท์พอร์ตเมื่อปี 2024 รุนแรงกว่านั้นและเกินจินตนาการไปมาก

วันที่ 29 กรกฎาคม 2024 เวลา 11:45 น.ตามเวลาท้องถิ่น ในคลาสโยคะที่กำลังสอนเต้นรำเด็กหญิง(ในธีมแนวการเต้นแบบเทเลอร์ สวิฟต์) ภายในอาคารที่เรียกว่า ฮาร์ทสเปซ ในเมืองเซาท์พอร์ต ประเทศอังกฤษ แอ็กเซล รูดาคูบานา เด็กหนุ่มผิวดำ อายุ 17 ปี สวมหน้ากากและเสื้อคลุมพร้อมมีดบุกเข้าไปจ้วงแทงภายในคลาสนี้ที่มีเด็กหญิงประมาณ 26 คนอยู่ในนั้น เขาสุ่มแทงเด็กจนเสียชีวิตไป 3 คน ได้แก่เด็กหญิงเบบ คิง วัย 6 ขวบ, เอลซี ดอท สแตนคอมเบ วัย 7 ขวบ เสียชีวิตทันที และอลิซ ดา ซิลวา อะกุยอา วัย 9 ขวบ เสียชีวิตในวันถัดมา รวมถึงมีผู้ใหญ่อีกสองคนได้รับบาดเจ็บสาหัส หนึ่งในนั้นเป็นครูสอนโยคะแต่ในที่สุดทั้งคู่ก็รอดชีวิตมาได้ และมีเด็กได้รับบาดเจ็บอีก 8 คน เหยื่อทั้งหมดนี้เป็นผู้หญิง รูดาคูบานาถูกตั้งข้อหา 3 คดีฆาตกรรมและ 10 คดีพยายามฆ่า รวมถึงข้อหาอื่น ๆ อีก

ต่อมาในเดือนมกราคม 2025 เขาสารภาพทุกข้อกล่าวหา ถูกตัดสินให้รับโทษถูกควบคุมตัวในระดับที่เรียกว่า “at His Majesty’s pleasure” เป็นเวลาขั้นต่ำ 52 ปี หรือ โทษที่เรียกว่า “ตามพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์” เป็นโทษที่ใช้ในกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปีที่กระทำความผิดร้ายแรงในระดับฆาตกรรม เนื่องจากกฎหมายอังกฤษห้ามลงโทษจำคุกตลอดชีวิตต่อผู้เยาว์ในแบบผู้ใหญ่ (เป็นนัยว่าประชาชนไม่มีอำนาจลงโทษ แต่กษัตริย์สามารถทำได้)

แต่ในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้วคือผู้ต้องหารายนี้จะถูกควบคุมตัวในเรือนจำความปลอดภัยสูง HMP Belmarsh ในลอนดอน อันเป็นกลุ่มผู้ต้องหาคดีร้ายแรงสูงสุด ในกรณีนี้เขาต้องอยู่ในนั้นอย่างน้อย 52 ปี หลังจากนั้นจะมีการพิจารณาจากคณะกรรมการฑัณฑ์บนให้พ้นผิดได้ก็ต่อเมื่อถูกพิจารณาแล้วว่าไม่เป็นอันตรายต่อสังคม แต่หากไม่ผ่านก็จะถูกคุมขังไปได้เรื่อย ๆ กล่าวคือแม้จะไม่ใช่โทษตลอดชีวิต แต่จริง ๆ แล้วโหดพอ ๆ กัน

เบื้องแรกเกิดกระแสข่าวลือเนื่องจากคนร้ายเป็นคนดำ กลุ่มคนขาวทั่วอังกฤษจึงออกมาต่อต้านเนื่องจากข่าวลือผิด ๆ ว่าคนร้ายเป็นชาวมุสลิมอพยพ แต่อันที่จริงคนร้ายเกิดในอังกฤษ เป็นชาวอังกฤษ เพียงแต่พ่อแม่ของเขาเป็นชาวรวันดาที่ย้ายมาอังกฤษนานแล้ว แต่พวกเขาไม่ใช่มุสลิมและอันที่จริงเป็นชาวคริสเตียนที่เข้าร่วมคริสตจักรท้องถิ่นอย่างเข้มแข็ง

