เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์
ระบบการศึกษาทุกวันนี้ถูกออกแบบภายใต้กรอบคิดแบบเสรีนิยมใหม่ (neoliberal) โรงเรียนและมหาวิทยาลัยถูกทำให้กลายเป็นเพียงโรงงานผลิตทุนมนุษย์ เด็กถูกมองเป็นทรัพยากรที่ต้องเร่งอัพสกิลเพื่อไปแข่งขันในตลาดแรงงานโลก การเรียนทุกอย่างต้องวัดผลเป็นคะแนนและถูกจัดอันดับ และไม่ว่าคุณจะเรียนเก่ง เล่นดนตรีเก่ง เล่นกีฬาเก่ง คุณก็จะต้องแข่งขันกับคนอื่น แม้กระทั่งแข็งขันกับตัวเอง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้นำไปสู่คำถามว่า “เราจะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร”
คุณภาพการศึกษาจึงเท่ากับ “ความสามารถแข่งขัน” มากกว่าความสามารถในการจินตนาการถึงโลกใหม่ หรือความสามารถที่จะร่วมกันต่อต้านความอยุติธรรมในโลกใบเดิม
หากการศึกษาที่ควรจะเป็น ไม่ใช่แค่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบ แค่เรื่องการสอบติด เงินเดือนเริ่มต้น การเอาตัวรอดในระบบเดิมล่ะ? ถ้าการศึกษาเป็นเครื่องมือของการปลดปล่อย และเป็นความเป็นไปได้ของจินตนาการถึงโลกที่เท่าเทียมเป็นธรรม การศึกษาที่ว่าจะหน้าตาเป็นแบบไหน
คำตอบหนึ่งจากประวัติศาสตร์อยู่ในบทความนี้ และอาจเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมไทยเอามาปรับใช้
เมื่อการศึกษาคืออาวุธของผู้ถูกกดขี่
ต้นศตวรรษที่ 19 ในอเมริกา คนงานจำนวนมากแทบไม่ได้เรียนหนังสือ เคยมีแผ่นพับหัวข้อ “การศึกษาและคนทำงาน” ในช่วงทศวรรษ 1830 เขียนไว้ว่า “มนุษย์จำนวนมหาศาลถูกทำลายลงเพราะไม่ได้รับการศึกษา ทำให้ชีวิตพวกเขาทุกข์ยากถึงที่สุด และไร้ความสามารถในการปกครองตนเอง”
ในสายตาของคนรุ่นนั้น การศึกษาไม่ใช่สิ่งสวยหรูไว้อวดสถานะ แต่เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของการอยู่ในสังคมมนุษย์สังคม ดังที่ Thomas Paine นับ “สิทธิในการได้รับการศึกษา” เป็นหนึ่งในสิทธิพื้นฐาน และขบวนการแรงงานยุคแรก ๆ ก็เรียกร้อง “โรงเรียนสาธารณะฟรี” ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องทางการเมืองร่วมกัน ไม่ต่างจากสิทธิเลือกตั้งหรือสิทธิแรงงาน
ในเมืองอย่างชิคาโก มีกลุ่ม Arbeiter-Vereine หรือสมาคมคนงานของแรงงานเยอรมันผู้อพยพ พวกเขาจัดดีเบตและจัดบรรยายเป็นปกติ และมีวัฒนธรรมที่ให้สมาชิกคนหนึ่งอ่านหนังสือให้คนอื่นฟังขณะทำงานไปด้วย
ความรู้ในที่นี้ ไม่ใช่ “สกิล” เพื่อเอาชนะกันเองในตลาดแรงงาน แต่เป็นความรู้ประเภทที่ทำให้เรามองเห็นโครงสร้างอำนาจ มองเห็นประวัติศาสตร์ของการกดขี่ และมองเห็นว่าตัวเองเชื่อมโยงกับคนอื่นอย่างไรในฐานะชนชั้นเดียวกัน หรือพูดให้ถึงที่สุดคือ การรู้หนังสือกับการเป็นฝ่ายซ้าย คือเรื่องเดียวกัน
จาก Rand School ถึง Jefferson School
