จีนสั่งสอบสวนนายพลที่มีอำนาจสูงสุด เหมือนสหรัฐฯ จับกุม “หัวหน้าคณะเสนาธิการทหาร” ข้อหาคอร์รัปชัน

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ที่มาภาพ : thinkchina.sg

เมื่อวันเสาร์ 24 มกราคม 2569 กระทรวงป้องกันประเทศของจีนประกาศว่า นายพลจาง โหย่วเซี่ย รองประธาน คณะกรรมาธิการทหารศูนย์กลาง (Central Military Commission หรือ CMC) และนายพลหลิว เจิ้นหลี่ ที่ดูแลฝ่ายเสนาธิการทหาร จะถูกสอบสวนเรื่องการละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง ในภาษาของพรรคคอมมิวนิสต์จีนหมายถึงคอร์รัปชัน แต่ Wall Street Journal รายงานว่า จาง โหย่วเซี่ย เปิดเผยข้อมูลด้านนิวเคลียร์แก่สหรัฐฯ และรับสินบนในการเลื่อนตำแหน่งในกระทรวงป้องกันประเทศ

Neil Thomas ผู้เชี่ยวชาญจีนขององค์กร Asia Society ในสหรัฐฯ กล่าวกับ The Guardian ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็น “การกำจัดกวาดล้าง” ครั้งสำคัญที่สุดของจีนในยุคหลังประธานเหมา เป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญมาก เพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยาก จะเปรียบเทียบก็เหมือนการไปจับกุมหัวหน้าคณะเสนาธิการทหารของสหรัฐฯ ในข้อหาคอร์รัปชัน

แม้นายพลมีอำนาจมากสุดก็เสี่ยง

บทความของ The New York Times เรื่อง In Xi’s China, Even the Mightiest General Can Fall รายงานว่า ในปี 2024 เมื่อจาง โหย่วเซี่ยพบกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เขาแสดงออกถึงการเป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจมากสุดของจีนในยุคสี จิ้นผิง Jake Sullivan อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงของรัฐบาลโจ ไบเดน ที่เข้าพบจาง โหย่วเซี่ย กล่าวว่า นายพลจางเป็นคนพูดตรงๆ ง่ายๆ แบบนายทหารทั่วไป และเป็นคนที่แสดงความคิดเห็นออกมาโดยไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องระมัดระวัง

แต่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งและความใกล้ชิดกับสี จิ้นผิง ของเขาก็พังทลายลง เมื่อถูกทางการจีนสอบสวนการละเมิดกฎหมายและวินัยทางการเมือง การตกต่ำของจาง โหย่วเซี่ย มีความสำคัญที่แตกต่างจากการปลดนายพลหลายสิบคนซึ่งถูกดำเนินคดีเรื่องคอร์รัปชันในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาในสมัยสี จิ้นผิง Jake Sullivan กล่าวว่า เป็นเหตุการณ์แบบแผ่นดินไหว ที่สี จิ้นผิง เล่นงานคนที่มีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์มายาวนาน ทำให้เกิดคำถามมากมาย

จาง โหย่วเซี่ย มีอายุ 75 ปี มากพอที่สี จิ้นผิง จะปล่อยให้เกษียณไปแล้ว บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเขียนไว้ว่า การสอบสวนเรื่องคอร์รัปชันของสองนายพล แสดงถึงจุดยืนชัดเจนในการต่อสู้กับคอร์รัปชันว่า ไม่มีตำแหน่งไหนที่อยู่นอกขอบเขตที่จะละเมิดกฎหมาย ไม่มีพื้นที่ไหนที่ไม่ถูกตรวจสอบ และที่สำคัญคือ การไม่ซื่อสัตย์ต่อผู้นำจีน กระทำการบ่อนทำลายฐานะนำของพรรคต่อกองทัพอย่างรุนแรง

เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เกิดการคาดการณ์ทั้งในจีนและทั่วโลก ถึงสาเหตุที่สี จิ้นผิง หมดความไว้วางใจต่อนายพลจาง นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า สี จิ้นผิง อาจได้ข้อสรุปว่า คอร์รัปชันฝังลึกในกองทัพ จึงต้องผ่าตัดเพื่อเปิดทางให้แก่ผู้บัญชาการรุ่นใหม่ อีกส่วนมองว่า นายพลจางมีอำนาจมากเกินไป หลังจากบรรดานายพลอาวุโสอื่นๆ ถูกกวาดล้างไปแล้วก่อนหน้านี้

ที่มาภาพ : thediplomat.com

หนึ่งในพวก “ลูกท่านหลานเธอ”

ทั้งสี จิ้นผิง และจาง โหย่วเซี่ย ถือเป็นคนจีนที่เรียกว่า “พวกลูกท่านหลานเธอ” (princeling) บางครั้งก็เรียกว่า “คนแดงรุ่นที่สอง” (Second Red Generation) หมายถึงลูกหลานของเจ้าหน้าที่พรรคระดับอาวุโส ที่อาศัยเครือข่ายทางครอบครัวมาทำให้ได้ตำแหน่งสูง และผลประโยชน์จากกลไกพรรค-รัฐ

บิดาของจาง โหย่วเซี่ย เป็นนายพลที่ทำงานร่วมกับสี จงซุน บิดาของสี จิ้นผิง ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ไม่มีหลักฐานว่าสี จิ้นผิง และจาง โหย่วเซี่ย สนิทสนมกันในช่วงวัยเด็ก Joseph Torigian ที่เขียนหนังสือประวัติสี จงซุน บิดาของสี จิ้นผิง กล่าวว่า การมีพื้นฐานครอบครัวคล้ายกัน อาจช่วยให้เกิดความผูกพันในบางจุดขึ้นมา