แม้ในคดีนี้จะไม่มีการตัดสินความผิดในโทษฐานเฟมิไซด์ แต่เหยื่อทั้งหมดเป็นเพศหญิง มีการจงใจกระทำความรุนแรงในคลาสหญิงล้วน โดยไม่มีแรงจูงใจอื่นเช่น ศาสนา หรือเชื้อชาติ หลายชุมชนจึงถกเถียงกันถึงความเป็นไปได้ที่คนร้ายจะเป็นพวกเกลียดชังเพศหญิง

เอลเลียต ร็อดเจอร์ กับ อเล็ก มินาสเซียน

อินเซล

อย่างไรก็ตามคดีดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับซีรีส์นี้ เพียงแต่มัสก์นำคดีนั้นไปโยงเอง แต่การกระทำความรุนแรงต่อผู้หญิงในแบบที่เรียกว่าเฟมิไซด์นั้น เกี่ยวข้องโดยตรงกับ อินเซล ที่ซีรีส์นี้เอ่ยถึง

อินเซล (incel) เป็นคำย่อจากวลี “โสดโดยไม่สมัครใจ” (involuntary celibate) คือสมาชิกของวัฒนธรรมย่อยทางออนไลน์ ส่วนใหญ่เป็นชาย และเป็นกลุ่มรักต่างเพศอย่างที่ไทยเราใช้เรียกพวก “ชายแทร่” หรือ “ชายแท้” ที่นิยามตัวเองว่าไม่สามารถหาคู่รักหรือคู่ครองได้แม้ว่าจะปรารถนาก็ตาม พวกเขามักจะตำหนิ หรือมองผู้หญิงและเด็กผู้หญิงเป็นเหมือนวัตถุ ด้วยความเหยียดหยาม

อินเซลเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดวัฒนธรรมย่อยที่โด่งดังในช่วงทศวรรษ 2010 หลังจากอิทธิพลอันเกี่ยวข้องกับผู้ก่อการร้ายที่เกลียดชังผู้หญิง (Misogynist terrorism) ที่มีต้นแบบทางอุดมการณ์อย่าง เอลเลียต ร็อดเจอร์ กับ อเล็ก มินาสเซียน

เอลเลียต ร็อดเจอร์ อายุ 22 ในสหรัฐ ปี 2014 ก่อเหตุใกล้มหาวิทยาลัยยูซี ซานตา บาร์บารา ร็อดเจอร์ไม่ได้มองว่าตนเองเป็นอาชญากรแต่ประกาศว่าตนเองเป็น “ผู้ลงโทษที่ประสบความสำเร็จทางเพศ” เขาเชื่อว่าผู้หญิงเป็นหนี้ความสนใจทางเพศแก่เขา, สังคมอยุติธรรมที่ผู้หญิงเลือกชายอื่น ดังนั้นการฆ่าจึงเป็นการตอบโต้เชิงศีลธรรม อันเป็นอุดมการณ์ของพวกอินเซลในยุคแรก

ร็อดเจอร์เริ่มเขียนสุนทรพจน์จำนวนหลายร้อยหน้า อัดวิดีโอคำประกาศ “วันแห่งการลงฑัณฑ์” โดยตั้งใจให้การกระทำของเขาเป็นข้อความที่ส่งไปทั่วทั้งโลก สิ่งเหล่านี้ทำให้คดีของเขาก้าวข้ามการฆาตกรรมไปสู่การกระทำความรุนแรงอย่างมีอุดมการณ์(แบบผิด ๆ)

ส่วนอเล็ก มินาสเซียน อายุ 25 ก่อเหตุในโตรอนโต แคนาดา 2018 เขาประกาศว่าตนเองเป็นอินเซลอย่างเปิดเผย ด้วยการประกาศอุดมการณ์อินเซล ก่อนลงมือเขาโพสต์ข้อความว่า “การก่อกบฏของกลุ่มอินเซลได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว” และอ้างถึงเอลเลียต ร็อดเจอร์ โดยตรง อันเป็นการรับไม้ต่อทางอุดมการณ์ไม่ใช่แค่แรงกระตุ้นส่วนตัวโดยมีเป้าหมายเป็นเหยื่อผู้หญิง ในที่สาธารณะของเมืองใหญ่ เพื่อเป้าหมาย “สร้างความหวาดกลัวต่อกลุ่มผู้หญิงเป็นวงกว้าง” เขาไม่ได้ยอมรับว่าตนเองป่วยแต่การกระทำของเขาเป็นการยืนยันความเชื่ออินเซล ไม่มีความสำนึก และมองว่าตนเองคือทหารกล้าในสมรภูมิระหว่างเพศ