ต้นศตวรรษที่ 20 ขบวนการสังคมนิยมในสหรัฐเริ่มแข็งแรง พรรคสังคมนิยม (Socialist Party) ก่อตั้ง Rand School of Social Science ขึ้นในปี 1906 เริ่มด้วยนักเรียน 250 คน ก่อนจะขยายไปสู่หลักพัน
ชั้นเรียนจัดตอนกลางคืนและวันหยุด เพื่อให้คนงานที่ทำงานทั้งวันยังมาเรียนได้ และไม่ได้มีการสอนแค่ทฤษฎีมาร์กซิสต์ แต่เนื้อหาครอบคลุมทั้งประวัติศาสตร์แรงงาน เศรษฐศาสตร์สังคมนิยม ศิลปะ การเหยียดเชื้อชาติ แรงงานเด็ก แรงงานผู้หญิง ปัญหาที่อยู่อาศัย ไปจนถึงสุขภาพและโรคของชนชั้นกรรมาชีพ
ที่สำคัญคือ โรงเรียนยืนอยู่บนแนวคิดที่ว่า คนที่มาเรียนไม่ใช่ผู้บริโภคการศึกษา แต่เป็นผู้นำในอนาคตของขบวนการการเปลี่ยนแปลง
ต่อมา เกิดกลุ่มการศึกษา Jefferson School of Social Science ที่นิวยอร์ก เปิดในปี 1944 ในช่วงยอดนิยม โรงเรียนนี้มีนักเรียนถึงปีละ 8,000–10,000 คน สิ่งที่ Jefferson ทำ คือรวมเอาการศึกษาทางการเมือง งานวัฒนธรรม การพบปะของขบวนการไว้ในอาคารเก้าชั้นกลางเมืองแห่งเดียว คุณสามารถลงเรียนได้ทั้ง บทนำสู่มาร์กซิสม์ ประวัติฟาสซิสม์และจักรวรรดินิยม คลาสดีเบตว่าด้วย “ปัญหาคนผิวดำ” และ “ปัญหาสตรี” วิชาศิลปะ การเต้น การละคร ดนตรี การเขียนนิยาย รวมถึง การอ่านเชกสเปียร์จากมุมมองฝ่ายซ้าย ที่นี่มีห้องสมุด ร้านหนังสือ คาเฟ่ และต่อมามีโรงเรียนเด็กเล็กพร้อมชั่วโมงเล่านิทานกับคืนกิจกรรมวัยรุ่น
ทั้ง Rand และ Jefferson ถูกกล่าวหาว่าเป็นองค์กรล้มล้างใน=วงกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์ ยุคสงครามเย็น และถูกบีบจนต้องปิดตัวลง แต่บทเรียนสำคัญคืออะไร? เราอาจสรุปได้ว่า การเมืองฝ่ายซ้ายที่แข็งแรง เกือบทุกยุค มี “โรงเรียน” หรือ “สถาบันการศึกษา” ของตัวเองอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่ฝากความหวังไว้ในมหาวิทยาลัยกระแสหลัก
หลังจากขบวนการแรงงานถดถอยลง ความคิดหัวรุนแรงขยับจากโรงเรียนอิสระไปสถาปนาตัวเองในอีกเวทีหนึ่ง แทนที่จะสร้างมหาวิทยาลัยของฝ่ายซ้าย ก็ไปสร้าง พื้นที่เล็ก ๆ ที่แนบอยู่กับการต่อสู้จริง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Labor Notes วารสารและองค์กรกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการเจราจาต่อรองในสหรัฐอเมริกา แกนคิดสำคัญคือ อย่าคิดว่าคนทำงานเข้าใจสหภาพแล้วโดยอัตโนมัติ ถ้าอยากให้สังคมนิยมมีอิทธิพล เราต้อง “สร้างทะเลสาบให้ตัวเองว่าย” หรือคือสร้างฐานของนักกิจกรรมแรงงานที่มีทักษะและวิสัยทัศน์ร่วมกัน Labor Notes จึงเน้นการศึกษาเชิงปฏิบัติ เช่น จะเอาข้อร้องเรียนให้กลายเป็นการรวมพลังกันได้อย่างไร ทำอย่างไรเมื่อเจอหัวหน้างานเผด็จการ หรือจะจัดตั้งคนในที่ทำงานแบบไม่รอผู้นำระดับชาติอย่างไรได้บ้าง