ในประเทศอย่างจีน ผู้บัญชาการที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ และเคยผ่านการรบมาแล้ว มีอยู่ไม่กี่คน นายพลจางที่เป็นทหารผ่านศึกจึงได้รับการชื่นชม แม้จะผ่านอายุการเกษียณมาแล้ว แต่สี จิ้นผิง ยังแต่งตั้งเป็นรองประธาน คณะกรรมาธิการทหารศูนย์กลาง เหมือนกับมอบหมายเป็นคนดูแลแทนสี จิ้นผิง ในการบริหารงานในแต่ละวันของกองทัพปลดปล่อย การพิจารณาคดีของเขาคงเป็นความลับในศาลทหาร และคงรับโทษจำคุก

จาง โหย่วเซี่ย เข้าร่วมกองทัพในปี 1968 กลายเป็นนายทหารแนวหน้าที่โดดเด่นช่วงสงครามจีนกับเวียดนามในปี 1979 หลังจากขึ้นเป็นผู้นำจีนในปี 2012 สี จิ้นผิง ก็ปฏิรูปเปลี่ยนแปลงกองทัพอย่างรวดเร็ว ที่เต็มไปด้วยปัญหาคอร์รัปชัน โครงสร้างกองทัพติดอยู่กับระบบเก่า และไม่มีคุณภาพพอที่จะขยายบทบาทกองทัพ ในด้านทางทะเล อากาศ และนิวเคลียร์ นายพลจางจึงเป็นนายทหารคนหนึ่งที่สี จิ้นผิง ดึงมาช่วยปฏิรูปกองทัพ

ช่วงปี 2012-2017 จาง โหย่วเซี่ย รับผิดชอบดูแลฝ่ายยุทโธปกรณ์ของกองทัพ ที่ทำหน้าที่จัดซื้ออาวุธต่างๆ Daniel Mattingly จากมหาวิทยาลัย Yale กล่าวว่า ฝ่ายดังกล่าวคือแหล่งคอร์รัปชันโดยไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ การพัฒนาแล้วซื้ออาวุธที่แพง ทำให้ฝ่ายนี้เป็นจุดที่จะเรียกรับสินบน หรือเรียกรับเงินทอนจากการซื้ออาวุธที่แพง

สำนักงานคณะกรรมาธิการทหารศูนย์กลาง ตั้งอยู่ที่กระทรวงป้องกันประเทศของจีน ที่มาภาพ : wikipedia.org

ความสำคัญของ คณะกรรมาธิการทหาร

การหมดอำนาจของจาง โหย่วเซี่ย และหลิว เจิ้นหลี่ เปรียบเหมือนกองบัญชาการสูงสุดของกองทัพถูกทำลายลงไป ทำให้ “คณะกรรมาธิการทหารศูนย์กลาง” มีสมาชิกเหลืออยู่ 2 คน คือ สี จิ้นผิง ที่เป็นประธาน และจาง เซิงหมิน ที่ดูแลด้านระเบียบวินัยกองทัพ เท่ากับสี จิ้นผิงปลดนายพลในคณะกรรมาธิการนี้ไป 5 คนจากทั้งหมดที่แต่งตั้งมา 6 คน

บทรายงานของ South China Morning Post อธิบายความสำคัญของคณะกรรมธิการทหารของจีน หรือ CMC ไว้ว่า คือองค์กรการตัดสินใจและบังคับบัญชาทางทหารสูงสุดของจีน มีอำนาจบังคับบัญชากองกำลังรบทุกฝ่าย ตัดสินใจด้านยุทธศาสตร์และการปฏิบัติการของกองทัพ บริหารงานเรื่องการพัฒนาของกองทัพ

คณะกรรมาธิการฯ ประกอบด้วย 16 ฝ่าย เช่น ฝ่ายเสนาธิการร่วม ฝ่ายสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ และสถาบันวิจัยทางทหาร นอกจากนี้ ยังดูแลกองบัญชาการใหญ่ของกองทัพภาค 5 แห่ง คณะกรรมาธิการฯ มีสมาชิก 7 คน ยกเว้นสี จิ้นผิง ที่เป็นประธาน ที่ไม่มียศทางทหาร รองประธาน 2 คน และสมาชิกอีก 4 คนล้วนเป็นนายพล ที่ถูกมอบหมายให้ดูแลงานต่างๆ ของคณะกรรมาธิการฯ

ดังนั้น คณะกรรมธิการฯ จึงทำหน้าที่คล้ายกับกระทรวงกลาโหมในประเทศอื่น ส่วนกระทรวงป้องกันประเทศของจีน ทำหน้าที่ด้านความสัมพันธ์ทางการทูต และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่รัฐมนตรีกระทรวงนี้มาจากสมาชิกคณะกรรมาธิการฯ ประธานคณะกรรมาธิการฯ และสมาชิก 6 คน จะมาจากการได้รับเลือกจากที่ประชุมสมัชชาพรรค ที่มีการประชุมทุก 5 ปี

เมื่อก่อตั้งกองทัพแดงในช่วงการปฏิวัติ เหมา เจ๋อตุงกำหนดเป็นหลักการที่ว่า “พรรคเป็นฝ่ายควบคุมกองทัพ” ปัจจุบัน พรรครักษาอำนาจควบคุมกองทัพอย่างสมบูรณ์ รวมทั้งกองกำลังติดอาวุธอื่นๆ คนที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค จะเป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ จุดนี้ทำให้ประธานคณะกรรมาธิการฯคือผู้นำสูงสุดของกองทัพจีน

เอกสารประกอบ

In Xi’s China, Even the Mightiest General Can Fall, Jan 26, 2026, nytimes.com

What is China’s Central Military Commission and why is it so powerful? 18 Ot 2022, South China Morning Post