23 พฤษภาคม 2014 ร็อดเจอร์ก่อเหตุกระหน่ำแทง กราดยิง และขับรถพุ่งชนทั้งในที่สัญจรและที่พักอาศัยในย่านใกล้มหาวิทยาลัยจนมีผู้เสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บ 14 ราย ก่อนที่จะยิงจ่อหัวตัวเองตาย ส่วน มินาสเซียน เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2018 ขับรถตู้พุ่งชนผู้คนบนทางเท้าใจกลางเมืองในช่วงที่ผู้คนพลุกพล่านจนมีคนเสียชีวิต 10 คน และบาดเจ็บอีก 16 คน เหยื่่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง

สองเหตุการณ์นี้ต่อมาลุกลามกลายเป็นกลุ่มสนทนาทางออนไลน์ที่กลายเป็นวัฒนธรรมย่อยที่มีพฤติกรรมเกลียดชังเพศหญิง ดูหมิ่นเหยียดยาม ต่อต้านพวกสตรีนิยม มองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศและลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้หญิง

ไปจนถึงเกลียดชังมนุษย์, สงสารตัวเอง เหยียดหยามเชื้อชาติ สนับสนุนความรุนแรงทางเพศ พวกอินเซลมักกล่าวโทษว่าผู้หญิงและพวกเฟมินิสต์เป็นต้นเหตุทำให้พวกเขา(อินเซล)ไม่สามารถหาคู่ครองได้ และมองว่าพวกผู้หญิงมักจะชอบคู่ครองหรือชายที่มีสถานะสูงส่งกว่า อันเป็นความคิดที่ติดตัวผู้หญิงมาตั้งแต่เกิดและเปลี่ยนแปลงไม่ได้

ต่อมาแนวคิดเรื่องอินเซลเกี่ยวพันกับกรณีสังหารหมู่ในอีกหลายคดี นักวิชาการส่วนใหญ่อธิบายว่า กลุ่มอินเซลเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศแบบผู้ชายเป็นใหญ่มีอำนาจเหนือกว่าในทางออนไลน์ พวกเขามองว่าผู้หญิงด้อยกว่าในทางพันธุกรรม ดังนั้นผู้หญิงจึงมีความปรารถนาทางเพศที่จะสืบพันธุ์กับผู้ชายที่เหนือกว่าในทางพันธุกรรม พวกเธอจึงกีดกันพวกผู้ชายที่ไม่น่าดึงดูดใจ มีการคาดคะเนจำนวนวัฒนธรรมย่อยนี้ว่าน่าจะมีสมาชิกอยู่ที่หลักหลายพันไปจนถึงอาจจะทะลุหลักแสน

ภูมิหลัง

อันที่จริงจุดเริ่มต้นของสังคมอินเซลนั้นมีเจตนาดี มันเกิดจากเว็บไซต์ที่ชื่อว่า Alana’s Involuntary Celibacy Project (โครงการโสดแบบไม่สมัครใจโดยอลานา) เป็นบล็อกหาเพื่อนตอบคำถามทางออนไลน์เมื่อปี 1997 โดยนักศึกษาหญิงจากมหาวิทยาลัยในโตรอนโตที่ชื่อ อลานา ตอนแรกเป็นการเขียนจดหมายก่อนจะพัฒนาเป็นเว็บไซต์ที่เล่าประสบการณ์คนเหงา หาเพื่อนที่มีแนวคิดเหมือนกันในกลุ่มผู้มีปัญหาเชิงโรแมนติก ที่เข้าถึงคนทุกเพศวัยทุกรสนิยม เพื่อเอาชนะอุปสรรคด้านความรัก เช่น ความเขินอาย เดิมทีเธอใช้คำว่า “invcel” ก่อนจะกลายเป็น “incel” ต่อมาอลานาพบว่าตนเองเป็นไบเซ็กชวลและรู้สึกสบายใจกับอัตลักษณ์ของตนเองเธอจึงหยุดดูแลเว็บนี้แล้วส่งต่อเนื้อหาไปยังคนอื่นที่เธอไม่รู้จักในช่วงราวปี 2000 กระทั่งเกิดเหตุการณ์หลายอย่าง ในปี 2018 อลานา กล่าวถึงโครงการของเธอว่า “มันไม่ใช่เรื่องที่ผู้ชายหลายคนโทษผู้หญิงว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาของพวกเขา นั่นคือเรื่องน่าเศร้าที่กลายเป็นปรากฎการณ์ในปัจจุบัน สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา”