โรงเรียนไทยในฐานะโรงเรียนเพื่อการเปลี่ยนแปลง
ย้อนกลับมาดูในไทย เรามีโรงเรียนติว โรงเรียนสอนธุรกิจ สตาร์ทอัพ ลงทุน ครีเอเตอร์ เวิร์กช็อป self-improvement นับไม่ถ้วน แต่เรามีพื้นที่แบบ Rand, Jefferson หรือ Labor Notes น้อยมาก พื้นที่ที่ชวนคนธรรมดาให้อ่านประวัติศาสตร์ชนชั้นแรงงาน วิจารณ์ระบบทุนนิยมไทยอย่างจริงจัง ฝึกทักษะรวมกลุ่มและจัดตั้ง (organizing) เรียนรู้การทำงานในสหภาพ ชุมชน และการเมืองระดับท้องถิ่น
สิ่งที่เด็กไทยจำนวนมากได้จากระบบการศึกษาคือ ความสามารถแข่งขันในสนามสอบ ความสามารถสร้างแบรนด์ตัวเอง แต่ไม่ได้ฝึกให้เข้าใจ “ภาษา” หรือ “กรอบคิด” ที่จะอธิบายความไม่เป็นธรรมที่ตัวเองกำลังเผชิญในฐานะคนรุ่นใหม่ คนทำงาน หรือคนในพื้นที่ เราจึงเห็นคนจำนวนมากรู้สึกว่าตัวเอง “พัง” แบบปัจเจก แทนที่จะเห็นว่าเรา “ถูกทำให้พัง” ด้วยโครงสร้างบางอย่างร่วมกัน นี่คือสิ่งที่ “โรงเรียนเพื่อการเปลี่ยนแปลง” ที่โลกตะวันตกพยายามทำมาตลอด 200 ปีวางรากฐานให้เราในปัจจุบัน และเป็นสิ่งที่การศึกษาไทยไม่เคยก้าวข้ามไปถึง
เราจะนำบทเรียนจากฝั่งอเมริกา มาปรับใช้ในบริบทสังคมไทยได้อย่างไร
บนคำถามและความท้าทายว่า เราจะสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่พาคนจาก “ความทุกข์ส่วนตัว” ไปสู่ “ความเข้าใจเชิงโครงสร้าง” และ “การลงมือเปลี่ยนแปลงร่วมกัน” ได้อย่างไร ประวัติศาสตร์ของ Rand School, Jefferson School หรือ Labor Notes ไม่ได้สำคัญเพราะมันโรแมนติก แต่สำคัญเพราะมันเตือนเราว่า ทุกครั้งที่การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมถูกลดคุณค่าลงเหลือแค่ โปรเจกต์ CSR มันคือช่วงเวลาที่เรายิ่งต้องสร้าง “การศึกษาเพื่อการปลดปล่อย” ถ้าเราอยากเห็นสังคมไทยที่ไม่ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องอยู่กับความสิ้นหวังตั้งแต่จุดเริ่มต้นของชีวิต
เราจำเป็นต้องเริ่มจากการถามอย่างจริงจังว่า เราจะสร้าง “โรงเรียนเพื่อการเปลี่ยนแปลง” ของเราเองขึ้นมาที่นี่ได้อย่างไร
ไม่จำเป็นต้องเป็นตึกเก้าชั้นกลางเมือง แต่อาจเป็น อ่านหนังสือเล็ก ๆ, ค่ายสุดสัปดาห์, ห้อง Zoom ทุกคืนวันพุธ หรือแม้กระทั่งกลุ่มเพื่อนที่นั่งอ่านบทความและแลกเปลี่ยนจินตนาการถึงโลกที่เป็นธรรมด้วยกัน การศึกษาไม่ควรเป็นเรื่องของการติวสอบไปจนตาย แต่เป็นเครื่องมือทรงพลังที่จะทำให้มนุษย์ซึ่งอยู่ในวังวนของการกดขี่ กล้าที่จะฝันถึงสังคมที่ดีกว่า
20 กิจกรรมที่น่าชวนนักเรียนทำเพื่อสร้างการศึกษาเพื่อการปลดปล่อย
1. แผนที่อำนาจในโรงเรียน (Power Mapping)
ลองให้นักเรียนวาดแผนที่ว่า “ใครมีอำนาจอะไรในโรงเรียน” เช่น ผอ., ครู, นักเรียนแกนนำ, รปภ., แม่บ้าน, ผู้ปกครอง แล้วคุยกันต่อว่า ใครตัดสินใจเรื่องอะไร? ใครไม่มีเสียงเลย? และทำไม?