กระทั่งหลังจากเกิดเหตุการณ์หลังจากเอลเลียต ร็อดเจอร์ ไล่กระหน่ำสังหารผู้คนในปี 2014 อันกลายเป็นที่ยกย่องในสังคมอินเซลบนเว็บนี้ อลานาก็โต้ว่า “เหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้นบางอย่างแล้วต่อมามันดันกลายมาเป็นอาวุธสงคราม ฉันยกเลิกคำนี้ไม่ได้แล้ว เพราะคำจำกัดความที่เคยเริ่มต้นด้วยสิ่งดีดีกลับถูกเปลี่ยนไปด้วยการใช้คำนี้โจมตีผู้อื่น” เธอแสดงความเสียใจต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ที่ทำให้เจตนาดีของเธอกลายเป็นการก่อการร้าย และการสร้างชุมชนที่ตั้งใจจะขจัดบาดแผลทางเพศและความอึดอัดทางสังคมไปจนถึงความเจ็บป่วยทางจิต ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความรุนแรงที่มีเป้าหมายต่อเพศหญิง และลุกลามกลายเป็นชุมชนกลุ่มอินเซลทางออนไลน์อีกหลายเว็บไซต์

อุดมการณ์

วาทกรมของอินเซลชอบอ้างถึงสังคมปิตาธิปไตย ในอุดมคติที่คู่รักยึดมั่นในบทบาททางเพศแบบดั้งเดิม แต่งงานเร็ว และมีสัมพันธ์ในแบบผัวเดียวเมยเดียวอย่างเคร่งครัด กลุ่มอินเซลจินตนาการว่าผู้ชายสามารถเข้าถึงผู้หญิงในฐานะคู่รักได้อย่างแทบไม่มีเงื่อนไข จึงลดการแข่งขันเพื่อจะได้คู่ครองลง พวกเขาเชื่อว่ายุคทองของความรักในอุดมคติที่เคยเกิดขึ้นในรุ่นพ่อรุ่นแม่นั้นถูกทำลายทีละน้อยโดยพวกเฟมินิสต์ พวกเรียกร้องสิทธิสตรี พวกเขาจึงพุ่งเป้าโจมตีไปที่พวก “เฟม” เป็นหลัก

และสิ่งนี้คือที่มาของคำว่า เรดพิลล์ (ยาเม็ดสีแดง) อันสืบเนื่องมาจากหนัง The Matrix เมื่อพระเอก นีโอ (เคียนู รีฟส์) ต้องเลือกระหว่างเม็ดสีแดงที่ทำให้ตาสว่างกับเม็ดสีฟ้าที่ต้องกลับไปอยู่ในโลกลวงตา ที่ต่อมาพัฒนากลายเป็นชุมชนเรดพิลล์ และแบล็คพิลล์ (ยาเม็ดสีดำ) อันเป็นกลุ่มอินเซลที่มีความเชื่อเข้มข้นขยายความเชื่อจากพวกเรดพิลล์อีกที พวกเม็ดสีดำจะอิงความเชื่อกับวิทยาศาสตร์เทียม เฟคนิวส์ต่าง ๆ ทั้งสองสามกลุ่มนี้(ซึ่งอันที่จริงคือกลุ่มเดียวกัน) มีความเชื่อว่าสังคมถูกจัดตั้งเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้หญิงและกลุ่มผู้ชายอัลฟ่า (ฐานะดี รูปหล่อ หุ่นดี ปลาหมึกแถวบน) บนพื้นฐานของความน่าดึงดูทางกายภาพ พวกเขามองว่าผู้หญิงเจ้าเล่ห์ ปลอมเปลือก และไฮเปอร์กามี (แต่งงานกับพวกมีฐานะสูงส่งกว่า) โดยพวกเม็ดสีดำใช้หลักการทางการเลือกคู่ครองของสัตว์มาเปรียบเทียบ ขณะที่พวกอินเซลใช้คำนี้เพื่อแย้งว่าพวกไฮเปอร์กามีใช้ผู้ชายสถานะสูงส่งเพื่อเพิ่มสถานะทางสังคม เศรษฐกิจ และพันธุกรรมของลูกหลาน โดยทั่วไปพวกอินเซลจะระบุตัวตนว่ามีความเชื่อแบบ เรดพิลล์ หรือ แบล็คพิลล์ และมองเหยียดคนทั่วไปว่าเป็นพวกบลูพิลล์