2. เล่าเรื่องชีวิตตัวเองผ่านโครงสร้าง (My Story – Our Structure)
ให้นักเรียนเขียน/เล่า “เหตุการณ์สำคัญในชีวิต” 1 เรื่อง แล้วช่วยกันเชื่อมโยงว่า เรื่องเล่านี้เกี่ยวกับอะไรในสังคม เช่น ชนชั้น เพศ ศาสนา พื้นที่ การศึกษา นโยบายรัฐ เพื่อให้เห็นว่า ปัญหาส่วนตัว = ปัญหาโครงสร้างด้วย
3. วิจัยเรื่องแรงงานรอบตัว
ให้นักเรียนสัมภาษณ์คนทำงานใกล้ตัว เช่น แม่ค้า แกร็บ คนส่งของ แม่บ้าน รปภ. เช่นถามเรื่อง ชั่วโมงทำงาน รายได้ ความเหนื่อยหรือความไม่เป็นธรรม และกลับมาทำงานศิลปะหรือเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง พร้อมชวนคุยเรื่องคุณภาพชีวิตแรงงาน
4. การอ่านสื่อเชิงวิพากษ์
เอาข่าว คลิป TikTok คอนเทนต์ยอดฮิตมาให้ดู ให้โจทย์นักเรียนแยกว่าอคติอยู่ตรงไหน ใครได้ประโยชน์จากข่าวนี้ ใครหายไปจากเรื่องเล่า (invisible) สอนการตรวจสอบแหล่งข่าวไปพร้อมกับฝึกคิดเรื่องอำนาจของสื่อ
5. สภานักเรียนในห้องเรียน
ตั้งสภาจำลองที่ไม่มีอำนาจตามระเบียบ แต่มีอำนาจเชิงวัฒนธรรม ให้นักเรียนอภิปรายปัญหาของโรงเรียน เสนอข้อเรียกร้อง เขียนจดหมายเปิดผนึก หรือทำแคมเปญ ให้การเมืองเป็นเรื่องของการจัดการชีวิตร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องไกลตัว
6. เดินสำรวจชุมชนแบบสายตาวิพากษ์ (Critical Walk)
เดินรอบโรงเรียน/ชุมชนด้วยโจทย์ว่า ที่ดินนี้เป็นของใคร? ใครใช้พื้นที่นี้? ใครถูกกันออกไป? กลับมาวาดแผนที่ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมในพื้นที่ตัวเอง
7. เวิร์กช็อปสิทธิของฉันในฐานะนักเรียน
ให้นักเรียนสำรวจ รธน. กฎหมาย ระเบียบกระทรวง ระเบียบโรงเรียน แล้วทำโปสเตอร์หรือวิดีโออธิบายสิทธิของนักเรียน อำนาจของครู หรือสิทธิต่าง ๆ ที่นักเรียนมีและควรถูกปกป้อง
8. ทำพิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ ว่าด้วยความไม่เป็นธรรม
ให้นักเรียนรวบรวมรูปถ่าย เรื่องเล่า ของใช้ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำในชีวิต เช่น เรื่องค่าเทอม การบ้าน ทุนการศึกษา บูลลี่ สีผิว เพศ