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในซีรีส์ Adolescence ไม่มีการระบุว่า เจมี่ เด็กชายวัย 13 ปีที่ฆ่าเพื่อนเพราะว่าเจมี่เป็นอินเซลอย่างที่หลาย ๆ คนมักจะเข้าใจผิด แต่เรื่องนี้ซับซ้อนกว่านั้น เพราะแรงกระตุ้นของเจมี่เกิดขึ้นหลังจากถูกเคทีกล่าวหา โดยการใช้อีโมจิ 💥 💯 (แบบที่เด็กวัยรุ่นชาวเจ็นซีนิยมกัน) โพสต์ระบุตัวตนว่า เจมี่ เป็นพวก 💥 หมายถึงระเบิดสีแดง อันสื่อถึงยาเม็ดสีแดง 💯 ร้อยเปอร์เซ็นต์ชัวร์ แถมมีการใส่อีโมจิรูปถั่วอันเป็นการยืนยันว่าเจมี่เป็นพวกอินเซล

ดังนั้นสิ่งที่อนุมานได้จากบทสนทนาทั้งหมดคือ มีความเป็นไปได้ว่า เจมี่ ถูกเคที บูลลี่ทางออนไลน์ทำให้อับอาย เขาจึงรวมหัวกับเพื่อนวางแผน ทีแรกกะจะแค่ไปขู่ แต่ไปไปมามามันกลายเป็นความเกลียดชังทำให้เขากระหน่ำแทงเธอถึง 7 แผล และเป็นไปได้ว่าความเชื่อต่าง ๆ ที่สะสมมานั้นเกิดจากสิ่งที่ เจมี่ พบเห็นบนโลกออนไลน์อันมีแนวคิดมาจากความเป็นชายแทร่ที่กำลังระบาดอย่างหนักในสังคมโลก

แมนโนสเฟียร์

Manosphere เป็นกลุ่มเว็บไซต์ บล็อก และฟอรัมออนไลน์ที่หลากหลาย ส่งเสริมความเป็นชาย เกลียดชังผู้หญิง ต่อต้านพวกเฟมสตรีนิยม ชุมชนแมนโนสเฟียร์ ประกอบด้วย กลุ่มอินเซล, นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเพศชาย (MRAs), กลุ่มMen Going Their Own Way ชายที่ไปตามวิธีตนเอง (MGTOW), กลุ่ม Pickup artist (PUAs) และ Fathers’ rights movement (สิทธิของพ่อ) ฯลฯ แม้ว่าแต่ละกลุ่มจะมีรายละเอียดความเชื่อต่างกันไปบ้าง แต่โดยทั่วไปพวกเขาร่วมอุดมการณ์แบบชายเป็นใหญ่เหมือน ๆ กัน เพื่อต่อต้านอุดมการณ์สตรีนิยม ต่อต้านกลุ่มสร้างเสริมกำลังเพศหญิงต่าง ๆ ไปจนถึงกลุ่มเกลียดชังชาย (misandry)

กลุ่มนี้เป็นแนวร่วมซ้อนทับของชุมชนอุดมการณ์แบบขวาจัด มีความเกี่ยวข้องกับการคุกคามทางออนไลน์ และมีส่วนปลุกระดมผู้ชายให้มีความเกลียดชังผู้หญิง ยกย่องความรุนแรงต่อผู้หญิง บางแห่งถึงกับสนับสนุนการกราดยิงสังหารหมู่ผู้หญิง และกลุ่มเหล่านี้มีอินฟลูเอนเซอร์คนดังนามว่า แอนดรูว เท็ต, ไมรอน เกนส์, อดิน รอสส์ และจอร์แดนปีเตอร์สัน (ตามลำดับในรูปด้านบน)

How Andrew Tate Got Rich

แอนดรูว เท็ต

อย่างที่บอกว่าตัวพ่อในกลุ่มเหล่านี้มีหลายคน แต่หัวหอกสำคัญที่ซีรีส์นี้เอ่ยถึงคือ แอนดรูว เท็ต ชาวอเมริกันเชื้อสายอังกฤษ วัย 39 ปี อดีตนักมวยมืออาชีพก่อนจะผันตัวเป็นเจ้าของธุรกิจ ผู้มีอิทธิพลทางโซเชียล และนักพูดเชิงไลฟ์สไตล์และ “ผู้ฝึกสอนด้านความสำเร็จ(แบบชายแทร่)” บนเว็บ เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกถกเถียงและขัดแย้งที่สุดในโลกออนไลน์ในปัจจุบัน มีผู้ติดตามจำนวนมหาศาล แต่ถูกวิจารณ์อยางรุนแรงจากนักวิชาการ นักสิทธิสตรี และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ

ในปี 2005 เขาเป็นที่รู้จักในฐานะนักสู้ผู้มีสถิติแข็งแกร่งด้านมวยสากลมืออาชีพ ก่อนจะเป็นกลายมาเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมเรียลิตี้ดัง บิก บราเธอร์ ยูเค เมื่อปี 2016 แต่ถูกไล่ออกจากรายการหลังจากมีคลิปหลุดเมื่อเขาใช้เข็มขัดฟาดผู้หญิง ก่อนจะผันตัวมาเป็นอินฟลูชื่อดังในโลกโซเชียลที่พูดเรื่องความเป็นชาย ความมั่นใจ ความสำเร็จ และสร้างความขัดแย้งในวงกว้างในสังคม เรียกตัวเองว่าเป็นมิสโซจินิสต์ (misogynist-ผู้เกลียดชังเพศหญิง) จนได้รับฉายาว่า “ราชาแห่งชายท็อกซิก” กลายเป็นภาพแทนแนวคิดเสริมสร้างระบบความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ อย่างไรก็ตามต่อมาในปี 2022 โซเชียลต่าง ๆ ไม่ว่าจะ อินสตาแกรม, เฟซบุ๊ก, ยูทูบ, ทิ๊กท่อก ต่างลบหรือแบนบัญชีของเขา เนื่องจากการพูดเฮทสปีชปลุกระดมให้เกลียดชังต่อผู้หญิง

ในปี 2022 เขาถูกจับ ตั้งข้อหาหนัก ข่มขืน ค้ามนุษย์ และจัดตั้งองค์กรอาชญากรรมเพื่อเอาเปรียบทางเพศ คดีขยายผลไปถึงข้อกล่าวหาเรื่องบังคับมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก คลุกคลีกับกิจกรรมผิดกฎหมายต่าง ๆ คดีเหล่านี้เกิดขึ้นในโรมาเนีย ก่อนจะลุกลามไปยังสหราชอาณาจักร และสหรัฐ อย่างไรก็ตามปัจจุบันเขายังอยู่ในระหว่างดำเนินคดี แต่ยังคงมีสถานะเป็นจำเลยเนื่องจากกำลังรอศาลสูงลงอาญาในคดีจำนวนมาก

ความสำเร็จของ Adolescence ทำให้ล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผานมาเน็ตฟลิกซ์ประกาศยืนยันแล้วว่าจะมีซีซั่นสองอย่างแน่นอน

ในซีรีส์เมื่อตำรวจให้เจมี่เลือกว่าจะให้ใครเข้าไปในห้องสอบสวน เจมี่เลือกพ่อ และพ่อเป็นคนเดียวในครอบครัวที่เห็นคลิปนั้น เห็นขณะที่เจมี่กำลังจ้วงแทงเพื่อนผู้หญิง เหตุการณ์นี้ถูกนำไปสู่คำถามในท้ายเรื่องเมื่อพ่อกับแม่มานั่งคุยกัน

พ่อ: ตอนผมอายุเท่าเขา พ่อผมแม่งเคยตีผม บางครั้งก็เอาเข็มขัดฟาด ฟาดโคตรแรง พ่อฟาดผม ผมก็เลยสัญญากับตัวเอง ผมบอกว่าถ้าเกิดผมมีลูก ผมจะไม่ทำแบบนั้น ผมจะไม่ทำแบบนั้นกับลูก ๆ และผมไม่เคยทำ จริงไหม ผมแค่อยากเป็นพ่อที่ดีกว่า…แต่ผมเป็นหรือเปล่า…ผมดีกว่าไหม

แม่: คุณพยายามจะเป็น…เราทั้งคู่พยายามแล้ว

พ่อ: ใช่ ผมพยายามจะเป็น…ถ้าพ่อผมหล่อหลอมผมขึ้นมา แล้วผมเลี้ยงเขามายังไง