จัดเป็น “นิทรรศการในห้อง” ให้คนมาเดินดู แล้วให้ตัวเองเป็นไกด์
9. เขียนจดหมายถึงผู้มีอำนาจจริง ๆ
เลือกประเด็นหนึ่งที่เด็กอิน เช่น เครื่องแบบนักเรียน เวลาพักกลางวัน การบ้านล้น แล้วให้พวกเขาช่วยกันเขียนจดหมายถึง ผอ., เขต, หรือ ส.ส. เขตตัวเอง เพื่อฝึกภาษาของเรียกร้อง และให้เห็นว่า เขาสามารถพูดกับอำนาจได้
10. วงคุย “เรื่องในบ้าน” สู่โครงสร้างทางสังคม
เปิดพื้นที่ให้เด็กเล่างานบ้านที่ทำ บทบาทในครอบครัว ความคาดหวังเรื่องเพศ/อนาคต แล้วถามต่อว่า ใครในบ้านมีเวลาว่างน้อยสุด? ใครมีสิทธิตัดสินใจมากสุด? และชวนคุยถึง “งานบ้านที่ไม่ถูกจ่ายค่าจ้าง” และเพศสภาพ หรืออื่น ๆ
11. อภิปราย “ความฝัน”
คล้ายคาบแนะแนว แต่เปลี่ยนคำถามจาก “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” เป็น “อยากเห็นสังคมแบบไหน และฉันจะมีส่วนอย่างไร” ช่วยกันลิสต์ “สิ่งที่ฉันอยากทำเพื่อความยุติธรรม”
12. วิชาประวัติศาสตร์จากมุมผู้แพ้
ให้เด็กเลือกกลุ่มหนึ่งในประวัติศาสตร์ เช่น ชาวบ้านถูกเวนคืนที่ดิน แรงงานโรงงาน คนชายขอบในเมือง แล้วค้นหาข้อมูลมาแลกเปลี่ยนมุมมองกันเพื่อเห็นประวัติศาสตร์จากมุมของผู้ถูกกดขี่
13. บอร์ด “คำถามต้องห้าม” ในโรงเรียน
ติดบอร์ดในโรงเรียนให้เด็กเขียนคำถามแบบไม่ต้องลงชื่อ เช่น ทำไมต้องตัดผม ทำไมครูตะโกนได้ แต่นักเรียนทำไม่ได้ ทำไมนักเรียนจนถึงถูกลงโทษเรื่องสายเสมอ แล้วเลือกหัวข้อมาจัดวงพูดคุยกันเป็นประจำ
14. แลกเปลี่ยนกับคนจริง ๆ
เชิญแรงงานในแพลตฟอร์ม นักกิจกรรมชุมชน คนทำงาน NGO นักข่าวภาคสนาม มาคุยกับเด็กไม่ใช่แบบมาเลคเชอร์ แต่ให้เด็กเตรียมคำถามเอง เพื่อให้เห็นคนที่กำลังเผชิญหน้ากับโครงสร้างทางสังคม
15. ปิดท้ายเทอมด้วย “แผนการเปลี่ยนโรงเรียนของเรา”
ให้ทั้งห้องช่วยกันออกแบบโรงเรียนของเรา เช่น เราอยากเปลี่ยนหรืออยากเห็นอะไรบ้าง ภายใน 1 ปี แล้วเลือกมา 1–2 เรื่องที่ทำได้ และเริ่มลงมือทำ อาจเป็นวงคุยประจำสัปดาห์ มุมหนังสือ ระบบเพื่อนช่วยเพื่อน กติกาในห้องเรียนที่เด็กช่วยกันร่าง ให้สัมผัสความรู้สึกว่า “เราเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้จริง”



